ย้อนเวลาพลิกฟ้าคว่ำดิน

    8 เป็นเถ้าแก่โรงเตี๊ยม

                                          “ ฝันไปเถอะเจ้าหลง  ข้าไม่มีทางปล่อยให้เจ้าสมหวังแน่นอน “            จางหู่ที่ลืมไปว่าตนเองกำลังจะฆ่าตัวตาย กลับควงกระบี่ตรงเข้าหาเจ้าหลง  เพื่อหมายจะสั่งสอนคู่อริที่บังอาจจะมาแย่งภรรยาสุดที่รักของเขา  ในขณะที่เจ้าหลงเองก็เบี่ยงตัวโยกหลบพ้นรัศมีกระบี่  ก่อนจะหัวเราะออกมาดัง ๆ จนตัวจางหู่เองเกิดความสงสัยจึงร้องถามออกไป                     “ เจ้าหัวเราะเรื่องอันใดเจ้าหลง  เจ้าจะตายอยู่แล้วยังมีแก่ใจมาหัวเราอีกรึ?”                          “ แล้วเจ้าไม่อยากตายแล้วเหรออาหู่  เมื่อกี้เจ้ายังคิดสั้นอยู่ไม่ใช่เหรอ ?”                    เจ้าหลงย้อนกลับจางหู่ด้วยท่าทางยิ้ม ๆ ไม่มีท่าทีถือสาหาความใด ๆ ต่อจางหู่แม้แต่น้อย                      “ เรื่องอะไรข้าจะปล่อยให้เจ้าสมหวัง  รอชาติหน้าตอนบ่าย ๆ ก็แล้วกัน”                     “ ข้าไม่คิดอยากตายแล้ว ข้าจะดูแลหลานเอ๋อและลูกด้วยตัวข้าเอง ไม่ต้องลำบากเจ้าหรอกเจ้าหลง ข้าว่าเจ้าต้องรอชาติหน้าแล้วล่ะ”                  จางหู่ตอบพร้อมมองเจ้าหลงด้วยสีหน้าเย็นชาปนสงสัย  ที่จู่ ๆ วันนี้เจ้าหลงดูแปลก ๆ ไป ไม่เหมือนเมื่อก่อน  ที่ปรกติต้องไม่มีทางยอมลงให้กับเขาแน่นอน แต่วันนี้กลับดูใจเย็นผิดปรกติ                   “ ท่านพี่ ท่านไม่คิดสั้นอีกแล้วใช่ไหมเจ้าคะ ฮือ ๆ ข้าดีใจจริง ๆ ขอบคุณสวรรค์ที่ยังเมตตา”                  แม่นางหลานเอ๋อ ภรรยาของจางหู่ร้องไห้ด้วยความดีใจ พร้อมเข้าไปกอดสามีของนางแน่น     ก่อนที่จางหู่จะพูดปลอบและขอโทษนางสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น ซึ่งนางได้แต่พยักหน้ารับด้วยความยินดี   จากนั้นจางหู่จึงหันไปกล่าวกับคู่อริในวัยเด็กด้วยสีหน้าที่อ่อนโยนลง              “ ยังไงข้าต้องขอบใจเจ้ามากนะอาหลง ที่ทำให้ข้าคิดได้ และไม่คิดอยากตายอีก”                แน่นอนว่าอาหลงที่เขาพูดถึงย่อมหมายถึงเจ้าหลง หาใช่เสียมหลอหลงไม่                   “ ไม่เป็นไรหรอกอาหู่ ตั้งแต่ข้ารู้เรื่องของเจ้า ข้าก็พลอยเป็นห่วงเช่นกันว่าเจ้ากับหลานเอ๋อจะเป็นอย่างไรบ้าง “                      เจ้าหลงกล่าวด้วยสีหน้าที่เป็นมิตร ต่างจากท่าทียั่วยุเมื่อสักครู่อย่างสิ้นเชิง  ก่อนจะเดินเข้าไปตบบ่าให้กำลังใจเพื่อนคู่อริในวัยเด็ก  พร้อมกล่าวอีกว่า                     “ จริง ๆ แล้วข้าก็จะเข้ามาห้ามเจ้าเช่นกัน เพราะข้าไม่อยากให้หลานเอ๋อต้องเป็นม่าย”                    “ แต่เมื่อกี้ เจ้าเป็นคนพูดยั่วยุให้ข้ารีบเชือดคอตัวเองไม่ใช่รึอาหลง?”                     