ทันทีที่ชายฉกรรจ์สองคนที่นั่งรออยู่ภายในรถเก๋งสีบรอนซ์เงินเห็นภาพเหตุการณ์ตรงหน้า พวกเขาก็ถึงกับอ้าปากค้างและพากันพูดไม่ออก สติสัมปชัญญะเหมือนถูกแช่แข็งไปชั่วขณะ
ภาพของเพื่อนร่วมทีมในชุดสูทที่เพิ่งเดินกร่างเข้าไปในตรอกเมื่อไม่กี่นาทีก่อน กำลังเดินข้ามถนนกลับมาด้วยท่าทีที่แข็งทื่อและผิดธรรมชาติ ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของคนในรถหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ไม่ใช่ท่าเดินของเพื่อน แต่เป็นเงาร่างสูงใหญ่ในชุดแจ็กเก็ตหนังสีดำของชายที่เปรียบเสมือน 'เป้าหมาย' ซึ่งกำลังเดินก้าวตามประกบติดแผ่นหลังของเพื่อนพวกเขามาอย่างกระชั้นชิด ท่าทีของเป้าหมายนั้นเต็มไปด้วยการคุกคามและรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมาอย่างชัดเจนจนสัมผัสได้แม้จะนั่งอยู่ในรถที่ปิดกระจกมิดชิดก็ตาม
สายตาสองคู่ภายในรถเบิกกว้าง มองตามการเคลื่อนไหวของคนทั้งสองที่กำลังเดินข้ามถนนตรงดิ่งมาหาพวกตนอย่างไม่วางตา เหงื่อเย็นๆ เริ่มซึมชื้นตามไรผม
ชายชุดสูทเดินมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูรถฝั่งที่นั่งข้างคนขับ เขาไม่ได้รีบร้อนเปิดประตูในทันที แต่กลับจงใจใช้มือซ้ายที่ยังพอขยับได้ เลิกชายเสื้อสูทของตนเองขึ้นช้าๆ เพื่อเปิดทางให้เพื่อนในรถมองเห็น ทันทีที่ชายเสื้อถูกเลิกขึ้น สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของชายในรถคือ 'ซองปืนพก' ที่เหน็บอยู่ข้างเอว... ซึ่งบัดนี้มัน 'ว่างเปล่า'
การกระทำนั้นบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่า อาวุธปืนประจำกายไม่ได้อยู่กับเขาอีกต่อไปแล้ว
ชายสองคนในรถหันขวับมามองหน้ากันอีกครั้งด้วยความตื่นตระหนก แววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความสับสนและระแวดระวังภัย สัญชาตญาณเอาชีวิตรอดสั่งการให้ชายคนที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยตัดสินใจกดปุ่ม 'ปลดล็อก' ประตูรถดัง กริ๊ก ในขณะเดียวกัน ชายฉกรรจ์ที่นั่งอยู่บนเบาะหลังก็ไม่รอช้า เขารีบล้วงมือเข้าไปใต้เสื้อแจ็กเก็ต ชักปืนพกขนาด 9 มม. ของตนเองออกมาปลดเซฟตี้ และยกขึ้นตั้งท่ารอไว้อย่างรวดเร็ว ปลายกระบอกปืนเล็งตรงไปยังประตูฝั่งที่เป้าหมายกำลังจะเปิดเข้ามา
ชายชุดสูทที่ยืนอยู่ด้านนอกเปิดประตูรถด้านหน้าฝั่งซ้ายและแทรกตัวเข้าไปนั่งข้างคนขับอย่างทุลักทุเล แสงสว่างจากไฟถนนที่สาดส่องเข้ามาในห้องโดยสาร ทำให้เพื่อนทั้งสองคนเห็นสภาพของเขาได้อย่างชัดเจน ชายชุดสูทกำลังใช้มือซ้ายกุมแขนท่อนขวาของตัวเองเอาไว้แน่น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดทรมาน แขนขวาของเขาห้อยต่องแต่งและบิดพับผิดรูป บ่งบอกอย่างชัดเจนว่ามันถูกล็อกและหักสะบั้นไปแล้ว
