เนตรสวรรค์ พันธะวิญญาณ

    32 พันธะวิญญาณ

            “มิเป็นอันใดมากก็ดีแล้ว” ตงฮุ่ยฉือกล่าวจบก็เดินนำเฉินอี้ไปพบอาจารย์ของเขาเฉินอี้มองหน้ากับอาหลิ่งและเดินตามไปด้วยสีหน้างุนงง

            หลังจากนั่งพักดื่มชาสักครู่นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อก็เป็นผู้เอ่ยนำการสนทนา

            “ขอบใจท่านมากที่เก็บสมุนไพรมาให้อาตมา ตามที่ได้รับปากเอาไว้”

            “มิเป็นไรขอรับท่านนักพรต เอ่อ ข้าขอถามท่านสักอย่างหนึ่งได้หรือไม่ขอรับ”

            “ว่ามาเถิด”

            “ท่านนักพรตทราบก่อนแล้วใช่หรือไม่ขอรับว่าจะเกิดเรื่องขึ้นที่เขาฝั่งตะวันตก” เฉินอี้ถาม ท่านนักพรตมิได้ตอบ เพียงแต่ยกถ้วยชาขึ้นจิบ

            “เหตุที่ท่านนักพรตต้องการให้ข้าขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรเพราะต้องการให้ข้าไปช่วยคนใช่หรือไม่ขอรับ” เฉินอี้ลองคาดเดาดู

            “ท่านเป็นคนฉลาด ท่านน่าจะช่วยได้มากกว่าหนึ่งคนใช่หรือไม่”นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อกล่าวเรียบๆ

            เฉินอี้นึกถึงซุนเฉิงแล้วจึงกล่าวตอบ“ข้าช่วยทหารไว้ได้ คนหนึ่งขอรับ”

            นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อยิ้ม“นอกจากช่วยชีวิตคนแล้ว ก็ยังช่วยจับตัวคนร้ายด้วยถือได้ว่าช่วยทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ทั้งหมดบนเขานั้นนั่นแหละ”

            “อ้อ…” เฉินอี้พยักหน้าเข้าใจ “จริงสิแล้วข้าก็พบวิญญาณผู้พิทักษ์อีกตนหนึ่งด้วยขอรับ”

            “วิญญาณผู้พิทักษ์ตนนั้น ถึงแม้ระดับพลังจะไม่แข็งแกร่งเท่าวิญญาณผู้พิทักษ์ของท่านแต่เขาก็สามารถชี้แนะและช่วยเหลือนางได้” นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อกล่าว

            “อันที่จริงแล้ว ท่านนักพรตต้องการให้พวกเรารู้จักกันใช่หรือไม่ขอรับ”เฉินอี้เอ่ยถาม

            นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อยิ้มและวางถ้วยชาลง“เชิญเข้ามานั่งคุยด้วยกันเถิด ใต้เท้า”

            เฉินอี้แปลกใจในคำพูดของนักพรตเหลิงจิ้นเต๋อแต่ครู่หนึ่งก็กระจ่าง

            เขาเห็นตงเปียนเคลื่อนกายเข้ามาหยุดอยู่ข้างอาหลิ่งถ้าเช่นนั้นแสดงว่า…..

            มีเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาและลงนั่งข้างๆเขา “พี่ลี่หยางหรือขอรับ”

            “อืม ข้าเอง” จินลี่หยางคำนับนักพรตเหลิงจิ้นเต๋อ และหันมากล่าวตอบเฉินอี้

            “เหตุใดพี่ลี่หยางจึงมาอยู่ที่นี่ได้ขอรับ” เฉินอี้รู้สึกพิศวง

            “ข้ามีธุระแถวนี้ จึงแวะมา” จินลี่หยางตอบ แต่เฉินอี้ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี

            อารามเงียบๆแบบนี้ คือที่ที่น่าจะแวะมาอย่างนั้นหรือ

            ตงเปียนก็คำนับนักพรตเหลิงจิ้นเต๋อเช่นเดียวกันและท่านนักพรตก็พยักหน้ารับเบาๆ

            อาหลิ่งหน้าตาตื่นนางหันมามองเฉินอี้พลางกระซิบบอกว่า ‘ท่านนักพรตมองเห็นข้าจริงๆ ด้วย’

            นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อยิ้มให้นางและพยักหน้าเช่นเดียวกัน“พวกเจ้ามีอันใดต้องคุยกันก็ไปคุยเถิด จะได้ไม่รบกวนการสนทนาทางนี้”เขากล่าวกับตงเปียนและอาหลิ่ง

            แต่จินลี่หยางมีสีหน้างงงัน

            ท่านนักพรตหันไปกล่าวกับผู้ใดกัน

            “ใต้เท้า สบายดีหรือไม่” นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อเอ่ยถามจินลี่หยาง

            “สบายดีขอรับ” จินลี่หยางมีสีหน้างงๆ

            “ท่านนักพรตขอรับ เมื่อครู่ที่ข้าถามท่านเอาไว้….” เฉินอี้กล่าวขึ้น

            “หืม ใช่ พวกท่านต้องพึ่งพากันและกัน รู้จักกันไว้ย่อมเป็นเรื่องที่ดี”

            “ต้องพึ่งพากันและกันหรือขอรับ เรื่องอันใดหรือขอรับ” เฉินอี้ไม่เข้าใจ

            นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อหันมามองหน้าจินลี่หยางพลางจิบชา“ใต้เท้ามีสิ่งใดต้องการจะถามหรือไม่”

            “ขอรับ” จินลี่หยางหันไปมองหน้าเฉินอี้ครู่หนึ่งและหันกลับมาทางท่านนักพรต“วิญญาณผู้พิทักษ์คืออะไรหรือขอรับ”

     

            อาหลิ่งกับตงเปียนออกมาคุยกันด้านนอกอารามบริเวณนี้ยังมีวิญญาณตนอื่นอยู่บ้าง แต่ไม่มีใครเข้าไปยุ่งเกี่ยวภายในอารามอาหลิ่งจึงวางใจในความปลอดภัยของเฉินอี้

            “แม่นางอาหลิ่งดูจะเป็นห่วงเฉินอี้มากจริงๆ นะนี่” ตงเปียนกล่าว

            “ข้าคอยดูแลปกป้องเขาตั้งแต่เขายังอยู่ในครรภ์มารดา ย่อมผูกพันธ์และห่วงใยเขามากเป็นธรรมดาอยู่แล้ว”อาหลิ่งกล่าวและหันไปมองตงเปียน “ท่านเล่าจินลี่หยางเป็นเจินจูของท่านตั้งแต่เมื่อใดกัน”

            “ข้าผูกพันธะวิญญาณกับคนตระกูลจิน” ตงเปียนกล่าว “จินลี่หยางคือผู้สืบสายเลือดรุ่นที่สามที่ข้าดูแล”

            การผูกพันธะวิญญาณคือการที่วิญญาณผู้พิทักษ์แบ่งเสี้ยววิญญาณของตนเองไปผูกกับเจินจูเพื่อทำสัญญาพิทักษ์วิญญาณ

            เมื่อผูกพันธะวิญญาณแล้ววิญญาณผู้พิทักษ์จะต้องคอยติดตามดูแลสายเลือดของเจินจูที่ตนแบ่งเสี้ยววิญญาณให้จนกว่าจะหมดพันธะวิญญาณต่อกัน นั่นคือวิญญาณผู้พิทักษ์ได้หมดวาระในหน้าที่และกลับเข้าประตูวิญญาณเพื่อไปเกิดใหม่หรือเจินจูที่วิญญาณผู้พิทักษ์แบ่งเสี้ยววิญญาณให้ไม่มีผู้สืบสายเลือดอีกต่อไป

            อาหลิ่งมองตงเปียนตาปริบๆเหตุผลใดหนอ ที่ทำให้ตงเปียนตัดสินใจผูกพันธะวิญญาณกับเจินจูผู้นั้น

            “เอาล่ะ เรามาคุยกันเรื่องจุดซานเสวียนกันเถิด”ตงเปียนกล่าวอาหลิ่งพยักหน้า

            “ดังที่ข้าเคยบอกเจ้าว่า จุดซานเสวียนเหมาะกับผู้ที่เคยฝึกลมปราณแต่ในเมื่อเจ้ามิเคยได้ฝึกข้าจึงจะแนะนำให้เจ้าลองรวบรวมพลังไปไว้ที่จุดตันเถียนก่อนเพราะเป็นส่วนที่สะสมพลังได้ง่ายที่สุด”

