ผมกำลังเดินทางไปตรวจงานวางฐานรากบ้านและพบกับชายผู้รั้งตำแหน่งพนักงานลอกท่อตามนัดหมาย ถึงนั่นจะเป็นแค่งานชั่วคราวแต่ผมยังมีภาระอีกหลายรูปแบบให้หมอนั่นรับผิดชอบแน่นอนว่าเพื่อไม่ให้มีการปฏิเสธงานเกิดขึ้น คนคนนั้นจะต้องกลายเป็นเหยื่อเต็มตัวมากกว่าที่กำลังเป็นอยู่นี่คือจุดประสงค์หลักของผมในวันนี้
"ผมตัดหญ้าเรียบร้อยแล้วครับคุณไมเคิลมีอะไรจะให้ผมรับใช้อีกเหรอครับ เห็นคนของคุณไมเคิลโทรมาย้ำให้ผมอยู่รอนี่ผมเก็บเครื่องตัดหญ้าเสร็จแล้วก็รีบมารอคุณไมเคิลเลยครับ"เจ้าของผมเรียบแปล้ในชุดเสื้อยืดคอกลมสกรีนโลโก้พรรคการเมืองกับกางเกงยีนส์เดินตรงเข้ามาที่รถของผม ทันทีที่มันจอดสนิทด้วยสีหน้าท่าทางซึ่งไม่ได้ต่างจากตอนมี ส.ส.คนนั้นเป็นนายถือเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ประเภทนี้
"ผมให้โอกาสพูดใหม่อีกครั้ง"
คำตอบของผมทำเอาคนคนนั้นชะงักไปนิดหนึ่งคล้ายกำลังทำความเข้าใจสิ่งที่ผมพูดไปพร้อมๆ กับย้อนนึกสิ่งที่ตัวเองพึ่งพูด
"ผมตัดหญ้าเรียบร้อยแล้วคุณไมเคิลมีอะไรให้ผมรับใช้อีกเหรอครับ เห็นคนของคุณไมเคิลโทรมาบอกให้ผมอยู่รอผมเก็บเครื่องตัดหญ้าเสร็จก็รีบมารอคุณไมเคิลเลยครับ" คนตรงหน้าพูดประโยคเดิมซ้ำอีกครั้งและผมถือว่าโอกาสที่ให้ไปหมดลงแล้ว
"แจ็กกี้"ผมเรียกชื่อลูกน้องเพื่อสั่งให้ทำสิ่งสิ่งนั้น
"ครับบอส!"หมอนั่นรับคำแล้วหยิบเครื่องตัดหญ้าที่ผมสั่งซื้อเมื่อตอนสายออกจากรถมาส่งให้คนคนนั้น
...ใช่! ผมให้ปันผลขับรถตู้มาแทนรถเก๋งก็เพราะเหตุผลนี้
"ตัดหญ้าให้ผมดูหน่อย"ผมเห็นอาการกำหมัดและกัดริมฝีปากของคนตรงหน้าก่อนที่มือสองข้างที่ปราศจากร่องรอยของการทำงานหนักจะเอื้อมมารับเครื่องตัดหญ้าไปแบบเสียไม่ได้
ถึด ถึด ถึด... ถึด ถึด ถึด... ถึด ถึดถึด...
