เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 46 เริ่มต้นการประลองยุทธ์

             ทุกเวทีประลองที่ตั้งอยู่ในลานกว้าง มีเงาคน 8คนเดินขึ้นไปบนเวที เนื่องจากตระกูลน่าหลันเป็นเจ้าภาพ ดังนั้นรุ่นเยาว์ทั้ง 8คนที่มาจากตระกูลน่าหลันจึงเดินขึ้นไปบนเวทีประลองหลักด้วยท่าทางยโสโอหังส่วนรุ่นเยาว์ตระกูลกู่ หลินและเหวิน ต่างก็ขึ้นไปยังเวทีประลองตามทิศที่ตระกูลของตัวเองนั่ง

            ตอนนี้เอง ชายชราที่นั่งอยู่ข้างๆ ท่านเจ้าเมืองน่าหลันซยงก็ลุกขึ้นยืนแล้วกวาดสายตามองไปเวทีประลอง

            “งานชุมนุมในวันนี้ คือการทดสอบความแข็งแกร่งของรุ่นเยาว์ที่โดดเด่นในเมืองหยางโจวดังนั้นทุกคนไม่จำเป็นต้องออมมือ หากพ่ายแพ้เจ้าสามารถยอมรับความพ่ายแพ้และการต่อสู้ก็จะสิ้นสุดลง แต่ถ้าไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ การต่อสู้ก็จะดำเนินไปเรื่อยๆ จนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะตายไป”

            จบประโยคนี้ก็เกิดเสียงดังกระหึ่มมาจากฝูงชน หากไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ ก็จะประลองกันไปเรื่อยๆจนกว่าจะตายไปข้างหนึ่ง นี่มัน... โหดเหี้ยมมาก

            ผู้ฝึกยุทธ์ส่วนใหญ่จะมีความทะนงตัวสูงมากทั้งยังให้ความสำคัญกับหน้าตาและชื่อเสียงของตัวเองอีกด้วยโดยเฉพาะการยอมรับความพ่ายแพ้ สำหรับพวกเขาแล้วการยอมรับความพ่ายแพ้นับว่าเป็นเรื่องที่น่าอับอายต่อให้รู้ว่าสู้ไม่ได้แต่พวกเขาก็ยังคงยืนกรานจะสู้ต่อไปอยู่ดีเพื่อปกป้องเกียรติยศของตัวเอง แม้จะรู้ว่าพ่ายแพ้ก็ตาม

            แต่สิ่งที่ชายชราพูด ทำให้พวกเขาต้องพิจารณาเรื่องการยอมแพ้อย่างถี่ถ้วนเพราะการประลองในครั้งนี้ มันก็เหมือนการอนุญาตให้ฆ่ากันได้ถ้าหากความแข็งแกร่งของทั้งสองฝ่ายเท่ากันแน่นอนว่าพวกเขาจะไม่ยอมรับความพ่ายแพ้อย่างแน่นอน และจะสู้ต่อไปเรื่อยๆ ประหนึ่งไม่ตายไม่เลิกราซึ่งท้ายที่สุดก็อาจจะต้องจบลงไปด้วยความเกลียดชัง   

            “ปราดเปรื่องมาก” หลายๆ คนแอบนึกชมอยู่ในใจแน่นอนว่าไม่มีใครที่ไม่เข้าใจความนัยของน่าหลันซยง การที่เขาทำแบบนี้เป็นการส่งเสริมและช่วยเหลือรุ่นเยาว์ของตระกูลน่าหลันชัดๆเนื่องจากสถานที่จัดงานชุมนุมได้ตั้งอยู่ในคฤหาสน์ของท่านเจ้าเมืองดังนั้นหากใครกล้าสังหารคนของท่านเจ้าเมืองในถิ่นของเขา แน่ใจหรือว่าจะรอดไปได้??? อีกอย่างสถานการณ์ในการต่อสู้ที่ต้องใช้ชีวิตเป็นเดิมพันเช่นนี้มีแต่จะบ่มเพาะความเกลียดชังระหว่างตระกูลขึ้นมา

