บทที่ 6 การรับมือของพระรอง
กว่าจะออกจากบ้านของพระเอกมาได้เวลาก็ล่วงเลยมาเกือบจะทุ่มครึ่ง และกว่าจะถึงคอนโดของพระเอกผมก็ใช้เวลากว่าชั่วโมงเลยทีเดียว แม้ว่าเส้นทางอาจจะไม่ได้ไกลขนาดนั้น แต่การที่กรุงเทพรถติดนั้น คุณจะไม่สามารถประมาทมันได้เลย
และแล้วผมก็มาอยู่หน้าคอนโดของพระเอกพร้อมกับขนมช่อม่วงสีม่วงสวยในกล่องที่บรรจุอย่างดี เป็ของฝากจากคุณแม่ที่ผมต้องหอบหิ้วเอามาฝากพระเอก ยอมรับเลยว่าขนมฝีมือคุณหญิงไข่มุกนี่ถือเป็อันดับหนึ่งไม่มีสองเลยทีเดียวกับขนมไทยโบราณแบบนี้ ถือเป็บุญปากที่ได้กินในชาตินี้ และแน่นอนว่าผมยังอยากจะกินมันอีกถ้ามีโอกาส
ส่วนของผมอีกถุงน่ะเหรอ หมดั้แ่ไฟแดงแรกแล้ว !!!
'โฮสต์รออีกแปบนะคะ เดี๋ยวนางเอกจะเปิดประตูมาเจอโฮสต์ที่หน้าประตูพอดี โฮสต์แค่ยืนเฉย ๆ ก็พอค่ะ' อลิสเอ่ยบอกผมที่ยืนหันซ้ายหันขวาอย่างทำตัวไม่ถูกอยู่หน้าห้อง
'ผมมีคีย์การ์ดกับรหัสห้องอยู่แล้ว เข้าไปเลยไม่ได้เหรออลิส ยืนอยู่หน้าห้องแบบนี้เหมือนถูกแฟนไล่แล้วเข้าห้องไม่ได้ยังไงก็ไม่รู้' ผมถามอลิสกลับพลางหันเหสายตามองไปทางอื่นที่ไม่ใช่ทางประตูลิฟต์ที่มีคนเดินผ่านไปมาและมองผมอย่างสงสัย
'โฮสต์มาถึงก่อนเวลานี่คะ อลิสเตือนแล้วโฮสต์ก็ไม่ฟัง ก็บทมันต้องบังเอิญเจอนี่คะ โฮสต์อยากโดนหักคะแนนอีกรึยังไง จู่ ๆ โผล่เข้าห้องไปจ๊ะเอ๋กับนางเอกทั้งอย่างนั้น มีกี่เหตุผลก็ฟังไม่ขึ้นหรอกค่ะ หักเรียบ' อลิสเอ่ยแย้ง
'ก็ผมไม่คิดว่าจะเจอปัญหาแบบนี้นี่นาอลิส อีกกี่นาทีนางเอกจะมาเหรอ ถ้ามันอีกนานผมจะลงไปรอข้างล่าง' ผมพยายามเบี่ยงความสนใจตัวเองโดยการเงยหน้าดูไฟเพดานและการตกแต่งทางเดินของคอนโดราวกับสนใจมันนักหนา
'อีก 1 นาที 34 วินาทีค่ะโฮสต์' อลิสเอ่ยตอบด้วยความแม่นยำ พร้อมกับภาพโฮโลแกรมนับเวลาถอยหลังที่โผล่มาให้ผมดู ผมยืนปัด ๆ จัดชุดสูทสีน้ำเงินวันนี้ให้เข้าที่ เหมือนจะอยากให้มันเนี้ยบได้มากกว่านี้ทั้ง ๆ ที่มันก็เนี้ยบมากพออยู่แล้ว
ใช่แล้วครับ หลังเลิกงานผมก็ตรงไปหาคุณหญิงแม่และมาที่นี่ทันที เลยยังไม่ได้กลับบ้าน
'โอเค ผมจะอดทน ว่าแต่อีกกี่วันนะอลิส ที่คุณหยาดต้องไปทำงานที่บริษัทของไอ้ครามน่ะ' ผมเอ่ยถามอย่างนึกขึ้นได้กับการต้องบังเอิญไปเจอนางเอกอีกครั้งที่หน้าบริษัทของพระเอก เพื่อเสริมสร้างความประทับใจกับนางเอกและสร้างข่าวลือของการเป็เด็กเส้นของนางเอกให้รุนแรงมากขึ้นจากการที่เธอดูจะสนิทกับเพื่อนของเ้านายมากจนเกินไป
'อีกสองวันค่ะโฮสต์ เพราะหลังจากนางเอกหายดีแล้วก็ไม่อยากอยู่บ้านเฉย ๆ เลยปรึกษากับคุณหญิงไข่มุก ทีแรกก็เกือบจะได้ตำแหน่งเลขาของคุณครามเสียแล้ว หากแต่คุณครามไม่ยอม บอกว่าจะรับตามความสามารถเท่านั้น เลยให้ไปทดลองงานที่บริษัทในฐานะเด็กฝึกงานก่อนน่ะค่ะ' อลิสตอบกลับ
'แล้ววันนั้น เธอคนนั้น ก็จะมาด้วยสินะ ผมล่ะอยากเจอเธอจะแย่แล้ว พระเอกของอลิสก็ใจร้ายจริงๆ ที่เลือกให้นางเอกไปทำงานในวันที่เธอกลับมาจากต่างประเทศพอดี' ผมพูดกับอลิสอย่างคาดหวัง แน่นอนล่ะในเื่ราวแบบนี้เราจะขาดเธอคนนี้ไม่ได้เลยอย่างแน่นอน ไม่งั้นนิยายเื่นี้จะมีสีสันเหรอ
เพราะเธอคนนั้นก็คือ นางร้าย !!! ยังไงล่ะ
'ถือว่านางเอกต้องรับศึกหนักั้แ่วันแรกเลยเลยทีเดียวเลยค่ะโฮสต์ เพราะฉะนั้นโฮสต์เลยต้องไปอยู่ตรงนั้นยังไงล่ะคะ เพราะโฮสต์รับปากคุณหญิงไข่มุกไว้แล้วว่าจะดูแลนางเอกแทนคุณครามของอลิส' อลิสพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราวคนที่กำลังเพ้อฝันเมื่อพูดถึงคนที่อลิสปลาบปลื้มเป็นักหนา
'น้อย ๆ หน่อยอลิส ผมก็หล่อไม่น้อยกว่าคุณครามของอลิสหรอก ไม่เห็นรักผมหลงผมแบบนี้บ้างเลย' ผมอดน้อยใจไม่ได้ ไม่ได้น้อยใจที่อลิสไม่รักนะ แต่น้อยใจที่หล่อสู้พระเอกมันไม่ได้นี่สิ ผมจะแพ้ทั้งเื่ความรักและเื่น่าตาสู้ไม่ได้นี่สิ
'โอ๊ะ !!! นางเอกจะออกมาแล้วนะคะโฮสต์' อลิสร้องเตือนเมื่อเวลานับถอยหลังเหลือไม่ถึง 5 วินาที
3... 2 .... 1 ....