"มันเสียหรือเปล่าเนี่ยเอาเครื่องตัดหญ้าของผมดีกว่าไหม!" คนคนนั้นพูดขึ้นด้วยอาการหัวเสียหลังจากสตาร์ทเครื่องตัดหญ้าจนเสื้อชุ่มเหงื่อ แล้วไม่มีทีท่าว่ามันจะทำงานท่าทางของคนตรงหน้าในเวลานี้เหมือนกำลังเข้าใจว่าโดนผมกับลูกน้องรวมหัวกันกลั่นแกล้ง
แน่นอน... มันเป็นอย่างนั้นแต่ผมคงไม่โง่ขนาดซื้อเครื่องตัดหญ้าเสียๆ มาแกล้งคน
"นายไม่รู้จริงๆเหรอว่ามันแค่ไม่มีน้ำมัน ตัดหญ้าเป็นจริงหรือเปล่า?" นายปันผลโพล่งขึ้นทั้งสีหน้าและน้ำเสียงบ่งบอกอย่างชัดเจนว่ากำลังจ้องจับผิด
"ผมไม่ได้เช็คใครจะไปรู้ว่าพวกคุณไม่เติมน้ำมันมา!" อาการหัวเสียของคนคนนั้นเพิ่มขึ้นมาอีกเท่าหนึ่งตอนนี้หมอนี่คงมั่นใจแล้วว่ากำลังถูกพวกผมวางแผนแกล้งเพียงแต่นั่นมันก็เป็นแค่ส่วนเล็กๆ ของแผนการเท่านั้น
"นายจะให้เติมน้ำมันมาเหม็นในรถที่บอสนั่งเหรอบ้าไปแล้ว! ปรับปรุงตัวซะใหม่นะ เห็นเคยทำงานกับ ส.ส.มาคิดว่าจะมืออาชีพกว่านี้" แจ็กกี้บ่นปิดท้ายเสียงดังจงใจให้อีกฝ่ายหัวเสียหนักขึ้น
"ขอเบิกค่าน้ำมันเครื่องตัดหญ้าครับ" เสียงนั้นเปลี่ยนเป็นห้วนและกระชากเข้ากับแววตาที่บ่งบอกอาการเดือดดาล ทว่าเมื่อสบสายตาเข้ากับผมทุกอย่างก็ถูกบังคับให้สงบลง
"ผมโอนให้แล้วพร้อมเงินค่าแรง..."
ไม่ทันที่ผมจะพูดจบประโยค คนตรงหน้าก็ผลุนผลันออกไปหมอนั่นคงเข้าใจว่าตัวเองกำลังจะ 'หมดเวรหมดกรรม' กับผมแล้วหลังจากนี้ทั้งที่นี่มันแค่เริ่มต้น
"ให้ผมตามไปเชือดมันเลยไหมครับบอส?"แจ็กกี้มองตามหลังเหยื่อพร้อมกับตั้งท่าจะพุ่งตัวตามไปทันทีที่ได้ยินเสียงอนุญาต
"ยังก่อน ให้มันเป็นเคสตัวอย่าง"ผมมองตามหลังเหยื่อ แล้วหันไปสบตากับลูกน้องทีละคนเพื่อบอกให้พวกนั้นรู้ว่านี่คือเหยื่อของผม และจงดูเอาไว้ว่าควรทำยังไงกับ...เหยื่อ
"จะให้ผมตัดตรงไหนครับตรงนี้มันก็เตียนหมดแล้ว!?" เสียงหงุดหงิดรำคาญใจดังขึ้นทันทีที่คนคนนั้นกลับมา
"ตัดให้เตียนเท่ากับที่ตัดให้บ้านตัวเองทำได้ไหม?" ผมย้อนถามเสียงเรียบและยืนมองอีกฝ่ายสะพายเครื่องตัดหญ้าเดินออกไปกลางทุ่งอย่างเสียไม่ได้
แอ๊น แอ๊น แอ๊น แอ๊น แอ๊น แอ๊น...แก๊งงงง!!
ฟิ้ววววว... ตุบบบบบ!!
เพละ...!!
