ตอนที่ 32 ฮั่วผิงชุน (1)
รถม้าคันหนึ่งจอดที่สุดทิศตะวันตกของตรอกเอ้อร์จิ่งโกว
เนื่องจากยามนี้ จู่ ๆ ผู้คนในตรอกเอ้อร์จิ่งโกวก็ดูจะเนืองแน่นขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
ผู้คนเหล่านี้มารวมตัวกันอยู่ที่ใต้ต้นไทรที่อยู่สุดทางทิศตะวันออกของตรอก มีบางคนชี้ไม้ชี้มือออกไปพลางพูดคุยกระซิบกระซาบกันไปด้วย
เพราะบัดนี้ ร้านสุราเล็ก ๆ แห่งนั้นในตรอกเอ้อร์จิ่งโกวได้เปลี่ยนไปแล้ว
จงหลีรั่วสุ่ยพาสาวใช้นามว่าหลินเสวี่ยเอ๋อร์เดินเบียดฝ่าฝูงชนเข้าไป และเมื่อนางมองไปยังร้านของเขา นางก็ต้องตกตะลึง
ประตูร้านเล็กแห่งนี้ก่อด้วยอิฐหินเก่าดูมีฝีมือหยาบ อีกทั้งสีของอิฐยังดูไม่สม่ำเสมอกัน มีรอยกระดำกระด่างราวกับว่าฝ่าลมฝนลมหนาวมาหลายฤดูกาล
ประตูบานพับเดิมถูกเพิ่มเข้ามาให้กว้างเป็นสองเท่า ประตูทั้งสองบานไม่ใช่สีแดงเข้ม แต่ค่อนไปทางสีของผนังข้าง ๆ ดูคล้ายจะเก่าไปหน่อย
แผ่นป้ายเหนือวงกลบประตูด้านบนมีขนาดใหญ่มาก แต่ยังคงถูกคลุมไปด้วยผ้าไหมสีแดง
นอกจากนี้ยังมีแถบผ้าไหมสีแดงสองแถบห้อยอยู่ที่ทั้งสองด้านของประตู ปกปิดโคลงกลอนที่ติดอยู่ตรงขอบประตูไว้
บางคนชี้ไปที่ผ้าไหมสีแดงแล้วพูดถึงมัน “ข้าได้ยินว่านักปราชญ์อาวุโสฮัวเป็นคนเขียนป้ายพวกนั้นเชียวนะ เพียงแต่ว่าหลี่เฉินอันคนโง่ผู้นั้น……เขาได้รับการโปรดปรานจากผู้อาวุโสฮัวได้เยี่ยงไร ? ”
“คงไม่ใช่เพราะบิดาช่วยเชิญมาให้เขาหรอกหรือ ? ”
“ข้าว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ ถึงเยี่ยงไรเขาก็ถูกบิดาขับไล่ออกจากตระกูลแล้ว”
“เช่นนั้นจะอธิบายเรื่องนี้เยี่ยงไร ? ”
“ข้าคิดว่าที่เขาทำให้มันดูลึกลับเช่นนี้ คงเพื่อต้องการดึงดูดความสนใจของพวกเราเท่านั้น”
“อู๋เหล่าเอ้อร์ บุตรชายของข้าศึกษาอยู่ในสำนักศึกษาเฉี่ยนโม่ เขาเห็นมากับตาตนเองว่าหลี่เฉินอันและนักปราชญ์อาวุโสฮัวพูดคุยกันอย่างสนิทสนม……เจ้ายังไม่รู้ว่าคุณชายหลี่เปลี่ยนไปมากแค่ไหน ! ”
ใบหน้าของบุรุษแซ่อู๋เปลี่ยนเป็นสีแดง
“เช่นนั้นคงต้องไปถามนักปราชญ์อาวุโสฮัวแล้ว นักปราชญ์อาวุโสฮัวอยู่ที่สำนักศึกษาเฉี่ยนโม่แล้วไม่ใช่หรือ แค่ให้ใครไปถามก็คงจะรู้ความจริงได้แล้ว ? ”
“พวกเจ้าจะไปรู้อะไร ! นักปราชญ์อาวุโสฮัวเข้าไปในร้านสุราตั้งแต่เช้าตรู่ ยามนี้คงร่ำสุราจนเริ่มเมามายแล้ว”
“……เช่นนี้ก็หมายความว่าหลี่เฉินอันและนักปราชญ์อาวุโสฮัวมีความสัมพันธ์ผิวเผินกันน่ะสิ ? ”