จางหู่เอ่ยปากถามสหายคู่รักคู่แค้นอย่างสงสัย ก่อนที่เจ้าหลงจะอธิบายให้ทุกคนฟังว่า ผู้ที่เป็นคนออกความคิดให้เขามายั่วยุอาหู่ก็คือคุณชายชุดฟ้าที่ยืนอยู่ข้าง ๆ นี่เอง                      “ เป็นคุณชายท่านนี้เอง ที่ออกอุบายให้ข้ามายั่วยุเจ้า”                      เจ้าหลงผายมือมาที่เสียมหลอหลงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ใต้เท้าหลิวรวมทั้งหวังฮั่น  เมื่อจางหู่กับฮูหยินทราบดังนั้นจึงเข้าไปคำนับพร้อมคุกเข่าขอบคุณที่ทำให้เขาเลิกคิดสั้น                  “ ขอบคุณเอินกง(ผู้มีคุณ)เจ้าค่ะ  ที่ช่วยให้เซี่ยงกง(สามี)ของข้าไม่คิดสั้นอีกแล้ว”                     “ เชิญลุกขึ้นเถอะฮูหยิน พี่ชาย  อย่าได้เก็บมาใส่ใจเลย  ขอเพียงพวกท่านไม่ยอมแพ้ ไม่นานพวกท่านก็ผ่านเรื่องราวไปได้ในที่สุด เชื่อข้าเถอะ”                     ชายหนุ่มประคองคู่สามีภรรยาให้ลุกขึ้น พร้อมกับกล่าวให้กำลังใจ พร้อมกับบอกว่าเร่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับเจ้าหลงที่ตีบทแตกจนจางหู่ต้องเลิกคิดสั้น                     “ เจ้าหลง ที่ผ่านมาข้าขอโทษที่เข้าใจผิดเจ้ามาตลอด  เรากลับเป็นสหายรักกันเหมือนตอนเด็ก ๆ ได้ไหม”                       จางหู่เอ่ยกับเจ้าหลงด้วยน้ำใสใจจริง ซึ่งทางด้านเจ้าหลงเองก็คิดตรงกัน ทั้งสองจึงเข้าสวมกอดพร้อมปรับความเข้าใจกันได้ในที่สุด                        มาถึงตอนนี้  กลุ่มจีนมุงทั้งหลายเมื่อเห็นว่าเรื่องราวได้คลี่คลายลงแล้วจึงพากันแยกย้ายกันไป  คงเหลือแค่กลุ่มของจางหู่ ฮูหยิน เจ้าหลง และกลุ่มของเสียมหลอหลง ใต้เท้าหลิว หวังฮั่น รวมหกคนเท่านั้น                    “ พี่ชาย จากนี้ท่านคิดจะทำอย่างไรต่อไป?”                     อาหลงเอ่ยถามเถ้าแก่จาง เผื่อมีหนทางที่เขาพอจะช่วยอะไรได้บ้าง  ซึ่งจางหู่ก็ตอบตามตรงว่าคงต้องยอมให้พวกเจ้าหนี้ยึดโรงเตี๊ยมไป เพราะคงไม่มีปัญญาหาเงิน 300 ตำลึงมาใช้หนี้ได้ทัน                     เมื่อได้ยินดังนั้นอาหลงจึงล้วงตั๋วแลกเงินจำนวน 3 ฉบับ ฉบับละ 100 ตำลึงออกมาก่อนจะยื่นให้กับเถ้าแก่จาง                   “ ท่านเอาไปใช้หนี้เถอะพี่ชาย  โรงเตี๊ยมของท่านจะได้ไม่ถูกยึด”                   เถ้าแก่จางกับฮูหยินตกใจมากที่ชายหนุ่มแปลกหน้ากลับกล้ายื่นมือเข้าช่วยเหลือด้วยเงินจำนวนมหาศาล  