ฉางอานยามนี้อยู่่ปลายฤดูฝนย่างเข้าฤดูหนาว อากาศโดยทั่วไปในตอนกลางวันยังคงร้อนระอุ เสียนฟ่างอดคิดถึงเครื่องปรับอากาศกับเครื่องทำความร้อนที่สะดวกสบายไม่ได้ กว่าจะจัดการเื่การดูแลทหารที่าเ็ก็เกือบจะเที่ยงไปแล้ว เพราะว่าอากาศที่ร้อน วันนี้เสียนฟ่างเลยสั่งให้อาเจียงทำเหลียงเมี่ยน (บะหมี่เย็น) เป็มื้อเที่ยง การทำเส้นก๋วยเตี๋ยวบะหมี่แพร่หลายมาั้แ่สมัยฮั่น พอล่วงเลยมาถึงสมัยถัง หัวเมืองหลายแห่งก็สรรหาวิธีการปรุงอาหารเส้นจานนี้ขึ้นมามากมายจนนับไม่ถ้วน
ถึงกับมีคำกล่าวว่าชาวเหนือกินเส้นชาวใต้กินข้าว ฉางอานอยู่ในดินแดนเหนือของแผ่นดินจงหยวน อาหารเส้นเป็ที่นิยมรับประทานแพร่หลายอยู่แล้ว แต่ว่าบะหมี่เย็นที่เสียนฟ่างสั่งให้ทำขึ้นมา เพิ่งถือกำเนิดขึ้นจากในวังสมัยพระนางอู๋เจ๋อเทียน ยังไม่เป็ที่รู้จักแพร่หลายในหมู่คนทั่วไป
เครื่องที่ใช้กินกับบะหมี่เย็นวันนี้มีแค่ไข่เจียวหั่นเป็เส้น ขาหมูจากยูนนานที่หาซื้อมาก่อนหน้านี้ ยังมีแตงกวาหันฝ่อย เสียแต่สมัยนี้ยังไม่มีมะเขือเทศ สีสันเลยยังไม่ค่อยสวยงามสักเท่าไร ส่วนน้ำราดปรุงให้ออกรสเปรี้ยวเล็กน้อย
อาเจียงกำลังจัดวางบะหมี่เย็นกับเครื่องเคราต่าง ๆ ที่ศาลาน้อยหน้าเรือนของเสียนฟ่าง ก็มีบ่าวคนหนึ่งของสกุลเซียเดินเข้ามาอย่างนอบน้อมรายงานกับเสียนฟ่าง “คุณชายเสียนมีแขก้ามาพบท่าน แจ้งว่าเป็สหายของคุณชายนี่เป็นามบัตรขอรับ”
เสียนฟ่างอ่านชื่อบนนามบัตรที่ว่าก็บอกให้บ่าวไปเชิญคนเข้ามา ยังไม่ทันได้ลงมือรับประทาน หยางหลิงฉีก็เดินสายอาด ๆ นำหน้าบ่าวเข้ามา กล่าวด้วยเสียงอันดัง “เสียนฟ่าง ไหนเ้าบอกจะไปหาข้าที่จวน ข้ารอมาตั้งหลายวันแล้ว ถึงต้องมาหาเ้าที่นี่แทน สกุลเสียนเกิดเื่มากมายข้าเพิ่งรู้ข่าวจากท่านพ่อ ใจคอเ้าจะไม่คบหาสหายเช่นข้าแล้วใช่หรือไม่”
เสียนฟ่างยิ้มให้กับหยางหลิงฉี โบกมือให้อีกฝ่ายนั่งลง
“ข้าเพิ่งกลับมาจากจวนสกุลเสียนเมื่อวาน ยังคิดว่าอีกสองสามวันจะไปพบเ้า เ้าก็มาก่อนแล้ว ข้ากำลังจะกินมื้อเที่ยง เ้านั่งลงก่อน ข้าจะค่อย ๆ เล่าให้ฟัง”