"อ้าวคุณภาม สวัสดีค่ะ หยาดกำลังจะลงไปรับคุณพอดี คือคุณแม่พึ่งโทรบอกหยาดน่ะค่ะ ว่าคุณจะมา" หยาดฝนเปิดประตูมาเจอกับผมและมีทีท่าใเล็กน้อย ในมือยังถือมือถือที่ค้างสายคุณหญิงไข่มุกไว้อยู่ ผมพยักหน้าทักทายเธอกลับหากแต่ยังไม่พูดอะไรเพราะมันจะเป็การเสียมารยาทกับคุณหญิงแม่ที่ยังอยู่ในสาย
"เจอแล้วค่ะ คุณภามถึงแล้วค่ะคุณแม่ อยู่หน้าห้องแล้วค่ะ ค่ะ ค่ะ สวัสดีค่ะ" ใช้เวลาไม่นานนักหญิงสาวก็วางสายโทรศัพท์และหันมาสนใจแขกไม่ได้รับเชิญที่มาหาโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้าอย่างผม
"สวัสดีครับคุณหยาด คุณแม่ฝากให้ผมเอาขนมมาให้น่ะครับ ขอโทษที่มาไม่ได้บอกนะครับ แต่ผมติดต่อเ้าครามไม่ได้เลย ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน" ผมยิ้มให้เธอพลางชูกล่องขนมในมือให้ดู
"ขอบคุณค่ะ หยาดเชิญคุณภามข้างในก่อนดีกว่าค่ะ" หยาดฝนรับขนมในมือผมไปถือก่อนจะเชิญผมเข้าไปด้านใน
ผมทำตัวเป็แขกที่ดีอย่างว่าง่าย นั่งรอที่โซฟาของห้องรับแขกรอให้คุณหยาดเอาน้ำมาเสิร์ฟอย่างไม่ใจเย็นพลางเหลียวมองการตกแต่งคอนโดของพระเอกอย่างชื่นชมอยู๋ในใจ
'สวยใช่ไหมล่ะคะโฮสต์ ความลงตัวของสีเทา ขาว และดำ เรียบหรูดูดีสมกับเป็รสนิยมของคุณครามเลยค่ะโฮสต์ นี่แหละค่ะที่เขาว่ากันว่าคนหน้าตาดีมักจะมีรสนิยมที่ดี ที่พูดไว้ไม่ผิดเลยจริง ๆ ค่ะโฮสต์' อลิสก็ยังคงไม่เลิกอวยพ่อพระเอกจนผมเริ่มจะหมั่นไส้ไม่ได้ โลกก่อน ๆ ก็ไม่เห็นจะอวยพระเอกอะไรขนาดนั้นซะหน่อย
หากแต่ก่อนที่การปะทะคารมระหว่างผมและอลิสจะเริ่ม นางเอกก็เดินกลับมาพร้อมกับแก้วน้ำในมือและและถุงกระดาษอีกถุงที่พอจะเดาได้ว่าใส่อะไรเอาไว้ ถ้าไม่ใช่เสื้อสูทสีแดงของผมในวันนั้น
"นี่เสื้อของคุณภามค่ะ หยาดขอบคุณมากเลยนะคะสำหรับความช่วยเหลือในวันนั้น หยาดไม่มีวิธีติดต่อหาคุณ เลยคืนช้า ต้องขอโทษด้วยนะคะ แต่ถ้าไม่ได้คุณภามช่วย หยาดคงแย่แน่ ๆ ค่ะ" หยาดฝนยิ้มให้ผมอย่างจริงใจ ดวงตาที่เต็มไปด้วยความเศร้าดูดีขึ้นเยอะ คงเพราะอย่างน้อยการรับมือกับครามที่หลีกเลี่ยงเธอคงไม่ยากเท่าการรับมือกับใครหลาย ๆ คนที่คอยกลั่นแกล้งเธอในบ้านใหญ่นั่น
"ไม่เป็ไรครับ อ้อ นี่ครับนามบัตรผม เผื่อคุณหยาดมีธุระด่วนจะได้ติดต่อหาผมได้ เราก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกลกันสักหน่อยนี่ครับ" ผมยื่นนามบัตรที่พกเอาไว้กับตัวให้เธอ ซึ่งเธอก็รับไว้พร้อมกับพูดขอบคุณเบา ๆ ด้วยรอยยิ้มน่ารักที่ทำเอาคนมองอดใจสั่นไม่ได้ จนผมต้องหันหน้าหนี หามองอะไรไปเรื่อยนอกจากหน้าของเธอที่อยู่ตรงหน้า อีกฟากของโซฟา
"ส่วนเื่วันนั้นผมแค่ทำเท่าที่ทำได้ครับ ว่าแต่ แผลหายดีแล้วใช่ไหมครับ" ผมรับถุงกระดาษมาวางไว้บนโต๊ะ พลางเอ่ยถามพร้อมกับดวงตาที่จับจ้องอยู่ที่แขนอีกข้างของเธอที่เคยโดนน้ำร้อนลวก ดีที่มันไม่ได้ร้อนมากจนเกิดแผลพุพอง แค่แดงและแสบร้อนเท่านั้น
