หลังจากที่กินข้าวเช้าเสร็จซูฮวาก็ได้เตรียมมีดและจอบสำหรับถางป่าพร้อมกับเตรียมห่อข้าวกับน้ำจากนั้นจึงได้เอ่ยชวนให้สามีออกไปตัดไม้ถางหญ้าด้วยกันเพื่อเตรียมที่จะขุดแปลงดิน แต่เมื่อเดินทางมาถึงแล้วเห็นสภาพป่าหญ้าที่รกและขึ้นสูงนางต้องปาดเม็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นบนหน้าผากแทน พวกเขาคงต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะถางหญ้าพวกนี้เสร็จแต่ถึงอย่างไรก็ยังดีกว่าไม่มีที่ดินทำกิน ยุคสมัยนี้แค่มีที่ดินทำกินเป็ของตัวเองก็ถือว่าดีมากแล้ว
"เ้าเริ่มถางหญ้าต้นเล็กๆ ก่อนก็แล้วกันเดี๋ยวข้าจะเป็คนตัดต้นไม้พวกนี้เอง" ฟางจิ่งมอบหน้าที่ให้ภรรยาเป็คนถางหญ้าต้นเล็กๆ เขาจะเป็คนตัดต้นไม้ใหญ่ ส่วนต้นไหนที่พอจะทำฟืนได้เขาก็จะแยกเก็บเอาไว้
"เช่นนั้นก็ได้ เราต้องถางแล้วปล่อยให้มันแห้งก่อนจึงจะเผาทำลายได้ง่าย" พูดจบนางก็เริ่มลงมือถางหญ้าเป็อันดับแรก นางแยกหญ้ากับกิ่งไม้เพื่อที่จะได้เอาหญ้าแห้งมาใช้ประโยชน์ได้อีก
"หากว่าเ้าเหนื่อยเ้าก็นั่งพักเลยนะไม่ต้องรีบร้อนเดี๋ยวโรคเก่าเ้าจะกำเริบ" ฟางจิ่งยังคงเป็ห่วงอาการของภรรยา
"อือ!! หากข้าเหนื่อยข้าก็จะพักท่านก็เช่นกันนะ ค่อยๆ ทำไปไม่ต้องรีบร้อนเดี๋ยวก็เสร็จเอง" นางส่งยิ้มให้ก่อนฟางจิ่งจะแยกตัวออกไปตัดต้นไม้อีกด้าน สองสามีภรรยาใช้เวลาในการปรับปรุงพื้นที่ตรงนี้เป็เวลาเจ็ดวัน วันนี้เสี่ยวฮวาจะได้ลงมือขุดแปลงดินเสียที นางเริ่มจากขุดแปลงเพาะต้นกล้าเสียก่อนหลังจากนั้นก็เริ่มขุดแปลงต่อๆ ไปอีกหลายแปลง
"นี่เ้าจะเอาเมล็ดผักลงปลูกเลยหรือ" ฟางจิ่งเอ่ยถามเมื่อเห็นเสี่ยวฮวาขุดดินเตรียมแปลงไว้หลายแปลง
"ยังก่อน ข้าจะขุดแปลงเพาะต้นกล้าเสียก่อน เมื่อต้นกล้าเริ่มแข็งแรงแล้วเราค่อยแยกปลูกอีกที"
"เช่นนั้นข้าจะช่วยเ้าขุดแปลงดินเพาะต้นก็แล้วกัน" เสี่ยวฮวายื่นจอบในมือให้สามีขุดต่อ ส่วนนางก็ได้นำถังไม้ไปตักน้ำที่ลำธารมาพรมหน้าดินให้ชุ่มเพื่อที่ขุดพรวนดินได้ง่ายขึ้น
"ขุดเสร็จแล้วเ้าจะทำอันใดต่อ"