ก้อนหินขนาดย่อมกลางทุ่งกระทบใบมีดตัดหญ้าแล้วกระเด็นเฉียดหน้าผมไปกระแทกกระจกรถหลังจากนั้นกระจกที่ว่านั่นก็กลายสภาพเป็นเหมือนเม็ดข้าวโพดเรียงตัวกันทั้งบาน
"บอสครับ"นายปันผลหันรีหันขวางมองผมที มองกระจกรถที
"ผมรู้แล้ว...ไปลากตัวมันมา" ผมยอมรับว่านี่เป็นเรื่องเหนือความคาดหมายถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะทำให้เกิดปัญหาขึ้นกับแผนที่วางไว้
"ก็พวกคุณมาจอดรถตรงนี้แปลกตรงไหนที่ก้อนหินมันจะกระเด็นไปโดน!!" คนคนนั้นโวยวายทันทีที่ถูกแจ็กกี้กับปันผลลากตัวมารับชมผลงานของตัวเอง
"แจ็กกี้..."ผมเรียกชื่อลูกน้องคนที่เหมาะกับงานประเภทก่อกรรมทำชั่วได้ทุกชนิด
"เอาเครื่องตัดหญ้าคืนมาไปตัดหญ้าที่บ้านหมอนี่ ตัดให้ก้อนหินโดนกระจกรถให้ครบ 6 บาน ถ้าแตกไม่ครบ 6 บานไม่ต้องกลับมา ใครมีปัญหาจัดการได้เลย แต่อย่าให้ตาย"
คำสั่งของผมทำเอาแจ็กกี้ยิ้มกว้างแววตาของหมอนั่นบ่งบอกความเป็นฆาตกรโรคจิตออกมาอย่างชัดเจน บางที... หมอนี่อาจไม่ได้ยินประโยคสุดท้ายที่ผมพูด
"ดะ... ดะ... เดี๋ยว!!เอาเป็นว่าผมจะชดใช้ค่ากระจกให้ แถวนี้มีอู่ซ่อมรถ ผมจะพาไป"คนตรงหน้าเปลี่ยนอากัปกิริยาโวยวายเป็นละล่ำละลักแต่นั่นเองที่ทำให้เกิดเสียงหัวเราะดังมาจากคนขับรถของผม
"นายรู้รึเปล่าว่ารถตู้คันนี้ราคาเท่าไหร่ถึงได้บอกว่าจะเอาไปเข้าอู่แถวนี้?" สีหน้าท่าทางของนายปันผลในเวลานี้ราวกับชายที่ใกล้คลุ้มคลั่ง เพราะของรักถูกทำให้มีตำหนิ
"อย่างมากก็ 2 ล้าน อู่นี่ท่านส.ส.เคยใช้บริการ ไม่ใช่อู่ขี้หมูขี้หมา ผมรู้ว่าอะไรควร..."
"รถคันนี้ราคา 6 ล้านและต้องเข้าศูนย์บริการเท่านั้น!!" นายปันผลสวนขึ้นทันควันมือกำหมัดพร้อมตะบันหน้าคู่กรณีทันทีที่ผมอนุญาต เพียงแต่ผมจะไม่ทำแบบนั้น
"Lexus LM300hรถตู้สำหรับผู้บริหารรุ่น Exclusive 4ที่นั่ง เครื่องยนต์ 152 แรงม้า พร้อมมูนรูฟ ระบบเบาะนวดต้นขา หลัง ไหล่ระบบเลื่อนเบาะอัตโนมัติ ระบบระบายอากาศ ระบบทำความร้อนเครื่องเสียงพรีเมียมรอบทิศทาง และตู้แช่เครื่องดื่มขนาด 14 ลิตร"แจ็กกี้บรรยายสรรพคุณเหมือนเป็นเซลล์ขายรถ ทำเอาคนฟังถึงกับหน้าซีด
"ละ... ละ...แล้วค่ากระจกรถเท่าไหร่ล่ะ กะ... ก็บอกผมมาสิ!"คนคนนั้นถามในสิ่งที่ผมกำลังอยากได้ยิน
