บทที่ 14 ฉันมีเพื่อนคนหนึ่ง
ก๊อก ก๊อก ก๊อก!
"เชิญครับ"
หลินชีเยี่ยผลักประตูเข้าไปในห้องตรวจ
ผู้ที่นั่งอยู่อีกฝั่งของโต๊ะเป็หมอชายวัยกลางคน สวมเสื้อกาวน์สีขาวยาว มีผมบางจนเห็นหนังศีรษะ ดูแล้วเป็สัญลักษณ์ของปัญญา
หลินชีเยี่ยนั่งลงบนเก้าอี้ หมอเอ่ยขึ้นอย่างเชื่องช้า
"เล่ามาสิครับ มีอาการอะไรหรือเปล่า?"
"ผมไม่มีอาการอะไร"
"ไม่มีอาการอะไรแล้วมาที่นี่ทำไม?"
"ผมไม่มีอาการ แต่ผมมีเพื่อนคนหนึ่งที่ป่วยเป็โรคทางจิตอย่างหนัก"
คุณหมอได้ยินดังนั้นก็มองหลินชีเยี่ยด้วยสีหน้าประหลาด ยิ้มพลางลูบผมบาง ๆ บนศีรษะ
"เพื่อนที่คุณพูดถึง คงไม่ใช่ตัวคุณเองใช่ไหม?"
หลินชีเยี่ยตอบอย่างจริงจัง "ไม่ใช่ครับ เป็เพื่อนจริง ๆ"
"ได้ งั้นคุณบอกมาสิว่าคุณมี… ไม่สิ เพื่อนของคุณเป็อะไร? มีอาการอย่างไรบ้าง?"
หลินชีเยี่ยครุ่นคิด "อันนี้อาจจะอธิบายยาก..."
คุณหมอหัวเราะ "งั้นคุณก็ลองสมมติว่าตัวเองเป็เพื่อนคนนั้น แล้วแสดงให้ผมดูจริง ๆ สิ"
หลินชีเยี่ยมองคุณหมออย่างประหลาดใจ หลังจากลังเลครู่หนึ่ง เขาก็พยักหน้าอย่างจำใจ
จากนั้น หลินชีเยี่ยก็ค่อย ๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้
ภายใต้สายตาของคุณหมอ เขาเดินตรงไปที่ด้านหน้าของอีกฝ่าย
เขายื่นมือออกไป
กดศีรษะของคุณหมอวัยกลางคนลงในอ้อมกอดของตัวเอง
มืออีกข้างหนึ่งลูบเบา ๆ บนศีรษะของอีกฝ่าย
ดวงตาเต็มไปด้วยความเมตตา
เอ่ยด้วยน้ำเสียงแ่เบา
"ลูกชายที่รักของพ่อ ในที่สุดพ่อก็หาเ้าเจอแล้ว!"
คุณหมอ "…………"
ในอีกสิบนาทีต่อมา หลินชีเยี่ยก็ใช้ทักษะการโต้แย้งที่ร่ำเรียนมาทั้งชีวิต อธิบายกับคุณหมอจนน้ำลายแตกฟองว่าเขาไม่ได้ป่วยเอง เพื่อหลีกเลี่ยงชะตากรรมที่ต้องถูกบังคับให้เข้ารับการรักษา
"ดังนั้น เพื่อนของคุณเห็นอะไรก็คิดว่าเป็ลูกของตัวเองงั้นเหรอ?"
"ครับ!"
"แล้วยังร้องไห้เป็เวลานาน?"
"เธอร้องไห้ตลอดเวลา"
"ชอบนั่งอยู่ในสวนแล้วเล่านิทานให้แจกันดอกไม้และเก้าอี้ฟังเหรอ?"
"ใช่ครับ"
"แล้วการนอนหลับเป็ยังไงบ้าง?"
"เธอไม่นอน"
"……"
คุณหมอขมวดคิ้ว "เพื่อนของคุณป่วยหนักมากเลยนะ! ผมแนะนำอย่างยิ่งให้คุณพาเธอมาที่โรงพยาบาลของเรา เพื่อเข้ารับการรักษา"
"กรณีของเธอค่อนข้างพิเศษ จึงไม่สามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลได้" หลินชีเยี่ยอย่างหมดหนทาง
เขาไม่สามารถบอกความจริงได้ ถ้าหากเขาบอกคุณหมอว่า เทพีแห่งรัตติกาล นิกซ์ คือคนไข้ และยังอาศัยอยู่ในโรงพยาบาลจิตเวชในจิตใจของตน เขาคงจะถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาในทันที
คุณหมอใคร่ครวญสักพัก มือทั้งสองเริ่มพิมพ์บนคีย์บอร์ด "ถ้าไม่สามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลได้ ก็คงต้องพึ่งการรักษาด้วยยาไปก่อน ผมจะจ่ายยาให้คุณไปสองสามตัว คุณกลับไปให้เธอกินนะ ถ้าอาการไม่ดีขึ้น ต้องรีบพาเธอมาโรงพยาบาล"
หลินชีเยี่ยทำหน้าลำบากใจ
ยาในโลกแห่งความจริง สามารถนำเข้าไปในจิตใจได้หรือ?
หลินชีเยี่ยไม่รู้ แต่เขาคิดว่าต่อให้เอาเข้าไปได้ ยามนุษย์ก็คงไม่ได้ผลกับเทพเ้า
"คุณหมอครับ นอกจากกินยาแล้ว ยังมีวิธีรักษาอื่นอีกไหม?"
คุณหมอใช้ความคิดครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า "อาการของเพื่อนคุณเป็โรคหลงผิดขั้นรุนแรง คนไข้แบบนี้ผมเคยเจอมาไม่น้อย ก่อนหน้านี้มีผู้ชายคนหนึ่งรักภรรยาของเขามาก ต่อมาภรรยาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ เขาก็มักจะคุยกับอากาศ จินตนาการว่าภรรยายังอยู่ข้าง ๆ เขา"
"โรคนี้ส่วนใหญ่เกิดจากการาเ็ทางจิตใจอย่างรุนแรง จิตใต้สำนึกปฏิเสธความเป็จริง จึงสร้างจิตสำนึกหลอกลวงขึ้นมา แล้วหลอกตนเองว่า 'เธอยังอยู่ข้าง ๆ'"
"หากสามารถสืบหาสาเหตุของโรคและให้การรักษาทางจิตวิทยา ก็มีโอกาสที่อาการจะดีขึ้น แต่หากไม่มีการรักษาด้วยยาก็ยากมาก ๆ"
"การรักษาด้วยยาและการรักษาทางจิตวิทยา ทั้งสองอย่างนี้ต้องเกื้อหนุนกัน คุณเข้าใจที่ผมหมายถึงไหม?"
หลินชีเยี่ยพยักหน้าอย่างครุ่นคิด
ต้องสืบหาสาเหตุของโรคงั้นหรือ... แต่เขาไม่รู้อะไรที่เกี่ยวกับอดีตของนิกซ์ จะเริ่มต้นอย่างไรดี?
ดูเหมือนว่าจะต้องเตรียมตัวให้มากกว่านี้
หลินชีเยี่ยรับใบสั่งยาจากคุณหมอ แต่ไม่ได้เลือกที่จะจ่ายเงินและรับยา ในเมื่อยาในโลกแห่งความจริงไม่ได้ผลกับเทพเ้าในจิตใจของเขา เขาก็ไม่จำเป็ต้องเสียเงินเปล่า
และ... ยาพวกนี้มันแพงเกินไป!
หลินชีเยี่ยเดินออกจากโรงพยาบาลจิตเวช ขึ้นรถเมล์กลับบ้าน
อย่างน้อยการมาโรงพยาบาลจิตเวชครั้งนี้ก็คุ้มค่า มันทำให้มองเห็นจุดเริ่มต้น
การชี้แนะนิกซ์จากมุมมองทางจิตวิทยาและเพื่อทำแบบนั้นได้ ก็ต้องเข้าใจเธอให้มากพอ
ดังนั้น หลินชีเยี่ยจึงลงจากรถที่ป้ายหนึ่ง เดินเข้าไปในห้องสมุดเมืองชางหนาน
...
หน้าประตูโรงเรียนมัธยมปลายที่สอง
"เฮ้ย ลุงคนนั้นเป็ใครเนี่ย?"
"ไม่รู้จัก คงเป็ผู้ปกครองของใครสักคนแหละมั้ง"
"ฉันเห็นเขาั้แ่เจ็ดโมงเช้าแล้ว"
"ฉันก็เห็น ตอนเช้าเขาใส่แว่นกันแดด เสื้อเชิ้ต ถือแก้วกาแฟยืนพิงกำแพง ตอนนั้นยังคิดว่าเขาหล่อดี"
"แล้วตอนนี้ทำไมเขาถึงดูเหมือนขอทาน? ตาแดงก่ำเลย"
"พวกเธอว่า เขาอยู่ที่นี่ั้แ่เช้าจนถึงตอนนี้เลยหรือเปล่า?"
"คงไม่หรอก ตอนนี้ก็จะสี่ทุ่มแล้ว"
"ใครจะไปรู้ล่ะ อ้อใช่ พวกเธอได้ยินเื่ที่นักเรียนสองคนถูกฆ่าตอนเลิกเรียนเมื่อคืนหรือเปล่า!"
"จริงเหรอ!"
"แน่นอนว่าจริง ฉันได้ยินมาว่า..."
"..."
บนขอบฟุตบาท ฝั่งตรงข้ามประตูโรงเรียน มีชายผู้หม่นหมองนั่งอยู่อย่างโดดเดี่ยว ข้าง ๆ เต็มไปด้วยก้นบุหรี่ เงาใต้แสงไฟถนนดูเศร้าสร้อย
จ้าวคงเฉิงดีดบุหรี่ในมือ เขาคิดเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้น
เขานั่งอยู่ที่นี่ั้แ่หกโมงเช้าจนถึงสี่ทุ่ม โดนแดดเผาจนจะเป็ลม แต่ก็ไม่เห็นเงาของเด็กหนุ่มคนนั้นเลย
เมื่อคืนเห็นชัด ๆ ว่าใส่ชุดนักเรียนของโรงเรียนมัธยมปลายที่สองนี่นา!
หรือว่าเด็กนั่นเดาได้ว่าเขาจะมาดักรอ จึงไม่มาโรงเรียน?
โอ๊ย นั่งจนก้นชาไปหมดแล้ว
จ้าวคงเฉิงใช้มือยันพื้นลุกขึ้นจากขอบฟุตบาท ปัดฝุ่นบนกางเกงอย่างไม่ใส่ใจ เริ่มขยับแขนขา
ทันใดนั้น หางตาของเขาก็เหลือบไปเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งในชุดลำลองเดินเตร่อยู่ฝั่งตรงข้าม พร้อมถือหนังสือไว้สองสามเล่ม เดินอย่างเชื่องช้า…
เด็กคนนั้น รูปร่างดูคล้าย ๆ กับเ้าหนูนั่นเลย...
คล้าย...
หืม?
จ้าวคงเฉิงชะงัก กะพริบตาปริบ ๆ
โอ้โห!
ฟุบ——!
จ้าวคงเฉิงไม่พูดพร่ำทำเพลง พุ่งเข้าหาเด็กหนุ่มคนนั้นราวกับพายุ ตาแดงก่ำ ท่าทางเหมือนั์ร้าย!
แต่เมื่อเขาอยู่ห่างจากเด็กหนุ่มประมาณยี่สิบเมตร อีกฝ่ายเหมือนจะรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง ทั้งร่างสั่นเทิ้ม แล้ววิ่งหนีไปทันที!
ทั้งสองคนวิ่งไล่กันไปตามถนน คนหนึ่งนำหน้า อีกคนตามหลัง!
ตอนนี้หลินชีเยี่ยอยากตบหน้าตัวเอง ทำไมถึงได้เลือกเดินทางนี้ในเมื่อมีอีกหลายเส้นทางให้เลือก!?
เมื่อวานก็เพิ่งจะเบี้ยวนัด ตอนนี้เขาตามมาอีกแล้ว!
ถึงแม้หลินชีเยี่ยจะวิ่งเร็ว แต่เมื่อเทียบกับจ้าวคงเฉิงแล้วก็ยังห่างชั้นกันมาก ไม่กี่วินาทีก็ถูกจ้าวคงเฉิงไล่ทัน
จ้าวคงเฉิงคว้าไหล่หลินชีเยี่ยอย่างแรง แล้วหัวเราะเยาะ
"ไอ้หนู เราเจอกันอีกแล้วนะ!"
หลินชีเยี่ยหันหน้ากลับมาอย่างแข็งทื่อ เอียงหัวเล็กน้อย
"คุณคือใครครับ?"