"หายดีแล้วค่ะ คุณหญิงแม่ท่านดูแลหยาดอย่างดีเลยค่ะ น่าเสียดายที่คุณภามทานข้าวกับคุณแม่มาแล้วนะคะ ไม่อย่างนั้นหยาดเองก็อยากจะโชว์ฝีมือทำให้คุณทานสักมื้อ เป็การขอบคุณน่ะค่ะ" หยาดฝนตอบด้วยรอยยิ้มที่น่าหลงใหล จนผมต้องเบือนหน้าหนีจากเธอ จะให้ผมจ้องมองดวงตาคู่นั้นแล้วหลงเสน่ห์เธออีกรอบน่ะเหรอ เบา ๆ หน่อยก็ได้ ใจผมก็มีแค่นี้เอง
อย่าเอาความอยากกินของผมมาล้อเล่นครับคุณนางเอก ใจเหลวหมดแล้ว
"ไว้โอกาสหน้าก็ได้ครับ เอ่อ แล้วครามล่ะครับ เขาไม่อยู่เหรอ ผมติดต่อไม่ได้เลย" ผมเปลี่ยนเื่ตามบทอย่างทันที จะได้เข้าเื่ให้จบ ๆ แล้วกลับกันสักที แน่นอนว่าฝีมือการทำอาหารผมก็อยากกิน แต่มันไม่ใช่ตอนนี้ไง และการที่ผมต้องมาอยู่ตรงนี้กับนางเอกแบบสองต่อสองแบบนั้นมันค่อนข้างอันตรายกับหัวใจของผมจริง ๆ
และแน่นอน ว่ามันไม่เหมาะสมเลยในสักสถานการณ์ ทั้งในฐานะของผู้ชายที่มาหาผู้หญิงถึงห้อง และอยู่ด้วยกันสองต่อสอง แถมผู้หญิงคนนั้นดันเป็ว่าที่คู่หมั้นของเพื่อนสนิทอีก ซึ่งเธอดันเป็คนที่ผมมีใจให้ อา... ช่างไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง
"หยาดก็ไม่รู้ค่ะ คุณครามออกไปข้างนอก หยาดไม่มีเบอร์ติดต่อคุณครามด้วยซ้ำ เมื่อกี้คุณแม่ก็โทรหาหยาดเพราะโทรหาคุณครามไม่ติด แต่เดี๋ยวคงกลับมาล่ะมั้งคะ ปกติคุณครามก็กลับมาค่อนข้างดึก แต่ก็ไม่เคยเกินเที่ยงคืน" หญิงสาวยิ้มเศร้าพลางทำให้หัวใจของผมกระตุกไปด้วยวูบนึงอย่างใจเสีย
ทำไมเธอจะไม่รู้ว่าครามรู้สึกกับเธอและปฎิบัติต่อเธอเช่นไร ทั้งสองคนก็แค่คนแปลกหน้าที่จำใจต้องมาอยู่ด้วยกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ เธออยากหลุดพ้นจากบ้านนั้น ส่วนครามต้องทำตามคำสั่งแม่อย่างเลี่ยงไม่ได้ แม้ไม่ได้มีถ้อยคำเสียดสีหรือการกลั่นแกล้งทำร้าย หากแต่การที่อีกฝ่ายทำเหมือนเราไม่มีตัวตนอยู่มันก็ทำให้หญิงสาวรู้สึกเ็ปใจอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
และผมเองก็ไม่อยากให้เธอต้องเศร้าแบบนี้เลย
"ครามมันนิสัยไม่ค่อยดีน่ะครับ ลูกคุณหนูก็เข้าใจยากแบบนี้แหละครับ แต่อย่างน้อยผมว่ามันก็ไม่ได้ถึงขั้นเลวร้ายหรอก" ผมตอบกลับไปพลางหันไปยิ้มให้เธออย่างให้กำลังใจ เพราะอย่างน้อยครามก็เป็สุภาพบุรุษมากพอที่จะไม่ฉวยโอกาสกับผู้หญิง ผมรู้ว่าเธอจะปลอดภัย ยกเว้นฉากโรแมนติกที่จะเกิดขึ้นในคืนนี้น่ะนะ
"ค่ะ ฉันก็คิดแบบนั้น" หยาดฝนตอบรับยิ้ม ๆ ก่อนจะเบือนหน้าหนีอย่างทำตัวไม่ถูกที่ต้องอยู่กับผมอย่างสองต่อสอง ผมเลยเลือกที่จะยกน้ำแก้วนั้นขึ้นมาดื่ม อย่างน้อยก็จะได้ไม่เสียน้ำใจเ้าบ้านที่ยกมาให้ และถือเป็การเลี่ยงความเงียบในการสนทนา
'นางเอกกำลังคิดว่าทำไมผู้ชายที่เธอต้องอยู่ด้วยถึงไม่ใช่โฮสต์น่ะค่ะ ตอนนี้โฮสต์ก็ถือว่าตกนางเอกได้แล้วหนึ่งคนนะคะ' เสียอลิสดังขึ้นในหัวพร้อมกับเสียงจุดพลุงานฉลอง
'เบาหน่อยอลิส จะดีใจจนออกนอกหน้าไปทำไม สุดท้ายเธอก็ไม่เลือกผมอยู่ดีไหมล่ะ' ผมหันไปดุอลิสอย่างแก้เขินกับบทสนทนาอันเงียบเหงาที่น่ากระอักกระอ่วนแบบนี้
