บทที่ 2
ปวดเศียรเวียนเกล้า!
ไม่รู้ว่าแววตานี้ของจวี๋ฮุ่ยเปิดเผยตรงไปตรงมาเกินไปหรือเพราะว่าตัวนางไม่ได้มีจิตมาดร้าย เด็กชายที่ยืนนิ่งอยู่กลางลานถึงได้หันมองมา
ยามที่จวี๋ฮุ่ยสบสายตาของเขาผ่านเส้นผมรุงรัง พริบตานั้นเหมือนมีแสงธรรมสาดส่องลงมาทำให้นางตัดสินใจได้ทันที ก้าวเดินออกจากฝูงชนเดินมุ่งไปยังกลางลาน ชายกระโปรงเปรอะเปื้อนเืเป็ด่างดวง
จวี๋ฮุ่ยยอบกายลงในระดับเดียวกับเด็กชาย เงยหน้าขึ้นแล้วส่งยิ้มอ่อนโยน
“ไปกับข้าดีหรือไม่”
เด็กน้อยส่ายหัวปฏิเสธ ถอยเท้าไปด้านหลังก้าวหนึ่งราวกับหวาดกลัวอย่างยิ่ง
...แต่ก็ไม่ได้วิ่งหนีไป
“เพราะเหตุใด”
“ข้าโชคร้าย”
แววตาขลาดกลัวนี้ของเขาทำให้จวี๋ฮุ่ยรู้สึกเจ็บแปลบอย่างบอกไม่ถูก ท่าทางหวาดกลัวผู้คน ไม่กล้าสบตามองหน้า ไม่กล้าสู้หน้ามองตะวัน โจวอี้ที่สง่างามองอาจเพียงนั้นจะหวาดกลัวหัวหดเช่นนี้ได้อย่างไร
“เช่นนั้นก็ดี ข้าโชคดีมากจนผู้อื่นริษยา หากได้เ้ามาอยู่ข้างๆ คงทำให้ผู้อื่นหายตาร้อนได้บ้าง”
คำพูดนี้ของนางทำให้เด็กชายตาโต มองหญิงสาวตรงหน้าอย่างยากจะเชื่อ ั้แ่เกิดมาก็ไม่มีใคร้าเขา
...แม้แต่ลาหัวโล้นที่นี่ก็ไม่้าเขาเช่นกัน
“หาก...หากข้าไปกับเ้า ผู้อื่นจะไม่ชอบเ้า”
“ไม่เป็ไร” จวี๋ฮุ่ยส่ายหัว ใบหน้ายังคงประดับรอยยิ้มไร้กังวล
“มีเพียงเ้าที่ชอบข้าก็พอแล้ว”
แม้เด็กชายจะได้ยินแต่เขาก็ยังคงมีความลังเลเต็มดวงใจ จวี๋ฮุ่ยหงายมือขึ้นแล้วยื่นมือออกไป
“เ้าวางใจ ข้าไม่รังแกเ้าหรอก ทั้งยังไม่คิดนำเ้าไปขายให้ผู้อื่นด้วย”
“ไม่มีใครอยากซื้อตัวข้า...”
เด็กชายมองฝ่ามือขาวที่ยื่นมาหาเม้มปากแน่น เขาััได้ว่านางแตกต่าง นางไม่รังเกียจเขา นางไม่เหมือนผู้อื่น แม้อยากจะยื่นมือไปคว้าจับ แต่เขาก็กลัวว่าตนเองจะทำให้นางเดือดร้อน
จวี๋ฮุ่ยรู้ดีว่าการหลอกล่อขุนพลอสนีโจวอี้ให้ติดตามไม่ใช่เื่ง่าย หยิบเอาลูกอมในอกเสื้อวางลงบนมือข้างที่ยังคงหงายขึ้น รอเขาวางมือลง ยินยอมติดตามนาง
“หากเ้ามากับข้า ข้าจะให้เ้ากินลูก...”