หยางหลิงฉีทราบข่าวเื่ที่สกุลเสียนไม่มีความผิด เสียนเซิ่งลี่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็เจิ้นหนานโหวจากบิดา ้าพบหน้าเสียนฟ่างเพื่อสอบถามเื่ราวความเป็มา พอได้ข่าวว่าแม่ทัพเซียถิงกลับมาแล้ว ก็ไม่จำเป็ต้องเกรงข้อครหา ถึงกับบุกมาหาเสียนฟ่างด้วยตัวเองที่จวนแม่ทัพ ตอนออกมาเร่งรีบจนรับประทานมื้อเที่ยงไปแค่เล็กน้อย ตอนนี้เห็นเสียนฟ่างกำลังกินบะหมี่หน้าตาไม่คุ้นเคยแต่ส่งกลิ่นหอมเย็นกระตุ้นให้อยากอาหารขึ้นมา
“นี่ บะหมี่หน้าตาแบบนี้ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน อร่อยหรือไม่” หยางหลิงฉีมองดูเสียนฟ่างกินอย่างเอร็ดอร่อยต้องลอบกลืนน้ำลายนั่งลงที่ด้านตรงข้าม
“ลองกินดูก็จะรู้เอง อาเจียงเ้าทำขึ้นมาอีกชามให้คุณชายหยางลองชิมดู”
บะหมี่เย็นเหมาะกับหน้าร้อนมีรสเปรี้ยวเล็กน้อย กินประกอบกับแตงกวาสดใหม่ยิ่งกินยิ่งลื่นคอ หยางหลิงฉีได้ชิมคำแรกรู้สึกสดชื่น ตะเกียบในมือพุ้ยใส่ปากอย่างรวดเร็ว
“ไม่ต้องรีบร้อนปานนั้น ข้าทำไว้อีกมากเ้าเอากลับไปกินที่บ้านก็ยังพอ”
เซียถิงั้แ่กลับมาถึงฉางอานก็วิ่งวุ่นอยู่กับการเชิญหมอมารักษาทหารที่ได้รับาเ็ เข้าไปที่จวนของบิดาั้แ่เมื่อตอนเช้า เพื่อรายงานการโยกย้ายกำลังพลให้บิดาทราบ หลังจากเชิญหมอมาได้ก็กลับมาที่จวน ยังไม่ได้พบกับเสียนฟ่างเลยสักครั้ง
หากเป็เมื่อก่อน เสียนฟ่างเมื่อทราบว่าเขากลับมาที่จวน หากไม่มาคอยวนเวียนอยู่ข้าง ๆ ให้เซียถิงได้รำคาญใจ ก็คอยแต่จะทำหน้าเศร้าน้อยอกน้อยใจที่เซียถิงไม่สนใจใยดี แต่ว่าคราวนี้กระทั่งทักทายสักคำยังไม่มี นี่สร้างความประหลาดใจให้กับเซียถิงอยู่ไม่น้อย
มิใช่ว่าเซียถิงชมชอบที่เสียนฟ่างมาคอยวนเวียนอยู่ข้างกาย หากแต่ว่ารู้สึกประหลาดใจเสียมากกว่า ทำให้ต้องออกมาดูว่าที่แท้เสียนฟ่างอยู่ที่เรือนหลังเล็กกำลังทำสิ่งใดอยู่ พอเดินเข้ามาใกล้ก็ได้ยินเสียงหัวเราะดังออกมา เห็นเสียนฟ่างกำลังสนทนาอย่างออกรสอยู่กับหยางหลิงฉีโดยมีบ่าวคอยรับใช้อยู่ด้านข้างก็หันหลังกลับไปที่ห้องหนังสือทันที
ที่ห้องหนังสือภายในจวนสกุลแม่ทัพ
“ใครก็ได้ตามพ่อบ้านใหญ่มาให้ข้า” เซียถิงเดินกลับเข้ามาที่ห้องหนังสือ ส่งเสียงเรียกออกไปด้านนอก
“ขอรับท่านแม่ทัพ” บ่าวที่คอยรอรับใช้อยู่ด้านนอกได้ยินเสียงก็ขานรับ วิ่งตามหาพ่อบ้านใหญ่แทบจะในทันที ไม่ทันถึงอึดใจ พ่อบ้านใหญ่สวี้เจ้อก็กึ่งวิ่งกึ่งเดิน พาร่างกายอวบอ้วนพร้อมเหงื่อเต็มหน้าจากเรือนทหารที่ด้านหลังมาจนถึงห้องหนังสือ ก่อนเคาะประตูเข้าไปยังถือโอกาสใช้ปลายแขนเสื้อเช็ดเหงื่อที่อยู่เต็มหน้าออกไปเสียก่อน