'ไหนโฮสต์บอกว่าจะมีความสุขกับปัจจุบันไงคะ นี่ไงคะความสุขที่โฮสต์้า' อลิสยังคงแซวผมไม่เลิก
'เงียบน่าอลิส ผมจะกลับแล้ว หมดบทแล้วใช่ไหม' ผมเอ่ยขึ้นพลางมองนาฬิกาข้อมือที่บอกเวลาสองทุ่ม
"ผมว่าผมกลับก่อนดีกว่าครับ ไว้โอกาสหน้าค่อยมาเยี่ยมใหม่ถ้าหมอนั่นไม่หายหัวไปไหนจนติดต่อไม่ได้แบบนี้นะครับ ยังไงถ้าใกล้ถึงเวลาแล้วยังไม่กลับ โทรหาผมอีกทีก็ได้ครับ ผมจะได้ช่วยเป็ธุระหาตัวคนหายให้ หมอนั่นมีที่ไปไม่เยอะหรอกครับ" ผมบอกลาอีกฝ่ายตามบทก่อนจะลุกขึ้นยืนและไม่ลืมถือถุงกระดาษที่ใส่เสื้อสูทของผมติดมือกลับออกไปด้วย
"ไว้เจอกันนะคะ คราวหน้าหยาดขอเชิญคุณภามมาทานอาหารด้วยกันนะคะ" หญิงสาวลุกขึ้นยืนเพื่อเป็การส่งผมตามมารยาท การสนทนาและบทบาทของผมในตอนนี้จบลงเพียงเท่านี้ ผมมุ่งตรงกลับคอนโดผมทันที
ผมอยากจะกลับบ้านไปอาบน้ำนอนจะแย่อยู่แล้ว เหนื่อยชะมัด สามวันมานี้แทบจะไม่ได้นอนให้เต็มอิ่มเลยด้วยซ้ำ
"โฮสต์พักก่อนก็ได้นะคะ มีเวลาอีกสามชั่วโมง เดี๋ยวใกล้ถึงเวลาเดี๋ยวอลิสจะปลุกอีกทีค่ะ" อลิสในร่างแมวเปอร์เซียสีขาวะโขึ้นตามมาบนเตียงหลังจากที่ผมอาบน้ำเสร็จ มาทำตัวเป็หมอนข้างให้ผมอย่างรู้งานโดยที่ผมไม่ได้พูดอะไรตอบกลับไปเพราะว่าความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดสามวันทำให้ร่างกายของผมตอบสนองกับความผ่อนคลายที่ได้รับและหลับไปอย่างรวดเร็ว
เวลา 23:45 นาที
"ผมง่วงจังอลิส" ผมบ่นอ้าปากหาวพลางเงยหน้ามองบาร์ร้านประจำของผมกับพระเอก ก่อนจะพับแขนเสื้อเชิ๊ตสีขาวขึ้นอีกสองทบเพื่อไม่ให้มันดูเป็ทางการมากเกินไป ต้องโทษที่ในห้องผมมีแต่ชุดแบบนี้ เพราะฉะนั้นผมก็ต้องแต่งตัวออกมาเท่าที่มี แต่ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรมากนักเพราะผมมีจุดประสงค์ในการมาเที่ยวกลางคืนในครั้งนี้อยู่แล้ว
'ภารกิจมีแค่พาคุณครามกลับค่ะโฮสต์ ไม่มีบทให้ต้องทำตาม งานง่าย ๆ ถ้าทำได้โฮสต์จะต้องได้คะแนนเต็มแน่ค่ะ' เสียงอลิสดังขึ้นในหัวอย่างให้กำลังใจ แน่นอนว่าผมมาก็เพราะคะแนนง่าย ๆ นั่นแหละ เอาวะรีบไปรีบกลับมานอน
ผมปิดปากหาวเป็ครั้งที่ห้าหลังจากที่ตื่นมารับสายของนางเอกเมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้วผมก็ต้องแบกสังขารอันเหนื่อยล้าของตัวเองให้ลุกออกจากเตียงมาแต่งตัว เพื่ออยู่บาร์ตามลำพังแบบนี้ ในมือของผมถือกาแฟร้อนเข้ม ๆ แก้วนึงที่ชงติดมือมาด้วยเพื่อแก้ง่วง
กินกาแฟก่อนนอนไม่มีผลให้นอนไม่หลับหรอกนะ ผมอ่านงานวิจัยมาแล้ว อ่านในอินเทอร์เน็ตนี่แหละ
ซึ่งตอนนี้มันหมดแล้ว ผมโยนแก้วเปล่าลงถังขยะใกล้ ๆ ก่อนยืดกล้ามเนื้อเล็กน้อยเพื่อให้ร่างกายตื่นตัวมากขึ้น ดีแค่อย่างเดียวคือการมารับพระเอกกลับคราวนี้มีการกล่าวถึงแค่ไม่กี่บรรทัด ไม่ได้ถึงขั้นบรรยายว่าผมกับพระเอกต้องคุยอะไรกันบ้าง เพราะฉะนั้นถือว่านอกบทล้วน ๆ ผมจะไม่มีทางถูกหักคะแนน ถ้าพาพระเอกไปส่งคอนโดได้ก็เป็อันจบภารกิจ