            น่าหลันซยงต้องการให้สามตระกูลใหญ่ที่เหลือขัดแย้งกันผ่านงานชุมนุมในครั้งนี้ถึงแม้ว่าเหล่าผู้นำของทั้งสามตระกูลจะทราบถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของน่าหลันซยง แต่ทว่าก็ได้แต่กล้ำกลืนความไม่พอใจนี้ลงไปไม่มีใครที่ไม่อยากให้ตระกูลของตัวเองอยู่เหนือกว่าตระกูลอื่นๆดังนั้นพวกเขาจึงกำชับรุ่นเยาว์ของตระกูลตัวเองให้คว้าชัยชนะมาให้ได้

            อีกทั้งท่านเจ้าเมืองก็ได้กล่าวไว้ว่า หากยอมรับความพ่ายแพ้ การต่อสู้ก็จะสิ้นสุดลงซึ่งกฎนี้ก็ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไร หากเห็นท่าไม่ดี ก็ให้รุ่นเยาว์ของตัวเองยอมแพ้ก็ได้แน่ล่ะสิ ใครจะยอมให้รุ่นเยาว์ของตัวเองไปตายเปล่าบนเวทีกัน

            “ข้าได้รับรายชื่อผู้เข้าร่วมการประลองทั้งหมดแล้วซึ่งการจัดคู่ประลองจะเป็นไปตามที่ข้ากำหนด มีใครคัดค้านหรือไม่?” ชายชราหันหน้าไปมองเหล่าผู้นำตระกูลทั้ง 3 คน

            “ฮ่าๆ ในเมื่อคฤหาสน์ท่านเจ้าเมืองเป็นผู้จัดการ ข้าย่อมวางใจ” ผู้นำตระกูลกู่ กู่ชิ่ง กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงสบายๆ

            “งานชุมนุมที่ผ่านมาก็ถูกจัดขึ้นโดยคฤหาสน์ของท่านเจ้าเมืองตลอดและมันก็ไม่เคยมีความผิดพลาดเลยสักครั้ง และครั้งนี้ก็เช่นกัน” ผู้นำตระกูลเหวินพูด

            “ข้าไม่คัดค้าน” หลินป้าต้าวตอบ

            “ในฐานะตัวแทนตระกูลน่าหลันข้าขอขอบคุณในความไว้ใจของท่านผู้นำตระกูลทั้งสาม” ชายชราส่งยิ้มน้อยๆไปให้ จากนั้นก็หันมาป่าวประกาศกับทุกคนว่า “การประลองในรอบที่1 เป็นการประลองแบบแพ้คัดออก ผู้ที่พ่ายแพ้จะตกรอบส่วนผู้ที่ชนะจะผ่านเข้ารอบ”

            “ตอนนี้ข้าจะเริ่มประกาศชื่อคู่ต่อสู้ คนที่ข้าเรียกชื่อจะอยู่บนเวทีต่อส่วนคนไม่ได้เรียกชื่อให้ลงไปจากเวทีเพื่อรอเวลา เวทีประลองหลัก น่าหลันเฟิงจากตระกูลน่าหลันพบกับเหวินซินจากตระกูลเหวิน เวทีประลองทิศตะวันออก กู่หวิ๋นจากตระกูลกู่พบกับหลินอู๋จากตระกูลหลิน เวทีประลองทิศใต้หลินยู่จากตระกูลหลินพบกับเหวินฟงจากตระกูลเหวิน ส่วนเวทีประลองทิศตะวันตก น่าหลันจู๋จากตระกูลน่าหลันพบกับเฟิงเฉียน และเวทีประลองทิศเหนือ ตั๋วมิ่งพบกับกู่ชิงจากตระกูลกู่”

            เวทีประลองมีทั้งหมด 5 เวที ซึ่งในแต่ละรอบจะมีคนขึ้นประลองถึง 10 คน หากมี40 คนก็ 4 รอบ ต้องคัดออกไปครึ่งหนึ่งเพื่อให้เหลือแค่ 20 คนเท่านั้น  