"ถ้าแค่ค่ากระจกก็คงจะหมื่นหน่อยๆแต่นายเห็นหรือเปล่าว่าก้อนหินมันโดนหน้าบอสของพวกเราด้วย" แจ็กกี้สวนขึ้น"นายจะรับผิดชอบยังไง หรือจะบอกว่าบอสดันมายืนให้ก้อนหินมันปลิวใส่เอง?"คำพูดของแจ็กกี้ทำเอานายปันผลถลาเข้ามาดูรอยหินที่บาดหน้าผมก่อนที่หน้าขาวๆ ของหมอนี่จะเปลี่ยนเป็นสีแดง
"ให้ผมจัดการเรื่องนี้ได้ไหมครับบอส?"คำถามที่ได้ยินเกือบทำให้ผมยิ้มออกมาในความเป็นเดือดเป็นร้อนที่ลูกน้องมีให้กับเรื่องที่เกิดขึ้น
"ยังก่อนให้เขาคำนวณเองว่าจะจ่ายค่าเสียหายยังไง"คำตอบของผมทำเอาทั้งแจ็กกี้และปันผลหันขวับไปมองบุคคลผู้ถูกกล่าวถึงเหมือนเป็นการกดดันทั้งทางตรงและทางอ้อม
"ผมจะจ่ายทั้งค่าทำแผลแล้วก็ค่าเปลี่ยนกระจกเท่าไหร่ก็เรียกมา จะไปหายืมมาให้ พอใจหรือยัง!"คนคนนั้นละล่ำละลักตอบในสิ่งที่ทำให้แผนการของผมในวันนี้บรรลุเป้าหมาย
"ผมจะให้กู้เงินมาจ่ายแล้วทำงานใช้หนี้คืนเหมือนเดิม โดยไม่คิดดอกเบี้ยแต่จะมีสัญญาว่าจ้างให้เซ็นแทนสัญญากู้ยืม"
สีหน้าของแจ็กกี้และปันผลเต็มไปด้วยคำถามตลอดเวลาที่สัญญาว่าจ้างถูกนำมาให้อีกฝ่ายลงลายมือชื่อเป็นไปตามคาดที่คนคนนั้นไม่แม้แต่จะกวาดตามองรายละเอียดในสัญญา เพียงเพราะคำว่า 'ไม่คิดดอกเบี้ย'
และนั่นคือนรกบนดินที่พวกมันจะได้พบเจอหลังจากนี้...
"บอสคิดค่าเช่ารถกับหมอนั่นด้วยเหรอครับเนี่ยผมนึกว่าบอสจะคิดแต่ค่าทำแผลกับค่ากระจกรถ"แจ็กกี้โพล่งถามขึ้นหลังจากขอสัญญาฉบับนั้นจากผมไปอ่านระหว่างเดินทางกลับด้วยรถตู้คันใหม่ที่บริษัทรถเช่านำมาส่ง
"ผมคิดทุกค่าใช้จ่ายกับคนที่เป็นเหยื่อคนพวกนี้จะต้องเข้าไปเป็นแรงงานในอาณาจักรของผมแล้วลิ้มรสการเป็นหนี้ที่ไม่รู้วันไหนจะใช้คืนหมด"ผมอธิบายหนทางดำมืดในการเกณฑ์แรงงานแบบสั้นๆ เพื่อให้ทั้งคู่ใช้เป็นแนวปฏิบัติ
"ทำไมหนี้พวกนั้นถึงไม่มีวันหมดล่ะครับทั้งๆ ที่บอสก็ไม่ได้คิดดอก?" แจ็กกี้หันมาตั้งคำถามกับผมด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจซึ่งมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า
"เพราะทุกอย่างในอาณาจักรของผมมีมูลค่าต่อให้เป็นผักหญ้า ถ้าถอนมันขึ้นมา ก็ต้องมีค่าใช้จ่าย"ผมเผลอตัวแสยะยิ้มเหมือนตอนรับตำแหน่งหัวหน้ายมทูต ถึงจะไม่มีเคียวในมือแต่ผมก็สามารถลากคอคนพวกนั้นให้มาใช้ชีวิตอยู่ในขุมนรกได้ไม่ต่างกัน!!
