***ผู้กล้าสมองกล้าม [เอรีส]
"แอร์บาส์ร! ไม่ได้บาดเจ็บตรงไหนใช่มั้ย!? "
"เอรีส เธอปลอดภัยดีใช่มั้ย!? "
ฉัน เอรีส เอสเทอ และเปอร์ไซด์ พวกเราสามคนกำลังบินมุ่งหน้าไปที่ลานกว้างกันอยู่
แน่นอนว่าครั้งนี้มันดูอันตรายกว่าทุกครั้ง พวกเราจึงไม่พาเจ้ามังกรน้อยมิลเลอร์กับออกไซด์มาด้วย
และพวกเราได้พบกับกลุ่มของแอร์บาส์รในช่วงระหว่างเส้นทางที่บินตรงไปที่นั่น
"อย่างที่เห็น พวกเราปลอดภัยดี"
"คนพวกนี้? "
"คนที่อยากหนีไปจากความวุ่นวายนะ ผมกำลังพาพวกเขาไปทิศตะวันออกอยู่"
"แต่นี่เป็นทิศตะวันตกของเมืองนะ"
"...ฮืม!? "
แอร์บาส์รทำสีหน้าประมาณว่า [ชิบหายแล้ว]
หลงทิศสินะ...
ฉันบินขึ้นท้องฟ้าอีกครั้ง
คนที่หนีมาจากความวุ่นวายนั้นมีด้วยกันสามเผ่า
เผ่ามนุษย์ เผ่ายักษ์ และเผ่าภูติ
ส่วนที่ลานกว้างหน้าโดมคริสตัลได้กลายเป็นทะเลทรายกับสนามรบไปแล้ว
มีการต่อสู้ที่รุนแรงเกิดขึ้นตรงหน้าโดมคริสตัลที่เว้าแหว่งเหลือเพียงครึ่งเดียว แถมภายในโดมยังเหลือคริสตัลอีกเพียงแค่สองแท่งเท่านั้นด้วย
ฉันหันหน้าไปทางเอสเทอ
เธอกำลังพูดคุยกับเพื่อนจากเผ่าด้วยสีหน้าที่เศร้าหม่อง
"อย่างงั้นหรือ… ตัวการสั่งโกเลมคือประธานาธิบดีลิลลี่ ส่วนคนอื่นตายราบกันหมดแล้วหรือ…ดอง… "
"ใช่ กิว… ตอนนี้ระดับหัวหน้าหน่วยคงเหลือแค่ฉัน… เพราะฉันไม่เห็นปฐพีคลั่ง [เอพีเซียร์] ตั้งแต่เช้าแล้ว ไม่รู้ตายไปพร้อมกับระเบิดแล้วหรือยังนะ กิว… "
"แถมคริสตัลของเผ่าพวกเรายังพังไปแล้วด้วยสินะ… ให้ตายสิดอง"
มนุษย์และภูติ
สองเผ่าที่ว่ากันว่ามีเทคโนโลยีก้าวล้ำและฉลาดที่สุด กลับถูกทำลายคริสตัลไปก่อนใครแล้ว
พวกเราแพ้สงครามแล้ว…
"เออ… พี่ ๆ ทุกคนค่ะ คือว่า… นั่น… หนูไม่ใช่ตาฝาดไปใช่มั้ยคะ? "
"ตาฝาด? "
เปอร์ไซด์ยกปีกชี้ไปทางท้องฟ้าในตอนที่ฉันกำลังสับสน
"นั่นมัน…"
"เงามืดแห่งการกลืนกินดอง…"
สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าคือเงามืดที่กัดกินโลกใบนี้
แต่ไม่ใช่ว่ามันต้องอยู่ห่างออกไปหลายร้อยกิโลเมตรหรือ?
ทำไมมันถึงเคลื่อนตัวมาที่นี่ได้?
