Age of war

    ตอนที่ 122 ผู้ชนะ ?

    ***ผู้กล้าสมองกล้าม [เอรีส]

    "แอร์บาส์ร! ไม่ได้บาดเจ็บตรงไหนใช่มั้ย!? "

    "เอรีส เธอปลอดภัยดีใช่มั้ย!? "

    ฉัน เอรีส เอสเทอ และเปอร์ไซด์ พวกเราสามคนกำลังบินมุ่งหน้าไปที่ลานกว้างกันอยู่

    แน่นอนว่าครั้งนี้มันดูอันตรายกว่าทุกครั้ง พวกเราจึงไม่พาเจ้ามังกรน้อยมิลเลอร์กับออกไซด์มาด้วย

    และพวกเราได้พบกับกลุ่มของแอร์บาส์รในช่วงระหว่างเส้นทางที่บินตรงไปที่นั่น

    "อย่างที่เห็น พวกเราปลอดภัยดี"

    "คนพวกนี้? "

    "คนที่อยากหนีไปจากความวุ่นวายนะ ผมกำลังพาพวกเขาไปทิศตะวันออกอยู่"

    "แต่นี่เป็นทิศตะวันตกของเมืองนะ"

    "...ฮืม!? "

    แอร์บาส์รทำสีหน้าประมาณว่า [ชิบหายแล้ว]

    หลงทิศสินะ...

    ฉันบินขึ้นท้องฟ้าอีกครั้ง

    คนที่หนีมาจากความวุ่นวายนั้นมีด้วยกันสามเผ่า

    เผ่ามนุษย์ เผ่ายักษ์ และเผ่าภูติ

    ส่วนที่ลานกว้างหน้าโดมคริสตัลได้กลายเป็นทะเลทรายกับสนามรบไปแล้ว

    มีการต่อสู้ที่รุนแรงเกิดขึ้นตรงหน้าโดมคริสตัลที่เว้าแหว่งเหลือเพียงครึ่งเดียว แถมภายในโดมยังเหลือคริสตัลอีกเพียงแค่สองแท่งเท่านั้นด้วย

    ฉันหันหน้าไปทางเอสเทอ

    เธอกำลังพูดคุยกับเพื่อนจากเผ่าด้วยสีหน้าที่เศร้าหม่อง

    "อย่างงั้นหรือ… ตัวการสั่งโกเลมคือประธานาธิบดีลิลลี่ ส่วนคนอื่นตายราบกันหมดแล้วหรือ…ดอง… "

    "ใช่ กิว… ตอนนี้ระดับหัวหน้าหน่วยคงเหลือแค่ฉัน… เพราะฉันไม่เห็นปฐพีคลั่ง [เอพีเซียร์] ตั้งแต่เช้าแล้ว ไม่รู้ตายไปพร้อมกับระเบิดแล้วหรือยังนะ กิว… "

    "แถมคริสตัลของเผ่าพวกเรายังพังไปแล้วด้วยสินะ… ให้ตายสิดอง"

    มนุษย์และภูติ

    สองเผ่าที่ว่ากันว่ามีเทคโนโลยีก้าวล้ำและฉลาดที่สุด กลับถูกทำลายคริสตัลไปก่อนใครแล้ว

    พวกเราแพ้สงครามแล้ว…

    "เออ… พี่ ๆ ทุกคนค่ะ คือว่า… นั่น… หนูไม่ใช่ตาฝาดไปใช่มั้ยคะ? "

    "ตาฝาด? "

    เปอร์ไซด์ยกปีกชี้ไปทางท้องฟ้าในตอนที่ฉันกำลังสับสน

    "นั่นมัน…"

    "เงามืดแห่งการกลืนกินดอง…"

    สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าคือเงามืดที่กัดกินโลกใบนี้

    แต่ไม่ใช่ว่ามันต้องอยู่ห่างออกไปหลายร้อยกิโลเมตรหรือ?

    ทำไมมันถึงเคลื่อนตัวมาที่นี่ได้?