ในเสี้ยววินาทีต่อมา ประตูรถฝั่งเบาะหลังก็ถูกกระชากเปิดออก ธีร์ก้าวเข้ามานั่งตรงตำแหน่งเบาะหลังคู่กับชายที่ถือปืนรออยู่ ทันทีที่ร่างสูงใหญ่แทรกตัวเข้ามานั่งในห้องโดยสารที่คับแคบ แสงไฟก็สะท้อนให้เห็นโลหะสีดำขลับในมือขวาของเขา มันคือปืนพกกระบอกเดียวกันกับที่หายไปจากซองปืนของชายชุดสูท
ธีร์นั่งพิงเบาะด้วยท่าทีที่ผ่อนคลายและไร้ซึ่งความตื่นตระหนก ในขณะที่มือขวาของเขายกปืนกระบอกนั้นขึ้นจ่อเล็งตรงไปที่ศีรษะของชายที่นั่งอยู่เบาะหลังเช่นเดียวกัน กลายเป็นสถานการณ์ตึงเครียดที่ต่างฝ่ายต่างเอาปืนจ่อหัวกันและกันในระยะประชิด
บรรยากาศภายในรถเงียบสงัดจนแทบจะได้ยินเสียงหัวใจเต้น ธีร์ละสายตาจากปลายกระบอกปืนของศัตรูที่จ่ออยู่ตรงหน้า หันไปมองแผ่นหลังของชายที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัย ก่อนจะเอ่ยทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบและเย็นเยียบ
"รออะไรล่ะ... ออกรถสิ"
ปรากฏว่าอีกฝ่ายยังคงนิ่งอึ้ง มือของคนขับกำพวงมาลัยแน่นจนข้อขาว สมองกำลังประมวลผลสถานการณ์ที่พลิกผันอย่างกะทันหัน
ทว่า ชายฉกรรจ์ที่นั่งอยู่เบาะหลังและกำลังเอาปืนจ่อธีร์อยู่ กลับแสยะยิ้มกว้างออกมา มันแค่นเสียงหัวเราะเยาะเย้ยในลำคอ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงดูแคลน
"มึงนี่แม่งโง่ชะมัด..." มันขยับปลายกระบอกปืนขู่ "ถ้ามึงยอมปล่อยให้ไอ้พวกสวะพวกนั้นซ้อมมึงไปซะตั้งแต่แรก อย่างมากมึงก็แค่นอนหยอดน้ำข้าวต้ม หรือเต็มที่ก็แค่กลายเป็นคนพิการไป... แต่ในเมื่อมึงเลือกที่จะเดินเข้ามาในนี้ กูว่าแม่งก็ง่ายดีว่ะ มึงเตรียมตัวกลายเป็นอาหารปลาได้เลยไอ้เวร!"
คนขับรถที่เพิ่งตั้งสติได้ หันขวับไปตวาดใส่เพื่อนของเขาที่นั่งหน้าซีดกุมแขนหักอยู่ตรงเบาะข้างคนขับ
"มึงนี่แม่งไม่ได้เรื่องเลยว่ะ!" คนขับสบถอย่างหัวเสีย "ก็แค่จัดการกับไอ้เด็กเมื่อวานซืนนี่ มึงถึงกับมีสภาพทุเรศแบบนี้เลยเหรอวะ!? แถมยังโง่โดนมันแย่งปืนมาได้อีก!"
ชายชุดสูทที่กำลังเจ็บเจียนคลั่งหันไปแยกเขี้ยวสวนกลับทันควัน "มึงไม่ลองลงไปเจอมันเองดูล่ะไอ้เหี้ย! แม่ง... มันคนเดียวเล่นงานคนมีอาวุธเก็บไปทีเดียวเจ็ดคนรวดเลยนะโว้ย!"
ประโยคนั้นเปรียบเสมือนค้อนปอนด์ที่ทุบลงกลางวงสนทนา พอได้ยินสิ่งที่เพื่อนพูด ชายที่นั่งหลังพวงมาลัยกับชายที่นั่งถือปืนอยู่เบาะหลังก็ถึงกับชะงัก สีหน้าของพวกมันเปลี่ยนเป็นความตกตะลึงและไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง คนเพียงคนเดียวจะสามารถคว่ำอันธพาลอาวุธครบมือเจ็ดคนในเวลาไม่ถึงห้านาทีเนี่ยนะ?