"ผมส่งไฟล์เหยื่อไปให้บอสแล้วนะครับ"แจ็กกี้รายงานความคืบหน้าในการทำงานของตัวเองก่อนที่ไม่กี่วินาทีถัดมาจะมีไฟล์เอกสารจำนวนมากถูกส่งเข้ามาในอีเมลของผม
"ผมอนุมัติทั้งหมด ลงมือได้ อย่าให้เหยื่อของผมต้องรอเพื่อนร่วมชะตากรรมนาน"ผมกำชับปิดท้ายหลังจากตรวจไฟล์ทั้งหมดที่แจ็กกี้ส่งมาให้
"แล้ว...ถ้ารัฐบาลกะลาแลนด์ชุดนี้หมดอำนาจ จะส่งผลยังไงกับเราไหมครับ?" คำถามล่าสุดของนายปันผลฟังดูน่าสนใจ
"เอกสารที่ผมให้ตาแก่นั่นเซ็นเป็นสัญญาที่ไม่ระบุจำนวนปีนอกจากว่ารัฐบาลใหม่จะขอเจรจาเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกสัญญา"ผมตอบไปตามที่คิดคำนวณเอาไว้ตั้งแต่ตอนร่างเอกสาร
"ถ้าเป็นแบบนั้นบอสจะทำยังไงต่อครับ?"แจ็กกี้ถามต่อพร้อมกับหันหน้ามารอฟังคำตอบ
"ถ้าพวกใหม่กับพวกเก่าไม่ต่างกันก็ไม่เห็นต้องทำอะไร" ผมเอนหลังพิงเบาะ ระหว่างที่มองออกไปนอกหน้าต่างรถซึ่งกำลังแล่นผ่านถนนสายที่มีเสาไฟส่องทาง แต่ไม่มีแสงสว่างจากหลอดไฟ
"แล้วถ้าพวกมันมาขอตรวจอาณาจักรของบอสล่ะครับ?"น้ำเสียงของนายปันผลไม่ได้บ่งบอกความกังวลหมอนั่นแค่หยั่งเชิงแนวทางของผมเหมือนเดิม
"วิธีผักชีโรยหน้าของหน่วยงานรัฐกะลาแลนด์ไงอาณาจักรของผมก็เหมือนกัน"
ทุกคำตอบล้วนเป็นสิ่งที่ผมวางแผนเอาไว้แล้วแน่นอนว่ามันจะต้องมีเหยื่อจำพวกยอมตายดีกว่าทรมานอยู่กับนรกบนดินและผมจะส่งมันไปอยู่ในนรกจริง ก่อนที่มันจะได้เปิดปากพูดอะไร
"บอสครับ... คนที่บอสอนุมัติไปแล้วมันส่งคำขอใหม่มา แถมยังมีเงื่อนไขกับสัญญาว่าจ้างของเราด้วย"แจ็กกี้รายงานความคืบหน้าของเหยื่อหัวหมอจำพวกอ่านเอกสารทุกตัวอักษรก่อนเซ็นที่กำลังทำตัวมีปัญหาตั้งแต่ยังไม่เริ่ม
"มันว่ายังไง?" ผมเปิดหน้าจอสมาร์ทโฟนขึ้นมาเช็ครายชื่อเหยื่อทั้งหมดของแจ็กกี้เพื่อดูว่าใคร... คือตัวปัญหาที่ว่า
"มันบอกว่าสัญญาจ้างของเราไม่ระบุตำแหน่งงานเราอาจจะให้มันไปล้างจานใช้หนี้ก็ได้ ไม่สมศักดิ์ศรีมันครับบอส"
คำตอบของแจ็กกี้ทำเอาผมอดหัวเราะออกมาไม่ได้ผมรู้แล้ว... ว่ามันเป็นใคร
"พิมพ์ต่อท้ายสัญญาให้มันว่าเราจะให้มันทำงานตามตำแหน่งงานเดิม" ผมบอกแจ็กกี้ โดยไม่ถามอะไรต่อและคนที่ตั้งคำถามขึ้นมาแทนผมก็คือ... ปันผล
"มันทำงานอะไร?" สีหน้าท่าทางของหมอนั่นเหมือนกำลังกังวลว่าผมจะเสียผลประโยชน์
"วิศวกรการบิน"น้ำเสียงที่ใช้ตอบคำถามของแจ็กกี้บอกความรู้สึกเดียวกัน