    "แย่ละ… มันเริ่มกินเข้ามาที่กำแพงเมืองแล้ว แบบนี้ไม่ดีแน่ รีบพาทุกคนกลับไปรวมตัวที่ใจกลางเมืองเร็ว ดอง! "

    เอสเทอแผดเสียงดังลั่น

    ทำไมกัน…

    ทั้งที่พวกเราแค่อยากจะพาทุกคนหนีไปให้ไกลจากสงคราม

    แต่ทำไมกลับต้องมาเจอภัยร้ายบีบบังคับให้พวกเรากลับไปสู่สนามรบด้วย?

    ราวกับว่า

    "เทพเจ้า… พวกท่านไม่ต้องการความสงบสินะคะ? "

    นี่คือความประสงค์ของเทพเจ้าผู้สร้างโลกใบนี้เช่นนั้น



    ณ พื้นที่ทิศตะวันออกของเมือง

    ***ปฐพีคลั่ง [เอพีเซียร์]

    "พรม~"

    หลับสบายจังพรม~

    *กึ๊ก กึ๊ก*

    เสียงอะไรเนี่ย?

    หนวกหูจังพรม~

    "กรี๊ดดด! "

    "หนีเร็วพวกเรา! "

    เจ้าพวกนี้นี่… ชอบส่งเสียงหนวกหูกันจริงเชียวพรม

    ทั้งที่วันนี้ขี้เกียจไปศาล ขี้เกียจทำอะไรสักอย่าง เลยทุบนาฬิกาปลุกทิ้งไปแล้วแท้ ๆ

    แต่เจ้าพวกนี้ก็ยังมาส่งเสียงดังหนวกหูตั้งแต่เมื่อกี้แล้วพวย

    แถมยังหนักข้อถึงขั้นใช้เสียงระเบิดเลยด้วยพวย

    คนจะหลับจะนอนพวย~

    เพราะคิดแบบนั้นเราเลยเสกดินกองใหญ่มาคลุมโปงตัวเองเอาไว้เพื่อปิดกั้นจากเสียงข้างนอก

    *กึก กึก กึก*

    แต่สุดท้ายก็ยังมีเสียงลอดเข้ามาอีก

    "พายุสีดำมาแล้ว! ทุกคนรีบไปที่ใจกลางเมืองเร็ว! "

    หนวกหูจริงพวย! แถมยังพยายามจะเจาะผิวโดมดินที่เราสร้างเข้ามากันอีกนะพวย!

    เพราะว่าหนวกหูมาก เราเลยใช้พลังเพิ่มความหนาของดินโดยรอบให้หนาขึ้น

    หุ้มแม่มให้หมดทั้งเตียงบนล่างไปเลยพวย!

    หุ้มในลักษณะของไข่ใบน้อยที่แสนจะปลอดภัยและอบอุ่น

    แต่เจ้าพวกที่อยู่ข้างนอกดูมีความพยายามสูงมาก เพราะมันยังเจาะทำลายเกราะดินของเราต่ออย่างไม่ลดความพยายาม

    รู้สึกได้ถึงพลังงานแรงสูงที่กำลังบดขยี้เกราะของเรา

    เพราะแบบนั้นเราเลยต้องเหนื่อยเพิ่มความหนาของมันมากขึ้นไปอีก

    เสริมความหนากับเปลี่ยนโครงสร้างให้เป็นวัสดุที่เหนี่ยวและแข็งแรงเป็นพิเศษ

    นี่น่าจะเป็นวัสดุที่แข็งแรงที่สุดในปฐพีตั้งแต่ที่เราสร้างมาเลยมั้ง?