“ท่านแม่ทัพตามหาบ่าว หรือขอรับ”
“พ่อบ้านใหญ่ จวนเรามีแขกมา เหตุใดถึงไม่ไปต้อนรับที่โถงใหญ่ หรืออย่างน้อยโถงเล็กตรงปีกตะวันออกก็พอได้” เซียถิงเงยหน้าขึ้นมาจากหนังสือที่อยู่ในมือ กล่าวถามด้วยน้ำเสียงเ็า
“เอ แขก เป็แขกท่านใดมาหรือขอรับ” สวี้เจ้อั้แ่เช้ามาก็วุ่นอยู่กับการดูแลทหารที่เรือนด้านหลัง เื่ภายในจวนหากไม่ใช่เื่สำคัญ สั่งห้ามไม่ให้บ่าวมารบกวน หยางหลิงฉีมาพบเสียนฟ่างความจริงไม่ใช่เื่ใหญ่โตอันใด การขอพบก็ทำตามธรรมเนียม นามบัตรก็มอบให้บ่าวในจวนเข้าไปสอบถามเสียนฟ่างแล้ว บ่าวที่นำหยางหลิงฉีเข้าไปไม่เห็นว่านี่เป็เื่สำคัญอันใด จึงไม่ได้แจ้งให้พ่อบ้านใหญ่ทราบ คำถามนี้ทำเอาสวี้เจ้อถึงกับมืดแปดด้าน
เซียถิงได้ยินที่พ่อบ้านใหญ่ตอบก็วางหนังสือในมือลงบนโต้ะ สีหน้าดำทะมึน
“บ่าว บ่าวบกพร่องต่อหน้าที่ ขอท่านแม่ทัพลงโทษ” สวี้เจ้อคุกเข่าลงไปกับพื้น ก้มหน้ากล่าววาจา คาดคิดในใจว่าความจริงเื่นี้หากบอกว่าบกพร่องก็บกพร่อง แต่ว่าจวนแม่ทัพเซียมีเ้านายอยู่เพียงสองคน หากเป็แขกที่มาหาท่านแม่ทัพเซีย ตอนนี้ท่านแม่ทัพสมควรอยู่กับแขกที่ห้องโถงใหญ่ แต่ว่าคุณชายเสียนแต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยมีแขกมาพบที่จวนสกุลเซียมาก่อน หรือว่าคราวนี้กลับเป็แขกของคุณชายเสียนไปเสียได้
“พ่อบ้านใหญ่ ข้าไม่อยู่แค่ปีเดียว ท่านก็หละหลวมถึงเพียงนี้ ผู้ใดเข้าออกจวนท่านก็ไม่ทราบ หรือว่าจวนแม่ทัพของข้า กระทั่งเื่การต้อนรับแขกยังทำไม่ถูกมารยาทธรรมเนียม” เซียถิงธรรมดากล่าววาจาเ็าดุดันเป็ปกติ แต่ว่าคราวนี้สวี้เจ้อยิ่งฟังยิ่งรู้สึกว่าท่านแม่ทัพในวันนี้อารมณ์ไม่ดีเป็อย่างยิ่ง
“เอาเถอะ เื่นี้เ้าไปสอบสวนเอาเอง คราวหน้าหากเกิดเื่เช่นนี้อีก ให้ตัดเบี้ยหวัดสองเดือน อ่อ เ้าบอกว่าคุณชายเสียน อยากจะพบข้า เ้าให้คนไปบอกเขาว่า วันนี้ข้าอยู่ที่จวนไม่ออกไปไหน หากมีเื่สำคัญอันใด ให้มาพบข้าที่ห้องหนังสือ อีกอย่างให้จัดหาบ่าวไปที่เรือนเล็กเพิ่มอีกสองคน บ่าวที่ติดตามมาจากสกุลเสียนอายุมากแล้ว หยิบจับสิ่งใดคงไม่คล่องมือเท่าไร เื่นี้ความจริงพ่อบ้านใหญ่สมควรคิดได้เองกระมั่ง”