"แย่ละ… มันเริ่มกินเข้ามาที่กำแพงเมืองแล้ว แบบนี้ไม่ดีแน่ รีบพาทุกคนกลับไปรวมตัวที่ใจกลางเมืองเร็ว ดอง! "
เอสเทอแผดเสียงดังลั่น
ทำไมกัน…
ทั้งที่พวกเราแค่อยากจะพาทุกคนหนีไปให้ไกลจากสงคราม
แต่ทำไมกลับต้องมาเจอภัยร้ายบีบบังคับให้พวกเรากลับไปสู่สนามรบด้วย?
ราวกับว่า
"เทพเจ้า… พวกท่านไม่ต้องการความสงบสินะคะ? "
นี่คือความประสงค์ของเทพเจ้าผู้สร้างโลกใบนี้เช่นนั้น
ณ พื้นที่ทิศตะวันออกของเมือง
***ปฐพีคลั่ง [เอพีเซียร์]
"พรม~"
หลับสบายจังพรม~
*กึ๊ก กึ๊ก*
เสียงอะไรเนี่ย?
หนวกหูจังพรม~
"กรี๊ดดด! "
"หนีเร็วพวกเรา! "
เจ้าพวกนี้นี่… ชอบส่งเสียงหนวกหูกันจริงเชียวพรม
ทั้งที่วันนี้ขี้เกียจไปศาล ขี้เกียจทำอะไรสักอย่าง เลยทุบนาฬิกาปลุกทิ้งไปแล้วแท้ ๆ
แต่เจ้าพวกนี้ก็ยังมาส่งเสียงดังหนวกหูตั้งแต่เมื่อกี้แล้วพวย
แถมยังหนักข้อถึงขั้นใช้เสียงระเบิดเลยด้วยพวย
คนจะหลับจะนอนพวย~
เพราะคิดแบบนั้นเราเลยเสกดินกองใหญ่มาคลุมโปงตัวเองเอาไว้เพื่อปิดกั้นจากเสียงข้างนอก
*กึก กึก กึก*
แต่สุดท้ายก็ยังมีเสียงลอดเข้ามาอีก
"พายุสีดำมาแล้ว! ทุกคนรีบไปที่ใจกลางเมืองเร็ว! "
หนวกหูจริงพวย! แถมยังพยายามจะเจาะผิวโดมดินที่เราสร้างเข้ามากันอีกนะพวย!
เพราะว่าหนวกหูมาก เราเลยใช้พลังเพิ่มความหนาของดินโดยรอบให้หนาขึ้น
หุ้มแม่มให้หมดทั้งเตียงบนล่างไปเลยพวย!
หุ้มในลักษณะของไข่ใบน้อยที่แสนจะปลอดภัยและอบอุ่น
แต่เจ้าพวกที่อยู่ข้างนอกดูมีความพยายามสูงมาก เพราะมันยังเจาะทำลายเกราะดินของเราต่ออย่างไม่ลดความพยายาม
รู้สึกได้ถึงพลังงานแรงสูงที่กำลังบดขยี้เกราะของเรา
เพราะแบบนั้นเราเลยต้องเหนื่อยเพิ่มความหนาของมันมากขึ้นไปอีก
เสริมความหนากับเปลี่ยนโครงสร้างให้เป็นวัสดุที่เหนี่ยวและแข็งแรงเป็นพิเศษ
นี่น่าจะเป็นวัสดุที่แข็งแรงที่สุดในปฐพีตั้งแต่ที่เราสร้างมาเลยมั้ง?