    โครงสร้างโมเลกุลคืออะไรก็ไม่รู้ เพราะว่าสร้างไปแบบมั่ว ๆ นี่ละพวย~

    แต่ในที่สุดมันก็เงียบได้เสียทีพวย

    งั้นขอนอนต่อละนะพวย

    ฟรี้~



    ***ณ พื้นที่ทิศตะวันตกของเมือง

    “ไปกันแล้วสินะ…”

    ยะมะโตะทอดสายตามองออกไปที่สตรีทั้งสามซึ่งกำลังบินจากไป

    “ปิว…”

    “ปี้…”

    มังกรน้อยกับมังกรวัยรุ่นทั้งสองตัวส่งเสียงออกมาอย่างเศร้าหม่องต่อการลาจากไปของเจ้านาย

    พวกมันรู้ตัวดีว่าเจ้านายของตนไม่สามารถพาพวกมันไปหยั่งสถานที่อันตรายเช่นนั้นได้

    แต่ทั้งที่คิดว่าการอยู่ตรงนี้จะปลอดภัย กลับกลายเป็นว่าต้องมาเผชิญกับเงามืดที่โถมเข้าใส่แบบไม่ทันตั้งตัว

    ช่างน่าขันที่สถานซึ่งคิดว่าปลอดภัย กลับกลายเป็นสถานที่อันตรายที่สุดไปแทน

    “โลกคงถึงจุดจบวันนี้”

    ยะมะโตะเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้ากว้างพร้อมกับกล่าวพึมพำกับตัวเอง

    เทพเจ้าทั้งสามนะหรือ? ตัวตนที่อยู่เหนือมิติของพวกเราไปเช่นนั้นนะหรือ? หนทางหนีนะหรือ?

    ของแบบนั้นไม่มีอยู่จริงตั้งแต่แรกแล้วไม่ใช่หรือเช่นไรกัน?

    ยะมะโตะหันไปมองวังวนสีดำที่ไม่รู้ว่าเข้ามาประชิดตัวเมืองตั้งแต่เมื่อไหรตรงหน้า

    ทั้งที่ตอนเช้ามันยังอยู่ห่างออกไปจากตัวเมืองและบีบเข้ามาอย่างเชื่องช้า

    แต่พอในตอนที่เอสเทอพูดถึงแนวคิดของตัวเองออกมา กำแพงวังวนสีดำนั้นก็เคลื่อนตัวบีบเข้ามาถึงริบขอบของเมืองแทบจะในทันที

    ราวกับว่าตัวตนที่อยู่สูงกว่าไม่ยอมให้เวลาพวกเราเพื่อเตรียมตัวหนีออกไปจากวังวนที่ถูกปิดขังเอาไว้

    “พวกเราคงไม่รอด และไม่น่าจะมีใครรอด...”

    ยะมะโตะไม่เชื่อในคำพูดของเทพเจ้าในวันแรก

    เขาไม่คิดว่าเทพเจ้าทั้งสามที่ปล่อยให้พวกเขาฆ่ากันเอง จะใจดีขนาดที่ยอมปล่อยให้ผู้ชนะรอดชีวิตกลับไปทั้งเผ่าตามอย่างที่พูดจริง

    อีกอย่าง เผ่าของเขาถึือว่าได้พ่ายแพ้ไปแล้วด้วย

    ดังนั้นจะขอดิ้นรนอีกสักหน่อยจะเป็นอะไรไปละ?

    ถ้าหากว่าสิ่งที่เอสเทอพูดถูกต้อง นั่นหมายความว่าตัวตนที่ถูกจองจำและเฝ้าติดตามคงมีแต่สิ่งมีชีวิตที่ทรงภูมิปัญญาอย่างพวกเขาเท่านั้น

    พวกเทพเจ้าทั้งสามคงไม่เสียเวลามาตามเฝ้ามองสัตว์ที่ไร้สติปัญญาอย่างมังกรหรือหมาแมวทั่วไป

    เพราะไม่แบบนั้นพวกมันคงสามารถคืนชีพใหม่ได้เหมือนอย่างที่พวกเขาเป็น

    และถ้าหากยังไม่ลืม เอสเทอเคยบอกเอาไว้ว่าเผ่าภูติเองก็มีเทคโนโลยีอวกาศเช่นกัน

    ด้วยความที่เอสเทอนั้นขี้งก ไม่อยากเสียทรัพยากรณ์ของเผ่าตัวเอง เธอจึงฝากให้ยะมะโตะเป็นคนยิงจรวดขึ้นไปแทน