ดีหน่อยที่พ่อพระเอกคนดีของอลิสก็ถือว่าเป็คนดีจริง ๆ เพราะหน้าอย่างพระเอกมานั่งดื่มอยู่คนเดียวแบบนี้มีหรือจะรอดหูรอดตาสาว ๆ มาได้นานขนาดนี้ ทำให้ครามไม่ถึงขั้นหิ้วใครก็ได้ขึ้นห้องในทุกครั้งที่เหงา เพราะครามถูกเลี้ยงมาด้วยคุณหญิงไข่มุกที่พร่ำสอนให้ลูกชายรู้จักให้เกียรติผู้หญิงมาก เลยสามารถปฏิเสธสาว ๆ ที่เข้ามาหาได้อย่างละมุนละม่อม
'คุณครามเป็คนดีนะคะโฮสต์ ก็แค่เริ่มแรกที่เ็ากับนางเอกก็เพราะความเข้าใจผิดต่างหาก แล้วในโลกนี้คุณครามก็ไม่ได้เป็ศัตรูกับโฮสต์ด้วย ดังนั้นอลิสเลยเชียร์ได้เต็มที่เลยยังไงล่ะคะโฮสต์' เสียงอลิสยังคงดังอยู่ในหัวราวกับว่ากลัวผมเหงา
ทันทีที่ผมเดินเข้ามาในร้านผมก็เห็นร่างที่คุ้นตานั่งอยู่ตามลำพังที่มุมหนึ่งของเคาเตอร์บาร์อย่างไม่มีใครรบกวน ผมเลยเดินตรงไปหาเป้าหมายทันทีก่อนที่สาว ๆ ที่มองมาจะพุ่งเข้ามาหาผมเพราะถูกดึงดูดด้วยความหน้าตาดี
ไม่ปฏิเสธหรอกว่าผมหล่อ แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาเที่ยวเล่นก็เท่านั้นเอง...
ผมนั่งลงข้าง ๆ พระเอกที่นั่งเหม่อลอยยกแก้วเหล้าค้างเอาไว้อย่างเงียบ ๆ บาร์เทนเดอร์กำลังจะเอ่ยห้ามไม่ให้ผมนั่ง ผมเลยยกมือขึ้นทำท่าให้อีกฝ่ายเงียบ ซึ่งบาร์เทนเดอร์ก็เป็คนที่รู้จักกันดีเลยไม่ได้พูดอะไรตามที่ผมบอก ซึ่งนแน่นอนว่าผมรู้ว่าครามสั่งบาร์เทนเดอร์เอาไว้ว่าให้ไล่ทุกคนที่จะเข้ามานั่งข้าง ๆ เขาออกไป โดยที่เขาจะได้ไม่ต้องพูดเอง
ช่างเป็พระเอกที่ไม่อยากเปลืองคำพูดพร่ำเพรื่อจริง ๆ
'พระเอกตอนนี้หล่อโฮกเลยค่ะโฮสต์ โอ๊ย.. อลิสอยากจะบ้าตาย ถึงเอไอจะตายไม่ได้ก็เถอะ ดูผมที่ไม่เซตให้เป็ทรงนั่นสิคะ ไหนจะกระดุมเสื้อเชิ้ตที่ปลดออกตั้งสามเม็ดนั่น อีกนิดก็จะเห็นกล้ามอกสวย ๆ นั่นแล้วนะคะเนี่ย' อลิสส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดอยู่ในหัวผมอย่างหยุดไม่อยู่อีกต่อไปกับหุ่นของลูกรักนักเขียนที่น่าอิจฉา
"ผมเอา เอสเปรสโซ่ มาตินี่ (ESPRESSO MARTINI) แก้วนึง" ผมหันไปสั่งเครื่องดื่ม ซึ่งผมก็ยังสั่งที่มีส่วนผสมของกาแฟอย่างอดไม่ได้ ผมยังอยากได้คาเฟอีนมากกว่านี้อีกนิด ผมหันมองพระเอกพลางก้มลงมองตัวเองบ้าง เอาเป็ว่าผมก็มีเหมือนกันแหละ แต่แค่ยังไม่อยากจะโชว์ก็เท่านั้นเอง ไม่ได้กลัวจะแพ้หรอกนะ
ครามเหมือนจะรู้ตัวว่ามีคนมานั่งข้าง ๆ ได้สักพักแล้ว ซึ่งต่อให้รู้แต่พระเอกก็ยังคงไม่ยอมหันมามองว่าใครกันที่กล้ามานั่งข้าง ๆ ครามทำแค่นั่งเงียบ ๆ จิบเหล้าในมือต่อไปเรื่อย ๆ อย่างไม่สนใจรอบตัว แต่รอจนแล้วจนรอดบาร์เทนเดอร์คนดีก็เหมือนจะทำตัวหูหนวกตาบอดใส่ไม่ยอมมาทำหน้าที่ที่เคยบอกเอาไว้สักที จนเ้าตัวเริ่มหมดความอดทนมากขึ้นเรื่อย ๆ
"ที่ตรงนี้มีคนนั่งแล้ว" ครามพูดขึ้นโดยที่ยังไม่มองหน้าผม แก้วในมือถูกยกขึ้นจิบอีกครั้ง พร้อม ๆ กับเครื่องดื่มของผมที่มาถึงพอดี
"มึงไม่ได้จองไว้ให้กูหรอกเหรอ ก็ว่าไม่เห็นโทรเรียก" ผมพูดขึ้นพลางยกกาแฟขึ้นจิบและมองไปทางอื่นอย่างไม่ยอมสบตาพระเอก ซึ่งแน่นอนว่าผมกำลังด่ามันที่ปิดเครื่องหนีทำให้ติดต่อไม่ได้แบบนี้ ครามมองมาราวกับไม่อยากจะเชื่อว่าผมจะมาอยู่ตรงนี้ หากแต่ก็แค่แวบเดียวที่ใ ก่อนที่ครามจะหันไปสนใจเครื่องดื่มในมืออีกครั้ง