"บอสจะให้หมอนั่นมาเป็นวิศวกรโรงงานหรือครับ?"คราวนี้นายปันผลเจาะจงตั้งคำถามเพื่อให้ผม 'ตอบ'
"เปล่า...ผมจะซื้อซากเครื่องบินมาให้มันต่อ"
คำตอบของผมเรียกเสียงหัวเราะของลูกน้องทั้งสองคนเวลานี้คงไม่มีใครกังวลอีกแล้วว่าผมจะเสียผลประโยชน์
"มีอีกไหมไอ้พวกตัวปัญหาที่พวกนายอยากเอามันมาทรมาน?"ผมเปิดโอกาสให้ทั้งคู่นำเสนอบรรดาสุดยอดตัวปัญหาที่ยังไม่เห็นวี่แววจะกลายมาเป็นเหยื่อ
"มีป้าคนนึงอยากกู้เงินให้ลูกครับแต่ไม่ยอมเอาสัญญาจ้างให้ลูกเซ็น บอกว่าลูกแกเป็นคนดี ไม่ต้องเซ็นก็ได้ผมนี่อยากได้ทั้งลูกป้าทั้งป้ามาเข้าโรงงานนรกจริงๆ"
เคสลูกฉันเป็นคนดีของนายปันผลทำเอาผมรู้สึกมีอารมณ์ร่วมขึ้นมาทันที
"ลูกป้าแกจะเอาเงินไปใช้ทำอะไร?"ผมขอข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการพาสองแม่ลูก 'คนดี'มาต่อคิวรอใช้ชีวิตแบบนรกบนดิน
"จ่ายค่าเสียหายกับค่าทำขวัญครับ"คนตอบพยายามกลั้นหัวเราะเต็มที่กับความเป็นคนดีของว่าที่เหยื่อในอนาคต
"บอกแกว่าผมจะออกสัญญาใหม่ให้แกเซ็นรับรองความเป็นคนดีของลูกตัวเอง"ผมปิดเคสตัวปัญหาเคสแรกด้วยเงื่อนไขที่จะพาป้ากับลูกมาเป็น 'เหยื่อ'โดยที่พวกเราไม่ต้องทำอะไร
"มี ส.ส.ทักมาข่มขู่บอกว่าจะดำเนินคดีเราข้อหาปล่อยเงินกู้เถื่อนครับบอส ให้ผมนัดมันมาเชือดเลยไหมครับ?"แจ็กกี้รายงานปัญหาถัดไป ปิดท้ายด้วยวิธีแก้ปัญหาตามแบบฉบับของตัวเอง
"มันเป็นใคร?" ผมตั้งคำถามเดิมและเป็นคำถามเดียวกับที่ใช้พิจารณาในการจัดการ'เหยื่อ'
"ส.ส.พรรคเดียวกับเจ้าของผับที่บอสส่งตำรวจไปจับมันนั่นแหละครับมันชื่อ... จินตลีลา"
คำตอบของแจ็กกี้ทำให้ผมหวนนึกไปถึงข้อมูลนักการเมืองที่เป็นเจ้าของธุรกิจเงินกู้ในไฟล์ที่ผมซื้อมาจากดาร์คเว็บ
"คนบ้าอะไรชื่อจินตลีลา"นายปันผลชำเลืองมองแจ็กกี้เหมือนอยากให้อีกฝ่ายทบทวนชื่อของคนคนนั้นอีกครั้ง
"มันไปเปลี่ยนชื่อมาน่าจะเป็นชื่อมงคล"
คำตอบของแจ็กกี้ทำเอาผมอดหัวเราะออกมาไม่ได้ในเมื่อชื่อมงคลเมื่ออยู่กับตัวอัปมงคล ก็ย่อมเป็นอัปมงคล
"มันเป็น ส.ส.เขตไหน?"นั่นคือคำถามสุดท้ายสำหรับพิจารณาจัดการตัวปัญหาตามแบบฉบับของผม
"นี่ครับบอส"แจ็กกี้ส่งสมาร์ทโฟนของตัวเอง ที่กำลังเปิดไฟล์ประวัติของคนคนนั้นอยู่บนหน้าจอมาให้ผม
"นัดให้มันมาเจอกับผมพรุ่งนี้"ผมบอกแจ็กกี้หลังจากกวาดตาอ่านประวัติทั้งหมดจนจบ