“ความสัมพันธ์ผิวเผินอะไรกัน หลี่เฉินอันมักจะแวะเวียนมาที่สำนักศึกษาเฉี่ยนโม่อยู่บ่อยๆ มาพูดคุยกับผู้อาวุโสฮัวที่ศาลาจุ้ยซินอยู่เป็นประจำ ! ”
“……”
“แต่ด้านนอกร้านสุราแห่งนี้ตกแต่งได้ประหลาดพิกล แต่ดูไปแล้วก็โล่งสบายตาดี ถือเป็นรูปแบบใหม่ ๆ เลยก็ว่าได้”
“พวกเจ้าดูสิ ท่ามกลางอาทิตย์อัสดงนี้ ให้ความรู้สึกเงียบสงบอย่างยิ่งใช่หรือไม่ ? ”
“จริงดังเจ้าว่า โดยเฉพาะเมื่อกิ่งไทรใหญ่ปกคลุมหน้าร้านได้พอดิบพอดี……ประตูร้านยังคงไม่เปิด ไม่รู้ว่าด้านในเป็นเยี่ยงไร”
“ในเมื่อเป็นร้านสุรา ย่อมต้องขายสุรา พอร้านเปิดแล้ว เรามาดื่มกันสักจอกดีหรือไม่ ? ”
ด้านนอกร้านมีชาวบ้านในตรอกมามุงดูอย่างครึกครื้น ส่วนหลังร้านสุรา หลี่เฉินอันกำลังนั่งยองอยู่หน้าถังหมักสุรา เขาใช้กระบวยเล็กตักสุราหมักใส่ชามแล้วยกมาตรงหน้าฮัวม่านถิง
“พี่ชาย ก่อนหน้านี้ท่านบอกจะกลับจิงตูไม่ใช่หรือ ? ”
ฮัวม่านถิงรับเอาชามสุรามาดม กลิ่นหอมอันเข้มข้นของสุราทำให้เขาหลับตาลง และกลั้นหายใจอยู่นาน ราวกับว่าเขากำลังลุ่มหลงในกลิ่นหอมของสุรานี้
ผ่านไปสักพัก เขาถึงได้ลืมตาขึ้นมา ดวงตาชราเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น
“เดิมทีข้าจะกลับจิงตูจริง ๆ แต่ข้าดันได้กลิ่นหอมของสุราที่เจ้ากลั่นเข้าเสียก่อน กลิ่นสุรานี้ช่างหอมนัก ทำให้พี่ชายเช่นข้ากระหายยิ่ง ดังนั้นข้าจึงตัดสินใจอยู่ที่กวงหลิงต่ออีกสักสองวัน”
หลังจากกล่าวจบ เขาก็จิบสุราลงไปหนึ่งอึกแล้วอมสุรานี้ไว้ในปากเพื่อลิ้มรสชาติของมันอย่างละเมียด ยังไม่กลืนลงไป
ในขณะนั้น ความรู้สึกอันน่าตื่นเต้นและร้อนแรงก็แผ่ซ่านไปทั่วทั้งปากของเขา ทำให้ดวงตาของเขาเป็นประกายอีกครั้ง
เขาอมสุราไว้สักพักถึงกลืนลงคอ
สุราอึกนั้นเพียงอึกเดียวเหมือนไฟที่ไหลผ่านลำคอลงไปยังท้องของเขา
เขายืดคอขึ้น สีหน้าบ่งบอกถึงความสบายที่แผ่ซ่านไปทั่วทั้งตัว
“สุรารสเลิศ ! ”
“เหนือชั้นกว่าสุรารุ่ยลู่แห่งเมืองหลวงเสียอีก ! ”
“ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงกวงหลิงซ่านอะไรนั้นเลย ! ”
หลี่เฉินอันหัวเราะเสียงแห้ง “เช่นนั้นพี่ชายคิดว่าสุรานี้ควรตั้งราคาเท่าไหร่ดี ? ”
ฮัวม่านถิงเงียบคิดไปครู่หนึ่ง “สุรารุ่ยลู่ขายที่ชั่งละ 350 อีแปะ สุรานี้น่าจะขายได้อย่างน้อยชั่งละ 500 อีแปะ ! ”
ชุ่ยฮวาที่ยืนรอด้วยสีหน้าอดทนตกตะลึงขึ้นมาทันที นางหันไปมองใบหน้าชราของฮัวม่านถิง ในใจคิดว่านักปราชญ์อาวุโสท่านนี้คงไม่พูดผิดกระมัง ?
นางดีดลูกคิดในใจคำนวณอย่างรวดเร็ว ธัญพืช 4 ชั่งกลั่นได้สุรา 1 ชั่ง หากใช้เป็นข้าวเปลือกทั้งหมด ข้าวสารกะเทาะเปลือกหนึ่งชั่งราคาเพียง 50 อีแปะ แต่ข้าวเปลือกราคาแค่ชั่งละ 25 อีแปะเท่านั้น……4 ชั่งก็ 100 อีแปะ เช่นนั้นผลกำไรจากสุราตัวใหม่ที่นายท่านของนางกลั่นออกมาก็จะได้มากถึง 400 อีแปะเลยน่ะสิ !
หากขายได้วันละ 10 ชั่ง เช่นนั้นก็จะทำกำไรได้วันละ 4 ตำลึงเงิน ขายสักหนึ่งเดือนก็จะทำกำไรได้ 120 ตำลึงเงิน……
แม่นางน้อยเหลือบมองหลี่เฉินอัน ในสายตาของนาง คล้ายกับร่างของหลี่เฉินอันเปล่งแสงสีทองแวววาวออกมาได้อย่างไรอย่างนั้น
ได้กำไรเยอะกว่าการขายหีบศพตั้งไม่รู้จักกี่เท่า !
ทว่าคำพูดต่อมาของหลี่เฉินอันกลับทำให้นางนิ่งงันเป็นไก่ไม้
“พี่ชาย ข้าตั้งใจว่าจะขายสุรานี้ในราคาชั่งละ 2 ตำลึงเงิน”
ฮัวม่านถิงเงยหน้าขึ้นด้วยความงุนงง หลังจากเงียบไปราวห้าอึดใจ เขาถึงได้เอ่ยออกมาว่า “มันไม่แพงไปหน่อยหรือ ? ”
บัดนี้ เมืองกวงหลิงนับว่าเป็นเมืองที่รุ่งเรืองเมืองหนึ่งในแคว้นหนิง
แต่แม้จะเป็นเมืองที่รุ่งเรือง ทว่ารายได้ต่อปีของชาวเมืองก็มีเพียง 20 ตำลึงเงินเท่านั้น
เงิน 1 ตำลึง หากใช้จ่ายอย่างประหยัดก็เพียงพอที่จะครอบคลุมค่าครองชีพรายเดือนของครอบครัวที่มีสมาชิก 5 คนได้
ต่อให้เป็นในเมืองหลวงเยี่ยงยวี่จิง ชาวเมืองทั่วไปก็ยังยากที่จะใช้เงินปีละ 10 ตำลึงเงิน
และการที่เขาขายสุราในราคาชั่งละ 2 ตำลึงนี้……ฮัวม่านถิงคิดว่ามันน่าจะขายยากมาก
แต่นี่จะตำหนิฮัวม่านถิงไม่ได้ เพราะเนื้อแท้ของเขาคือนักวิชาการ เขาไม่เข้าใจวิถีของการค้า และคร้านที่จะทำความเข้าใจ
“สินค้าหายากย่อมมีราคาแพง”
หลี่เฉินอันยื่นกระบวยให้ชุ่ยฮวา แล้วหันมาคุยกับชายชราต่อ “จะว่าไปแล้วสถานที่แห่งนี้ก็มีขนาดเล็กเกินไป แต่ละวันสามารถกลั่นสุราได้แค่สิบชั่งเท่านั้น อีกทั้งสุรานี้ไม่เหมาะให้คนธรรมดาทั่วไปดื่ม เป้าหมายของมันคือเหล่าขุนนาง ชนชั้นสูง พ่อค้าและนักวิชาการทั้งหลาย”
ฮัวม่านถิงยกชามใส่สุราขึ้นมาจิบอีกครั้ง
หลังจากลิ้มรสอย่างละเอียดสักพัก เขาก็ต้องยอมรับเลยว่าคำพูดที่หลี่เฉินอันได้เอ่ยออกมาสมเหตุสมผล
“สุรานี้มีชื่อว่าอะไรหรือ ? ”
“ที่ข้าเชิญพี่ชายมาชิมสุรา เพราะข้าอยากให้พี่ชายตั้งชื่อสุรานี้ให้”
หากชาวบ้านที่มุงดูอยู่ด้านนอกได้ยินคำกล่าวนี้ พวกเขาคงจะคิดว่าหลี่เฉินอันอยากอาศัยชื่อเสียงของฮัวม่านถิงเป็นแน่
แต่ฮัวม่านถิงรู้ว่ามันไม่ใช่เช่นนั้น
เขายิ้มแล้วส่ายหัว พลางชี้ไปที่หลี่เฉินอัน “เจ้าเด็กผู้นี้ พี่ชายอย่างข้าหาได้สนใจชื่อเสียงจอมปลอมไม่ เจ้ามอบหมายเรื่องดีเช่นนี้ให้ข้า มันจะไม่เป็นการเสียแรงเอาหรือ”
สุราที่ดีเช่นนี้ ชื่อของมันจะต้องเลื่องลือไปทั่วแคว้นหนิงเป็นแน่
หากฮัวม่านถิงตั้งชื่อให้สุรานี้ ชื่อของเขาก็จะเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นอีกครั้งจากชื่อเสียงของสุรา
“พี่ชาย ที่จริงแล้วข้าเองก็มีแรงจูงใจที่เห็นแก่ตัวอยู่เหมือนกัน ท่านลองคิดดูเถิด……เมื่อข้าเปิดขายสุรานี้แล้ว เกรงว่าอาจจะนำพาปัญหาและความวุ่นวายบางอย่างมาเข้าตัวด้วย”
“แม้นว่าตัวข้าจะไม่ได้เกรงกลัวต่อปัญหาเหล่านั้น แต่สุดท้ายมันก็เป็นเรื่องน่ารำคาญใจ ดังนั้นหากได้พี่ชายมาตั้งชื่อให้กับสุราตัวนี้ ด้วยการที่มีชื่อเสียงของพี่ชายคอยคุ้มกันกะลาหัว ต่อให้พวกคนชั่วคิดอยากทำอะไร ก็ยังต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วน”
ฮัวม่านถิงเข้าใจแล้ว
“แต่เจ้าก็ยังต้องระวังอยู่ดี หากสุราของเจ้าขายอยู่แค่ร้านสุราแห่งนี้ ก็คงจะไม่เป็นไร แต่หากมีวันหนึ่งที่สุรานี้ถูกขายไปทั่วทั้งแคว้น เกรงว่าชื่อเสียงของพี่ชายคนนี้คงใช้ไม่ได้ผลในสายตาของใครหลายคน ! ”
“ข้ารู้ พอถึงยามนั้นค่อยว่ากันตามสถานการณ์”
“ได้ เยี่ยงนั้นไปเอาพู่กัน หมึก และกระดาษมา ! ”
ฮัวม่านถิงกระดกสุราจนหมดในอึกเดียว เขาพับแขนเสื้อขึ้น เช็ดปากและจรดพู่กันลงบนกระดาษ
ฮั่วผิงชุน !