"มึงควรนอนอยู่ห้องมึงไม่ใช่รึไง กูได้ยินว่ามึงไม่ได้นอนมาสามวันแล้ว" ครามพูดขึ้นเบา ๆ พลางสั่งเครื่องดื่มเพิ่มอีกแก้ว ผมอดขมวดคิ้วกับคำพูดนั้นไม่ได้ พระเอกมันมีสายสืบอยู่ที่บริษัทผมเหรอ เห็นนิ่ง ๆ ที่จริงก็อยากรู้เื่ชาวบ้านเหมือนกันนี่
"เออสิวะ แล้วอะไรล่ะที่ทำให้คนที่ควรนอนหลับอยู่บนเตียงอย่างกูต้องหอบร่างกายเหนื่อย ๆ ออกมาตามหาใครบางคนที่ไม่ยอมกลับบ้านกลับช่อง แถมมีเื่อะไรก็ไม่ยอมบอกกูสักคำ ถ้ากูไม่ไปเจอคุณหญิงแม่กับคุณหยาดวันนี้ก็ไม่รู้เื่อะไรหรอก แถมไม่รู้ด้วยว่ามึงไม่มีที่ซุกหัวนอน" ผมพูดขึ้นพลางหันไปมองครามอย่าง้าคำอธิบาย
"มึงมีอะไรอยากบอกกูไหม คราม" ผมถามอีกฝ่าย ถึงแม้จะไม่มีบทหรือภารกิจมาบังคับ แต่ผมก็รู้ดีว่าในฐานะ 'เพื่อน' ผมก็ควรจะรับฟังปัญหาของครามบ้าง การที่คนบางคนเลือกที่จะเงียบไม่ได้หมายความว่าคนคนนั้นไม่ได้คิดมาก หากแต่เขาไม่มีใครให้สามารถระบายความอัดอั้นตันใจอะไรออกมาได้ต่างหาก ครามก็แค่คนธรรมดาคนหนึ่งก็เท่านั้นเอง
"กูเห็นมึงยุ่งกับงานบริษัท กูเลยไม่อยากจะกวน" ครามตอบผมมาแบบนั้น
"แต่ตอนนี้กูก็อยู่ตรงนี้แล้วไง มึงอยากจะพูดอะไรก็พูดออกมาได้เลย กูจะรับฟังปัญหาของมึงเอง" ผมเลยตบไหล่พระเอกเบา ๆ เมื่อครามเริ่มที่จะฟุบหน้าลงกับแขนที่วางอยู่บนเคาเตอร์อย่างหมดมาด ราวกับท่าทีเข้มแข็งที่พยายามมาทั้งคืนเริ่มพังทลาย
ผมหันไปมองรอบ ๆ ซึ่งดีที่ไม่มีใครสนใจเราสองคนมากนัก บาร์เทนเดอร์ทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยมที่เว้นระยะที่นั่งหน้าบาร์เอาไว้ให้พวกผมสองคนสามารถปรับทุกข์กันได้อย่างเต็มที่โดยไม่มีใครมารบกวนหรืออยู่ใกล้ ๆ
"กูไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ทุกอย่างมันเร็วไปหมด สุดท้ายกูกับผู้หญิงคนนั้นก็ต้องอยู่ด้วยกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ กูไม่รู้ว่ากูจะต้องทำตัวยังไงว่ะ ภาม แม่กูก็ยืนยันหนักหนาว่าผู้หญิงคนนั้นเป็คนดีแค่ไหน น่าสงสารขนาดไหน อยากจะให้กูลองเปิดใจยอมรับ กูลองแล้วนะภาม แต่กูทำไม่ได้..." ผมวางมือลงบนไหล่ของครามเป็การบอกว่าผมจะรับฟังมันอยู่ตรงนี้ เสียงลมหายใจที่ไม่ปกติบ่งบอกได้ว่าครามกำลังระบายความอัดอั้นมากมายในตอนนี้ออกมาด้วยน้ำตา
น้ำตาที่ไม่ได้ไหลออกมาง่าย ๆ
นั่นเพราะความเมาทำให้คนอ่อนแอ แต่ความอ่อนแอไม่ใช่ความผิดพลาด มันคือสิ่งที่บอกว่าเราทุกคนยังคงเป็ 'มนุษย์' ที่มีความรู้สึก เจ็บได้ เศร้าได้ ร้องไห้ได้ไม่ต่างจากคนอื่น ๆ น้ำตาไม่ได้หมายถึงความพ่ายแพ้เสมอไปสักหน่อย