"แต่พรุ่งนี้พวกผมมีเรียนหลักสูตรนักบินใครจะคอยคุ้มกันบอสล่ะครับ?" นายปันผลแย้งขึ้นทันทีด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่แสดงออกถึงความไม่พอใจ ใช่... ไม่พอใจ อ่านไม่ผิดหรอก
"ผมเอาตัวรอดได้" คำตอบสั้นๆของผมไม่ได้ช่วยให้อีกฝ่ายอารมณ์ดีขึ้น
"แกไปเรียนฉันจะอยู่คุ้มกันบอสเอง! ตกลงตามนี้นะครับบอส" หมอนั่นพูดกับแจ็กกี้ก่อนจะหันมาพูดกับผมด้วยสีหน้าท่าทางที่ราวกับเทความไม่พอใจกองใส่เพื่อนร่วมงานหมดแล้ว
"ไปเรียนซะ ผมเอาตัวรอดได้"ผมยืนยันคำพูดเดิม แต่เน้นเสียงหนักเพื่อให้รู้ว่า... นี่คือคำสั่ง
"ผมเห็นด้วยกับบอสครับผมจะอยู่คุ้มกันบอสเอง ให้หมอนี่ไปเรียนดีแล้วครับ"แจ็กกี้พูดต่อท้ายคำสั่งของผม เหมือนอยากเรียกให้นายปันผลหันมาถลึงตาใส่
"ไปเรียนทั้งคู่นั่นแหละผมเอาตัวรอดได้" ผมลอบถอนหายใจแล้วย้ำเสียงหนักอีกครั้ง
"มันถามว่าจะนัดเจอกี่โมงครับบอส"
หลังตอบคำถามนั้นของแจ็กกี้แล้วความเงียบก็เข้าปกคลุมภายในรถ ก่อนที่แจ็กกี้จะทำลายมันทิ้งในอีกไม่กี่นาทีถัดมา
"บอสครับ...ผมลืมบอกว่าพรุ่งนี้บอสมีนัดตรวจงานที่รีสอร์ทเกาะรงครับ"
คราวนี้คำพูดที่ได้ยินทำเอาผมชะงัก เพราะมัวแต่วุ่นวายอยู่กับเรื่องที่กะลาแลนด์ทำให้ผมเกือบลืมไปเหมือนกันว่านัดกับใครไว้
"เช็คเที่ยวบินแล้วจองให้ผมทีอย่าให้เวลาไปกลับซ้อนกับเวลานัดที่ไทย"ผมหยุดคิดนิดหนึ่งเพื่อไม่ให้สิ่งที่ตัดสินใจจะทำกระทบกับตารางงานที่มีอยู่
"ไม่มีครับบอสพรุ่งนี้ไม่มีเที่ยวบินบินตรง" แต่ดูเหมือนสายการบินจะไม่เป็นใจ
"ส่งรายละเอียดเที่ยวบินทั้งหมดมาให้ผมทางเมล"นั่นคือทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้และสุดท้ายผมก็จำเป็นต้องเลื่อนนัดหมายที่สำคัญน้อยกว่าออกไป รวมทั้งต้องยอมเลื่อนเวลาเข้าเรียนให้ลูกน้องสองคนด้วย
"ว่าไงล่ะครับคุณไมเคิลเรื่องธุรกิจกู้เงินเถื่อนของคุณ จะให้ผมดำเนินการยังไงดี?"
ใช่...นี่คือตัวปัญหาที่เป็นสาเหตุให้ผมต้องเลื่อนนัดผู้รับเหมาเพื่อมาสะสางเรื่องที่คาราคาซัง
"คุณมีหลักฐานไหมล่ะครับ ว่าผมทำธุรกิจกู้เงินเถื่อน?"ผมย้อนถามเจ้าของคางย้วยหน้ากลมผมสองสีตรงหน้าที่กำลังนั่งพิงโซฟากางขาเหมือนอยู่บ้านตัวเอง
"ก็ที่คุณลงโฆษณาไว้ตามโซเชียลว่ารับเป็นที่ปรึกษาทางการเงินนั่นไงครับ คุณไม่ใช่ธนาคาร เป็นต่างด้าวแถมยังไม่มีใบอนุญาตทำธุรกรรมด้านนี้ ไม่เรียกว่าเปิดบริษัทกู้เงินเถื่อนแล้วจะเรียกว่าอะไรล่ะครับ?"