            คนที่ไม่ถูกเรียกชื่อต่างพากันทยอยเดินลงจากเวที ส่วน 10คนที่ถูกเรียกชื่อก็เดินไปยังเวทีประลองของตัวเอง

             “ฮ่าๆ เหวินซินช่างโชคร้ายจริงๆที่มาเจอน่าหลันเฟิงในรอบแรก ถึงแม้ว่าเหวินซินจะแข็งแกร่ง แต่นางก็เทียบน่าหลันเฟิงไม่ได้หรอก”

            “ข้าได้ยินมาว่าหลินอู๋บรรลุขอบเขตนักรบลมปราณขั้นที่ 9 แล้ว ดูเหมือนว่ารอบนี้ชัยชนะจะต้องเป็นของเขาอย่างแน่นอน”

            “ถ้าอย่างนั้นผู้ที่ชนะการประลองทางทิศใต้ก็น่าจะเป็นเหวินฟง ทิศตะวันตกก็คงจะเป็นเฟิงเฉียน ส่วนทิศเหนือ อืม…ถึงแม้ว่าเจ้าหนุ่มที่สวมหน้ากากลึกลับนั่นจะดูแข็งแกร่งอยู่บ้างแต่ถ้าฝ่ายตรงข้ามคือกู่ชิงล่ะก็ ไม่มีทางที่เขาจะเอาชนะได้หรอก”

            ยังไม่ทันเริ่มการประลอง ฝูงชนที่อยู่ด้านล่างก็ตัดสินกันไปเรียบร้อยแล้วว่าใครแพ้ใครชนะเนื่องจากรุ่นเยาว์ที่โดดเด่นในเมืองหยางโจวล้วนเป็นคนที่พวกเขารู้จักกันดีดังนั้นจึงสามารถคาดเดาความแข็งแกร่งของรุ่นเยาว์เหล่านี้ได้อย่างชัดเจน

            แต่ผู้ที่ได้รับความสนใจจากทุกคนมากที่สุดก็คือ ตั๋วมิ่งเนื่องจากไม่มีใครรู้จักหน้าตาและระดับการบ่มเพาะของเขา ซึ่งมองรวมๆ แล้วตั๋วมิ่งก็น่าจะมีพรสวรรค์ที่ไม่เลวเลยแต่น่าเสียดายที่ต้องมาพบกับกู่ชิงในรอบแรก ดังนั้นตั๋วมิ่งจะต้องแพ้อย่างแน่นอน ไม่มีใครที่ไม่รู้ว่าระดับการบ่มเพาะของกู่ชิงนั้นอยู่ขั้นสูงสุดของขอบเขตนักรบลมปราณขั้นที่9 ดังนั้นผู้ฝึกยุทธ์ที่ต่ำกว่าขอบเขตแห่งจิตวิญญาณทุกคนล้วนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขานอกจากนี้กู่ชิงยังเป็นรุ่นเยาว์ที่มีชื่อเสียงในเมืองหยางโจว จึงเป็นธรรมดาที่หลายๆคนจะเชื่อว่ากู่ชิงเป็นฝ่ายชนะ

            ก็เป็นไปตามที่ทุกคนคาดเดา เหวินซินยอมรับความพ่ายแพ้ทันทีถึงแม้ว่าผู้ฝึกยุทธ์จะให้ความสำคัญในเรื่องหน้าตาและศักดิ์ศรีแต่การยอมแพ้น่าหลันเฟิงก็ไม่นับว่าขายหน้าแต่อย่างใด อีกอย่างหากดันทุรังต่อสู้นั่นจะเรียกว่า‘รนหาที่’  

            ส่วนทางทิศตะวันออกและทิศใต้ ผู้ชนะก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นมาหลินอู๋กับเหวินฟงเป็นฝ่ายชนะ ซึ่งตรงตามที่ทุกคนคาดการณ์ไว้ไม่มีผิดและทางด้านทิศตะวันตก เฟิงเฉียนใกล้จะเอาชนะคู่ต่อสู้ได้แล้ว การประลองเกือบทั้งหมดแทบจะรู้ผลแล้วยกเว้นแค่การประลองทางทิศเหนือเท่านั้นที่การต่อสู้ยังไม่ได้เริ่ม และทุกคนก็ดูจะตื่นเต้นมาก