            อาหลิ่งพยักหน้าอย่างตั้งใจฟังตงเปียนจึงกล่าวต่อ

            “ขณะรวบรวมพลังไปที่จุดตันเถียน เจ้าต้องใช้สมาธิค่อนข้างมากเจ้าจึงควรฝึกในที่สงบ ไม่มีสิ่งรบกวน จะทำให้เห็นผลลัพธ์ได้เร็วขึ้น”

            อาหลิ่งมีสีหน้าเหมือนนึกอะไรขึ้นได้“ท่านนักพรตได้มอบขวดแก้วหลิวหลีร่ายเวทย์ไว้กับเฉินอี้เพื่อใช้ซ่อนพลังวิญญาณของข้าข้าสามารถเข้าไปฝึกอยู่ในนั้นได้”

            ตงเปียนพยักหน้า“ดีเลย เช่นนั้นก็ง่ายขึ้นแล้ว คาดว่าน่าจะใช้เวลาไม่เกินห้าวันเจ้าก็จะสามารถสะสมพลังไว้ที่จุดตันเถียน ได้อย่างน้อยแปดส่วน หากเจ้าทำได้แล้วข้าก็จะให้เจ้าลองฝึกสะสมพลังวิญญาณที่จุดซานเสวียนดู”

            อาหลิ่งยิ้มและพยักหน้าอย่างแข็งขัน

     

            จินลี่หยางนั่งค้างอยู่ในท่าถือถ้วยชา

            เขาฟังเฉินอี้อธิบายเรื่องวิญญาณผู้พิทักษ์จนตอนนี้รู้สึกสมองมึนชาไปหมด

            สิ่งที่เขาพอจะจับใจความได้ก็คือทั้งเขาและเฉินอี้ต่างก็มีวิญญาณคอยปกป้องดูแลอยู่และเฉินอี้ก็สามารถมองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็นซึ่งก็คือวิญญาณได้อีกด้วย

            ถ้าหากมิใช่ว่าตอนนี้นั่งอยู่ต่อหน้าท่านนักพรตเขาคงลุกเดินหนีไปเสียนานแล้ว

            นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อยกถ้วยชาขึ้นจิบมองหน้าจินลี่หยางและยิ้มน้อยๆ “ใต้เท้า ชาท่านเย็นหมดแล้ว”

            จินลี่หยางที่เหมือนกับเพิ่งรู้สึกตัวจึงขยับถ้วยชาในมือดู “อ้อ…” จากนั้นจึงวางถ้วยชาลง

            “พี่ลี่หยางขอรับ” เฉินอี้เรียก จินลี่หยางจึงหันไปมองหน้าเขา

            “หืม”

            “ท่านมิเชื่อข้าใช่ไหมขอรับ”

            “อ้อ เอ่อ….เชื่อ…เชื่อสิ เจ้าจะโกหกข้าทำไม ใช่หรือไม่”  จินลี่หยางกล่าวเช่นนั้นแต่ภายในใจกลับมิได้เชื่อเฉินอี้เลย

            เฉินอี้ยิ้มแต่แอบถอนใจ

            พี่ลี่หยางกล่าวเหมือนตอนที่เขาเล่าให้เหล่าจางฟังครั้งแรกอย่างกับคัดลอกคำพูดกันออกมาไม่มีผิด

            ตงฮุ่ยฉือมองหน้าเฉินอี้แล้วก็สงสารปนขำใครเล่าจะเชื่อว่าคนตาบอดเช่นพี่ชายเฉินจะมองเห็นผี

            ขนาดตัวเขาเองที่รู้ว่าพี่ชายเฉินสามารถมองเห็นผีได้จริงๆยังแทบไม่อยากจะเชื่อเลย นับประสาอะไรกับคนอื่น

            “เฉินอี้ ท่านได้นำยันต์เกราะคุ้มภัยติดตัวมาด้วยหรือไม่”นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อเอ่ยถาม

            “ข้านำมาด้วยขอรับ” เฉินอี้ล้วงยันต์ออกมาจากอกเสื้อและส่งให้ท่านนักพรต

            ท่านนักพรตรับมาดูอยู่ครู่หนึ่ง“ท่านเขียนเองหรือ”

            “ขอรับ”

            นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อยิ้มและพยักหน้า“เขียนได้ดี”

    คล้ายกับเรื่องเนตรสวรรค์ พันธะวิญญาณ ที่คุณอ่าน