รอยยิ้มอวดดีที่ผุดขึ้นหลังสิ้นสุดประโยคคำพูดเหล่านั้นดูน่าหมั่นไส้เสียจนผมอยากส่งสัญญาณให้แจ็กกี้กับปันผลส่งมันไปปรโลกให้พ้นๆ หน้าเพียงแต่ถ้าใจเร็วด่วนได้รีบทำแบบนั้น มัน... ไม่สนุก
"เจตจำนงของผมคือการร่วมลงทุนและในสัญญาก็ระบุแบบนั้นครับ ส่วนเรื่องใบอนุญาตผมมีแน่นอนแค่ไม่ได้มีไว้ให้คุณดู" ผมยิ้มตอบอย่างสุภาพตรงข้ามกับอีกฝ่ายที่ผุดลุกขึ้นชี้หน้าผมด้วยอาการเดือดดาล
"อย่าคิดว่านายกฯจะช่วยคุ้มหัวคุณได้ตลอดนะไมเคิล มีลูกน้องแค่สองคน ผมจะเด็ดหัวทิ้งทั้งแก๊งเมื่อไหร่ก็ได้!"คนตรงหน้าแสดงความกร่างภายใต้เสื้อแจ็คเก็ตพรรคที่สวมอยู่ทั้งที่ตัวเองก็มีบอดี้การ์ดติดตามมาแค่ 2 คน
"ไม่เป็นไร"ผมยกมือห้ามแจ็กกี้กับปันผล ที่ขยับตัวตั้งท่าเหมือนจะล้วงปืนในอกเสื้อออกมา
"คนอย่างผมไม่จำเป็นต้องใช้บารมีนายกฯถ้าหมดธุระแล้วก็เชิญ"
คำพูดประกอบการผายมือไปที่ประตูของผมทำเอาหนังหน้าขาวๆ ของคนถูกเชิญเปลี่ยนสี มือของมันแตะไปที่ซองปืนตรงเอวแต่ยังช้ากว่าผมที่เล็งปืนไปที่เป้ากางเกงแล้ว
"ผมไม่ชอบให้ใครตายมันสนุกน้อยกว่าให้อยู่แบบตายทั้งเป็น" ผมบอกไลฟ์สไตล์ของตัวเอง
"เฮ้ย! มัวทำอะไรอยู่"มันโวยวายให้บอดี้การ์ดจัดการอะไรสักอย่างกับพวกผม แต่ดูเหมือนพวกนั้นจะไม่ว่าง
"ไอ้พวกนี้ก็ให้ผมยิงไข่มันได้เลยใช่ไหมครับบอส?"แจ็กกี้พูดขึ้นมาแทนบอดี้การ์ด 2 คนที่เวลานี้ถูกปืนจ่อหัวอยู่ในระยะเผาขน โดยที่มืออีกข้างของแจ็กกี้กำลังจะล้วงปืนอีกกระบอกออกมาทำตามที่พูด
"ผมว่าให้พวกมันผลัดกันยิงแขนยิงขากันเองก็สนุกดีนะครับบอส" นายปันผลที่กำลังทำแบบเดียวกันออกความเห็นขึ้นมาบ้าง
"เอายังไงครับ จะออกไปแบบครบ 32หรือจะให้ผมช่วยตัดวงจรอุบาทว์ให้มันจบที่รุ่นคุณ" ผมให้โอกาสชายตรงหน้าได้เลือกเป็นครั้งสุดท้ายเพียงแต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผมเลือกที่จะไม่ทำอะไรทั้งนั้น
"บอสจะตีงูให้หลังหักแค่นั้นหรือครับให้พวกผมออกไปจัดการมันตอนนี้ยังทัน ดีกว่าให้มันมาแว้งกัดเรา"นายปันผลถามย้ำกับผม โดยไม่ยอมเก็บปืนในมือ
"ยังก่อน ผมมีเรื่องสนุกกว่านั้นให้ทำ"