            โดยเฉพาะกู่ชิง แน่นอนว่าเขาไม่เห็นตั๋วมิ่งอยู่ในสายตา สำหรับเขาแล้วตั๋วมิ่งก็ไม่ต่างอะไรไปจากธาตุอากาศ แต่การมีอยู่ของมันทำให้เขากลายเป็นที่สนใจของทุกคน ซึ่งมันทำให้กู่ชิงรู้สึกพอใจมากตอนนี้เขาแน่ใจแล้วว่าตัวเองจะต้องผ่านเข้าสู่รอบต่อไปแน่ๆ

            “ขอแค่ไม่เจอน่าหลันเฟิง ข้าก็จะไม่แพ้ จนกว่าจะเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศส่วนหลินอู๋ เหวินฟงหรือแม้แต่เฟิงเฉียน ก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า ตราบเท่าที่ไม่เจอตัวเต็งของปีนี้ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร”

            กู่ชิงคิดในใจอย่างเงียบๆ เขาเมินตั๋วมิ่งชายปริศนาที่สวมหน้ากากสีเงินตรงหน้า และเอาแต่ครุ่นคิดถึงการต่อสู้ในรอบถัดไป

            ในที่สุดเฟิงเฉียนก็สามารถเอาชนะน่าหลันจู๋ได้น่าหลันจู๋เล็งเห็นว่าสู้ต่อไปก็คงไม่มีโอกาสชนะอยู่ดี จึงตัดสินใจยอมแพ้ทำให้สายตาของทุกคนหันไปมองที่เวทีประลองทางทิศเหนือทั้งหมด

            “ผ่านไปครู่เดียว การประลองรอบแรกก็จบซะแล้ว” ทุกคนคิดในใจเงียบๆ

            “กู่ชิง เลิกทำให้ทุกคนเสียเวลาได้แล้ว” ผู้นำตระกูลกู่ตะโกนขึ้นมาอย่างเย็นชาน้ำเสียงของเขาฟังดูจองหองมาก ราวกับว่ากู่ชิงสามารถจบการประลองได้ทุกเมื่อตราบเท่าที่เขาต้องการ

            “ขอรับ ท่านผู้นำ” กู่ชิงตอบกลับจากนั้นก็หันไปหาหลินเฟิงแล้วพูดอย่างเย็นชาว่า “ไสหัวลงไปซะข้าขี้เกียจลดตัวลงมาสู้กับเจ้า”

            หลินเฟิงยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ ดวงตาภายใต้หน้ากากของเขาฉายแววเหนื่อยหน่ายเล็กน้อยซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครเห็น

            ไม่ใช่แค่กู่ชิงที่ไม่เห็นหลินเฟิงอยู่ในสายตาแม้แต่ตัวหลินเฟิงเองก็ไม่เห็นกู่ชิงอยู่ในสายตาเช่นกันหลินเฟิงใช้ช่วงเวลาที่การต่อสู้ยังไม่เริ่ม สำรวจเวทีประลองด้านอื่นๆ อย่างไม่รีบร้อนอย่างไรเสียความเย่อหยิ่งจองหองของพวกอัจฉริยะ หลินเฟิงก็คุ้นเคยเป็นอย่างดี

            “หูหนวกหรือไง??? ข้าบอกเจ้าให้ไสหัวไปซะไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ ถ้าหากเจ้ายอมลงจากเวทีดีๆข้าจะยอมไว้ชีวิตเจ้าก็ได้”