แต่ธีร์ไม่ได้สนใจปฏิกิริยาของพวกมัน ชายหนุ่มยังคงรักษาใบหน้าที่ไร้อารมณ์ ก่อนจะเอ่ยย้ำคำเดิมด้วยน้ำเสียงที่กดต่ำลงกว่าเดิม
"ออกรถสิ"
คำสั่งที่ฟังดูอวดดีและไม่เจียมตัวของคนที่กำลังถูกปืนจ่อหัว ทำให้คนขับและชายที่นั่งเบาะหลังหันมามองหน้ากัน ก่อนจะพากันระเบิดเสียงหัวเราะร่วนออกมาอย่างขบขันและสมเพชในความไม่รู้ที่ตายของชายหนุ่ม
ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่พวกมันกำลังหัวเราะและลดการป้องกันตัวลงนั่นเอง... เรื่องที่ไม่คาดคิดก็อุบัติขึ้นด้วยความเร็วที่ดวงตาของมนุษย์แทบจะมองตามไม่ทัน!
ธีร์อาศัยทักษะการต่อสู้ระยะประชิด (CQC) ขั้นสูงที่ถูกหล่อหลอมมาจากสมรภูมิรบอันโหดร้าย ชายหนุ่มตวัดมือซ้ายพุ่งเข้าคว้าหมับที่กระบอกปืนซึ่งกำลังจ่อมาที่ใบหน้าของเขาอย่างแม่นยำ เขาออกแรงปัดกระบอกปืนให้เบี่ยงออกจากวิถีทำลายล้าง พร้อมกับใช้นิ้วหัวแม่มือและง่ามนิ้วกระชากสไลด์ปืนของศัตรูดึงรั้งไปด้านหลังอย่างรุนแรง!
แกร๊ก! เคร้ง!
กระสุนปืนนัดที่ถูกบรรจุรออยู่ในรังเพลิงถูกดีดกระเด็นหลุดออกจากช่องคายปลอก ลอยไปตกกระทบกับคอนโซลรถ กลายเป็นการปลดอาวุธศัตรูให้กลายเป็นเพียงเศษเหล็กไร้ค่าในพริบตาเดียว!
ชายเบาะหลังยังไม่ทันจะได้ตกใจกับปืนที่ถูกขัดลำกล้อง ธีร์ก็เปิดฉากโจมตีต่อเนื่องอย่างไหลลื่น ปืนในมือขวาของเขาไม่ได้ถูกลั่นไก แต่ชายหนุ่มกลับใช้ท่อนแขนซ้ายที่เพิ่งปลดอาวุธศัตรู พับข้อศอกแล้วกระแทก 'ฟันศอก' สวนกลับเข้าไปที่บริเวณลำคอและลูกกระเดือกของชายที่นั่งเบาะหลังอย่างสุดแรง!
อั้ก!
เสียงกระดูกอ่อนลั่นกรอบพร้อมกับเสียงลมหายใจที่ขาดห้วง ชายฉกรรจ์ตาเหลือกค้าง สองมือกุมลำคอของตนเอง ล้มพับลงไปกองกับเบาะรถ ดิ้นทุรนทุรายด้วยความจุกจนเปล่งเสียงร้องไม่ออก
ชายชุดสูทที่นั่งอยู่เบาะหน้าเห็นเพื่อนถูกเล่นงานภายในเสี้ยววินาที ความหวาดกลัวขีดสุดทำให้มันลืมความเจ็บปวดที่แขนขวา มันพยายามใช้มือซ้ายล้วงเข้าไปในเสื้อสูทเพื่อจะชักปืนพกสำรองที่ซ่อนไว้ออกมาตอบโต้
แต่ปฏิกิริยาของมัจจุราชหนุ่มนั้นรวดเร็วกว่ามาก!
ปัง!!
เสียงปืนกัมปนาทดังลั่นสนั่นหูภายในห้องโดยสารแคบๆ ประกายไฟแลบแปลบออกจากปากกระบอกปืนในมือของธีร์ หัวกระสุนขนาด 9 มม. พุ่งแหวกอากาศเฉียดผ่านศีรษะของชายเบาะหน้าไปเพียงเสี้ยวอึดใจ ทว่ามันไม่ได้พลาดเป้าไปเสียทีเดียว กระสุนนัดนั้นถากเข้าที่ใบหูซ้ายของชายชุดสูทจนเนื้อแหว่งหายไปซีกหนึ่ง เลือดสีสดสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนเบาะหนัง ก่อนที่หัวกระสุนจะพุ่งทะลุกระจกหน้ารถจนแตกเป็นรอยร้าวรังแมงมุมขนาดใหญ่!
"อ๊ากกกก!!" ชายชุดสูทร้องโหยหวน เอามือซ้ายกุมใบหูที่อาบไปด้วยเลือด
ทันทีที่เสียงปืนลั่นดังสนั่นกึกก้องออกมาถึงภายนอกรถ ผู้คนในบริเวณริมถนนใหญ่ที่กำลังเดินขวักไขว่ไปมา หรือบรรดาพ่อค้าแม่ค้าที่กำลังง่วนอยู่กับการทำสตรีทฟู้ด ต่างพากันสะดุ้งสุดตัวและกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนก ฝูงชนแตกฮือวิ่งหนีตายกันไปคนละทิศคนละทาง ทิ้งแผงลอยและข้าวของให้ล้มระเนระนาด ความโกลาหลบังเกิดขึ้นในชั่วอึดใจ
ภายในรถ ระยะเวลาของเหตุการณ์ทั้งหมดล้วนมีลำดับก่อนหลังอย่างชัดเจน แต่ทว่ามันเกิดขึ้นรวดเร็วและต่อเนื่องจนยากที่สมองของคนปกติจะตั้งรับได้ทัน
ชายเบาะหน้าที่กำลังหูอื้อและเจ็บปวดเจียนบ้า ยังคงไม่ยอมแพ้ มันกัดฟันพยายามจะล้วงมือเข้าไปหยิบปืนสำรองอีกครั้ง แต่ธีร์ไม่ปล่อยให้ความดิ้นรนนั้นเป็นผล ชายหนุ่มเอื้อมตัวไปด้านหน้า กดปลายกระบอกปืนจ่อแนบชิดเข้าที่ 'หัวไหล่' ซ้ายของมันโดยไม่ลังเล
ปัง!!
"อ๊ากกก!" กระสุนเจาะทะลุกล้ามเนื้อและกระดูกหัวไหล่จนร่างของมันสะดุ้งโหยง
ธีร์เลื่อนกระบอกปืนต่ำลงมาอย่างเลือดเย็น และกดปากกระบอกลงที่ 'ต้นขา' ของมันอีกจุด
ปัง!!
"โอ๊ยยยยย! พอแล้ว! พอแล้ว!"
ชายชุดสูทร้องลั่น น้ำตาและน้ำมูกไหลทะลักออกมาอย่างหมดสภาพ เลือดสีเข้มไหลซึมทะลุเนื้อผ้าสูทราคาแพงจนชุ่ม มันทิ้งตัวพิงเบาะ ร่างกายกระตุกเกร็งด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส หมดสิ้นหนทางที่จะต่อต้านใดๆ อีกต่อไป
ชายที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยเบิกตากว้างด้วยความช็อกสุดขีด เสียงปืนที่ดังลั่นในพื้นที่ปิดทำให้หูของเขาอื้ออึงจนได้ยินเพียงเสียงวิ้งยาวๆ เขาเอามือข้างหนึ่งคลุมใบหูของตนเองด้วยความเจ็บปวด ในขณะที่มืออีกข้างพยายามจะเอื้อมไปชักปืนที่เอวหมายจะยิงสวนกลับเพื่อเอาชีวิตรอด
ทว่า ก่อนที่ปลายนิ้วของเขาจะได้แตะด้ามปืน...
ปัง! ปัง!!