โครงสร้างโมเลกุลคืออะไรก็ไม่รู้ เพราะว่าสร้างไปแบบมั่ว ๆ นี่ละพวย~
แต่ในที่สุดมันก็เงียบได้เสียทีพวย
งั้นขอนอนต่อละนะพวย
ฟรี้~
***ณ พื้นที่ทิศตะวันตกของเมือง
“ไปกันแล้วสินะ…”
ยะมะโตะทอดสายตามองออกไปที่สตรีทั้งสามซึ่งกำลังบินจากไป
“ปิว…”
“ปี้…”
มังกรน้อยกับมังกรวัยรุ่นทั้งสองตัวส่งเสียงออกมาอย่างเศร้าหม่องต่อการลาจากไปของเจ้านาย
พวกมันรู้ตัวดีว่าเจ้านายของตนไม่สามารถพาพวกมันไปหยั่งสถานที่อันตรายเช่นนั้นได้
แต่ทั้งที่คิดว่าการอยู่ตรงนี้จะปลอดภัย กลับกลายเป็นว่าต้องมาเผชิญกับเงามืดที่โถมเข้าใส่แบบไม่ทันตั้งตัว
ช่างน่าขันที่สถานซึ่งคิดว่าปลอดภัย กลับกลายเป็นสถานที่อันตรายที่สุดไปแทน
“โลกคงถึงจุดจบวันนี้”
ยะมะโตะเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้ากว้างพร้อมกับกล่าวพึมพำกับตัวเอง
เทพเจ้าทั้งสามนะหรือ? ตัวตนที่อยู่เหนือมิติของพวกเราไปเช่นนั้นนะหรือ? หนทางหนีนะหรือ?
ของแบบนั้นไม่มีอยู่จริงตั้งแต่แรกแล้วไม่ใช่หรือเช่นไรกัน?
ยะมะโตะหันไปมองวังวนสีดำที่ไม่รู้ว่าเข้ามาประชิดตัวเมืองตั้งแต่เมื่อไหรตรงหน้า
ทั้งที่ตอนเช้ามันยังอยู่ห่างออกไปจากตัวเมืองและบีบเข้ามาอย่างเชื่องช้า
แต่พอในตอนที่เอสเทอพูดถึงแนวคิดของตัวเองออกมา กำแพงวังวนสีดำนั้นก็เคลื่อนตัวบีบเข้ามาถึงริบขอบของเมืองแทบจะในทันที
ราวกับว่าตัวตนที่อยู่สูงกว่าไม่ยอมให้เวลาพวกเราเพื่อเตรียมตัวหนีออกไปจากวังวนที่ถูกปิดขังเอาไว้
“พวกเราคงไม่รอด และไม่น่าจะมีใครรอด...”
ยะมะโตะไม่เชื่อในคำพูดของเทพเจ้าในวันแรก
เขาไม่คิดว่าเทพเจ้าทั้งสามที่ปล่อยให้พวกเขาฆ่ากันเอง จะใจดีขนาดที่ยอมปล่อยให้ผู้ชนะรอดชีวิตกลับไปทั้งเผ่าตามอย่างที่พูดจริง
อีกอย่าง เผ่าของเขาถึือว่าได้พ่ายแพ้ไปแล้วด้วย
ดังนั้นจะขอดิ้นรนอีกสักหน่อยจะเป็นอะไรไปละ?
ถ้าหากว่าสิ่งที่เอสเทอพูดถูกต้อง นั่นหมายความว่าตัวตนที่ถูกจองจำและเฝ้าติดตามคงมีแต่สิ่งมีชีวิตที่ทรงภูมิปัญญาอย่างพวกเขาเท่านั้น
พวกเทพเจ้าทั้งสามคงไม่เสียเวลามาตามเฝ้ามองสัตว์ที่ไร้สติปัญญาอย่างมังกรหรือหมาแมวทั่วไป
เพราะไม่แบบนั้นพวกมันคงสามารถคืนชีพใหม่ได้เหมือนอย่างที่พวกเขาเป็น
และถ้าหากยังไม่ลืม เอสเทอเคยบอกเอาไว้ว่าเผ่าภูติเองก็มีเทคโนโลยีอวกาศเช่นกัน
ด้วยความที่เอสเทอนั้นขี้งก ไม่อยากเสียทรัพยากรณ์ของเผ่าตัวเอง เธอจึงฝากให้ยะมะโตะเป็นคนยิงจรวดขึ้นไปแทน
คงต้องบอกว่าความงกของเอสเทอได้กลายเป็นโชคดีของยะมะโตะไป
ยานอวกาศทรงกลมรูปไข่ขนาดเล็กที่พอบรรจุมิลเลอร์กับออกไซด์ได้ปรากฏอยู่ตรงหน้าในห้องลับของตึก
นี่คือเวลาอันสมควรที่จะส่งจรวดอวกาศลำนี้ขึ้นไปที่ดาบแห่งพระเจ้า
ใช่แล้ว ยะมะโตะต้องการที่จะส่งมังกรน้อยสองตัวนี้ขึ้นไปในอวกาศ
อย่างน้อยถ้าหากว่าทฤษฎีของเอสเทอเป็นความจริง รอบนอกของพายุสีดำก็คือ [อวกาศและโลก] ที่เขาเคยรู้จัก
มันอาจเป็นดาวสักดวงในจักรวาล เป็นผืนแผ่นดินที่ทุกชีวิตสามารถอาศัยอยู่ได้
แผนการเร่งด่วนของยะมะโตะคือส่งผู้ลี้ภัยด้วยยานของเอสเทอไปที่ดาบแห่งพระเจ้า แล้วให้จาวิสแฮกระบบดาบแห่งพระเจ้า เพื่อควบคุมมันให้บินหนีออกไปจากวังวนพายุสีดำผ่านเส้นทางในอวกาศ
เขาเชื่อมั่นว่าดาบแห่งพระเจ้าที่เขาสร้างนั้น มันแข็งแกร่งพอจะอยู่รอดจากพายุพลังงานของวังวนสีดำนั้นได้
แถมยังมีพลังบาเรียภูติที่ติดไปกับยานภูติของเอสเทอด้วย
“จาวิส เจ้าเองก็ย้ายระบบความจำไปพร้อมกับยานลำนี้ และช่วยพาเอาบันทึกเหตุการณ์ทั้งหมดของทุกคนติดไปด้วย หลักฐานที่ว่าพวกเราเคยมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้”
เป้าหมายของยะมะโตะคือการส่งชีวิตตัวน้อยทั้งสอง กับข้อมูลบันทึกเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นตลอดช่วงเวลาที่เกิดสงครามมา 127 วัน ออกไปข้างนอกวังวนสีดำ
ส่งหลักฐานว่า [ครั้งหนึ่งพวกเขายังเคยมีชีวิตอยู่ที่นี่]
เพราะยะมะโตะไม่คิดจะหนีไปจากวังวนนี้
เขากลัวว่าถ้าตัวเองหนีไปด้วย เทพเจ้าทั้งสามจะรู้ตัวถึงสิ่งที่เขากำลังจะทำ
ดังนั้นยะมะโตะจึงส่งออกไปแค่ชีวิตมังกรตัวน้อยทั้งสองกับปัญญาประดิษฐของเขาเอง
เมื่อตัดสินใจแผนการทุกอย่างได้แล้ว
“เอาละ มังกรน้อยทั้งสอง พวกเจ้าอยากไปเที่ยวอวกาศกันสักหน่อยมั้ย? ”
