“ยินดีต้อนรับสู่เหลาอาหารเหินเฮ่าฉีจะรับประทานที่ห้องโถงนี้ หรือจะเป็ห้องรับรองดีขอรับ” เสี่ยวเอ้อ ที่คอยให้บริการกล่าวต้อนรับครอบครัวมู่
“ขอเป็ห้องรับรองเถิดเ้าค่ะ”มู่เหม่ยอวี้ตอบเสี่ยวเอ้อ
เสี่ยวเอ้อมองผู้ใหญ่ที่ดูแล้วน่าจะเป็บิดามารดาของเด็กสาวผู้นี้ว่าจะกล่าวอะไรหรือไม่ ก็เห็นพวกเขาเงียบ จึงตอบรับ “ขอรับ ขอรับโปรดตามข้าน้อยมาทางนี้เลยขอรับ”
เสี่ยวเอ้อพาครอบครัวมู่ขึ้นไปในห้องรับรองส่วนตัวที่ชั้นสอง
“้าสั่งอาหารเลยหรือไม่ขอรับ”เสี่ยวเอ้อถามและรอรับคำสั่ง
“สั่งเลยเ้าค่ะ เอาอาหารขึ้นชื่อของที่นี่มาสักสี่จานข้าว แล้วก็ชาอย่างดีหนึ่งกาเ้าค่ะ” มู่เหม่ยอวี้ตอบได้คล่องแคล่วมากประหนึ่งว่าเคยสั่งเป็ประจำ จากนั้นมองหน้าทุกคน
“ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ใหญ่ น้องเล็ก้าสั่งอะไรเพิ่มหรือไม่” มู่เหม่อยอวี้ถาม ทุกคนส่ายหน้า
“เช่นนั้น เท่านี้ก่อนเถิดเ้าค่ะหาก้าเพิ่มข้าจะแจ้งอีกครั้ง” มู่เหม่ยอวี้หันไปกล่าวกับเสี่ยวเอ้อ
“ขอรับ” เสี่ยวเอ้อรับคำสั่งแล้วเดินออกจากห้องไป
“น้องรองเคยสั่งอาหารที่นี่หรือ เ้าสั่งคล่องมากเลย”มู่หยางิ่อดไม่ได้ที่จะถาม
“ไม่เคยหรอกเ้าค่ะ ข้าจะเคยมากินอาหารที่นี่ได้อย่างไรข้าจะเอาเงินที่ไหนมากินล่ะ พี่ใหญ่ก็” นางตอบหน้าระรื่น
“อ้าว ก็เห็นเ้าสั่งเสียคล่องเชียว” มู่หยางิ่ยังไม่เลิกสงสัย
“ข้าก็เก๊กท่าไปเช่นนั้นแหละเ้าค่ะ จะได้ดูมืออาชีพคิกๆๆ” นางตอบแล้วหัวเราะคิกๆ คักๆ
บางคำที่นางกล่าวหลายครั้งที่มู่หยางิ่และคนอื่นๆไม่เข้าใจ แต่ก็พอจะเดาความหมายจากที่นางพูดได้บางคำ ทุกคนหัวเราะนางบรรยากาศดูอบอุ่นผ่อนคลาย
เสียงเจื้อยแจ้วจากห้องของนาง พอจะทำให้ห้องข้างๆได้ยินเสียงเบาๆ เล็ดลอดออกมาหากตั้งใจฟังเสียงของนางยังคงความเป็เด็กและเริ่มเข้าสู่วัยสาว เป็เสียงใสๆ เล็กๆ น่ารักชวนให้คนที่รับประทานอาหารห้องข้างๆ แอบตะแคงหูฟังเนื้อหาที่นางกล่าวไม่ได้มีสาระอะไร แต่ใช้ภาษาแปลกไปบ้างเล็กน้อยสลับกับมีเสียงหัวเราะจากคนอื่นๆ ที่มากับนางหัวเราะเป็ระยะๆทำให้คนแอบฟังรู้สึกอยากเห็นหน้าเ้าของเสียงนัก
“นี่เหวินฮุย เ้าฟังข้าอยู่หรือไม่”ชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง หน้าตาหล่อเหลา ในชุดสีขาวขอบสีเงิน ตัวผ้าลวดลายนกกระเรียนในมือถือพัดสีขาวลวดลายทิวเขางดงาม ดูสูงส่งและเ้าสำราญกำลังทำหน้าบึ้งออกอาการขัดใจเมื่อเขาพูดแล้วเหมือนคู่สนทนาจะไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง
“อืม ฟังอยู่”บุรุษหนุ่มที่ถูกบุรุษชุดขาวคู่สนทนาต่อว่า อยู่ในชุดฮั่นฝูสีดำลวดลายต้นไผ่สีเงิน ขลิบขอบผ้าสีเทาลายต้นไผ่สีดำ หน้าตาหล่อเหลาคมเข้มเสียยิ่งกว่าชายผู้ตั้งหน้าตั้งตาต่อว่าตอบรับเสียงเรียบเรื่อยไม่ใส่ใจคำบ่น
“อ้อ เห็นเ้าเงียบไปนึกว่าไม่ได้ฟังข้าพูด”บุรุษชุดขาวยังคงต่อว่าบุรุษที่เขาเรียกนามว่าเหวินฮุยต่อ
“สรุปว่า ่นี้ให้เ้าอยู่นิ่งๆ ไปก่อนปล่อยข้าจัดการเอง ข้าคิดว่าเื่นี้ยังไม่ต้องให้ถึงมือเ้าหรอก”
“ได้ เอาตามที่เ้าว่า” บุรุษนามเหวินฮุยตกลงรับข้อเสนอ
หลังจากบุรุษทั้งสองสนทนากันโดยบุรุษชุดขาวบอกแผนการตนเองเบาๆ คร่าวๆ และพักดื่มชาอีกครึ่งเค่อบุรุษชุดขาวก็ออกจากห้องรับรองของเหลาอาหารไปโดยที่บุรุษนามว่าเหวินฮุยยังคงนั่งจิบชาต่อ ไม่พูดอะไรเพียงแค่ฟังเสียงนกเสียงกาจากห้องข้างๆ ต่อไป
“อร่อยไหม รสชาติเป็อย่างไรบ้างน้องเล็ก ดูทำหน้าเข้า”มู่เหม่ยอวี้ถามน้องชาย
“ก็อร่อยนะขอรับ แต่ไม่สุด สู้ของพี่รองไม่ได้ข้าว่าพี่รองทำอร่อยกว่า” มู่หยางเฉินตอบผู้เป็พี่สาว โดยเริ่มติดภาษาแปลกๆ ของพี่สาวมาบ้างแล้ว
“หุๆๆ แน่นอนสิ ของมันแน่อยู่แล้วละน้องเล็กต่อมรับรสของเ้าฉลาดยิ่ง” เด็กสาวกอดอก แสดงความหลงตัวเองต่อไป
“ต่อมรับรสคืออะไรหรือขอรับพี่รอง” มู่หยางเฉินสงสัยรวมถึงคนอื่นๆ
“ต่อมรับรส ก็คือ ตุ่มที่อยู่บนลิ้นของเรา ที่มันยื่นๆนูนๆ ออกมาน่ะ ตุ่มนี้ทำหน้าที่รับรสชาติ เมื่อเรากินอะไรเข้าไปเราก็จะรู้ว่าสิ่งที่กินเข้าไปมันมีรสชาติเปรี้ยว หวาน เค็ม ขม”
“อ้อ ข้าเข้าใจแล้วขอรับ”
บุรุษหนุ่มนามเหวินฮุยถึงกับยกคิ้วขึ้น แล้วย่นหน้าผากเล็กน้อย‘ใช่หรือไม่นะ เป็คนที่ข้ากำลังตามหาใช่หรือไม่’ เขาคิดในใจเมื่อได้ยินคำว่า ‘ต่อมรับรส’
มู่หยางเฉินพยายามแลบลิ้นออกมาให้ยาวที่สุดและกลิ้งตาตัวเองมองลิ้นจนตาเหล่แต่ก็มองไม่เห็น ทุกคนจึงหัวเราะ
“น้องเล็ก ดูให้ข้าหน่อยว่าข้ามีตุ่มบนลิ้นหรือไม่”มู่หยางิ่แลบลิ้นแล้วถามมู่หยางเฉิน
“มีขอรับ”
“ทุกคนมีเหมือนกันหมดนั่นแหละเ้าค่ะมิเช่นนั้นทุกคนจะรับรสได้อย่างไรว่าอาหารอร่อยหรือไม่”
“อ๋อ” ทุกคนส่งเสียงแสดงความเข้าใจพร้อมกันและหัวเราะ
“แล้วท่านพ่อมีแผนอย่างไรต่อเ้าคะ สำหรับวันพรุ่งนี้”มู่เหม่ยอวี้หันไปถามบิดา
“พรุ่งนี้เราจะเดินทางไปที่เมืองซินเยว่ ก็แล้วกัน เราก็ถือโอกาสไปเที่ยวด้วยเลยอีกสามสี่วันข้างหน้า ที่นั่นจะมีเทศกาลประจำเมืองเทศกาลนี้เขาจัดเป็ระยะเวลาห้าวันพ่อเคยไปเที่ยวเมื่อสมัยที่พ่อยังไม่ได้แต่งงานกับแม่ของพวกเ้า”
ทุกคนรู้สึกตื่นเต้น รวมถึงหลินเหม่ยเอินเพราะนานมากแล้วที่นางไม่มีโอกาสได้ท่องเที่ยว เนื่องจากฐานะไม่เอื้ออำนวย
ท่ามกลางบรรยากาศชื่นมื่น จู่ๆมู่เหม่ยอวี้รู้สึกถึงบรรยกาศแห่งความเศร้าเล็กน้อย นางจึงหันไปมองรอบๆและได้สังเกตพบว่ามู่หยางเซิงนี่เองที่เป็แหล่งที่มาของบรรยากาศเศร้าที่เกิดจากความพลั้งเผลอ
“เป็อะไรไปหรือเ้าคะท่านพ่อ” มู่เหม่ยอวี้เอ่ยถามทำให้ทุกคนหันไปมองมู่หยางเซิง แล้วนิ่วหน้าสงสัย และเป็ห่วง
“ไม่มีอะไรหรอกลูก เื่มันผ่านมานานแล้วน่ะเอาไว้หากมีโอกาสพ่อจะเล่าให้พวกเ้าฟังก็แล้วกัน”มู่หยางเซิงดึงอารมณ์ที่ดำดิ่งเมื่อเผลอระลึกถึงครอบครัวใน่วัยที่เขาเคยอยู่กับครอบครัวและได้เดินทางท่องเที่ยวไปหลายๆ เมือง ขณะที่บิดามารดาของเขายังมีชีวิตอยู่
เมื่อเห็นว่าบรรยากาศสุดแสนจะอึมครึมมู่เหม่ยอวี้จึงหาทางเปลี่ยนเื่
“ข้าว่าวันนี้ท่านพ่อท่านแม่น่าจะเหนื่อยแล้วพวกเราไปพักผ่อนกันเถอะเ้าค่ะ”
จากนั้นก็เรียกเก็บเงินค่าอาหาร ซึ่งราคาอาหารมื้อนี้ทำให้หลินเหม่ยเอินมู่หยางเซิง และมู่หยางิ่ ขนลุกเกรียว เพราะมันมากถึงสองตำลึงทองแปดตำลึงเงินแต่มู่เหม่ยอวี้ และมู่หยางเซิง รู้สึกเฉยๆ
มู่เหม่ยอวี้คิดว่า ‘ข้ารวย’
มู่หยางเฉินไม่คิด ไม่รู้สึกอะไร เนื่องจากยังเด็กเกินไปไม่รู้จักค่าของเงิน รู้จักแค่อิ่ม กับ อร่อย (แต่ไม่เท่าฝีมือพี่รอง)
มู่หยางเซิง แม้จะเคยใช้จ่ายเงินมากขนาดนี้สำหรับอาหารหนึ่งมื้อมาก่อน แต่มันก็ั้แ่สมัยที่บิดามารดาของเขายังมีชีวิตอยู่
ความยากลำบากตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมาทำให้เขารู้สึกถึงความยากลำบากในการหาเงินมาเลี้ยงชีพตนและครอบครัวจนลืมความรู้สึกของ ‘คนเคยรวย’ ไปจนหมดสิ้นแล้ว
ครอบครัวมู่ เดินออกจากอาคารของเหลาอาหารและเดินไปยังโรงเตี๊ยมที่เช่าไว้ มีสายตาคู่หนึ่งจับจ้องไปยังครอบครัวนี้โดยเฉพาะเด็กสาวของกลุ่ม ขณะที่เดิน จู่ๆ มู่เหม่ยอวี้ก็หยุด และขมวดคิ้วน้อยๆมองซ้าย ขวา และมองบนไปยังอาคารต่างๆ เพราะรู้สึกเหมือนกับว่าถูกใครจับจ้องเมื่อไม่เห็นสิ่งใดผิดปกติ จึงเดินต่อ
“มีอะไรหรือน้องรอง” มู่หยางิ่เอ่ยถามเมื่อเห็นท่าทางของน้องสาว
“ไม่มีอะไรเ้าค่ะ ข้าคงแค่รู้สึกไปเอง”
ชั้นสอง ริมหน้าต่าง ในห้องรับรองของเหลาอาหารเหินเฮ่าฉีบุรุษที่ถูกเรียกว่า ‘เหวินฮุย’ ได้ดึงสายตาของตนกลับมาที่จอกน้ำชาและยกขึ้นจิบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “เกือบไปแล้ว ประสาทััดีไม่ธรรมดา น่าสนใจจริงๆ”