บทที่ 6
กำแพงเขตอาคม
[NOGI PART]
ฉันกับคุณไฮบิสุ ยูมิ ถูกไมยะเรียกตัวให้ไปพบที่ศาลเ้าบนูเาฝั่งทิศใต้ของจังหวัดนีงาตะเป็การเร่งด่วน ฉันไม่รู้หรอกว่าเธอมีเหตุด่วนอะไร แต่มันคงไม่ใช่เื่ดีแน่
“มีเื่อะไรเกิดขึ้นเหรอไมยะ”
ฉันเอ่ยถามเธอทันทีที่ไปถึงจุดนัดพบ ไมยะซึ่งยืนมองดูวิวตัวเมืองจากจุดชมวิวบนูเาหันมายิ้มทักทายฉัน ฉันััได้ถึงความเปลี่ยนแปลงจากรอยยิ้มบนใบหน้าที่มีแต่ความกังวลนั้น เื่ที่เธอ้าบอกพวกเราคงไม่ใช่ข่าวดีแน่
“สวัสดีค่ะคุณโนกิ คุณยูมิ” ไมยะโค้งคำนับให้พวกฉันด้วยท่าทีอ่อนช้อย กิริยาท่าทางของเธอช่างสำรวมดั่งนักบวชหญิงผู้เปี่ยมไปด้วยพลัง ชุดมิโกะของเธอพลิ้วไหวไปตามท่วงท่า ช่างแตกต่างจากไมยะที่ฉันรู้จักยิ่งนัก
“เธอเปลี่ยนไปเยอะเลยนะไมยะ กลายเป็มิโกะเต็มตัวแล้วสินะ”
“อา~ ไม่หรอกค่ะ” เธอส่ายหน้าเบาๆ “ฉันแค่ได้รับคำพยากรณ์จากเทพคุ้มครองแล้วยังออกจากภวังค์ได้ไม่หมดค่ะ” รอยยิ้มของเธอสดใสขึ้นเมื่อฉันเดินเข้ามาจับมือเธอไว้
“เป็ข่าวร้ายใช่ไหม คำพยากรณ์น่ะ”
“ค่ะ” ไมยะกลั้นน้ำตาแห่งความกังวลเอาไว้
“คำพยากรณ์ที่ฉันได้รับเกี่ยวพันถึงพลังของคุณยูมิค่ะ”
“เอ๊ะ!! ฉันเหรอคะ ฉันคนนี้นี่นะ หวา~”
“อย่าเพิ่งแตกตื่นได้ไหมยัยบ้า ฟังสิ่งที่ไมยะพูดให้จบก่อนสิ”
“อ๊ะ ขอโทษค่าาา”
“ว่าต่อเลยไมยะ พวกฉันรอฟังอยู่”
ไมยะพยักหน้าแล้วพาพวกฉันไปยังเสาโทริอิประจำศาลเ้าบนูเาฝั่งทิศใต้ เธอเอื้อมมือไปจับเสาต้นนั้นแล้วมองมันด้วยความกังวล
“เร็วๆ นี้อสุรกายจะโจมตีเสาโทริอิต้นนี้เพื่อหมายจะทำลายกำแพงเขตอาคมที่ท่านเทพคุ้มครองสร้างขึ้นค่ะ”
“...”
“จำนวนของพวกมันมากพอที่จะถล่มกำแพงนี้ได้ไม่ยาก วิธีป้องกันมีเพียงต้องพึ่งความสามารถของคุณยูมิที่สามารถโจมตีอสุรกายเกราะได้ค่ะ”
“เธอจะบอกว่า อสุรกายที่บุกมารอบนี้คืออสุรกายเกราะที่ฉันใช้ธนูยิงมันไม่เข้าน่ะเหรอ”
ไมยะพยักหน้า “ตามคำพยากรณ์ที่ฉันได้รับมาเป็เช่นนั้นค่ะ”
“ให้ตายเหอะ!!” ฉันกำหมัดแน่น ไม่สบอารมณ์จริงๆ ทำไมต้องเป็อสุรกายเกราะด้วย “แล้วแบบนี้ฉันจะช่วยอะไรพวกเธอได้บ้าง”
“มีเพียงคอยสนับสนุนคุณยูมิค่ะ”
กรอด~
“ได้ไงกัน ฉันก็มีพลังผู้กล้า จะให้ยัยบ้านี่ไปลุยเดี๋ยวได้ยังไง!”
“คุณโนกิก็รู้นี่คะว่าพลังของคุณสู้มันไม่ได้”
“อึก!!”
คำพูดของไมยะทำให้ฉันไปต่อไม่ถูก “พูดแทงใจดำกันจังนะ”
“ขอโทษนะคะที่ต้องพูดแบบนั้น แต่ว่าด้วยสถานการณ์ในตอนนี้มีความเป็ความตายของมวลมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เราจึงต้องปกป้องเสาโทริอิต้นนี้ให้ได้ค่ะ”
พวกเราทั้งสามคนมองเสาโทริอิสีแดงต้นใหญ่นี้แล้วพยักหน้าให้กันอย่างเข้าใจ
“ถูกอย่างเธอพูด ฉันจะไม่เอาอารมณ์ส่วนตัวเข้ามาพัวพันกับความเป็ความตายของทุกคนอีก บอกวิธีรับมือมาเลยไมยะ พวกฉันจะทำตามคำพยากรณ์เอง”
“ก่อนจะอธิบายกลยุทธ์การรบ ฉันอยากอธิบายเื่กำแพงเขตอาคมของท่านเทพคุ้มครองให้คุณทั้งสองคนฟังก่อนค่ะ” ไมยะหยิบกิ่งไม้ที่ตกพื้นแถวนั้นมาวาดภาพเป็แผนที่คร่าวๆ ให้ฉันกับคุณไฮบิสุดู

“กำแพงเขตอาคมที่ท่านเทพคุ้มครองสร้างขึ้นมีเสาโทริอิเป็จุดศูนย์รวมพลังศักดิ์สิทธิ์ โดยแต่ละเสาจะเชื่อมโยงกันเป็กำแพงล้อมรอบจังหวัดนีงาตะเอาไว้ หากเสาโทริอิต้นไหนถูกโค่นลงไป กำแพงก็จะมีช่องโหว่ทำให้อสุรกายทะลักเข้ามาในตัวเมืองได้”
“...”
“หน้าที่ของผู้กล้าคือต้องกำจัดอสุรกายที่บุกเข้ามาและปกป้องเสาโทริอิเอาไว้ ส่วนมิโกะอย่างฉันมีหน้าที่คอยแจ้งคำพยากรณ์ว่าจะมีการบุกโจมตีเสาโทริอิต้นไหน เมื่อไหร่ เวลาใด”
“...”
“ฉันจะคอยอยู่เคียงข้างคุณทั้งสองคน และคอยจดบันทึกการต่อสู้เอาไว้ ข้อมูลจากการต่อสู้มีผลมากในการประดิษฐ์เครื่องรางสำหรับทุ่นแรงพวกคุณทั้งสองคน แม้ปัจจุบันมิโกะอย่างพวกเราจะประดิษฐ์ได้แค่มากาทามะสำหรับสร้างชุดเกาะ แต่ในอนาคตพวกเราจะสร้างอาวุธที่สามารถต่อกรกับอสุรกายได้โดยไม่ต้องพึ่งเหล่าผู้กล้าค่ะ”
“อุดมการณ์ของเหล่ามิโกะจะเกินหน้าที่ไปหน่อยไหม” ฉันอดห่วงจุดประสงค์ที่เทพคุ้มครองมอบพลังให้พวกมิโกะไม่ได้จริงๆ
“ไม่มีอะไรรับประกันได้ค่ะว่าผู้กล้าจะปกป้องพวกเราไปได้ตลอด หากวันหนึ่งพวกคุณแพ้ นั่นหมายความว่าแนวป้องกันสุดท้ายของมวลมนุษย์ก็ถึงคราวจบสิ้น พวกคุณคงไม่อยากเห็นโศกนาฏกรรมเกิดขึ้นกับประชาชนในจังหวัดนี้ใช่ไหมคะ”
“อืม...มันก็ถูกของเธอ”
“อาโน~ ขอโทษที่ขัดบทสนทนานะคะ พอดีฉันมีคำถามค่ะ คือว่านะคะคือว่า การต่อสู้ที่กำลังจะมาถึงนี้ มีแผนรับมือยังไงเหรอคะ ให้ฉันไปดักโจมตีพวกอสุรกายก่อนที่พวกมันจะบุกมาถึงเสาโทริอิดีไหมคะ” คุณไฮบิสุที่ตั้งใจฟังพวกเราคุยกันโดยไม่เอ่ยปากได้ยกมือขึ้นเสนอความเห็น
“หากทำตามความคิดเห็นของเธอ แล้วเกิดมีอสุรกายลอบโจมตีเสาโทริอิขึ้นมาล่ะยัยโง่ ฉันยิงอสุรกายเกราะไม่เข้านะเฟ้ย”
โป๊ก!
“โอ๊ยยยย คุณฮาซูโนะรุนแรงไปแล้วนะคะ ฮือออ หัวฉันจะแตกไหมเนี่ย คุณไมยะดูให้หน่อยสิคะ โอ๊ยๆ”
“ให้ตายสิ ไม่ต้องไปอ้อนไมยะเลยนะ”
“คิกๆ ทั้งสองคนล่ะก็” ไมยะหัวเราะเป็ครั้งแรกหลังจากที่เธอกังวลกับคำพยากรณ์มาโดยตลอด ฉันมองแววตาสดใสนั้นแล้วก็ค่อยโล่งใจ ไมยะคนเดิมกลับมาแล้วสินะ
“นี่ไมยะ” ฉันเดินเข้าไปโอบไหล่เธอแล้วพูดต่อ “ไม่ต้องห่วงนะ พวกฉันจะปกป้องเสาโทริอิต้นนี้อย่างสุดความสามารถเอง”
“ใช่แล้วค่าาา พลังผู้กล้าของฉันไม่ใช่เล่นๆ นะคะ อสุรกายเกราะพวกนั้นน่ะ ฉันจะจัดการให้เกลี้ยงด้วยลูกเตะผู้กล้าที่ฉันภาคภูมิใจเองค่าาา!!”
“ขอบคุณนะคุณโนกิ ขอบคุณนะคะคุณยูมิ หลังจากนี้ก็ขอฝากอนาคตไวกับคุณทั้งสองคนด้วยนะคะ”
“วางใจเถอะ พวกเราไม่แพ้แน่นอน”
เราทั้งสามคนโอบกอดกันแล้วเงยหน้ามองเสาโทริอิสีแดงสด หลังจากนี้การต่อสู้ของจริงจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว!!
############
่เกร็ดความรู้
เสาโทริอิ (鳥居 ) โดยทั่วไปแล้วจะประกอบด้วยเสาสูง 2 ต้นเชื่อมต่อกันด้วยไม้แนวนอนขนาดยาวระหว่างกลางและไม้ครอบวางทับ้าอีกทีหนึ่ง โดยคนญี่ปุ่นนับเสาโทริอิกันเป็ต้นๆ ในกรณีที่มีเสาโทริอิจำนวนมากตั้งอยู่บนถนนศาลเ้าแห่งเดียวจะนับจากเสาโทริอิด้านนอกสุดว่า เสาโทริอิต้นที่ 1 ถัดไปก็เป็เสาโทริอิต้นที่ 2 เข้ามาเรื่อยๆ คนญี่ปุ่นเชื่อกันว่าเสาโทริอิเป็สิ่งกั้นกลางระหว่างโลกมนุษย์และโลกแห่งเทพเ้า กล่าวคือ “เสาโทริอิ” เป็ประตูสู่ดินแดนแห่งเทพเ้านั่นเอง
โทริอิแบบดั้งเดิมนั้นจะถูกสร้างด้วยไม้หรือหิน แต่ในปัจจุบัน โทริอิบางต้นอาจถูกสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ซึ่งโทริอินั้น มีทั้งแบบทาสีและไม่ทาสี หากทาสี จะทาสีชาดที่ลำต้น และคาน้าสุดจะทาด้วยสีดำ
โทริอิ มีความหมายว่า "ที่ของนก" ในญี่ปุ่น มีความเชื่อว่า นกถือเป็สัตว์ที่มีความเกี่ยวข้องกับโลกหลังความตาย ซึ่งความเชื่อนี้อาจจะมาจากบันทึกโบราณ โคะจิกิ และ นิฮงโชะกิ ที่กล่าวถึงพิธีศพของ ยะมะโตะ ทะเกะรุ โอรสในจักรพรรดิเคโกในตำนาน ว่าเมื่อทะเกะรุสิ้นชีพิตักสัยแล้ว ได้ปรากฏร่างนกสีขาวและบินไปเลือกสถานที่ฝังศพของตนเอง ด้วยเหตุนี้ สถานที่ฝังศพของเขาจึงถูกเรียกว่า ชิระโทะริ มิซะซะงิ (白鳥陵 สุสานนกสีขาว)