"ทุกครั้งที่กูมองหน้าผู้หญิงคนนั้น มันมีแต่ภาพของพลอยขวัญที่ซ้อนทับขึ้นมา มันควรเป็น้องกูที่มีชีวิตอยู่ไม่ใช่รึไง ไม่ใช่ผู้หญิงคนนั้นที่เข้ามาแทนที่เพราะการตายของน้องกูอ่ะภาม ถ้าผู้หญิงคนนั้นมาในเวลาอื่น กูคงจะไม่เกลียดเขาได้ขนาดนี้ แต่เพราะการแต่งงานบ้า ๆ นี่น้องกูเลยต้องตาย..." คำพูดมากมายที่ถูกกลั่นกรองออกมาจากหัวใจที่แตกร้าวของคนคนหนึ่ง มันทำให้ผมรู้สึกเ็ปตามไปด้วยอย่างอดไม่ได้ มือผมที่วางบนไหล่บีบไหล่อีกฝ่ายเป็ระยะอย่างปลอบประโลม
สิ่งที่ผมจำได้จากความทรงจำของภามเกี่ยวกับการเสียชีวิตของพลอยขวัญ ก็คือคำพูดสุดท้ายของพลอยขวัญที่มาหาครามก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุรถยนต์เสียหลักพุ่งตกสะพาน และพลอยขวัญหายสาบสูญ ไม่เจอแม้แต่ศพ การค้นหายาวนานไปตลอดสองสัปดาห์ท่ามกลางกระแสน้ำเชี่ยวจนเื่นี้กลายเป็ข่าวดัง
แต่สุดท้ายก็ไม่พบเจอ เ้าหน้าที่ทุกคนที่เกี่ยวข้องต่างบอกว่าไม่มีหวัง และยืนยันว่าพลอยขวัญเสียชีวิตแล้วจากสภาพรถที่ยับเยินขนาดนั้น งานศพที่ไร้ศพจึงจำต้องถูกจัดขึ้นอย่างไม่อาจจะประวิงเวลาเพิ่มไปได้มากกว่านี้อีกต่อไป
อะไรทำให้ครามปักใจเชื่อว่าการตายของน้องสาวเป็ฝีมือของตระกูลเทพอมรไพศาล ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้นพลอยขวัญก็ถือเป็คู่หมั้นของเหนือเมฆที่เปิดตัวเป็ที่รู้จักกันในแวดวงสังคมอยู่แล้ว ข้อกล่าวหานี้จึงไม่สามารถพูดออกไปได้เลย ว่าเหนือเมฆและครอบครัวอาจจะเป็คนอยู่เื้ัเื่ราวทั้งหมดนี้ เพราะไม่มีหลักฐานใด ๆ ที่จะเอาผิดอีกฝ่ายได้เลย ครามถึงได้จมปลักอยู่กับความแค้นที่ไร้ทางออกนี้เพียงลำพัง
ข้อความที่มีแค่ครามและภามเท่านั้นที่รู้ กับคำพูดสุดท้ายของพลอยขวัญในวันนั้น ก่อนเธอจะจากไปตลอดกาล
'พลอยจะไม่แต่งงานแล้วพี่คราม ตระกูลของเราจะไม่ถูกผูกมัดกับสัญญาบ้า ๆ นั่นอีกต่อไป พลอยจะยกเลิกสัญญานี่เอง และพลอยเชื่อว่าอีกฝ่ายต้องไม่ปฎิเสธ เพราะพลอยมีสิ่งสำคัญที่สามารถต่อรองกับพวกเขาได้' แค่คำพูดนั้นเท่านั้นที่เป็หลักฐานว่าก่อนตายพลอยขวัญไปเจอใครมา ไม่ใช่ว่าครามไม่อยากเอาเื่ ไม่ใช่ไม่อยากสืบสวนให้ชัดแจ้ง
หากแต่พยานของฝั่งครอบครัวเทพอมรไพศาลนั้นกลับหนาแน่นกว่ามาก และยืนยันได้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้พบเจอกับพลอยขวัญในวันนั้นด้วยซ้ำ การเป็ผู้ต้องสงสัยเลยถูกปัดตกด้วยพยานหลักฐาน การตายของพลอยขวัญสุดท้ายก็กลายเป็แค่อุบัติเหตุที่น่าเศร้าเสียใจก็เท่านั้นเอง
"แล้วมึงจะให้กูยินดีกับการหมั้นครั้งนี้อีกเหรอวะ สัญญาที่น้องสาวกูตั้งใจจะทำลายมันจนต้องสังเวยด้วยชีวิตแบบนี้น่ะ กูต้องดีใจด้วยรึไง กูไม่อยากกลับไปเลยภาม กูไม่อยากเจอผู้หญิงคนนั้นเลย กูไม่รู้กูต้องทำตัวยังไง" เสียงของครามเริ่มอู้อี้จนฟังยาก
ผมปล่อยให้ความเงียบดำเนินไปอีกสักพักจนแน่ใจว่าครามหมดเื่ที่จะพูดแล้ว ไม่จำเป็ต้องมีคำปลอบโยนเพราะผมรู้ดีว่าครามไม่ได้้าความสงสารเห็นใจ ครามแค่อยากจะระบายมันออกมาเท่านั้น และผมก็แค่ทำหน้าที่รับฟังก็พอแล้ว