จวี๋ฮุ่ยไม่ทันพูดจบร่างของเด็กชายก็พุ่งมากอดคอนางเอาไว้แน่น จวี๋ฮุ่ยรับรู้ได้ถึงความหวาดกลัวของเขาจึงโอบตัวเขาไว้แล้วค่อยๆ อุ้มเขาขึ้น ทุกการกระทำทุกการเคลื่อนไหวทั้งระมัดระวังและอ่อนโยน
ปรายตามองชาวบ้านที่กำลังมองมาด้วยแววตาเฉยชาสะบัดแขนเสื้อหมุนกายจากไป ไม่ว่าจะชาวบ้านร้องเรียก กลุ่มทหารติดตามหรือมีคนคอยขวางหน้า พวกเขาก็ไม่อาจััได้แม้แต่ชายอาภรณ์ของหญิงสาวและเด็กชายในอ้อมแขน
จวี๋ฮุ่ยอุ้มเขาออกมาได้พักหนึ่ง เด็กชายคล้ายรู้ตัวว่าไม่สมควรถึงได้ดิ้นดุกดิกบิดไปมา นางจึงยอบกายลงปล่อยให้เขายืนเองด้วยสองขา สีหน้าเขินอายของเขาทำให้นางหลุดหัวเราะ ลูบหัวเขาสองทีแล้วถามไถ่
“อายุเท่าใดแล้ว”
“หกขวบ”
“แล้วชื่อว่าอะไร” จวี๋ฮุ่ยถามด้วยรอยยิ้มละไม ปลายนิ้วยื่นปัดเส้นผมยุ่งเหยิงปรกใบหน้าปิดดวงตาออก
เด็กชายก้มหน้า ส่ายหัว ประหม่าจนไม่กล้าเงยหน้า จวี๋ฮุ่ยเห็นพลันลอบถอนใจเบาๆ ทว่าเสียงถอนใจของนางทำให้เด็กชายขลาดกลัว มือกำหากันแน่นด้วยกลัวว่าจะถูกทิ้งไปอีกครั้ง
ทุกสีหน้าทุกการเคลื่อนไหวของเขาล้วนตกอยู่ในสายตา จวี๋ฮุ่ยจึงจับมือเล็กๆ เอาไว้ค่อยๆ คลายปลายนิ้วที่จิกเข้าหากันออกอย่างนุ่มนวล กุมมือเขาไว้แล้วยิ้มถาม
“โจวอี้ เรียกเ้าว่าโจวอี้ดีหรือไม่”
“โจวอี้หรือ”
“อืม”
ดวงตาเขาเจิดจ้าเปล่งประกายความยินดี มองหญิงสาวตรงหน้าประดุจเทพเซียน
ไม่มีผู้ใดอยากเข้าใกล้เขา
...นอกจากนาง
“ละ แล้วท่านเล่า...”
“จวี๋ฮุ่ย”
“จะ...จวี๋ฮุ่ย”
“อืม จวี๋ฮุ่ย” จวี๋ฮุ่ยพยักหน้ารับ ยิ้มกว้างจนั์ตาตีโค้งราวจันทร์เสี้ยว
“จวี๋ฮุ่ย...”
เด็กชายยังคงเรียกนางเสียงแ่ ยิ่งเห็นรอยยิ้มของนางเขาก็ยากละสายตา จ้องเขม็งดังพบเห็นสิ่งที่ประหลาดที่สุดในใต้หล้า
เขาเคยเห็นแต่เพียงสีหน้าโกรธแค้นอาฆาต ความพยาบาท เห็นแต่เพียงความรังเกียจและขยะแขยง
มีแต่นางที่ยิ้มให้เขา
…รอยยิ้มแบบนี้เขาจึงไม่เคยเห็นมาก่อน
“ไปกันเถิด” จวี๋ฮุ่ยหยัดกายขึ้น จับจูงโจวอี้น้อยเดินฝ่าป่าเขาด้วยฝีเท้าเนิบช้าไม่รีบร้อน
ทุกสามก้าวเด็กน้อยโจวอี้ก็จะเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวที่จูงเขาเดินอยู่ด้านข้าง มองฝ่ามือของนางที่กุมไว้ด้วยความรู้สึกหลากหลาย
ั้แ่จำความได้สิ่งที่ผ่านั์ตาหากไม่ใช่สีขาวเทาก็เป็สีดำ แต่วันนี้เขาเห็นสีเหลืองอ่อนของอาภรณ์บนร่างของนาง เห็นริมฝีปากสีแดงของนาง
เห็นสีสันในใต้หล้านี้แล้ว...
ทั้งยังรู้ว่าแท้จริงแล้วแสงตะวันอบอุ่นเพียงนี้ สายลมที่พัดผ่านก็เย็นสบายมากเหลือเกิน กลิ่นหอมของหญ้าและกลิ่นหอมบางๆ ของจวี๋ฮุ่ย
ทำให้เขารู้ว่าแท้จริงแล้วในใต้หล้านี้งดงามมากเพียงนี้...