ธีร์ลั่นไกปืนอีกสองนัดซ้อน! หัวกระสุนพุ่งทะลุพนักพิงเบาะหน้า เฉียดสีข้างของชายคนขับไปเพียงไม่กี่มิลลิเมตร ทิ้งรอยไหม้และกลิ่นดินปืนคละคลุ้ง เศษฟองน้ำและหนังเบาะปลิวว่อนไปทั่วห้องโดยสาร
ชายคนขับชะงักค้าง ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาป มือที่กำลังจะชักปืนหยุดชะงักอยู่กลางอากาศ ลมหายใจสะดุดห้วงเมื่อสัมผัสได้ถึงความตายที่เฉียดผ่านเอวไปเพียงแค่เส้นยาแดงผ่าแปด
กลิ่นคาวเลือดผสมผสานกับกลิ่นควันปืนลอยอบอวลไปทั่วทั้งคันรถ ท่ามกลางเสียงโอดครวญของชายเบาะหน้าและเสียงหอบหายใจของชายเบาะหลัง ธีร์ค่อยๆ ลดปืนลงจ่อเล็งไปที่ด้านหลังพนักพิงของคนขับ
นัยน์ตาสีเข้มของชายหนุ่มยังคงเรียบสนิท ไร้ซึ่งความรู้สึกผิดชอบชั่วดี หรือความตื่นตระหนกใดๆ ประดับอยู่บนใบหน้า เขาเพียงแค่เอ่ยประโยคเดิมซ้ำอีกครั้ง... ทว่าครั้งนี้ น้ำเสียงของเขามันเย็นยะเยือกและกรีดลึกลงไปถึงขั้วหัวใจของผู้ฟัง
"ออกรถสิ... พากูไปหาเจ้านายมึง"
กลิ่นคาวเลือดสดๆ ผสมผสานกับกลิ่นเหม็นไหม้ของดินปืนลอยคละคลุ้งไปทั่วทั้งห้องโดยสารที่คับแคบและปิดทึบของรถเก๋งสีบรอนซ์เงิน บรรยากาศภายในรถบัดนี้ไม่ต่างอะไรกับขุมนรกขนาดย่อมที่เพิ่งถูกมัจจุราชกระชากประตูเปิดออก
ชายชุดสูทที่นั่งอยู่ตรงตำแหน่งเบาะหน้าข้างคนขับ ร่างกายของเขาสั่นเทาอย่างรุนแรงจนควบคุมไม่ได้ ดวงตาเบิกโพลงเต็มไปด้วยความหวาดกลัวสุดขีด เลือดสีแดงฉานไหลทะลักออกจากบาดแผลที่ใบหูซ้ายซึ่งถูกกระสุนถากจนแหว่งวิ่น หยดแหมะลงบนเสื้อสูทราคาแพงจนชุ่มโชกไปทั้งแถบ ไม่เพียงแค่นั้น บาดแผลจากการถูกยิงอัดระยะประชิดที่หัวไหล่และต้นขายังสร้างความเจ็บปวดแสนสาหัสจนสติสัมปชัญญะของเขาแทบจะแตกซ่าน ทุกอย่างมันเกิดขึ้นรวดเร็วมาก... รวดเร็วเสียจนสมองของคนที่คิดว่าตนเองเป็น 'ผู้ล่า' มาตลอด ตั้งตัวรับมือกับความตายที่พุ่งเข้าชนแทบไม่ทัน
ในขณะเดียวกัน ชายคนที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยก็กำลังตกอยู่ในสภาวะสติแตกไม่ต่างกัน เขาพยายามกัดฟันกรอดเพื่ออดกลั้นความหวาดกลัว เลือดฝาดบนใบหน้าเหือดหายไปจนซีดเผือดราวกับกระดาษ เสียงวิ้งๆ ยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาทจากการที่กระสุนปืนพุ่งเฉียดสีข้างของเขาไปเจาะทะลุเบาะรถเพียงแค่ไม่กี่มิลลิเมตร
ชายคนขับค่อยๆ เหลือบสายตามองขึ้นไปที่กระจกมองหลังด้วยความหวาดระแวง และภาพที่สะท้อนกลับมาก็ทำให้ก้อนเนื้อในอกซ้ายของเขาแทบจะหยุดเต้น...
ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดแจ็กเก็ตหนังสีดำ กำลังนั่งพิงพนักเบาะหลังด้วยท่วงท่าที่ผ่อนคลายและเย็นเยียบ ใบหน้าหล่อเหลานั้นเรียบสนิท ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก หรือความตื่นตระหนกจากการลั่นไกสังหารหมู่เมื่อครู่เลยแม้แต่น้อย ทว่าสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคืออาวุธในมือของเขา
บัดนี้ ธีร์ได้ทำการชิงปืนพกขนาด 9 มม. จากมือของชายที่นั่งอยู่ข้างๆ มาถือเอาไว้ในมือซ้ายอย่างง่ายดาย ปากกระบอกปืนข้างนั้นถูกกดจ่อแนบชิดติดกับขมับของศัตรูที่นอนจุกกระอักเลือดอยู่บนเบาะ ในขณะที่ปืนพกอีกกระบอกในมือขวาของเขา... กำลังเล็งตรงทะลุช่องว่างระหว่างเบาะหน้า เล็งเป้าหมายมาที่ 'ท้ายทอย' ของคนขับรถอย่างพอดิบพอดี
ตอนนี้พวกมันรู้ซึ้งแก่ใจแล้ว ว่าไอ้หนุ่มหน้าตายที่พวกมันคิดว่าเป็นเพียง 'เหยื่อ' อันโอชะที่รอให้รุมทึ้ง... แท้จริงแล้วไม่ได้เป็นเหยื่ออย่างที่พวกมันคิด แต่เป็นเพชฌฆาตที่หลุดออกมาจากนรกต่างหาก!
"ออกรถ... พากูไปหาเจ้านายมึง"
น้ำเสียงของธีร์ราบเรียบ ไม่ได้ตะคอก หรือตะเบ็งเสียง แต่มันกลับทรงพลังและแฝงไปด้วยรังสีอำมหิตที่กดทับจนคนฟังแทบหายใจไม่ออก
คนขับรถกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สองมือที่จับพวงมาลัยสั่นระริก เขายังคงลังเลใจ เพราะหากพาชายคนนี้ไปหาเจ้านาย เขาเองก็อาจจะโดนเจ้านายสั่งเก็บข้อหาทำงานพลาดและชักศึกเข้าบ้าน
ราวกับอ่านความคิดออก ธีร์ขยับปลายกระบอกปืนในมือขวาเคาะกับเบาะหนังเบาๆ เป็นเชิงเตือน ก่อนจะเอ่ยประโยคถัดมาที่ตอกฝาโลงความหวังของพวกมันจนหมดสิ้น
"หรือมึงจะเลือกกลายเป็นศพนอนเน่าอยู่ตรงนี้... แล้วเดี๋ยวกูจะใช้อำนาจและคอนเนกชันทั้งหมดของคุณปู่กู... พลิกแผ่นดินค้นหาเอาเอง ว่าไอ้สวะอย่างพวกมึงทำงานให้ใคร?"
คำขู่นั้นไม่ได้เกินจริงเลยแม้แต่น้อย คนขับรถรู้ดีว่าเครือข่ายธุรกิจและอิทธิพลของ 'เจ้าสัวสิรินทร์' ผู้นำแห่งสิรินทรา กรุ๊ป นั้นยิ่งใหญ่และครอบคลุมไปทั่วทั้งประเทศมากเพียงใด หากเจ้าสัวสิรินทร์สั่งให้สืบหาเบื้องหลังของพวกมันจริงๆ ต่อให้หนีลงรู พวกมันก็ไม่มีทางรอดพ้นเงื้อมมือของมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลไปได้
เมื่อถูกต้อนให้จนมุมด้วยความตายที่จ่ออยู่ตรงท้ายทอย และอิทธิพลมืดที่ไม่อาจต่อกร คนขับรถจึงได้แต่อดกลั้นความหวาดกลัวและความเจ็บปวด เขาพยักหน้ารับอย่างจำยอม ก่อนจะสับเกียร์ สตาร์ทรถ และเหยียบคันเร่งพารถเก๋งสีบรอนซ์เงินที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือด พุ่งทะยานออกไปจากความโกลาหลริมถนน มุ่งหน้าไปสู่สถานที่ที่เจ้านายของตนเองกบดานอยู่ทันที
...