เขาพูดเช่นนั้น ก่อนจะสั่งให้จาวิสยิงยาสลบล้มอสูรใส่มังกรน้อยทั้งสอง
เขาพาพวกมันขึ้นยาน แล้วส่งมันยิงขึ้นฟ้า
ด้วยเทคโนโลยีต่อต้านแรงโน้มถ่วงของภูติ ฐานยิงจึงไม่ต้องเตรียมอะไรไปมากกว่าท่อส่งตัวที่คล้ายปืนใหญ่
[ลาก่อนครับนายท่าน]
"ลาก่อนจาวิส"
กระสวยทรงไข่ที่บรรจุสองชีวิตกับประวัติศาสตร์ของพวกเขาได้ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศ
ยะมะโตะมองมันหายลับฟ้า ก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับเงามืดที่เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้
เขาน้อมรับความตายตรงหน้า
"ฟังให้ดีพวกเทพเจ้า"
ความมืดเริ่มกลืนร่างของยะมะโตะ
"ถึงพวกเราจะหนีไปจากวังวนของพวกท่านไม่ได้"
เนื้อและผิวกายเริ่มฉีกขาด
"แต่จงจำเอาไว้"
ร่างกายเริ่มกรีดร้องอย่างเจ็บปวด
"ว่าโลกนี้ไม่มีสิ่งใดอยู่ใต้การควบคุมที่สมบูรณ์แบบได้"
ดวงวิญญาณของยะมะโตะกำลังจะถูกกลืนหายไป---
"ไม่มีวัน… "
---หายไปในวังวนความมืดนั้นพร้อมกับเสียงสั่งลาสุดท้ายของเขา
***ณ ลานกว้างใจกลางเมือง
"ชิ ยิงไม่โดนเลยเฟ้ย! "
"อืดอาดแบบนั้นคงยิงข้าโดนหรอกนะ"
บุรุษยอดฝีมือจากสองเผ่าพันธุ์กำลังปะทะกันอย่างดุเดือด
ฝ่ายหนึ่งคือฮอร์เนส บุรุษผู้สวมเกราะสีส้มทอประกายแสง
อีกฝ่ายหนึ่งคือแมงโก บุรุษร่างยักษ์ที่สวมชุดสูทสีดำ
อาวุธในมือของฮอร์เนสคือง้าวพลังงานขนาดยักษ์
ส่วนอาวุธของแมงโกคือปืนใหญ่กระบอกที่ยาวกว่าสี่เมตร
แต่ด้วยความรวดเร็วของฮอร์เนส กระสุนทุกนัดที่ยิงออกไปจึงพลาดเป้าแทบทั้งหมด
"ท่านแมงโกครับ กำลังเสริมของศัตรูเข้ามาใกล้แล้ว ผมว่าพวกเรารีบทำอย่างท่านอเมริคานา รีบสุ่มโจมตีคริสตัลเลยดีกว่าครับ! "
"อย่านะเจ้าพวก--"
"คงให้ทำแบบนั้นไม่ได้หรอกนะ"
ฮอร์เนสกล่าวเช่นนั้น ก่อนจะปามีดจำนวนมากออกไป
ปลายมีดนับสิบเล่มปักลงบนคอหอยแล้วปลิดชีพเหล่ายักษาลงแทบจะในทันที
แต่ฮอร์เนสไม่หยุดแค่นั้น
เขาเร่งพลังของชุด ปล่อยให้มันสูบพลังชีวิตออกไปเต็มที่ เพื่อที่จะได้เคลื่อนไหวจนเหนือกฏเกณฑ์ของสามัญสำนึกที่สิ่งมีชีวิตน่าจะเคลื่อนไหวได้
กองทัพยักษาที่เหลือไม่ถึงหนึ่งร้อยชีวิตถูกฮอร์เนสเข้าประชิดตัวแทบจะในพริบตาเดียว
อาวุธปืนคำรามที่ใหญ่โตเทอะทะได้กลายเป็นสิ่งเกะกะไปในทันที
ทุกครั้งที่ฮอร์เหวี่ยงง้าวออกไป ร่างกายและกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งดุจโลหะของเผ่ายักษาก็จะกลายเป็นเนื้อสับที่ขาดครึ่งอย่างสวยงามไร้ที่ติ
ปลายง้าวที่ส่องแสงสีฟ้า ได้ยืดยาวออกจากคมกลายเป็นลำแสงรังสีความร้อนอันคมกริบกว่าสิบเมตร
หนึ่งวินาทีต่อสิบชีวิตสังเวยนั่นคือสถิติที่ฮอร์เนสทำได้
"ไม่ต้องสนใจศัตรู ยิงโจมตีใส่คริสตัลเดียวนี้! "
"เดียว---"
ทหารเผ่ายักษาไม่คิดอดทนรออีกต่อไป
พวกเขาไม่ฟังคำสั่งของขุนนางแมงโกอีกต่อไปแล้ว
ต่อให้มีโอกาสเสี่ยงมากถึงหนึ่งในสองไปยิงโดนคริสตัลของเผ่าตัวเอง แต่พวกเขาก็จะขอเดิมพันกับความเสี่ยงนั้น
"ไม่ได้ผลหรอก~"
แต่กระสุนปืนใหญ่หลายสิบนัดกลับถูกสกัดเอาไว้ด้วยความสามารถเหนือสามัญสำนึกของฮอร์เนส
เขาใช้ง้าวคว้านผิวดินตรงหน้าขึ้นมา แล้วปามันออกไปขวางเส้นทางยิงของกระสุนปืนใหญ่อย่างรวดเร็ว
พื้นปูนและหินแต่ละก้อนที่คว้านขึ้นมานั้น มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่ต่ำกว่าห้าเมตรได้
แถมยังขว้างปามาได้ถึงห้าก้อนในเสี้ยววินาที แล้วยังกระโดดตามไปฟันกระสุนที่รอดทะลุเข้ามาซ้ำได้ทันท่วงทีอีกด้วย
"ฮะ ฮะ ฮะ~"
ฮอร์เนสหัวเราะชอบใจกับช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย
เลือดที่สูบฉีดไปทั่วร่างนั้นทำให้เขาเริ่มคลั่ง
เกราะสีส้มเริ่มส่งไอความร้อนแผ่ออกกว้าง
แต่เขาไม่สนใจ และยังคงบีบเค้นเร่งพลังงานของชุดจนถึงขีดสุด
เขากวาดง้าวราวพายุ พัดโบกราวกับกำลังตบแมลงหวี่ที่น่ารำคาญ
อาจกล่าวได้ว่าเป็นการสังหารหมู่ที่เกิดฝีมือของบุรุษเพียงผู้เดียวเท่านั้น
"โกหก…"
เพียงแค่หนึ่งนาทีเท่านั้น
กองทัพยักษาที่เหลือราวหนึ่งร้อยชีวิตก็ไม่หลงเหลือยืนอยู่ตรงนี้อีกต่อไป
ไม่สิ เหลือเพียงแค่แมงโกเพียงผู้เดียวเท่านั้น
"หน่อยแน่! "
ในเวลานั้นที่หัวของแมงโกเต็มไปด้วยสีขาวโพล้น
กระสุนปืนใหญ่ถูกยิงออกไปรัวหลายสิบนัด
แต่ไม่มีนัดใดที่เล็งถูกร่างของฮอร์เนส
ฮอร์เนสถีบพื้นอย่างรุนแรงจนทิ้งเป้นฝุ่นควันเอาไว้ข้างหลัง
เส้นแสงสีส้มวิ่งตัดอากาศสวนเส้นทางกระสุนที่ยิงสาดเข้าใส่
ผ่านช่องว่างอันน้อยนิดราวกับเส้นด้ายที่ร้อยผ่านรูเข็ม
แมงโกรีบยกปืนใหญ่ขึ้นมาป้องกันตัวเอง
แต่อาวุธตกยุคของเขาไม่อาจรับมือกับคมง้าวพลังงานที่แผ่คลื่นแสงรังสีของฮอร์เนสได้
ร่างของแมงโกได้ขาดครึ่งไปพร้อมกับอาวุธของเขาเอง
"ข้ามัน...โง่เขลา... อเมริคานา…เจ้า...ถูกต้อง...แล้ว..."
แมงโกเค้นพลังสุดท้ายด่าทอตนเองทั้งน้ำตาก่อนจะสิ้นลมหายใจไป
หลังจากนั้นราวสองนาที
***ผู้กล้าทมิฬ [สเลบ]
"จัดการหมดแล้วหรือฮอร์เนส…"
"ใช่"
"อย่าฝืนตัวเองแบบนี้สิ…"
"แต่ถ้าข้าไม่ทำ แล้วใครจะทำ…"
ตรงหน้าของกระผมคือซากภูเขาศพของเผ่าปีศาจยักษ์
ใช่แล้ว ถ้าหากว่าฮอร์เนสไม่วิ่งนำออกมาก่อน ป่านนี้คริสตัลคงถูกทำลายไปแล้ว
"เจ้าไปพักก่อนเถอะ"
"เออ… ขอบคุณมาก"
ถึงภายนอกจะดูเหมือนไร้บาดแผล แต่ภายในชุดเกราะคงกำลังบอบช้ำอย่างหนัก
การฝืนใช้ชุดเกราะแขนกลขนาดนั้น กล้ามเนื้อและร่างกายต้องรับภาระมากขนาดไหนกัน?
เพียงแค่ขยับตัวคงจะรู้สึกเจ็บปวดจนแทบเจียนตายได้
"เหลือคริสตัลแค่สองก้อน…ถึงจะน่าเศร้า แต่พรุ่งนี้พวกเราจะจบสงครามได้แล้วสินะ"
ผมหันไปมองคริสตัลตรงหน้า
คริสตัลทั้งสองก้อนนี้เป็นของเผ่าไหนยังไม่อาจรู้ได้
แต่พรุ่งนี้พอถึงช่วงที่คนคืนชีพ พวกเราก็จะทราบได้ทันทีว่าก้อนไหนคือเป้าหมายที่ควรทำลาย
ถึงจะรู้สึกผิดต่อเผ่าอื่นที่ตายไป แต่อย่างน้อยพวกเรายังช่วยให้เผ่าปีศาจยักษ์กลับมามีชีวิตได้อีกครั้งอยู่
"กระจายกำลัง อย่าให้เผ่าอื่นเข้ามาก่อนเรื่องได้เป็นอันขาด แล้วไปประกาศให้ทุกคนรู้ด้วย ว่าพวกเราจะปล่อยให้เผ่าปีศาจยักษ์ที่ตายในวันนี้ได้กลับมาคืนชีพอีกครั้ง"
ผมไม่อยากให้เกิดสงครามอีกรอบหลังจากที่ควบคุมสถานการณ์ได้แล้วหรอกนะ
ไม่อยากให้มีใครตายเพิ่มอีกแล้ว---
"ท่านผู้กล้าสเลบครับ ดูท้องฟ้าตรงนั้นสิครับ! "
"นั่นมัน…"
ที่ทิศทั้งสี่รอบลานกว้างกำลังถูกความมืดของโลกกลืนกินเข้ามา
ผมมองเห็นพวกราชินีกับคนจากทุกเผ่าต่างหนีตายเข้ามาภายในลานกว้างคริสตัลแห่งนี้
ประชากรบางส่วนถูกความมืดนั้นกลืนลงไปบ้างแล้ว
"อย่าเบียดสิฟะ! "
"ถอยไป ถอยปายยยย! "
เกิดความโกลาหลขึ้นไปทั่ว
ทั้งชาวบ้าน นักรบ ทุกเผ่าต่างพยายามยื้อแย่งกันกรูเข้ามาสู่ลานกว้างที่เคยอยากจะวิ่งถอยหนีออกไป
จนกระทั้ง---
"พายุสงบลงแล้ว? "
ม่านสีดำนั้นหยุดตัวเองลงตรงริมขอบของลานกว้างพอดี
พื้นที่ทรงกลมแห่งนี้ได้ถูกล้อมด้วยกำแพงสีดำ
ผมรู้สึกไม่ดีเลย
รู้สึกว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่ควรเป็นปรากฏการธรรมชาติ แต่ว่าเป็น---