“อ้อ”
จู่ๆ จวี๋ฮุ่ยพลันชะงักฝีเท้า ร้องขึ้นดังนึกขึ้นได้ ความปุบปับนี้ของนางทำให้โจวอี้ใกลัว มือน้อยๆ เผลอจับมือของจวี๋ฮุ่ยแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
กลัว
กลัวว่านางจะทิ้งเขาไป...
“ลูกอม”
จวี๋ฮุ่ยยื่นลูกอมให้เขา เห็นแววตาของโจวอี้ที่มองมายังลูกอมประดุจของวิเศษที่ทำได้เพียงมองดูก็รู้สึกเวทนาและเศร้าหมองอย่างบอกไม่ถูก เขาเป็ถึงขุนพลอสนีมากพร์เชียวนะ
นางเข้าใจดีว่าการผ่านด่านเคราะห์ไม่ใช่เื่ง่าย แต่คิดไม่ถึงว่าขุนพลอสนีที่ผู้คนต่างเคารพเลื่อมใสกลับถูกรังเกียจมากเพียงนี้
“ข้าบอกแล้วว่าจะให้”
จวี๋ฮุ่ยเห็นเขานิ่งค้างไม่ยอมรับลูกอมก็เก็บลูกอมใส่อกเสื้อของเขาไว้ หันมาจับมือของเด็กน้อยโจวอี้และพาเขาเดินต่อไป
“ข้าไม่ทิ้งเ้าหรอก”
วาจานี้ของนางทำให้หินที่ถ่วงใจของโจวอี้ผ่อนลง เขาก้มหน้าแล้วอมยิ้ม เดินตามจวี๋ฮุ่ยอย่างว่าง่าย
นับั้แ่ที่พาโจวอี้น้อยออกจากวัดแห่งนั้น จวี๋ฮุ่ยก็ตั้งมั่นแล้วว่าจะเลี้ยงดูเขาอย่างไร
ขุนพลอสนีโจวอี้มายังภพมนุษย์เพื่อผ่านด่านเคราะห์ เคราะห์ของมนุษย์มีหลากหลายมากมาย นางเฝ้าหาเขาอยู่สามปี ได้ฟังเื่ราวหลากหลายก็เข้าใจเื่บางอย่างมากขึ้น สำหรับมนุษย์แล้วคำว่าเคราะห์นี้ส่งผลในทางร้ายมากกว่าทางดี
ทั้งเื่ทุกข์ของมนุษย์ก็มีหลากหลาย หากถามร้อยคนย่อมได้คำตอบไม่เหมือนกันสักคน สำหรับคนยากจนก็กลัวท้องหิว สำหรับคนร่ำรวยก็กลัวยากจน สรุปแล้วไม่ว่าจะสูงหรือต่ำก็ล้วนมีเื่น่ากังวลทั้งสิ้น
ดังนั้นการประมาณตนเหมาะสมย่อมดีที่สุด ไม่มากจนต้องกลัวว่าจะสูญเสีย ไม่น้อยจนต้องลำบากขวนขวายจนเืตาแทบกระเด็น ทำเช่นนี้คงพอบรรเทาด่านเคราะห์ของเขาได้บ้าง
หลังจากเื่สำคัญที่สุดเสร็จสิ้น เื่สำคัญรองลงมาคือการตามหาเ้าเด็กกลุ่มดาวเหม่าซิ่ว!
เ้าเซียนน้อยกลุ่มดาวเหม่าซิ่วลงมาเผชิญด่านเคราะห์ในภพมนุษย์โดยไม่ดูฤกษ์ดูยาม ส่องแสงขึ้นมาจนทำให้ขุนพลอสนีโจวอี้กลายเป็ตัวอัปมงคล!
เ้าลูกเจี๊ยบเ่าั้กำลังก่อกวนการผ่านด่านเคราะห์ของโจวอี้เช่นนี้ หากครั้งนี้ขุนพลอสนีโจวอี้ผ่านด่านเคราะห์ไม่ได้ ผู้ที่ถูกหางเลขเดือดร้อนไหนเลยจะพ้นเ้าพวกลูกเจี๊ยบทั้งหก อยากรู้นักว่าตำหนักของพวกเขายังจะอยู่ดีหรือไม่!
ในเมื่อเ้าเหล่าลูกเจี๊ยบสร้างความเดือดร้อนให้แก่เขามากเพียงนี้ ชาตินี้ภพนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเป็วัวเป็ม้ารับใช้เขาแล้วจริงๆ!