ตัดฉากมาที่อีกฟากฝั่งหนึ่งของมหานคร ย่านใจกลางเมืองที่เต็มไปด้วยแสงสีและความหรูหรา
'วศิน' นักธุรกิจหนุ่มจอมละโมบ ผู้ซึ่งเป็นทั้งคู่แข่งทางธุรกิจและศัตรูหัวใจที่หวังจะฮุบกิจการสิรินทรา กรุ๊ป กำลังนอนหลับตาพริ้มด้วยความรู้สึกผ่อนคลายและสบายอารมณ์อย่างถึงที่สุด
หลังจากที่เขาเพิ่งจะเสร็จสิ้นจากการออกรอบตีกอล์ฟและเจรจาธุรกิจสกปรกกับกลุ่มนักการเมืองและไฮโซระดับวีไอพี วศินก็ปลีกตัวมาใช้บริการที่ 'ไพรเวต สปา แอนด์ คลับ' สถานบริการนวดแผนไทยและสปาระดับซูเปอร์ลักชัวรี ซึ่งซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบสงบในซอยส่วนบุคคล การจะก้าวเท้าเข้ามาเหยียบในสถานที่แห่งนี้ได้นั้น เงินอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ลูกค้าจะต้องมี 'บัตรสมาชิก' ระดับแบล็กการ์ด หรือไม่ก็ต้อง 'ได้รับเชิญ' จากบุคคลที่เป็นสมาชิกวีไอพีอยู่ก่อนแล้วเท่านั้น จึงจะสามารถเข้ามารับบริการความผ่อนคลายที่ตัดขาดจากโลกภายนอกได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ภายในห้องนวดสปาส่วนตัวที่ตกแต่งอย่างหรูหราด้วยสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ กลิ่นหอมของน้ำมันหอมระเหยสกัดจากดอกบัวและไม้กฤษณาลอยอบอวลไปทั่วห้อง แสงไฟสีวอร์มไวต์ถูกหรี่ลงจนสลัว สร้างบรรยากาศที่เงียบสงบและเป็นส่วนตัว เสียงเพลงบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีไทยจังหวะช้าๆ คลอเคลียอยู่เบื้องหลัง
หมอนวดสาวสวยระดับมือโปรในชุดยูนิฟอร์มผ้าไหม กำลังใช้น้ำหนักนิ้วและฝ่ามือ กดคลึงลงไปตามเส้นกษัยและมัดกล้ามเนื้อบนแผ่นหลังของวศินอย่างช้าๆ และเนิบนาบ น้ำหนักมือที่พอดีและจังหวะการนวดที่ไหลลื่นราวกับรู้ใจ ทำให้เศรษฐีหนุ่มทำหน้าเคลิบเคลิ้ม ปลดปล่อยความตึงเครียดสะสมออกไปจนหมดสิ้น
ในหัวของวศินตอนนี้เต็มไปด้วยภาพความสำเร็จอันหอมหวาน เขากำลังจินตนาการถึงใบหน้าของ 'เพียงฟ้า' นางพญาสาวผู้เลอโฉมแห่งสิรินทรา กรุ๊ป และอาณาจักรธุรกิจมูลค่ามหาศาลที่กำลังจะตกมาอยู่ในกำมือของเขาในอีกไม่ช้า เขามั่นใจว่าแผนการสั่งสอน 'ตาอยู่' อย่างไอ้เด็กหน้าโง่ที่ชื่อธีร์ จะต้องดำเนินไปอย่างราบรื่น ป่านนี้ไอ้กรรมกรชั้นต่ำนั่นคงถูกคนของเขารุมสกรัมจนกระดูกหักไปครึ่งซีก และคงไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มอยู่ในห้องไอซียูเรียบร้อยแล้ว
"หึ... คิดจะมาเป็นก้างขวางคอคนอย่างฉัน มันยังเร็วไปร้อยปีไอ้สวะ" วศินพึมพำกับตัวเองเบาๆ รอยยิ้มเย่อหยิ่งและเหยียดหยามปรากฏขึ้นบนมุมปาก