"สวัสดีเหล่าสิ่งมีชีวิตผู้ที่มีบาปหนาทุกท่าน"
---เป็นฝีมือของตัวตนที่แอบอ้างว่าเป็นเทพเจ้าทั้งสาม…
"ยินดีด้วยกับผู้รอดชีวิตมาถึงวันนี้"
แสงสว่างสาดส่องไปทั่วฟ้า พร้อมกับเสียงที่ดังกังวาลเข้ามาภายในหัวสมองของพวกเราโดยตรง
"พวกเจ้าต่างพยายามเอาตัวรอดมาได้ดีทีเดียว"
เอาตัวรอด? อย่ามาพูดให้ขำหน่อยเลย
ถ้าไม่ใช่เพราะพวกแกวางยาเอาไว้ พวกเราคงไม่ต้องมาฆ่ากันเองแบบนี้ตั้งแต่แรกหรอก
"ดังนั้นเทพเจ้าที่เมตตายิ่งอย่างพวกเราจึงอยากมอบโอกาสให้กับพวกเจ้า"
รู้สึก… สังหรสังหรณ์ใจไม่ดีเสียแล้วสิ
"ด้วยการเปลี่ยนกฏเล็กน้อย"
"การปกป้องคริสตัลแห่งชีวิตนั้นไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว"
*พรึบ* เกิดแสงสว่างเจิดจ้าขึ้นครั้งหนึ่ง ก่อนที่คริสตัลอีกสองก้อนจะสลายหายไปอย่างน่าอัศจรรย์
ราวกับว่ามันถูกดูดไปสู่อีกมิติที่เราไม่อาจเข้าถึงได้
"เผ่าใดที่อยู่รอดเป็นเผ่าสุดท้าย พวกเราจะมอบชีวิตกลับคืนให้กับทุกคน"
"ชีวิตที่ตายจักกลับคืนสู่ผืนแผ่นดิน"
“ชีวิตของคนรักกลับคืนชีพอีกครา”
"พวกเราขอสาบาน เผ่าที่รอดจะถูกพาดวงจิตสู่สวรรค์"
"ส่วนเผ่าที่แพ้ จักต้องลงสู่ขุมนรกอันไร้ก้นบึ้งมิได้ผุดถือกำเนิด"
"กำหนดเวลาคืออีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้า"
"หากมิอาจตัดสินผู้ชนะได้ ความมืดจะดูดกลืนวิญญาณพวกเจ้าหายไปในความมืดเป็นนิจนิรันดร์"
"""จงสังหารเผ่าอื่นให้สิ้น แล้วเจ้าจักจะกลายเป็นผู้ชนะ"""
ว่าแล้วท้องฟ้าที่สุกสว่างก็ผลันหายไป
ทุกคนที่รอดชีวิตต่างเงียบราวกับป่าช้า
คนที่อยู่ภายในลานกว้างนี้มีร่วมถึงห้าแสนคน
ซึ่งโชคดีที่ส่วนใหญ่เป็นคนจากเผ่าของเราถึงครึ่งหนึ่ง
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น
ทุกคนจากทุกเผ่าเริ่มหันหน้าเข้าใส่คนจากต่างเผ่า
ในบรรดานั้นคงมีคนที่พึ่งสูญเสียเพื่อนและคนรักจากเหตุการณ์ในวันนี้
ผมรู้สึกได้ถึงความบ้าคลั่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
"... ค-ยเถอะไอพวกเทพเจ้า"
ราวกับว่าเสียงด่าทอของผมนั้นได้กลายเป็นสัญญาณเปิดศึก
การต่อสู้เพื่อเค้นหาเผ่าที่แข็งแกร่งที่สุดได้ดำเนินมาถึงบทสุดท้ายแล้ว