“ขอรับ บ่าวจะออกไปจัดการเดี๋ยวนี้” สวี้เจ้อ อดเอามือขึ้นมาปาดเหงื่ออีกครั้งไม่ได้ เื่บ่าวของเสียนฟ่าง ความจริงเสียนฟ่างเป็คนบอกต่อสวี้เจ้อเองว่ามีอาเจียงคนเดียวก็พอแล้ว ที่เรือนเล็กไม่ค่อยมีสิ่งใดให้ทำมากนัก สวี้เจ้อได้ฟังก็มิได้คิดสิ่งใด กลับเห็นว่าลดความยุ่งยากไปได้อีกหนึ่งอย่าง แต่ว่าท่านแม่ทัพเซียไม่ทราบวันนี้ไปพบเห็นเื่ใดมา กระทั่งเื่บ่าวที่เรือนเล็กถึงกับเอ่ยปากด้วยตัวเอง
“บ่าวที่ให้ไปที่เรือนเล็ก หาคนที่พอรู้ตัวหนังสือบ้างสักคนหนึ่ง หากคุณชายเสียนจะออกไปข้างนอกก็ให้คอยติดตามรับใช้ บ่าวที่ชื่ออาเจียงอายุมาก เรี่ยวแรงถดถอยให้อยู่ทำงานที่เรือนก็พอ เอาล่ะ เ้าออกไปได้แล้ว” เซียถิงกล่าวจบก็หยิบหนังสือในมือขึ้นมาอ่านต่อ สวี้เจ้อได้ยินคำสั่งว่าให้ไปได้แล้ว รู้สึกยินดีดั่งได้รับการอภัยโทษ รีบถอยหลังออกจากห้องหนังสือมาแทบไม่ทัน
สวี้เจ้อเพื่อไม่ให้เกิดความผิดผลาด ถึงกับเดินไปที่เรือนเล็กของเสียนฟ่างด้วยตัวเอง เมื่อไปถึงก็พบว่าแขกที่กำลังพูดคุยอยู่กับเสียนฟ่างคือคุณชายจากจวนสกุลหยาง ทั้งสองนั่งสนทนาอยู่ที่ศาลาด้านหน้าเรือน มีบ่าวคอยยืนรับใช้ มิได้อยู่กันสองต่อสอง อีกทั้งยังนั่งอยู่ห่างกันคนละฟาก
ศาลาน้อยที่หน้าเรือนของเสียนฟ่างมีขนาดไม่ใหญ่มาก ตั้งโต้ะไม้สี่เหลี่ยมเอาไว้ ตรงกลางมีเก้าอี้เป็แถวยาวแบบม้านั่งอยู่สี่ด้าน หากนั่งใกล้กันสักหน่อยสามารถรองรับผู้คนได้ด้านละสองคน เสียนฟ่างั้แ่มีความทรงจำใหม่ มักใช้ศาลานี้นั่งอ่านหนังสือ บางครั้งก็หอบเอาหมอนออกมานอนเล่นบ้าง หากในห้องร้อนจนเกินไป
หยางหลิงฉีได้รับฟังเื่ราวของสกุลเสียนจากเสียนฟ่าง ทราบว่าสกุลเสียนพ้นมลทิน แต่ว่าเสียนฟ่างย่อมไม่กล่าวถึงราชโองการลับที่บิดาเล่าให้ฟัง
“เช่นนี้ข้าก็สบายใจ เออจริงสิ เ้าบอกว่าอยากจะเริ่มทำการค้าขาย สินเดิมของเ้าก็มีไม่น้อย ต่อให้นอนอยู่เฉย ๆ สิบชาติยังใช้ไม่หมด ใยต้องหาเื่ยุ่งยากใส่ตัว”
หลังจากมีราชโองการให้สกุลเสียนพ้นมลทิน สินเดิมของเสียนฟ่างที่ถูกยึดไว้เพื่อตรวจสอบก็ถูกส่งคืนมาที่จวนสกุลแม่ทัพ เสียนฟ่างตรวจสอบดูใบรายการที่แนบมาจากสำนักตรวจการ พบว่าไม่มีสิ่งใดสูญหาย สินเดิมที่ติดตัวเสียนฟ่างมาเมื่อครั้งแต่งเข้าสกุลเซียมีถึงสี่สิบหีบ
“ลูกผู้ชาย สมควรก่อสร้างกิจการด้วยตัวเอง คำกล่าวนี้เ้าไม่เคยได้ยิน ?”