    คงต้องบอกว่าความงกของเอสเทอได้กลายเป็นโชคดีของยะมะโตะไป

    ยานอวกาศทรงกลมรูปไข่ขนาดเล็กที่พอบรรจุมิลเลอร์กับออกไซด์ได้ปรากฏอยู่ตรงหน้าในห้องลับของตึก

    นี่คือเวลาอันสมควรที่จะส่งจรวดอวกาศลำนี้ขึ้นไปที่ดาบแห่งพระเจ้า

    ใช่แล้ว ยะมะโตะต้องการที่จะส่งมังกรน้อยสองตัวนี้ขึ้นไปในอวกาศ

    อย่างน้อยถ้าหากว่าทฤษฎีของเอสเทอเป็นความจริง รอบนอกของพายุสีดำก็คือ [อวกาศและโลก] ที่เขาเคยรู้จัก

    มันอาจเป็นดาวสักดวงในจักรวาล เป็นผืนแผ่นดินที่ทุกชีวิตสามารถอาศัยอยู่ได้

    แผนการเร่งด่วนของยะมะโตะคือส่งผู้ลี้ภัยด้วยยานของเอสเทอไปที่ดาบแห่งพระเจ้า แล้วให้จาวิสแฮกระบบดาบแห่งพระเจ้า เพื่อควบคุมมันให้บินหนีออกไปจากวังวนพายุสีดำผ่านเส้นทางในอวกาศ

    เขาเชื่อมั่นว่าดาบแห่งพระเจ้าที่เขาสร้างนั้น มันแข็งแกร่งพอจะอยู่รอดจากพายุพลังงานของวังวนสีดำนั้นได้

    แถมยังมีพลังบาเรียภูติที่ติดไปกับยานภูติของเอสเทอด้วย

    “จาวิส เจ้าเองก็ย้ายระบบความจำไปพร้อมกับยานลำนี้ และช่วยพาเอาบันทึกเหตุการณ์ทั้งหมดของทุกคนติดไปด้วย หลักฐานที่ว่าพวกเราเคยมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้”

    เป้าหมายของยะมะโตะคือการส่งชีวิตตัวน้อยทั้งสอง กับข้อมูลบันทึกเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นตลอดช่วงเวลาที่เกิดสงครามมา 127 วัน ออกไปข้างนอกวังวนสีดำ

    ส่งหลักฐานว่า [ครั้งหนึ่งพวกเขายังเคยมีชีวิตอยู่ที่นี่]

    เพราะยะมะโตะไม่คิดจะหนีไปจากวังวนนี้

    เขากลัวว่าถ้าตัวเองหนีไปด้วย เทพเจ้าทั้งสามจะรู้ตัวถึงสิ่งที่เขากำลังจะทำ

    ดังนั้นยะมะโตะจึงส่งออกไปแค่ชีวิตมังกรตัวน้อยทั้งสองกับปัญญาประดิษฐของเขาเอง

    เมื่อตัดสินใจแผนการทุกอย่างได้แล้ว

    “เอาละ มังกรน้อยทั้งสอง พวกเจ้าอยากไปเที่ยวอวกาศกันสักหน่อยมั้ย? ”

    เขาพูดเช่นนั้น ก่อนจะสั่งให้จาวิสยิงยาสลบล้มอสูรใส่มังกรน้อยทั้งสอง

    เขาพาพวกมันขึ้นยาน แล้วส่งมันยิงขึ้นฟ้า

    ด้วยเทคโนโลยีต่อต้านแรงโน้มถ่วงของภูติ ฐานยิงจึงไม่ต้องเตรียมอะไรไปมากกว่าท่อส่งตัวที่คล้ายปืนใหญ่

    [ลาก่อนครับนายท่าน]

    "ลาก่อนจาวิส"

    กระสวยทรงไข่ที่บรรจุสองชีวิตกับประวัติศาสตร์ของพวกเขาได้ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศ

    ยะมะโตะมองมันหายลับฟ้า ก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับเงามืดที่เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้

    เขาน้อมรับความตายตรงหน้า

    "ฟังให้ดีพวกเทพเจ้า"

    ความมืดเริ่มกลืนร่างของยะมะโตะ

    "ถึงพวกเราจะหนีไปจากวังวนของพวกท่านไม่ได้"

    เนื้อและผิวกายเริ่มฉีกขาด

    "แต่จงจำเอาไว้"

    ร่างกายเริ่มกรีดร้องอย่างเจ็บปวด

    "ว่าโลกนี้ไม่มีสิ่งใดอยู่ใต้การควบคุมที่สมบูรณ์แบบได้"

    ดวงวิญญาณของยะมะโตะกำลังจะถูกกลืนหายไป---

    "ไม่มีวัน… "

    ---หายไปในวังวนความมืดนั้นพร้อมกับเสียงสั่งลาสุดท้ายของเขา



    ***ณ ลานกว้างใจกลางเมือง

    "ชิ ยิงไม่โดนเลยเฟ้ย! "

    "อืดอาดแบบนั้นคงยิงข้าโดนหรอกนะ"

    บุรุษยอดฝีมือจากสองเผ่าพันธุ์กำลังปะทะกันอย่างดุเดือด

    ฝ่ายหนึ่งคือฮอร์เนส บุรุษผู้สวมเกราะสีส้มทอประกายแสง

    อีกฝ่ายหนึ่งคือแมงโก บุรุษร่างยักษ์ที่สวมชุดสูทสีดำ

    อาวุธในมือของฮอร์เนสคือง้าวพลังงานขนาดยักษ์

    ส่วนอาวุธของแมงโกคือปืนใหญ่กระบอกที่ยาวกว่าสี่เมตร

    แต่ด้วยความรวดเร็วของฮอร์เนส กระสุนทุกนัดที่ยิงออกไปจึงพลาดเป้าแทบทั้งหมด

    "ท่านแมงโกครับ กำลังเสริมของศัตรูเข้ามาใกล้แล้ว ผมว่าพวกเรารีบทำอย่างท่านอเมริคานา รีบสุ่มโจมตีคริสตัลเลยดีกว่าครับ! "

    "อย่านะเจ้าพวก--"

    "คงให้ทำแบบนั้นไม่ได้หรอกนะ"

    ฮอร์เนสกล่าวเช่นนั้น ก่อนจะปามีดจำนวนมากออกไป

    ปลายมีดนับสิบเล่มปักลงบนคอหอยแล้วปลิดชีพเหล่ายักษาลงแทบจะในทันที

    แต่ฮอร์เนสไม่หยุดแค่นั้น

    เขาเร่งพลังของชุด ปล่อยให้มันสูบพลังชีวิตออกไปเต็มที่ เพื่อที่จะได้เคลื่อนไหวจนเหนือกฏเกณฑ์ของสามัญสำนึกที่สิ่งมีชีวิตน่าจะเคลื่อนไหวได้

    กองทัพยักษาที่เหลือไม่ถึงหนึ่งร้อยชีวิตถูกฮอร์เนสเข้าประชิดตัวแทบจะในพริบตาเดียว

    อาวุธปืนคำรามที่ใหญ่โตเทอะทะได้กลายเป็นสิ่งเกะกะไปในทันที

    ทุกครั้งที่ฮอร์เหวี่ยงง้าวออกไป ร่างกายและกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งดุจโลหะของเผ่ายักษาก็จะกลายเป็นเนื้อสับที่ขาดครึ่งอย่างสวยงามไร้ที่ติ

    ปลายง้าวที่ส่องแสงสีฟ้า ได้ยืดยาวออกจากคมกลายเป็นลำแสงรังสีความร้อนอันคมกริบกว่าสิบเมตร

    หนึ่งวินาทีต่อสิบชีวิตสังเวยนั่นคือสถิติที่ฮอร์เนสทำได้

    "ไม่ต้องสนใจศัตรู ยิงโจมตีใส่คริสตัลเดียวนี้! "

    "เดียว---"

    ทหารเผ่ายักษาไม่คิดอดทนรออีกต่อไป

    พวกเขาไม่ฟังคำสั่งของขุนนางแมงโกอีกต่อไปแล้ว

    ต่อให้มีโอกาสเสี่ยงมากถึงหนึ่งในสองไปยิงโดนคริสตัลของเผ่าตัวเอง แต่พวกเขาก็จะขอเดิมพันกับความเสี่ยงนั้น