การนวดคลายเส้นดำเนินไปอย่างเชื่องช้าและเนิบนาบ จนกระทั่งครบสองชั่วโมงตามแพ็กเกจ หมอนวดสาวทำการยืดเหยียดร่างกายให้เขาส่วนสุดท้ายเป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอนปกติ วศินลุกขึ้นจากเตียงนวดด้วยความรู้สึกสดชื่นและกระปรี้กระเปร่า สวมใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนมที่ถูกรีดจนเรียบกริบ ฉีดน้ำหอมราคาแพงเพื่อเสริมภาพลักษณ์ของนักธุรกิจหนุ่มผู้เพียบพร้อม ก่อนจะก้าวเดินออกจากห้องสปาไป
เมื่อวศินเดินล้วงกระเป๋าออกมาถึงบริเวณลานจอดรถส่วนตัวของคลับ เขาก็เห็นรถเก๋งสปอร์ตซีดานสุดหรูของตนเองจอดสตาร์ทเครื่องรออยู่แล้ว บริเวณข้างรถ มีลูกน้องในชุดสูทของเขายืนรอสแตนด์บายอยู่
ทันทีที่เห็นเจ้านายเดินมา ลูกน้องคนนั้นก็ค้อมศีรษะให้เล็กน้อย ก่อนจะเอื้อมมือไปเปิดประตูรถบานหลังฝั่งผู้โดยสารให้วศินก้าวเข้าไปนั่งอย่างรู้หน้าที่
วศินไม่ได้สังเกตเห็นถึงความผิดปกติใดๆ บนใบหน้าของลูกน้องที่กำลังซีดเผือดและมีเหงื่อแตกพลั่ก เขาเพียงแค่ก้าวเท้าเข้าไปในห้องโดยสารที่เย็นเฉียบจากเครื่องปรับอากาศ และทิ้งตัวลงนั่งบนเบาะหนังบับเบิลนุ่มสบายด้วยความเคยชิน
ทว่า ทันทีที่ประตูปิดลง... สัญชาตญาณความระแวดระวังของวศินก็กระตุกวาบขึ้นมาในเสี้ยววินาที
เขารู้สึกได้ถึง 'ความร้อน' และการขยับตัวของใครบางคนที่นั่งอยู่บนเบาะหลังร่วมกับเขา!
วศินเอะใจและหันขวับไปมองยังที่นั่งฝั่งตรงข้ามในความมืดสลัวของห้องโดยสารทันที ก่อนที่ดวงตาของเศรษฐีหนุ่มจะเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง
เมื่อเขาพบว่า ณ ตำแหน่งเบาะหลังที่ควรจะว่างเปล่านั้น กลับมี 'ผู้ชายแปลกหน้า' คนหนึ่ง นั่งจับจองพื้นที่อยู่ก่อนแล้ว!
ในสายตาของวศินที่ถูกหล่อหลอมมาด้วยสังคมชนชั้นสูง ชายหนุ่มตรงหน้ามีรูปลักษณ์และหน่วยก้านที่ไม่ต่างอะไรไปจากพวกกรรมกรใช้แรงงาน หรือพวกอันธพาลข้างถนน เสื้อแจ็กเก็ตหนังสีดำและเสื้อยืดธรรมดาๆ นั้น ช่างดูขัดแย้งและเป็นสิ่งแปลกปลอมอย่างยิ่งเมื่อเข้ามานั่งอยู่ในรถสปอร์ตซีดานหรูหราราคาหลายสิบล้านของเขา
แต่นั่นยังไม่ใช่สิ่งที่ทำให้วศินต้องหยุดหายใจ...
เพราะสิ่งที่ทำให้เส้นเลือดในสมองของเขาเต้นตุบๆ คือโลหะสีดำขลับที่สะท้อนแสงไฟสลัวๆ จากภายนอกรถ... ปืนพกขนาด 9 มม. ในมือของไอ้กรรมกรชั้นต่ำคนนั้น กำลังยกขึ้นมาจ่อตรงเล็งเป้าหมายมาที่หน้าอกของเขาอย่างพอดิบพอดี!
ชายหนุ่มแปลกหน้าเจ้าของใบหน้าที่หล่อเหลาแต่กลับไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ทอดสายตาอันเย็นยะเยือกมองตรงมาที่วศิน ราวกับกำลังมองดูเหยื่อที่เดินเข้ามาติดกับดักด้วยตัวเอง
ริมฝีปากที่เรียบสนิทของธีร์ขยับเปิดออก ก่อนจะเอ่ยประโยคทักทายที่ฟังดูเหมือนคำตัดสินประหารชีวิต
"ยินดีที่ได้เจอนะ... คุณวศิน"