จึงกล่าวปฏิเสธด้วยความเกรงใจ                  “ ขอบคุณในน้ำใจของคุณชาย แต่เราสองคนผัวเมียคงมิอาจรบกวนคุณชาย  ลำพังแค่ท่านได้ให้ชีวิตใหม่แก่ข้า  บุญคุณนี้ข้าก็ทดแทนไม่หมดแล้ว”                  “ เรื่องนี้มันค่อนข้างจะตึงมืออยู่บ้าง ถึงแม้จะมีเงิน 300  ตำลึงไปใช้หนี้  แต่พวกนั้นมันมีอิทธิพลหนุนหลัง คงไม่ยอมรามือง่าย ๆ และคงหาทางยึดโรงเตี๊ยมไปจนได้”                   เจ้าหลงที่ยืนอยู่ในวงสนทนาด้วยเป็นคนให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่ากลุ่มเจ้าหนี้เป็นญาติสนิทกับรองหัวหน้ามือปราบ  คงยากที่จะไปต่อกรด้วย  นอกจากฝ่ายเราจะมีขุนนางใหญ่ออกหน้าให้                 หลังจากได้ยินดังนั้น เสียมหลอหลงก็ยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะหันไปคำนับใต้เท้าหลิวพร้อมกับกล่าวกับเขาด้วยท่าทีเป็นการเป็นงาน         “ พี่หลิว เอ๊ย! ใต้เท้าหลิว  เรื่องนี้ท่านเห็นว่าควรจัดการเช่นไรขอรับ  ขอเชิญท่านสั่งการ”                    คนทั้งสามเมื่อได้ยินชื่อใต้เท้าหลิว ก็มองพิจารณาใต้เท้าที่อยู่ตรงหน้าอย่างพินิจพิจารณาอยู่สักครู่ ก่อนที่เถ้าแก่จางจะเอ่ยปากถามในที่สุด                                    “ ใต้เท้าท่านนี้คือ…………”                “ใต้เท้าท่านนี้ก็คือใต้เท้าหลิวว่านซาน  เจ้าเมืองเทียนหยางคนปัจจุบันยังไงล่ะ”               ก่อนที่อาหลงจะเปิดเผยฐานะของพี่หลิว  ปรากฏว่าหวังฮั่นกลับเป็นคนชิงบอกความจริงต่อคนทั้งสามซะก่อน               “ เป็นยังไงพี่ชาย มีใต้เท้าเจ้าเมืองเทียนหยางช่วยออกหน้าให้ทั้งคน  ท่านยังเกรงกลัวอิทธิพลของญาติรองหัวหน้ามือปราบอีกหรือไม่?”                 อาหลงกล่าวยิ้ม ๆ พร้อมยัดตั๋วแลกเงินทั้งสามฉบับใส่มือเถ้าแก่จาง  ก่อนที่เถ้าแก่จางพร้อมฮูหยินจะคุกเข่าขอบคุณอาหลงพร้อมกับท่านเจ้าเมืองด้วยความสำนึกในบุญคุณ                 “ หวังฮั่น พรุ่งนี้เจ้าช่วยเป็นธุระจัดการเรื่องของเถ้าแก่จางกับพวกเจ้าหนี้ให้เรียบร้อย  รวมทั้งรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับญาติรองหัวหน้ามือปราบผู้นี้ส่งให้ข้าพิจารณาด้วย”                    ใต้เท้าหลิวสั่งการหวังฮั่น จากนั้นค่อยกล่าวกับคนทั้งสามให้วางใจ ไม่ต้องเป็นกังวลใด ๆ อีกต่อไป  ก่อนจะหันไปตบบ่าชายหนุ่มเพื่อขอบคุณด้วยแววตาชื่นชม ยินดี                    “ ขอบใจเจ้ามากนะน้องหลง ที่ช่วยบรรเทาทุกข์ให้ราษฎรชาวเทียนหยางได้พ้นเคราะห์  ตอนนี้ก็เสร็จเรื่องราวแล้วเรารีบเดินทางต่อกันเถอะ  อีกนิดเดียวก็จะถึงประตูเมืองแล้ว เจ้ายังต้องไปหาที่พักอีกไม่ใช่เหรอน้องชาย?”                       “ ข้าบอกให้เจ้าพักที่บ้านข้าก่อนชั่วคราว  ก่อนเจ้าจะหาที่พักถาวรได้ เจ้าก็ไม่ยอม  นี่ถ้าชิงเอ๋อรู้ว่าเจ้าไม่ยอมพักกับเรา ไม่รู้ว่านาง....เฮ้อ”                       ใต้เท้าหลิวเอ่ยต่อว่าชายหนุ่มที่ปฏิเสธน้ำใจของเขากับบุตรี แต่ก็ไม่อยากบังคับใจ  จึงยอมรับการตัดสินใจของเขา                      “ คุณชายกำลังมองหาที่พัก  ใยต้องกังวลเรื่องแค่นี้   ท่านก็ไปพักที่โรงเตี๊ยมของเราสิขอรับ”              เถ้าแก่จางที่ได้ยินคนทั้งสองสนทนากันเมื่อครู่เอ่ยปากชวนผู้มีพระคุณ  พร้อมบอกว่าตอนนี้อาหลงก็เหมือนเป็นหุ้นส่วนครึ่งหนึ่ง เพราะเงิน 300 ตำลึงที่เขาให้มาก็เท่ากับเป็นเถ้าแก่โรงเตี๊ยมอีกคนหนึ่งเช่นกัน                 อีกทั้งด้วยสติปัญญาอันล้ำเลิศของเขา ต้องช่วยให้โรงเตี๊ยมที่กิจการย่ำแย่ตอนนี้เจริญรุ่งเรืองขึ้นได้อย่างแน่นอน  เถ้าแก่จางเอ่ยกับชายหนุ่มด้วยสีหน้าชื่นชมและศรัทธาในตัวเขา              ทางด้านอาหลงได้กล่าวปฏิเสธไป เพราะเขาช่วยเหลือไปไม่ได้หวังสิ่งใดทั้งนั้น  แต่เถ้าแก่จางยังยืนยันคำเดิม พร้อมยื่นคำขาดว่าถ้าเขาไม่ยอมไปพักที่โรงเตี๊ยมรวมทั้งยอมรับเป็นหุ้นส่วนครึ่งหนึ่ง เขาก็จะคืนเงินทั้งหมดให้กับชายหนุ่มและปล่อยให้พวกเจ้าหนี้ยึดโรงเตี๊ยมไปเสีย         เจอไม้นี้เข้าไป  อาหลงได้แต่ต้องจำใจรับปาก  พร้อมคิดในใจว่า เหตุใดตนถึงต้องเจอแต่คนยื่นคำขาดให้เป็นประจำ วันนี้ก็โดนไปสองหนแล้วทั้งแม่นางเสี่ยวชิง แล้วยังจะเถ้าแก่จางอีก          เมื่อได้ยินชายหนุ่มตกปากรับคำแล้ว  เถ้าแก่จางพร้อมฮูหยินและสหายรักอย่างเจ้าหลงก็ขอตัวกลับไปเตรียมสถานที่ต้อนรับหุ้นส่วนคนใหม่  พร้อมกับบอกชื่อโรงเตี๊ยมของตนให้กับชายหนุ่มได้ทราบ         “ เจ้าจะไปพักที่โรงเตี๊ยมแสงดาวนั่นจริง ๆ หรือน้องชาย  ข้าว่าเจ้าไปพักที่บ้านข้าก่อนจะดีกว่าไหม”          ใต้เท้าหลิวยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจที่จะชวนชายหนุ่มให้พักที่บ้านตน  เหตุผลก็เพราะเขาอยากให้ลูกสาวเพียงคนเดียวมีความสุขที่ได้อยู่ใกล้กับคนที่นางชอบ  รวมทั้งตัวเขาเองก็ชอบสนทนากับน้องชายคนนี้ที่มีความคิดที่แปลกใหม่ ทันสมัย ไม่เหมือนใคร ทำให้เขาได้เปิดหูเปิดตา และมีมุมมองใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นมากมาย              “ ไมตรีนี้ของพี่หลิว  น้องชายคนนี้ขอรับไว้ด้วยใจ เอาไว้โอกาสหน้าข้าจะไปเยี่ยมท่านกับแม่นางหลิวที่บ้านอย่างแน่นอน ข้าสัญญา”              “ ตกลง  ถ้างั้นก็ตามใจเจ้าเถอะ  พี่ชายไม่บังคับฝืนใจเจ้าแล้ว “              หลิวว่านซานเอ่ยกับชายหนุ่มด้วยสีหน้าผิดหวัง ก่อนจะกลับไปขึ้นรถม้าพร้อมออกเดินทางต่อ   โดยตอนที่กลับไปที่รถม้า แม่นางเสี่ยวชิงเอ่ยถามเรื่องราวกับอาหลงด้วยความเป็นห่วง สร้างความอบอุ่นใจให้เขายิ่งนัก  ทำให้เขาอดที่จะคิดถึงคนรักและลูกในโลกปัจจุบันที่เขาจากมาไม่ได้              “ เรามาถึงประตูเมืองเทียนหยางแล้วน้องหลง”               ใต้เท้าหลิวเอ่ยบอกกับชายหนุ่มก่อนจะเจอกับด่านตรวจคนเข้าเมือง พร้อมกับมีเจ้าหน้าที่เข้ามาขอตรวจค้นภายในรถม้าทั้งสองคัน               “ บังอาจ  เจ้าไม่รู้เหรอว่าใต้เท้าที่อยู่ในรถม้าเป็นใคร”               หม่าเฉาตวาดทหารชั้นผู้น้อยที่จะเข้ามาตรวจค้นตามหน้าที่  ก่อนที่ใต้เท้าหลิวจะห้ามหม่าเฉาและบอกให้นายทหารผู้นั้นตรวจค้นตามสบาย ก่อนจะล้วงป้ายประจำตำแหน่งออกมาเพื่อแสดงฐานะ                นายทหารผู้นั้นถึงกับหน้าซีดเมื่อรู้ว่าตนเองได้ล่วงเกินขุนนางชั้นผู้ใหญ่แถมยังเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของตนเองอีกด้วย จึงรีบโขกศีรษะขอขมาเป็นการใหญ่  แต่เจ้าเมืองหลิวกลับไม่ถือสาแถมยังชื่นชมที่เขาปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเคร่งครัด  ก่อนจะถามชื่อแซ่เพื่อจะย้ายให้ไปทำงานที่จวนเจ้าเมือง สร้างความยินดีให้กับเขายิ่งนัก                อาหลงเอ่ยปากเรียกให้เขาตรวจใบผ่านทางที่อาจารย์ใหญ่เตรียมไว้ให้  แต่เขากลับบอกว่าในเมื่อคุณชายมากับใต้เท้าย่อมไม่ใช่ผู้ร้ายแน่นอน  แต่อาหลงไม่ยินยอม ยังยืนยันให้เขาทำตามหน้าที่อย่างเคร่งครัด ไม่เลือกปฏิบัติ  เขาจึงรับใบผ่านทางมาตรวจก่อนจะประทับตราพร้อมส่งคืนให้กับอาหลง  จากนั้นจึงน้อมส่งรถม้าทั้งสองคันเข้าเมืองไป                “ ถึงโรงเตี๊ยมแสงดาวแล้วน้องชาย  เจ้าไม่เปลี่ยนใจแน่นะน้องข้า”           หลิวว่านซานลองเกลี้ยกล่อมชายหนุ่มเป็นครั้งสุดท้าย  แต่เขาก็ยังยืนยันคำเดิม  ก่อนจากกันเขาได้มอบปากกาให้กับใต้เท้าหลิวและเสี่ยวชิงไว้เป็นที่ระลึก พร้อมกับรับปากกับแม่นางหลิวว่าเขาจะหาโอกาสไปเยี่ยมนางกับท่านยายเร็ว ๆ นี้อย่างแน่นอน  นางจึงยอมจากไปอย่างอาลัยอาวรณ์ในตัวชายหนุ่ม            “ ขอเชิญคุณชาย  ไม่ใช่สิ  ขอเชิญเถ้าแก่คนใหม่สู่โรงเตี๊ยมแสงดาวของเราขอรับ”