    "ไม่ได้ผลหรอก~"

    แต่กระสุนปืนใหญ่หลายสิบนัดกลับถูกสกัดเอาไว้ด้วยความสามารถเหนือสามัญสำนึกของฮอร์เนส

    เขาใช้ง้าวคว้านผิวดินตรงหน้าขึ้นมา แล้วปามันออกไปขวางเส้นทางยิงของกระสุนปืนใหญ่อย่างรวดเร็ว

    พื้นปูนและหินแต่ละก้อนที่คว้านขึ้นมานั้น มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่ต่ำกว่าห้าเมตรได้

    แถมยังขว้างปามาได้ถึงห้าก้อนในเสี้ยววินาที แล้วยังกระโดดตามไปฟันกระสุนที่รอดทะลุเข้ามาซ้ำได้ทันท่วงทีอีกด้วย

    "ฮะ ฮะ ฮะ~"

    ฮอร์เนสหัวเราะชอบใจกับช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย

    เลือดที่สูบฉีดไปทั่วร่างนั้นทำให้เขาเริ่มคลั่ง

    เกราะสีส้มเริ่มส่งไอความร้อนแผ่ออกกว้าง

    แต่เขาไม่สนใจ และยังคงบีบเค้นเร่งพลังงานของชุดจนถึงขีดสุด

    เขากวาดง้าวราวพายุ พัดโบกราวกับกำลังตบแมลงหวี่ที่น่ารำคาญ

    อาจกล่าวได้ว่าเป็นการสังหารหมู่ที่เกิดฝีมือของบุรุษเพียงผู้เดียวเท่านั้น

    "โกหก…"

    เพียงแค่หนึ่งนาทีเท่านั้น

    กองทัพยักษาที่เหลือราวหนึ่งร้อยชีวิตก็ไม่หลงเหลือยืนอยู่ตรงนี้อีกต่อไป

    ไม่สิ เหลือเพียงแค่แมงโกเพียงผู้เดียวเท่านั้น

    "หน่อยแน่! "

    ในเวลานั้นที่หัวของแมงโกเต็มไปด้วยสีขาวโพล้น

    กระสุนปืนใหญ่ถูกยิงออกไปรัวหลายสิบนัด

    แต่ไม่มีนัดใดที่เล็งถูกร่างของฮอร์เนส

    ฮอร์เนสถีบพื้นอย่างรุนแรงจนทิ้งเป้นฝุ่นควันเอาไว้ข้างหลัง

    เส้นแสงสีส้มวิ่งตัดอากาศสวนเส้นทางกระสุนที่ยิงสาดเข้าใส่

    ผ่านช่องว่างอันน้อยนิดราวกับเส้นด้ายที่ร้อยผ่านรูเข็ม

    แมงโกรีบยกปืนใหญ่ขึ้นมาป้องกันตัวเอง

    แต่อาวุธตกยุคของเขาไม่อาจรับมือกับคมง้าวพลังงานที่แผ่คลื่นแสงรังสีของฮอร์เนสได้

    ร่างของแมงโกได้ขาดครึ่งไปพร้อมกับอาวุธของเขาเอง

    "ข้ามัน...โง่เขลา... อเมริคานา…เจ้า...ถูกต้อง...แล้ว..."

    แมงโกเค้นพลังสุดท้ายด่าทอตนเองทั้งน้ำตาก่อนจะสิ้นลมหายใจไป



    หลังจากนั้นราวสองนาที

    ***ผู้กล้าทมิฬ [สเลบ]

    "จัดการหมดแล้วหรือฮอร์เนส…"

    "ใช่"

    "อย่าฝืนตัวเองแบบนี้สิ…"

    "แต่ถ้าข้าไม่ทำ แล้วใครจะทำ…"

    ตรงหน้าของกระผมคือซากภูเขาศพของเผ่าปีศาจยักษ์

    ใช่แล้ว ถ้าหากว่าฮอร์เนสไม่วิ่งนำออกมาก่อน ป่านนี้คริสตัลคงถูกทำลายไปแล้ว

    "เจ้าไปพักก่อนเถอะ"

    "เออ… ขอบคุณมาก"

    ถึงภายนอกจะดูเหมือนไร้บาดแผล แต่ภายในชุดเกราะคงกำลังบอบช้ำอย่างหนัก

    การฝืนใช้ชุดเกราะแขนกลขนาดนั้น กล้ามเนื้อและร่างกายต้องรับภาระมากขนาดไหนกัน?