“เ้าแต่งงาน เป็ฮูหยินแม่ทัพเซีย ยังต้องก่อสร้างกิจการอันใดอีก”
“เื่ราววันข้างหน้าไม่แน่นอน มีมากไว้ย่อมดีกว่ามีไม่พอ”
“บิดาเ้าเป็เสนาบดีคลัง เื่การหาเงิน กิจการต่าง ๆ ไม่แน่ว่ารู้มากกว่าเ้า อีกอย่างการค้าใบชา เกลือต่าง ๆ ล้วนอยู่ในมือบิดาเ้า ใยไม่ลองถามท่านเจิ้นหนานโหวดู”
เสียนฟ่างก็คาดคิดไว้เช่นนั้น เพียงแต่ตอนที่พบบิดาครั้งก่อน มัวแต่กังวลเื่คดีความทำให้ลืมเลือนไป ครั้งนี้หยางหลิงฉีกระตุ้นเตือนจึงคิดว่าคงต้องหาเวลากลับไปเยี่ยมบิดาอีกสักครั้งเพื่อขอคำปรึกษา การค้าใบชาอยู่ในความควบคุมของราชสำนัก ภายใต้การดูแลของกรมคลัง ผู้ที่้าค้าใบชาจำเป็ต้องได้รับอนุญาตจากกรมคลังก่อน เพื่อไม่ให้มีใบชาออกมามากเกินไปจนส่งผลกระทบกับราคาในตลาด
“เรียนคุณชายเสียน คุณชายหยาง เอ่อ บ่าวเพิ่งได้รับแจ้งว่า คุณชายหยางให้เกียรติมาเยือนจึงต้อนรับบกพร่อง ขอเชิญคุณชายหยางไปที่โถงใหญ่ เพื่อรับน้ำชาเถอะขอรับ”
สวี้เจ้อไม่เคยเจอเื่เช่นนี้มาก่อนที่ต้องเชิญทั้งแขกทั้งเ้าบ้านไปที่ห้องโถงเพื่อทำการต้อนรับแขกอีกครั้ง คำพูดพอกล่าวออกไปแล้วกลับรู้สึกไม่ถูกต้อง
“ท่านพ่อบ้าน ไม่ต้องลำบากแล้ว ข้ากำลังจะออกไปส่งคุณชายหยางพอดี” เสียนฟ่างพอกล่าวก็ฉุดมือข้างหนึ่งของหยางหลิงฉีลุกขึ้นหมายจะส่งแขก หยางหลิงฉีเองก็เพิ่งเคยประสบเหตุ บ่าวในจวนเชิญไปทำการรับน้ำชาหลังจากเข้ามาในบ้านแล้วเป็เนินนาน กำลังจะออกปากถามไถ่ เสียนฟ่างกลับลงมือไล่แขก
“เ้าอ้อมไปส่งข้าที่จวนสกุลเสียนก่อนก็แล้วกัน” เสียนฟ่างกล่าว
“เออ คุณชายเสียน ท่านแม่ทัพกล่าวว่ามีเื่จะสนทนากับคุณชาย ตอนนี้รออยู่ที่ห้องหนังสือขอรับ หากคุณชายจะไปที่จวนเจิ้นหนานโหว บ่าวจะให้คนเตรียมรถม้าไว้ก่อน” สวี้เจ้อจะอย่างไรรู้ใจผู้เป็นาย เซียถิงกล่าวว่าวันนี้ไม่ออกไปไหนนั่งรอเสียนฟ่างไปพบ ไหนเลยยินยอมปล่อยให้เสียนฟ่างออกไปกับหยางหลิงฉี