"เสร็จแล้วข้าก็จะตากดินไว้สักสามถึงสี่แดดเพื่อฆ่าเชื้อโรคในดินและแมลงเล็กๆ ที่อยู่ในดิน เวลาเพาะเมล็ดผักจะได้งอกออกมางามอย่างไรเล่า" นางอธิบายถึงเหตุที่ต้องตากดินไว้ก่อนหว่านเมล็ดผัก
"เ้าไปเอาความรู้พวกนี้มาจากไหนหรือ" ฟางจิ่งยังคงสงสัยต่อไปอีกที่นางดูเหมือนจะรู้อะไรอีกเยอะ
"ข้าก็เรียนมานะสิ"
"เ้าเป็สตรีเข้าเรียนที่สำนักศึกษาได้ด้วยหรือ" คำถามของฟางจิ่งทำให้เธอนึกขึ้นได้ว่าเธอกำลังอยู่ในยุคโบราณ ในยุคนี้ผู้หญิงไม่มีโอกาสได้เรียนนอกเสียจากลูกขุนนางใหญ่โตและลูกเศรษฐีตระกูลใหญ่
"เอ่อ...ข้าก็ฟังท่านลุงเล่ามาอีกทีน่ะ เรียนมาจากท่านลุงของข้าไง" นางลอบถอนหายใจเฮือกใหญ่ที่เกือบเผลอพูดอะไรแปลกๆ ไปอีกแล้ว
"อ๋อ..ท่านลุงของเ้าคงจะเก่งมากสินะ" นางได้แต่พยักหน้างึก ก่อนจะรีบเดินเลี่ยงออกไปหาเศษหญ้าแห้ง
"นี่เ้าเก็บหญ้าพวกนี้ไว้ทำไม" ฟางจิ่งเห็นนางหอบหญ้าแห้งมากองรวมกันไว้
"ก็เก็บไว้ทำปุ๋ย แล้วก็เอาไว้คลุมหน้าดินเพื่อกักเก็บความชื้นเวลารดน้ำดินจะได้ไม่แห้งอย่างไร"
"อย่างนั้นใบไม้แห้งพวกนี้ก็เอามาทำเป็ปุ๋ยได้ด้วยสิ" ฟางจิ่งชี้ไปที่ใบไม้จำนวนมากที่เกลื่อนบนพื้นดินใต้ต้นไม้
"ก็ใช่นะสิ ใบไม้แห้งพวกนี้เป็ปุ๋ยชั้นดีเลยแหละเอามาหมักผสมกับขี้วัวหรือขี้ม้าก็ได้เรียกว่าปุ๋ยคอก"
"แล้วเ้าจะเริ่มเพาะเมล็ดผักได้วันไหนหรือ"
"อีกสักสองถึงสามวันข้าถึงจะเอาเมล็ดผักลงแปลงเพาะ" ฟางจิ่งพยักหน้าเป็การรับรู้
"นี่พวกเ้าสองคนคิดจะทำอันใดกันหรือนั่น" ลุงเซี่ยที่เพิ่งกลับจากหาจับปลาเดินเข้ามาทักทาย เมื่อเห็นทั้งสองยังคงขะมักเขม้นช่วยกันขุดแปลงดินรวมถึงถางหญ้าปรับพื้นที่ที่เคยรกร้างให้ดูสะอาดตา
"เมียข้าอยากจะปลุกผักน่ะลุงเซี่ย"
"แล้วนางหายป่วยดีแล้วหรือถึงลุกขึ้นมาทำงานแบบนี้ได้"
"นางหายดีแล้ว เป็เพราะได้ยาดีจากท่านหมอเฟิงเหว่ยน่ะขอรับ"
"หายดีแล้วข้าก็ดีใจด้วย เช่นนั้นข้าไปก่อนนะเดี๋ยวเมียข้าจะรอนานข้าบอกนางว่าจะมาไม่นานนี่ก็จวนจะมืดแล้ว"
"ขอรับลุงเซี่ย พวกข้าก็กำลังจะกลับเรือนแล้วเหมือนกัน" หลังจากที่ลุงเซี่ยเดินจากไปฟางจิ่งก็หันมาเก็บของใส่ตะกร้าก่อนจะยกขึ้นสะพายหลังแล้วจึงได้ร้องเรียกซูฮวาให้กลับเรือนพร้อมกัน