    เพียงแค่ขยับตัวคงจะรู้สึกเจ็บปวดจนแทบเจียนตายได้

    "เหลือคริสตัลแค่สองก้อน…ถึงจะน่าเศร้า แต่พรุ่งนี้พวกเราจะจบสงครามได้แล้วสินะ"

    ผมหันไปมองคริสตัลตรงหน้า

    คริสตัลทั้งสองก้อนนี้เป็นของเผ่าไหนยังไม่อาจรู้ได้

    แต่พรุ่งนี้พอถึงช่วงที่คนคืนชีพ พวกเราก็จะทราบได้ทันทีว่าก้อนไหนคือเป้าหมายที่ควรทำลาย

    ถึงจะรู้สึกผิดต่อเผ่าอื่นที่ตายไป แต่อย่างน้อยพวกเรายังช่วยให้เผ่าปีศาจยักษ์กลับมามีชีวิตได้อีกครั้งอยู่

    "กระจายกำลัง อย่าให้เผ่าอื่นเข้ามาก่อนเรื่องได้เป็นอันขาด แล้วไปประกาศให้ทุกคนรู้ด้วย ว่าพวกเราจะปล่อยให้เผ่าปีศาจยักษ์ที่ตายในวันนี้ได้กลับมาคืนชีพอีกครั้ง"

    ผมไม่อยากให้เกิดสงครามอีกรอบหลังจากที่ควบคุมสถานการณ์ได้แล้วหรอกนะ

    ไม่อยากให้มีใครตายเพิ่มอีกแล้ว---

    "ท่านผู้กล้าสเลบครับ ดูท้องฟ้าตรงนั้นสิครับ! "

    "นั่นมัน…"

    ที่ทิศทั้งสี่รอบลานกว้างกำลังถูกความมืดของโลกกลืนกินเข้ามา

    ผมมองเห็นพวกราชินีกับคนจากทุกเผ่าต่างหนีตายเข้ามาภายในลานกว้างคริสตัลแห่งนี้

    ประชากรบางส่วนถูกความมืดนั้นกลืนลงไปบ้างแล้ว

    "อย่าเบียดสิฟะ! "

    "ถอยไป ถอยปายยยย! "

    เกิดความโกลาหลขึ้นไปทั่ว

    ทั้งชาวบ้าน นักรบ ทุกเผ่าต่างพยายามยื้อแย่งกันกรูเข้ามาสู่ลานกว้างที่เคยอยากจะวิ่งถอยหนีออกไป

    จนกระทั้ง---

    "พายุสงบลงแล้ว? "

    ม่านสีดำนั้นหยุดตัวเองลงตรงริมขอบของลานกว้างพอดี

    พื้นที่ทรงกลมแห่งนี้ได้ถูกล้อมด้วยกำแพงสีดำ

    ผมรู้สึกไม่ดีเลย

    รู้สึกว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่ควรเป็นปรากฏการธรรมชาติ แต่ว่าเป็น---

    "สวัสดีเหล่าสิ่งมีชีวิตผู้ที่มีบาปหนาทุกท่าน"

    ---เป็นฝีมือของตัวตนที่แอบอ้างว่าเป็นเทพเจ้าทั้งสาม…

    "ยินดีด้วยกับผู้รอดชีวิตมาถึงวันนี้"

    แสงสว่างสาดส่องไปทั่วฟ้า พร้อมกับเสียงที่ดังกังวาลเข้ามาภายในหัวสมองของพวกเราโดยตรง

    "พวกเจ้าต่างพยายามเอาตัวรอดมาได้ดีทีเดียว"