จุดเริ่มต้นของนิยายเื่นี้ช่างนักหนาสาหัสเสียจริง ๆ ไม่ว่าจะกับตัวละครไหนก็ตาม ราวกับกำลังล้อเล่นกับความรู้สึกของคนอย่างรุนแรงโดยไม่คิดอะไร และยิ่งเมื่อตัวละครเ่าั้กำลัง 'มีชีวิต' อยู่จริงๆ มีความรู้สึกเ็ปอยู่จริง ๆ อยู่ตรงหน้าผมแบบนี้ จะให้ผมละเลยพวกเขาได้จริง ๆ เหรอ ไม่หรอก ผมทำไม่ได้
ผมควักกระเป๋าเอาบัตรเครดิตออกมาจ่ายเงินค่าเครื่องดื่มในทันที แน่นอนว่ารวมถึงของพระเอกที่มานั่งดื่มั้แ่หัวค่ำนั่นด้วย เพราะรู้ดีว่าตอนนี้พระเอกไม่มีเงินติดตัวเลยสักบาทเพราะถูกแม่ยึดไปหมดแล้ว ดีที่บาร์นี่เป็บาร์ประจำ ไม่อย่างนั้น พระเอกคงได้นั่งมองดาวอยู่ข้างถนนแทนแล้วเพราะไม่มีเงินจ่าย แต่ไม่เป็ไรหรอกเพราะว่าผมเองก็รวยพอ ก็แค่เลี้ยงเหล้าเพื่อนที่เครียด เพราะเดี๋ยวผมค่อยไปไถมันคืนทีหลังก็พอแล้ว
"กูว่ามึงเมาหนักแล้ว ป่ะ เดี๋ยวกูพากลับบ้าน" ผมพูดขึ้นพลางตบไหล่อีกฝ่ายแรง ๆ เพื่อเรียกสติ ครามหันมามองผมหลังจากที่ตั้งสติเช็ดน้ำตาไม่กี่หยดจนเรียบร้อยดีแล้ว มันเงียบไปสักพักเหมือนกำลังคิดอะไรสักอย่างอยู่ ซึ่งผมก็ไม่ได้ขัดอะไร ก็แค่ยืนรอแล้วเก็บบัตรใส่กระเป๋าอย่างเป็การบอกมันว่าผมพร้อมที่จะกลับแล้วจริง ๆ ก็เท่านั้น
ไม่ได้เร่งเลยนะ แต่เร็วหน่อยก็ดี เพราะผมง่วง !!!
"กูไม่อยากกลับห้อง กูไปนอนห้องมึงได้ไหมวะ" ครามเงยหน้ามองผม สีหน้าท่าทางเหมือนลูกหมาถูกทิ้งไม่ได้ทำให้ผมใจอ่อนเลยสักนิด ผมหัวเราะเบา ๆ ในลำคออย่างอดไม่อยู่ ผมอดยิ้มเยาะเย้ยมันไม่ได้ ปล่อยให้หัวสมองเบลอ ๆ ของมันเก็บเอาไปคิดตีความเองว่าผมตกลงหรือไม่ตกลง
เพื่อนก็เพื่อนเถอะ แต่คราวนี้กูไม่เลือกมึงหรอกคราม... ความสงสารของมึงมันกินไม่ได้ว่ะ
เพราะภารกิจของผมคือเอาพระเอกไปส่งที่บ้าน แล้วจะให้ผมพามันกลับไปนอนด้วยงั้นเหรอ... ฝันกลางวันอยู่รึไง !!
'ภารกิจค่ะโฮสต์ ท่องไว้ค่ะภารกิจต้องมาก่อน ถึงแม้ว่าอลิส(ในร่างแมว)ก็อยากจะนอนข้าง ๆ คุณครามเหมือนกัน แต่อลิสก็จะอดทนไว้ค่ะ เพื่อภารกิจ' เสียงอลิสดังขึ้นในหัวอย่างน่าสงสาร พร้อมกับส่งสติ๊กเกอร์กัดผ้าเช็ดหน้าทั้งน้ำตาให้ผมดู
"เลิกกินได้แล้ว กูจะไม่ไหวแล้วเนี่ย ง่วงฉิบหายเลย" ผมเร่งอีกฝ่ายพลางดึงแขนคนที่สูงกว่าตัวเอง 10 เซนให้ลุกขึ้นยืน ก็ถือว่าค่อนข้างทุกลักทุเลแต่ผมก็สามารถประคองพระเอกให้มาถึงรถได้อย่างประสบความสำเร็จ ซึ่งแน่นอนว่าครามนั้นหมดสติน็อคกลางอากาศไปเรียบร้อยแล้ว
ผมยัดพระเอกนั่งเบาะข้าง ๆ พลางถอนหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อย ก่อนจะรัดเข็มขัดนิรภัยให้อย่างเป็ห่วง ก่อนที่อลิสในร่างแมวเปอร์เซียร์สีขาวะโออกมาจากอาอาศแล้วเลือกที่จะลงไปนอนขดอยู่ในอ้อมแขนบนตักของพระเอกอย่างพออกพอใจ
"อย่างน้อยถึงจะไม่ได้นอนข้าง ๆ แต่ได้นอนด้วยแบบนี้อลิสก็พอใจแล้วค่ะ"
"ไหน ๆ พรุ่งนี้ผมก็ไม่ต้องเข้าบริษัทแล้ว ผมจะนอนให้เต็มอิ่มชดเชยที่เหนื่อยขนาดนี้ให้เต็มที่ไปเลย อลิสไม่ต้องปลุกผมนะถ้าไม่มีอะไรสำคัญ" ผมพูดกับอลิสก่อนจะขับรถออกไปจากร้าน จุดหมายปลายทางคือคอนโดของพระเอก
ภารกิจพาพระเอกกลับคอนโดในครั้งนี้ถือว่าสำเร็จได้ด้วยดี