“เ้าก็ไม่ต้องออกไปส่งแล้ว จวนสกุลแม่ทัพเซียถึงแม้ใหญ่โต แต่ประตูทางออกอยู่ทางไหนข้ายังไปถูก”
“บ่าวจะให้คนไปส่งคุณชายหยางที่หน้าจวน เด็ก ๆ” สวี้เจ้อโดนดุด่ามาเที่ยวหนึ่ง ไม่ยอมผิดผลาดเป็ครั้งที่สอง ออกเสียงเรียกให้บ่าวที่อยู่ในบริเวณนั้น น้อมส่ง หยางหลิงฉีออกไปก่อน จากนั้นจึงเดินนำหน้าเสียนฟ่างไปที่ห้องหนังสือที่เรือนใหญ่
เสียนฟ่างเดินติดตามพ่อบ้านใหญ่มาตามทางเดินลดเลี้ยวจากเรือนเล็กของตัวเอง ระยะทางความจริงไม่ไกลกันมาก ระหว่างทางเสียนฟ่างได้แต่ครุ่นคิดว่า ที่แท้เซียถิง้าพบตัวเองด้วยเื่อะไร หรือว่าจะเป็ฝ่ายเอ่ยปากเื่หย่าก่อน หรือจะเป็เื่ที่เสียนฟ่างเข้าไปยุ่งกับการรักษาทหารที่าเ็เมื่อเช้ากันแน่
สวี้เจ้อเดินนำมาจนถึงห้องหนังสือจากนั้นจึงเคาะประตูเที่ยวหนึ่ง “ท่านแม่ทัพ คุณชายเสียนมาแล้วขอรับ”
เสียนฟ่างเดินเข้าประตูไปแล้ว สวี้เจ้อจึงปิดประตูลง สั่งบ่าวไพร่ให้ออกห่างจากห้องหนังสือ ภายในห้องเซียถิงถือหนังสือไว้ในมือ เงยหน้าขึ้นมามองเสียนฟ่างเที่ยวหนึ่ง “เห็นพ่อบ้านบอกว่า เ้ามีเื่อยากจะพบข้า”
เสียนฟ่างยกสองมือขึ้นเคารพ ในใจคิดว่าจะเรียกหาอีกฝ่ายว่ากระไรดี ก่อนหน้านี้เสียนฟ่างเรียกหาเซียถิงต่อหน้าว่า ท่านพี่ เวลากล่าวถึงเซียถิงกับผู้อื่นมักใช้คำว่าแม่ทัพเซีย
“ท่านพี่” สุดท้ายเสียนฟ่างยังคงเรียกหาดังเดิม
ความจริงสามีภรรยาพบหน้ากันไม่จำเป็ต้องมีมารยาทถึงปานนี้ แต่ว่าเสียนฟ่างไม่ได้เจอหน้าเซียถิงมาร่วมปี พอพบกันอีกครั้งยังต้องอาศัยพ่อบ้านในจวนเป็ธุระให้ รู้สึกว่าความสัมพันธ์นี้แปลกประหลาดยิ่งนัก
เสียนฟ่างในตอนนี้ใบหน้าสดใส รูปร่างไม่ผอมแห้งอย่างที่เซียถิงเคยจำได้ ใบหน้าขาวนวลสองแก้มมีเืฝาดออกสีชมพูระเรื่อ รวบผมไว้ที่ด้านหลัง ผูกมัดศีรษะไว้ด้วยหยกเขียววงหนึ่ง ชุดยาวสีฟ้าอ่อนที่สวมใส่อยู่ยิ่งขับให้ผิวที่ขาวอยู่แล้วยิ่งดูเปล่งประกายน่ามอง เซียถิงชมดูจนรู้สึกหงุดหงิดในใจ แต่ว่าหงุดหงิดในที่ใดกลับไม่ทราบได้