“มิเป็นอันใดมากก็ดีแล้ว” ตงฮุ่ยฉือกล่าวจบก็เดินนำเฉินอี้ไปพบอาจารย์ของเขาเฉินอี้มองหน้ากับอาหลิ่งและเดินตามไปด้วยสีหน้างุนงง
หลังจากนั่งพักดื่มชาสักครู่นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อก็เป็นผู้เอ่ยนำการสนทนา
“ขอบใจท่านมากที่เก็บสมุนไพรมาให้อาตมา ตามที่ได้รับปากเอาไว้”
“มิเป็นไรขอรับท่านนักพรต เอ่อ ข้าขอถามท่านสักอย่างหนึ่งได้หรือไม่ขอรับ”
“ว่ามาเถิด”
“ท่านนักพรตทราบก่อนแล้วใช่หรือไม่ขอรับว่าจะเกิดเรื่องขึ้นที่เขาฝั่งตะวันตก” เฉินอี้ถาม ท่านนักพรตมิได้ตอบ เพียงแต่ยกถ้วยชาขึ้นจิบ
“เหตุที่ท่านนักพรตต้องการให้ข้าขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรเพราะต้องการให้ข้าไปช่วยคนใช่หรือไม่ขอรับ” เฉินอี้ลองคาดเดาดู
“ท่านเป็นคนฉลาด ท่านน่าจะช่วยได้มากกว่าหนึ่งคนใช่หรือไม่”นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อกล่าวเรียบๆ
เฉินอี้นึกถึงซุนเฉิงแล้วจึงกล่าวตอบ“ข้าช่วยทหารไว้ได้ คนหนึ่งขอรับ”
นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อยิ้ม“นอกจากช่วยชีวิตคนแล้ว ก็ยังช่วยจับตัวคนร้ายด้วยถือได้ว่าช่วยทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ทั้งหมดบนเขานั้นนั่นแหละ”
“อ้อ…” เฉินอี้พยักหน้าเข้าใจ “จริงสิแล้วข้าก็พบวิญญาณผู้พิทักษ์อีกตนหนึ่งด้วยขอรับ”
“วิญญาณผู้พิทักษ์ตนนั้น ถึงแม้ระดับพลังจะไม่แข็งแกร่งเท่าวิญญาณผู้พิทักษ์ของท่านแต่เขาก็สามารถชี้แนะและช่วยเหลือนางได้” นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อกล่าว
“อันที่จริงแล้ว ท่านนักพรตต้องการให้พวกเรารู้จักกันใช่หรือไม่ขอรับ”เฉินอี้เอ่ยถาม
นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อยิ้มและวางถ้วยชาลง“เชิญเข้ามานั่งคุยด้วยกันเถิด ใต้เท้า”
เฉินอี้แปลกใจในคำพูดของนักพรตเหลิงจิ้นเต๋อแต่ครู่หนึ่งก็กระจ่าง
เขาเห็นตงเปียนเคลื่อนกายเข้ามาหยุดอยู่ข้างอาหลิ่งถ้าเช่นนั้นแสดงว่า…..
มีเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาและลงนั่งข้างๆเขา “พี่ลี่หยางหรือขอรับ”
“อืม ข้าเอง” จินลี่หยางคำนับนักพรตเหลิงจิ้นเต๋อ และหันมากล่าวตอบเฉินอี้
“เหตุใดพี่ลี่หยางจึงมาอยู่ที่นี่ได้ขอรับ” เฉินอี้รู้สึกพิศวง
“ข้ามีธุระแถวนี้ จึงแวะมา” จินลี่หยางตอบ แต่เฉินอี้ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี
อารามเงียบๆแบบนี้ คือที่ที่น่าจะแวะมาอย่างนั้นหรือ
ตงเปียนก็คำนับนักพรตเหลิงจิ้นเต๋อเช่นเดียวกันและท่านนักพรตก็พยักหน้ารับเบาๆ
อาหลิ่งหน้าตาตื่นนางหันมามองเฉินอี้พลางกระซิบบอกว่า ‘ท่านนักพรตมองเห็นข้าจริงๆ ด้วย’
นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อยิ้มให้นางและพยักหน้าเช่นเดียวกัน“พวกเจ้ามีอันใดต้องคุยกันก็ไปคุยเถิด จะได้ไม่รบกวนการสนทนาทางนี้”เขากล่าวกับตงเปียนและอาหลิ่ง
แต่จินลี่หยางมีสีหน้างงงัน
ท่านนักพรตหันไปกล่าวกับผู้ใดกัน
“ใต้เท้า สบายดีหรือไม่” นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อเอ่ยถามจินลี่หยาง
“สบายดีขอรับ” จินลี่หยางมีสีหน้างงๆ
“ท่านนักพรตขอรับ เมื่อครู่ที่ข้าถามท่านเอาไว้….” เฉินอี้กล่าวขึ้น
“หืม ใช่ พวกท่านต้องพึ่งพากันและกัน รู้จักกันไว้ย่อมเป็นเรื่องที่ดี”
“ต้องพึ่งพากันและกันหรือขอรับ เรื่องอันใดหรือขอรับ” เฉินอี้ไม่เข้าใจ
นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อหันมามองหน้าจินลี่หยางพลางจิบชา“ใต้เท้ามีสิ่งใดต้องการจะถามหรือไม่”
“ขอรับ” จินลี่หยางหันไปมองหน้าเฉินอี้ครู่หนึ่งและหันกลับมาทางท่านนักพรต“วิญญาณผู้พิทักษ์คืออะไรหรือขอรับ”
อาหลิ่งกับตงเปียนออกมาคุยกันด้านนอกอารามบริเวณนี้ยังมีวิญญาณตนอื่นอยู่บ้าง แต่ไม่มีใครเข้าไปยุ่งเกี่ยวภายในอารามอาหลิ่งจึงวางใจในความปลอดภัยของเฉินอี้
“แม่นางอาหลิ่งดูจะเป็นห่วงเฉินอี้มากจริงๆ นะนี่” ตงเปียนกล่าว
“ข้าคอยดูแลปกป้องเขาตั้งแต่เขายังอยู่ในครรภ์มารดา ย่อมผูกพันธ์และห่วงใยเขามากเป็นธรรมดาอยู่แล้ว”อาหลิ่งกล่าวและหันไปมองตงเปียน “ท่านเล่าจินลี่หยางเป็นเจินจูของท่านตั้งแต่เมื่อใดกัน”
“ข้าผูกพันธะวิญญาณกับคนตระกูลจิน” ตงเปียนกล่าว “จินลี่หยางคือผู้สืบสายเลือดรุ่นที่สามที่ข้าดูแล”
การผูกพันธะวิญญาณคือการที่วิญญาณผู้พิทักษ์แบ่งเสี้ยววิญญาณของตนเองไปผูกกับเจินจูเพื่อทำสัญญาพิทักษ์วิญญาณ
เมื่อผูกพันธะวิญญาณแล้ววิญญาณผู้พิทักษ์จะต้องคอยติดตามดูแลสายเลือดของเจินจูที่ตนแบ่งเสี้ยววิญญาณให้จนกว่าจะหมดพันธะวิญญาณต่อกัน นั่นคือวิญญาณผู้พิทักษ์ได้หมดวาระในหน้าที่และกลับเข้าประตูวิญญาณเพื่อไปเกิดใหม่หรือเจินจูที่วิญญาณผู้พิทักษ์แบ่งเสี้ยววิญญาณให้ไม่มีผู้สืบสายเลือดอีกต่อไป