"ข้าว่าพวกเรากลับเรือนกันเถอะนี่ก็ยามเว่ยแล้ว"
"ท่านรอข้าเดี๋ยว" นางเดินไปหยิบหมวกใบใหญ่ที่ฟางจิ่งมอบให้เมื่อครั้งก่อนแล้วเดินกลับมา
"เย็นนี้ท่านอยากกินอะไร" นางถามขึ้นระหว่างทางเดินกลับเรือน
"เ้าทำอะไรให้ข้าก็กินได้ทั้งนั้นแหละ" สองข้างทางเดินเต็มไปด้วยสมุนไพรที่เธอพอจะรู้จักบ้างรวมถึงใบกะเพราป่าทำให้เธอนึกถึงเมนูผัดกะเพราขึ้นมาทันที ถ้าเป็กะเพราทะเลก็จะยิ่งดีไปใหญ่
"เสี่ยวฟาง"
"หือ" ฟางจิ่งหยุดเดินแล้วหันมาเผชิญหน้ากับนาง
"ท่านว่าในลำธารนี้จะมีกุ้งไหม" นางถามพลางทำสีหน้าครุ่นคิด
"มีสิ เ้าอยากกินกุ้งอย่างนั้นหรือ" นี่นางคิดจะทำอันใดอีกคงไม่คิดจะทำเมนูแปลกๆ อีกหรอกนะ
"ใช่ ข้าจะเอามาผัดกะเพราแล้วก็ทำกุ้งเผา" นางกำลังนึกภาพเมนูกุ้งเผาที่แสนจะอร่อย
"เช่นนั้นพรุ่งนี้ข้าจะไปจับมาให้เ้า"
"ข้าไปด้วยสิ ข้าอยากลองจับกุ้งบ้าง"
"เช่นนั้นเราก็มาพร้อมกัน" ฟางจิ่งยิ้มอ่อนโยนก่อนเดินเข้ามาจับมือซูฮวาไว้ให้เดินไปพร้อมกัน ดวงหน้าสวยเริ่มร้อนผ่าว นางว่าอย่างไรฟางจิ่งก็ต้องว่าอย่างนั้น
"แล้ววันนี้เ้าจะทำอะไรให้ข้ากินล่ะ" เมื่อเห็นว่าซูฮวาเงียบไปฟางจิ่งจึงได้เอ่ยขึ้น
"..........."
"เ้าเป็อะไรไปหรือ" ฟางจิ่งถามด้วยความเป็ห่วงเพราะกลัวโรคเก่าของนางจะกำเริบอีกครั้งหลายวันมานี้นางเอาแต่ทำงานยาที่ท่านหมอให้นางก็ยังคงดื่มทุกวันนางก็ดูจะแข็งแรงกว่าปกติอาการจะกำเริบได้อย่างไรกัน
"......." นางได้แต่ส่ายหน้าเป็คำตอบ ใบหน้าเริ่มแดงก่ำลามไปถึงใบหูจนฟางจิ่งสังเกตเห็น
"นี่เ้าไม่สบายหรือทำไมหน้าเ้าแดงเช่นนี้ ตัวเ้ารุมๆ นะข้าว่าเรารีบกลับเรือนกันเถอะ" ฟางจิ่งใช้หลังมือแตะที่หน้าผากแต่นางก็ยังคงนิ่งเงียบไม่พูดอะไรออกมาได้แต่ก้มหน้าอยู่อย่างนั้น แต่เมื่อลอบสังเกตดีๆ จึงได้รู้ว่านางกำลังเขินอายที่ถูกจับมือเอาไว้ก่อนฟางจิ่งจะยิ้มออกมาอย่างชอบใจจากนั้นจึงบีบมือแน่นกว่าเดิมแล้วออกเดิน ทั้งสองใช้เวลาไม่นานทั้งสองก็กลับมาถึงเรือนในเวลายามเซิน