            ทางด้านกู่ชิง เมื่อเห็นหลินเฟิงยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ก็ขมวดคิ้วแน่นเดิมทีรุ่นเยาว์จากตระกูลใหญ่ ก็ไม่เห็นรุ่นเยาว์อัจฉริยะที่ไม่ได้ถูกเลี้ยงดูมาจากตระกูลที่ยิ่งใหญ่อยู่ในสายตายิ่งหลินเฟิงเป็นรุ่นเยาว์ที่ไม่มีชื่อเสียงใดๆ ก็ยิ่งไม่เห็นอยู่ในสายตาดังนั้นกู่ชิงจึงดูแคลนหลินเฟิงอย่างเห็นได้ชัด

            “ฉวยโอกาสตอนที่ข้ายังไม่เปลี่ยนใจ ไส-หัว-ลง-ไป-ซะ” หลินเฟิงมองหน้ากู่ชิงแล้วพูดย้ำออกมาทีละคำอย่างช้าๆทำให้ทุกคนล้วนตกตะลึงก่อนจะมีบางคนหลุดหัวเราะออกมา ไอ้หมอนี่มันบ้าดีเดือดจริงๆ ที่พูดแบบนี้กับกู่ชิง

            นอกจากชิวหลันแล้ว คนอื่นๆ ต่างลอบหัวเราะเยาะหลินเฟิงทั้งนั้นในสายตาของพวกเขา ชายลึกลับคนนี้อาจจะแข็งแกร่งแต่ก็ไม่สามารถเทียบกับกู่ชิงได้

            “กู่ชิง เจ้า... ซวยแน่ๆ” หลังจากที่เฟิงเฉียนเอาชนะน่าหลันจู๋ได้เขาก็หันไปมองสถานการณ์ของเวทีประลองข้างๆ เมื่อเห็นพฤติกรรมของกู่ชิงแล้วก็อดไม่ได้ที่จะลอบด่าอีกฝ่ายในใจว่า ‘หาที่ตาย’

            กู่ชิงได้ยินประโยคนี้ สีหน้าของเขาก็ดูอึมครึมขึ้นมา คาดไม่ถึงจริงๆ ว่าไอ้คนไม่มีชื่อเสียงอย่างมันจะกล้าพ่นประโยคต่ำๆ แบบนี้ใส่เขากู่ชิงเป็นรุ่นเยาว์ที่แข็งแกร่งที่สุด ในลำดับที่ 2 ของตระกูลกู่ เขาเป็นรองเพียงผู้ฝึกยุทธ์ที่บรรลุขอบเขตแห่งจิตวิญญาณเท่านั้นไม่มีใครที่ไม่ยกย่องเขา!!!          

            “จัดการมันซะ” กู่ชิ่งตะโกนออกมาอย่างเย็นชา ทำให้ทุกคนพากันตื่นตกใจขึ้นมา ในใจของพวกเขาล้วนคิดไปในทางเดียวกันว่าไอ้หมอนี่จบเห่แล้ว!!! เห็นได้ชัดว่า คำว่า ‘จัดการ’ ของกู่ชิ่งมันหมายถึงให้กู่ชิงฆ่าหลินเฟิงซะ

            “ขอรับ” กู่ชิงรู้สึกได้ถึงความเดือดดาลผ่านทางน้ำเสียงของผู้นำตระกูลได้ร่างของกู่ชิงทะยานไปหาหลินเฟิงอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้หลินเฟิงได้มีโอกาสพูดคำว่า ยอมแพ้

            “หมัดคลั่ง” กู่ชิงตะโกนออกมาเสียงดังลั่นขณะที่ชกหมัดออกไปอย่างรวดเร็ว เสียงหมัดแหวกอากาศไปอย่างรวดเร็วดูแล้วน่าครั่นคร้ามยิ่งนัก

            แต่ทว่าหลินเฟิงก็ยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ ประหนึ่งเป็นภูเขาไท่ซานก็ไม่ปานแม้ว่าด้านหน้าจะมีหมัดพุ่งเข้ามาหาก็ตาม

            ประกายแสงแพรวพราวสว่างขึ้นมาวูบหนึ่งก่อนที่ลำแสงดาบจะถูกปล่อยออกไปอย่างรวดเร็ว

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน