————— ꧁༻・ॐ・༺꧂ —————
เื่นี้หยกเปิดให้ อ่านฟรี!จนจบเลยค่ะ ~
แต่จะเป็การอ่านฟรีในแบบที่กำหนดนะคะ
โดยแต่ละตอนที่ลงไปแล้วจะเริ่มติดเหรียญในเวลา 00.00 น. ของทุกวันค่ะ
เพราะงั้นอย่าลืม กดหัวใจ กับ กดเพิ่มเข้าชั้น เอาไว้ด้วยน้าจะได้ไม่พลาดตอนใหม่ ๆ กันนะคะ ^^'
—————— ༻・ॐ・༺ ——————
“อ้าว นั่นหนูต้าใช่ไหมลูก?” ฉันสะบัดความคิดในอดีตออกไปเมื่อมีเสียงใหม่ดังขึ้นหลังจากที่เผลอตัวเหม่อมองสนามหญ้านานเกินไป จนทำให้่เวลาในอดีตั้แ่พาร์ตเด็กที่พอจะจำความได้ และพาร์ตเมื่อสมัยเรียนมหาวิทยาลัยผุดเข้ามาในหัว
“สวัสดีค่ะ น้าอรยังสาวยังสวยเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะคะ” นานเท่าไรแล้วที่ฉันไม่ได้มาที่นี่ และก็นานเท่าไรแล้วนะที่ฉันกับพี่เขาเราไม่ได้เจอกันเลย...หลังจากที่รู้ว่ากำลังจะถูกผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายจับให้หมั้นหมายกัน
“ปากหวานจริงนะว่าแต่นี่หนู...ปะเข้าไปข้างในกันดีกว่าจ้ะ” น้าอรหันไปมองที่ประตูหน้าบ้านพร้อมใบหน้าสงสัย แต่สุดท้ายก็เงียบไป จนฉันรู้สึกไม่ดีกลัวจะถูกมองว่าไม่มีมารยาท
“คือหนูขอโทษนะคะที่ถือวิสาสะเปิดประตูเข้ามาเองอย่างนี้” ฉันเลือกพูดขอโทษแทนที่จะพูดถึงเื่ที่หาคำตอบไม่ได้อย่างเช่นประตูเปิดเองเด็ดขาด เพราะไม่อยากถูกมองว่าบ้าเหมือนเมื่อสมัยเด็ก แม้จะไม่ได้เห็นเป็ตัวเป็ตน แต่แค่อะไรแบบนี้ฉันก็กลัวมากแล้ว และเคยเอาไปเล่าให้คนอื่นฟัง แต่ผลสุดท้ายกลับถูกล้อเลียนแทน แม้จะรู้ดีว่าคนตรงหน้าไม่ใช่คนประเภทแบบนั้น แต่เพราะความฝังใจก็เลยทำให้ฉันไม่กล้าพูดมากกว่า
“ไม่เป็ไรหรอกจ้ะ ว่าแต่ทำไมมาถึงแล้วไม่โทร. หาน้าล่ะจ๊ะ นี่ถ้าอาแหลมไม่บอกน้าก็คงไม่รู้ว่าหนูอยู่หน้าบ้านแล้ว”
“ค่ะ...คะ?” หมายความว่ายังไง เท่าที่จำได้ฉันยังไม่เจออาแหลมเลยนี่นา
เอาเถอะใไปก็เท่านั้น เพราะยังไงฉันก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่ามันเป็เพราะอะไร และอีกอย่างแค่รู้ว่าประตูที่เปิดเองเมื่อกี้ไม่ใช่ฝีมือของสิ่งที่ฉันกลัวมันก็พอโอเคแล้ว
“แล้วนี่พิมกับพี่ปราบสบายดีกันใช่ไหมจ๊ะหนูต้า”
“พ่อกับแม่สบายดีค่ะ เห็นแม่บ่นอยู่ว่าคิดถึงน้าอรมาก แต่ยังหาเวลาว่างมาหาไม่ได้เลย” ฉันส่งยิ้มหวานให้กับผู้หญิงด้านหน้า พร้อมฟังเสียงหัวเราะของเธอ จนดูไม่ออกว่าเธอจะกำลังป่วยอยู่ ถ้าหากพ่อกับแม่ไม่พูดว่าน้าอรป่วยมานานแล้วั้แ่ฉันยังเด็กก็คงไม่รู้ เพราะน้าอรดูแข็งแรงมาก แถมยังไม่เคยแสดงสีหน้าเศร้าให้เห็น นอกจากชอบยิ้มและหัวเราะอยู่เสมอเวลาที่ครอบครัวฉันมาที่บ้านหลังนี้
แต่ก็นะ...ที่ดูไม่ออกก็เพราะพวกเราไม่ได้อยู่บ้านหลังเดียวกัน แถมแม่เองก็พูดว่าน้าอรชอบแคร์คนอื่นมากกว่าตัวเองเวลาพวกเรามาหาเธอก็เลยต้องทำเป็เข้มแข็งอยู่เสมอนี่คงเป็อีกเหตุผลที่พ่อกับแม่ไม่ค่อยอยากมาเท่าไรด้วยละมั้ง
ตอนเด็ก ๆ ฉันเข้าใจว่าที่พี่เขาเรียนหมอเพราะอยากรักษาฉันเหมือนอย่างที่เคยพูด แต่พอได้รู้เื่อาการป่วยของน้าอรรวมถึงรู้ว่ากำลังถูกพี่เขาโกรธเื่หมั้นหมายก็เข้าใจว่าความจริงไม่ใช่อย่างที่คิด ซึ่งฉันไม่ได้รู้สึกแย่ แต่กลับเห็นด้วยมาก ๆ แทนต่างหาก และการที่พี่เขาโกรธเื่หมั้นหมายอาจเป็เพราะพี่เขายังไม่พร้อมดูแลใครก็ได้ ในเมื่อแม่ของพี่เขายังป่วยอยู่ก็คงอยากอยู่ดูแลท่านมากกว่า
สุดท้ายเพราะอารมณ์ชั่ววูบจึงทำให้ระยะห่างของเราสองคนเริ่มขึ้น ฉันในตอนนั้นยังเด็ก และไม่เข้าใจ แถมยังไม่รู้เื่น้าอรก็โกรธจนไม่ยอมมาที่บ้านนี้อีก แต่กว่าจะได้สติมันก็สายไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้ยอมแพ้ ฉันตั้งใจติวและทำทุกอย่างให้ตัวเองได้เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยเทิร์นออนให้ได้ เพื่อที่จะได้เข้าใกล้พี่เขา และโชคก็เข้าข้างที่คะแนนของฉันมันผ่านเส้นยาแดงผ่าแปดพอดี
ทว่ากลับต้องแลกกับอะไรบางอย่าง เพราะการที่เราสองคนอายุห่างกัน ทำให้พี่เขาอีกแค่ไม่กี่เดือนก็ต้องออกไปเรียนที่โรงพยาบาลแล้ว ส่วนฉันก็ยังคงต้องเรียนต่ออีกสามปี จะพูดคำว่าโชคเข้าข้างอย่างเต็มปากก็ไม่กล้า
“รายนั้นน่ะบ้างานมาั้แ่สมัยเรียนแล้วละ” น้าอรหัวเราะหลังพูดถึงเื่ในอดีต
“แม่เคยเล่าให้ฟังว่าสมัยที่ยังเรียนอยู่น้าอรมีหนุ่ม ๆ เข้าหาเยอะมากจนแม่ต้องเข้าไปช่วยตลอด” เวลาที่ผู้ใหญ่ทั้งสองเล่าถึงเื่ในอดีตทีไรฉันรู้สึกตื่นเต้นตลอด แถมแม่ฉันกับน้าอรก็เป็เพื่อนกันมานานมากพอ ๆ กับอาแหลมและพ่อของฉัน รวมถึงเื่ราวความรักของสองคู่นี้ด้วยที่เกิดขึ้นในรั้วมหา’ ลัยพอดี