    เอาตัวรอด? อย่ามาพูดให้ขำหน่อยเลย

    ถ้าไม่ใช่เพราะพวกแกวางยาเอาไว้ พวกเราคงไม่ต้องมาฆ่ากันเองแบบนี้ตั้งแต่แรกหรอก

    "ดังนั้นเทพเจ้าที่เมตตายิ่งอย่างพวกเราจึงอยากมอบโอกาสให้กับพวกเจ้า"

    รู้สึก… สังหรสังหรณ์ใจไม่ดีเสียแล้วสิ

    "ด้วยการเปลี่ยนกฏเล็กน้อย"

    "การปกป้องคริสตัลแห่งชีวิตนั้นไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว"

    *พรึบ* เกิดแสงสว่างเจิดจ้าขึ้นครั้งหนึ่ง ก่อนที่คริสตัลอีกสองก้อนจะสลายหายไปอย่างน่าอัศจรรย์

    ราวกับว่ามันถูกดูดไปสู่อีกมิติที่เราไม่อาจเข้าถึงได้

    "เผ่าใดที่อยู่รอดเป็นเผ่าสุดท้าย พวกเราจะมอบชีวิตกลับคืนให้กับทุกคน"

    "ชีวิตที่ตายจักกลับคืนสู่ผืนแผ่นดิน"

    “ชีวิตของคนรักกลับคืนชีพอีกครา”

    "พวกเราขอสาบาน เผ่าที่รอดจะถูกพาดวงจิตสู่สวรรค์"

    "ส่วนเผ่าที่แพ้ จักต้องลงสู่ขุมนรกอันไร้ก้นบึ้งมิได้ผุดถือกำเนิด"

    "กำหนดเวลาคืออีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้า"

    "หากมิอาจตัดสินผู้ชนะได้ ความมืดจะดูดกลืนวิญญาณพวกเจ้าหายไปในความมืดเป็นนิจนิรันดร์"

    """จงสังหารเผ่าอื่นให้สิ้น แล้วเจ้าจักจะกลายเป็นผู้ชนะ"""



    ว่าแล้วท้องฟ้าที่สุกสว่างก็ผลันหายไป

    ทุกคนที่รอดชีวิตต่างเงียบราวกับป่าช้า

    คนที่อยู่ภายในลานกว้างนี้มีร่วมถึงห้าแสนคน

    ซึ่งโชคดีที่ส่วนใหญ่เป็นคนจากเผ่าของเราถึงครึ่งหนึ่ง

    แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น

    ทุกคนจากทุกเผ่าเริ่มหันหน้าเข้าใส่คนจากต่างเผ่า

    ในบรรดานั้นคงมีคนที่พึ่งสูญเสียเพื่อนและคนรักจากเหตุการณ์ในวันนี้

    ผมรู้สึกได้ถึงความบ้าคลั่งที่กำลังจะเกิดขึ้น

    "... ค-ยเถอะไอพวกเทพเจ้า"

    ราวกับว่าเสียงด่าทอของผมนั้นได้กลายเป็นสัญญาณเปิดศึก

    การต่อสู้เพื่อเค้นหาเผ่าที่แข็งแกร่งที่สุดได้ดำเนินมาถึงบทสุดท้ายแล้ว

    คล้ายกับเรื่องAge of war ที่คุณอ่าน

    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.85M 1262
    มหาเทพเซียนกลับมาเกิดใหม่ในมหานคร

    มหาเทพเซียนกลับมาเกิดใหม่ในมหานคร

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    699K 1189
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    เนตรมารสะท้านฟ้า (จบแล้ว)

    เนตรมารสะท้านฟ้า (จบแล้ว)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    864K 380
    บันทึกสงครามวอร์เทนเนีย (Wortenia Senki)

    บันทึกสงครามวอร์เทนเนีย (Wortenia Senki)

    นิยาย แฟนตาซี
    64K 246
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    Timebound รักข้ามภพ โอบหัวใจข้าไว้ให้มั่น 1682

    Timebound รักข้ามภพ โอบหัวใจข้าไว้ให้มั่น 1682

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    5K 89
    สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    9.93M 1273
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258