อาหลิ่งมองตงเปียนตาปริบๆเหตุผลใดหนอ ที่ทำให้ตงเปียนตัดสินใจผูกพันธะวิญญาณกับเจินจูผู้นั้น
“เอาล่ะ เรามาคุยกันเรื่องจุดซานเสวียนกันเถิด”ตงเปียนกล่าวอาหลิ่งพยักหน้า
“ดังที่ข้าเคยบอกเจ้าว่า จุดซานเสวียนเหมาะกับผู้ที่เคยฝึกลมปราณแต่ในเมื่อเจ้ามิเคยได้ฝึกข้าจึงจะแนะนำให้เจ้าลองรวบรวมพลังไปไว้ที่จุดตันเถียนก่อนเพราะเป็นส่วนที่สะสมพลังได้ง่ายที่สุด”
อาหลิ่งพยักหน้าอย่างตั้งใจฟังตงเปียนจึงกล่าวต่อ
“ขณะรวบรวมพลังไปที่จุดตันเถียน เจ้าต้องใช้สมาธิค่อนข้างมากเจ้าจึงควรฝึกในที่สงบ ไม่มีสิ่งรบกวน จะทำให้เห็นผลลัพธ์ได้เร็วขึ้น”
อาหลิ่งมีสีหน้าเหมือนนึกอะไรขึ้นได้“ท่านนักพรตได้มอบขวดแก้วหลิวหลีร่ายเวทย์ไว้กับเฉินอี้เพื่อใช้ซ่อนพลังวิญญาณของข้าข้าสามารถเข้าไปฝึกอยู่ในนั้นได้”
ตงเปียนพยักหน้า“ดีเลย เช่นนั้นก็ง่ายขึ้นแล้ว คาดว่าน่าจะใช้เวลาไม่เกินห้าวันเจ้าก็จะสามารถสะสมพลังไว้ที่จุดตันเถียน ได้อย่างน้อยแปดส่วน หากเจ้าทำได้แล้วข้าก็จะให้เจ้าลองฝึกสะสมพลังวิญญาณที่จุดซานเสวียนดู”
อาหลิ่งยิ้มและพยักหน้าอย่างแข็งขัน
จินลี่หยางนั่งค้างอยู่ในท่าถือถ้วยชา
เขาฟังเฉินอี้อธิบายเรื่องวิญญาณผู้พิทักษ์จนตอนนี้รู้สึกสมองมึนชาไปหมด
สิ่งที่เขาพอจะจับใจความได้ก็คือทั้งเขาและเฉินอี้ต่างก็มีวิญญาณคอยปกป้องดูแลอยู่และเฉินอี้ก็สามารถมองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็นซึ่งก็คือวิญญาณได้อีกด้วย
ถ้าหากมิใช่ว่าตอนนี้นั่งอยู่ต่อหน้าท่านนักพรตเขาคงลุกเดินหนีไปเสียนานแล้ว
นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อยกถ้วยชาขึ้นจิบมองหน้าจินลี่หยางและยิ้มน้อยๆ “ใต้เท้า ชาท่านเย็นหมดแล้ว”
จินลี่หยางที่เหมือนกับเพิ่งรู้สึกตัวจึงขยับถ้วยชาในมือดู “อ้อ…” จากนั้นจึงวางถ้วยชาลง
“พี่ลี่หยางขอรับ” เฉินอี้เรียก จินลี่หยางจึงหันไปมองหน้าเขา
“หืม”
“ท่านมิเชื่อข้าใช่ไหมขอรับ”
“อ้อ เอ่อ….เชื่อ…เชื่อสิ เจ้าจะโกหกข้าทำไม ใช่หรือไม่” จินลี่หยางกล่าวเช่นนั้นแต่ภายในใจกลับมิได้เชื่อเฉินอี้เลย
เฉินอี้ยิ้มแต่แอบถอนใจ
พี่ลี่หยางกล่าวเหมือนตอนที่เขาเล่าให้เหล่าจางฟังครั้งแรกอย่างกับคัดลอกคำพูดกันออกมาไม่มีผิด
ตงฮุ่ยฉือมองหน้าเฉินอี้แล้วก็สงสารปนขำใครเล่าจะเชื่อว่าคนตาบอดเช่นพี่ชายเฉินจะมองเห็นผี
ขนาดตัวเขาเองที่รู้ว่าพี่ชายเฉินสามารถมองเห็นผีได้จริงๆยังแทบไม่อยากจะเชื่อเลย นับประสาอะไรกับคนอื่น
“เฉินอี้ ท่านได้นำยันต์เกราะคุ้มภัยติดตัวมาด้วยหรือไม่”นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อเอ่ยถาม
“ข้านำมาด้วยขอรับ” เฉินอี้ล้วงยันต์ออกมาจากอกเสื้อและส่งให้ท่านนักพรต
ท่านนักพรตรับมาดูอยู่ครู่หนึ่ง“ท่านเขียนเองหรือ”
“ขอรับ”
นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อยิ้มและพยักหน้า“เขียนได้ดี”