“แม่ของหนูก็พูดเกินไป...น้าว่าเรารีบเข้าไปในบ้านกันเถอะจ้ะ หนูมีเวลาไม่เยอะด้วยใช่ไหม” น้าอรโบกมือไปมาด้วยท่าทางเคอะเขินจากนั้นก็เอื้อมมือออกมาจับลงบนแขนของฉันต่อ
“...” ฉันพยักหน้าตอบ และปล่อยให้น้าอรเดินจูงมือไปพลางคิดด้วยว่าถ้าฉันมีครอบครัวในอายุยังน้อย และได้อยู่กับลูกไปนาน ๆ เหมือนอย่างน้าอรและอาแหลม รวมถึงพ่อกับแม่ก็คงจะดี เพราะสองคู่นี้พอเรียนจบก็พากันแต่งงานมีลูกกันแล้ว
ส่วนฉันผู้ที่เคยวาดฝันเอาไว้เหมือนกันว่าจะทำแบบนั้นบ้าง แต่ทำไม...ตอนนี้เรียนจบก็แล้วทำงานก็แล้วกลับรู้สึกเหมือนยังอยู่ห่างไกลจากสิ่งที่ตัวเองวาดฝันเอาไว้อยู่เลย
ด้านใน
ขณะที่กำลังเดินไปตามทางฉันก็ลอบมองทั่วบ้านอย่างที่ชอบทำ ไม่ว่าจะมากี่ครั้ง หรือเคยมาบ่อยมากแค่ไหนก็ไม่เคยชินสักครั้งกับเสียงพระสวดที่กำลังได้ยิน หรือแม้แต่กลิ่นเครื่องหอมโบราณฟุ้งกระจายไปทั่วบ้านั้แ่ย่างก้าวเข้ามาจนถึงกลางบ้านแล้วก็ยังได้กลิ่นอยู่
“น้าคิดว่าหนูเลิกกลัวแล้วซะอีก” น้าอรคงรู้สึกถึงความสั่นไหวของร่างกายฉัน เธอถึงได้พูดแบบนั้นออกมา แต่มันก็เป็ความจริงนั่นแหละ เพราะฉันไม่เคยชินกับอะไรอย่างนี้เลย นี่ยังไม่รวมพวกรูปปั้นแปลก ๆ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แล้วก็ผ้าสีแดงถูกเขียนด้วยลายลักษณ์อักษรที่อ่านไม่ออกนั่นอีก ถ้ามีแค่หนึ่งหรือสองอันจะไม่ว่า แต่นี่มีทั่วบ้านแบบนี้จะให้ฉันไม่รู้สึกกลัวเลยก็คงเป็ไปไม่ได้
“น้าอรไม่กลัวเหรอคะ” ตอนนี้สติฉันไม่อยู่กับตัวเท่าไรก็เลยตั้งคำถามงี่เง่าออกไปจนได้ น้าอรอยู่ที่นี่ถ้ากลัวก็บ้าแล้ว เธอน่าจะชินแล้วมากกว่าถ้าพูดให้ถูก
“ก็...เคยกลัว แต่ถ้าเราทำความเข้าใจ ความกลัวมันก็จะหายไปเอง” เธอวางมือลงบนหัวฉัน คงเพราะหวังอยากปลอบใจเพื่อไม่ให้ฉันรู้สึกกลัวไปมากกว่านี้ แต่ความหมายของประโยคเมื่อกี้ฉันกลับฟังแล้วไม่เข้าใจ
————— ꧁༻・ॐ・༺꧂ —————
ฝากกดติดตามกันด้วยน้า : เพจ Sunisayok
(https://www.facebook.com/sunisayok310540/)
—————— ༻・ॐ・༺ ——————