กำเนิดใหม่ กับครอบครัว ที่แสน [จะ] ธรรมดา [มั้ง]

    No.49 ปะทะเดือด [1]

    ภายในป่าพฤกษาเหมันต์ หลังจากกลุ่มของหลิงเทียนก้าวผ่านปากทางเข้ามานั้นในคราแรกนั้น ทัศนียภาพโดยรอบก็ยังเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์อยู่ แต่พอเดินทางเข้าไปได้สักพักรอบๆ กลับกลายเป็นป่าที่ถูกแช่ไปด้วยน้ำแข็ง หลิงเทียนอดที่จะแปลกใจไม่ได้ เพราะด้านบนของเขานั้นก็ยังมีแสงอาทิตย์สาดส่องลงมาอย่างต่อเนื่อง แม้มันจะไม่ทำให้รู้สึกอบอุ่น แต่ตามหลักแล้วน้ำแข็งพวกนี้มันก็สมควรที่ละลายไปบ้าง จนกระทั่งหลิงเทียนลองทดสอบใช้เปลวเพลงของเขาแผดเผาน้ำแข็งพวกนี้ดู หรือแม้แต่ใช้กระบี่ฟาดฟันลงไป แต่พวกมันก็ไม่มีทีท่าว่าจะละลายหรือแตกสลายลงไปเลยแม้แต่น้อย
    หลิงเทียนอดคิดไม่ได้ว่านี่มันเป็นฝีมือของมนุษย์แน่งั้นหรือ ก่อนที่เขาจะพยายามค้นความทรงจำของบรรพบุรุษผู้ก่อตั้ง ตำหนักจันทราเหมันต์ จึงได้รู้ว่าน้ำแข็งพวกนี้ถูกบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งแช่แข็งเอาไว้ แม้เขาจะมีสายสายเลือดศักดิ์สิทธิ์ และทักษะทั้งหมดของบรรพบุรุษ แต่กลับใช้ได้เพียงแค่ทักษะเดียวคืออาณาเขตน้ำแข็ง แต่ถึงอย่างนั้นในตอนที่ต่อสู้กับพวกเสิ่นเยว่ น้ำแข็งของเขาแม้จะแช่แข็งกลุ่มคนเหล่านั้นได้แต่ก็ช่างบอบบางซะเหลือเกิน แค่สะกิดเบาๆ ก็แตกสลายแล้ว ทำให้เขาเริ่มเข้าใจในความแตกต่างของพลังที่เขามี ว่ามันไม่ต่างไปจากเศษธุลีเมื่ออยู่ต่อหน้าพลังที่ยิ่งใหญ่พวกนี้
    นับตั้งแต่กลุ่มของหลิงเทียนเข้ามา พวกเขาก็ให้ไป๋หยุนเฟยนำหน้า คอยป้องกันสัตว์อสูรที่บุกจู่โจมเข้ามา หลิงเทียนอยู่ตรงกลาง และกางอาณาเขตเพื่อจับสัมผัสถึงสิ่งมีชิวิตอื่นๆ และแจ้งคนในกลุ่มเพื่อโจมตีอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ หนิงเอ๋อร์ เป็นคนคอยโจมตีระยะไกลตามคำสั่งของหลิงเทียน สุดท้ายคือ เซียงเซียง คอยป้องกันหนิงเอ๋อร์เพราะนางเป็นคนโจมตีระยะไกล แต่ระยะประชิดค่อนข้างบอบบาง
    ตลอดเส้นทางที่พวกเขาผ่านมานั้น มีเพียงสัตว์อสูรระดับต่ำจำนวนมากที่ตกตายไปด้วยฝีมือคนในกลุ่มของเขา เรียกได้ว่าเป็นการรวมกลุ่มที่สมบูรณ์แบบมาก และเมื่อยามเย็นมาถึงพวกเขาจำต้องรีบหาที่โล่งแจ้ง เพื่อเตรียมป้องกันสัตว์อสูรในยามค่ำคืนอย่างเต็มรูปแบบ เป็นที่รู้กันดีว่าการต่อสู้ในป่ายามค่ำคืน จะเสียเปรียบเป็นอย่างมาก ถึงแม้จะมองเห็น ตำหนักจันทราเหมันต์อยู่ไม่ไกลมากนัก ทว่าในความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม เพราะพวกเขาเองก็รู้สึกได้ราวกับว่าตำหนักนั่นไม่ได้ใกล้ขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย
    และไม่นานนักพวกเขาก็มาถึงทะเลสาบที่ถูกแช่แข็ง ในคราวนี้หลิงเทียนได้ทำการสำรวจพื้นที่โดยรอบอย่างละเอียด และพบว่าสุดทางของทะเลสาปน้ำแข็งเป็นถ้ำขนาดใหญ่มาก พวกเขาจึงได้เข้าไปสำรวจภายในถ้ำก็พบว่ามันค่อนข้างกว้างใหญ่ และยังมีหินขนาดใหญ่ตรงปากทางเข้าด้านใน ราวกับประตูที่สามารถเลื่อนเปิดปิดได้ ไป๋หยุนเฟย เซียงเซียง และหนิงเอ๋อร์ ต่างลงความเห็นว่าที่นี่เหมาะแก่การใช้เป็น ที่หลบภัยในค่ำคืนนี้ แต่หลิงเทียนอดคาใจสงสัยไม่ได้ ภายในใจของเขารู้สึกกังวลอย่างบอกไม่ถูก แต่ในเมื่อหาคำตอบไม่ได้ จึงได้แต่กำชับกับทุกคนด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด
    เมื่อฟ้าเริ่มที่จะมืดลง พวกเขาทั้งสี่ก็รีบผลักหินมาปิดที่หน้าปากทางเข้า ก่อนจะเริ่มมาพักผ่อนกัน จะมีก็แต่หลิงเทียนเท่านั้นที่ในเวลานี้แตกต่างออกไป เขาไม่มีทีท่าว่าจะหลับในแบบทุกๆ ครั้ง จนเซียงเซียงอดสงสัยไม่ได้ สำหรับไป๋หยุนเฟยกับหนิงเอ๋อร์นั้น พวกเขายังไม่รู้จักนิสัยที่แท้จริงของหลิงเทียนจึงไม่ได้ติดใจอะไรมากนัก
    "เจ้าเป็นกังวลอะไรงั้นหรือ!!?" เซียงเซียงอดถามอย่างแปลกใจไม่ได้
    "ข้าไม่รู้ ความรู้สึกของข้ามันบอกว่าภายในถ้ำนี่ มีความน่ากลัวมากกว่าด้านนอกมากนัก และความรู้สึกของข้า มันก็เริ่มที่จะรุนแรงขึ้นทุกทีแล้ว"
    ทั้งสามที่ได้ยินคำตอบของหลิงเทียน ถึงกับรีบชักอาวุธมาเตรียมพร้อมในทันที ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ แต่พวกเขามั่นใจว่าสัมผัสของหลิงเทียนนั้นดีเยี่ยมที่สุดในกลุ่ม พวกเขาจึงไม่ลังเลที่จะเชื่อ
    ผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม บรรยากาศภายในนั้นเริ่มดูผ่อนคลายลง ทั้งสามเริ่มลดอาวุธลง แต่ก็ยังเตรียมพร้อมตลอดเวลา ผิดกับหลิงเทียนที่ในตอนนี้ถึงกับต้องเรียกกระบี่ออกมากำชับอย่างแน่น ร่างกายของเขาเริ่มหลั่งเหงื่อเย็นออกมา แม้แต่เซียงเซียงที่เห็นแบบนั้น ก็เริ่มที่จะมีใบหน้าที่เคร่งเครียดขึ้น เพราะหลิงเทียนไม่ใช่คนที่จะมาหวาดวิตกกับเรื่องอะไรทั้งนั้น แต่วันนี้อาการของหลิงเทียนเด่นชัดเป็นอย่างมาก "ตู้มมมมม!!!?"
    "มีแขกมาเยือนข้าทั้งที แต่กลับไม่ขออนุญาติเจ้าบ้าน พวกเจ้าช่างเสียมารยาทยิ่งนัก!!"
    เสียงระเบิดดังกึกก้องขึ้นที่หน้าปากทางเข้าถ้ำ พร้อมๆ กับเศษหินที่วางขวางกั้นประตูทางเข้ากลายเป็นผุยผงภายในพริบตา พลันปรากฏร่างของชายวัยกลางคนที่ร่างกายบึกบึน มีเขางอกออกมาสองข้างระหว่างศีรษะ สีหน้าพวกเขาทั้งสี่ถึงกับซีดลงทันใด เพราะหินก้อนนั้นขนาดพวกเขาเอง ยังต้องใช้พลังปราณจนสุดแรงเกิด ทั้งยังต้องใช้สี่คนเพื่อขยับมันมาปิดปากทางเข้า แต่ผู้มาใหม่กลับทำลายมันได้อย่างง่ายดาย ไป๋หยุนเฟยเตรียมจะพุ่งทะลวงเพื่อเปิดทางให้ทุกคนหลบหนีออกไป แต่กลับถูกหลิงเทียนสั่งห้ามอย่างร้อนรน ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามข่มความกลัวภายในจิตใจ
    "ท่านเป็นใครกัน"
    "หืม!! เจ้าบุกรุกที่พักของข้ายังกล้ามาถามข้าอีกงั้นหรือ?"
    "ผู้เยาว์ต้องขออภัยที่มารบกวนท่านผู้อาวุโส พวกเราจะรีบจากไปเดี๋ยวนี้แหละ"
    "ได้สิ แต่ออกไปแบบไร้ลมหายใจนะ" สิ้นเสียงของชายครึ่งอสูร จิตสังหารและแรงกดดันมากมายก็ถามโถมเข้าหาพวกเขาทั้งสี่ในทันที เซียงเซียง หนิงเอ๋อร์ ไป๋หยุนเฟย ถึงกับร่างทรุดลงกระอักเลือดในทันที
    จะมีก็แต่หลิงเทียนเท่านั้นที่ยังสามารถฝืนทนได้อยู่ และพยายามใช้จิตสังหารของตนผลักดันกลับไปและปกป้องทั้งสามไว้ เหมยลี่ที่อยู่ในแหวนผนึกอสูรของเซียงเซียง ที่สัมผัสกับพลังมหาศาลที่คุ้นเคย จนถึงกับต้องรีบปรากฏร่างออกมา และร้องตะโกนบอกให้พวกเขารีบหนีไปในทันที
    หลิงเทียนพยายามใช้แรงเฮือกสุดท้าย เพื่อกล่าวออกไป "เหมยลี่รีบพาพวกเขาทั้งสามหนีออกไปก่อน"
    เหมยลี่แม้จะเป็นห่วงป๊ะป๋าของนางทว่าในเวลานี้ นางเองก็ต้องรีบพามาม๊ากับอีกสองคนออกไปไม่งั้นพวกเขาอาจถึงตายได้ ก่อนจะพังผนังอีกด้านแล้วใช้ปราณคอบร่างทั้งสามพุ่งออกไปทันที
    หลิงเทียนคลายจิตสังหารของเขาที่แผ่วงกว้างออก และใช้มันเพื่อต้านทานแรงกดดันของอีกฝ่ายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ก่อนจะกล่าวอย่างยากเย็น
    "ขอบคุณผู้อาวุโสที่เมตตา ยอมปล่อยพวกเขาไป"
    "ใครบอกเจ้าว่าข้าจะปล่อยให้รอดออกไปกัน ข้าก็แค่อยากรู้ว่าพวกมันจะหนีไปได้ไกลแค่ไหนหลังจากที่ข้าฆ่าเจ้าก็เท่านั้นเอง"
    ชายครึ่งอสูรเริ่มที่จะแผ่จิตสังหารที่รุนแรงมากขึ้น จนทำให้จิตสังหารของหลิงเทียนพลันสลายหายไปทันที ก่อนที่ร่างของเขาจะทรุดลง ในเวลานี้หลิงเทียนไม่อาจขยับร่างกายได้ดั่งใจนึก ราวกับว่ามันถูกตรึงไว้อยู่อย่างนั้น
    "หืม!!? สายเลือดศักดิ์สิทธิ์งั้นหรือ อ่อนแอชะมัด"
    "ปัง!!?" ชายครึ่งอสูรพลันหายไปจากจุดเดิมภายในพริบตา ก่อนจะไปปรากฏตรงหน้าของหลิงเทียน และใช้เพียงปลายมือสะบัดอย่างแผ่วเบา ส่งให้ร่างของหลิงเทียนลอยทะลุกำแพงออกไปจนพุ่งไถลไปกับพื้นลากยาวไปเป็นทาง
    "อ็อก!!?" หลิงเทียนถึงกับกระอักเลือดออกมา ในตอนนี้เขารู้สึกเจ็บปวดไปทั่วทั้งร่าง ราวกับร่างกายของเขามันจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ สติของเขาก็เริ่มที่จะเลือนรางลง แต่กระนั้นเขาก็ยังกัดฟันทน พยายามฝืนที่จะลุกขึ้น เพราะอย่างน้อยๆ ขอแค่ให้เขาถ่วงเวลาได้สักพัก ให้พวกเซียงเซียงหนีรอดไปได้ไกลที่สุดก่อน
    หลิงเทียนใช้กระบี่ของเขาฝืนยันกายให้ลุกขึ้น และจับจ้องมองไปยังเบื้องหน้าที่ชายร่างอสูรค่อยๆ เดินทอดน่องมาทางเขาด้วยแววตาที่ไร้ความรู้สึกใดใด
    "เห!!! เจ้านี่อึดดีเหมือนกันนะ หากเจ้ารับการโจมตีจากข้าได้อีกหนึ่งครั้งโดยที่ไม่ตายข้าจะปล่อยสี่คนนั่นไปละกัน"
    ชายครึ่งอสูรพลันหายไปจากสายตาของหลิงเทียนอีกครั้ง เขาไม่อาจรับรู้สัมผัสใดใดได้เลยจนกระทั่ง เขารู้สึกตัวอีกทีก็ถูกหมัดกระแทกที่หน้าอกจนทะลุร่างของเขา การโจมตีที่แสนเรียบง่ายนี้ทำให้หลิงเทียนถึงกับสติดับวูบไป ก่อนที่ชายครึ่งอสูรจะสบถอย่างไม่แยแส
    "โทษทีนะไอ้หนุ่ม แกรับการโจมตีไม่ได้เอง ฉะนั้นกลุ่มของพวกแกจะต้องตายทั้งหมด" ก่อนที่ชายครึ่งอสูรจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งร่างของหลิงเทียนลงกับพื้นอย่างไม่ใยดี
    ----------------------------------------------------------

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดใหม่ กับครอบครัว ที่แสน [จะ] ธรรมดา [มั้ง] ที่คุณอ่าน