พายุสวาท คฤหาสน์ราคะ

ตอน 149 วุฒิ

        ตอน 149 วุฒิ

         

        หนึ่งเดือนต่อมา ที่เมืองหลวง เวลา 14.23 น.

         

        วันนี้ก็เป็นอีกวันหยุดธรรมดาๆของพีระพลและถิงถิงที่ตอนเช้าพวกเค้าก็พากันไปเดินเล่นซื้อของก่อนจบลงด้วยการแวะกินอาหารที่ภัตตาคารหรูด้วยกันสองต่อสอง

         

        “เมื่อกี๊ผัวเห็นเด็กเสิร์ฟมันแอบมองนมเมียด้วยแหล่ะ” พีระพลพูดถึงเรื่องที่เค้าบังเอิญเห็นเด็กเสิร์ฟคนนึงแอบชำเลืองมองเข้าไปใต้เสื้อครอปเปิดไหล่ลายลูกไม้สีพาสเทลของถิงถิงโดยหวังให้ร่างกายของเธอได้ร้อนรุ่มเหมือนเช่นเคย ในขณะที่เค้ากำลังขับรถกลับมายังคฤหาสน์หลังโตของตัวเอง

         

        ถิงถิงหันมองหน้าของสามีหนุ่มก่อนขมวดคิ้วเข้าหากันแล้วพูดขึ้น “แล้วทำไมเมื่อกี๊ตอนอยู่ที่ร้านถึงไม่บอกเมียหล่ะคะ....เมียจะได้เปิดให้เด็กเสิร์ฟคนนั้นดูไปเลย”

         

        “หึม...เมียจ๋าทำไมเมียถึงได้พูดยั่วเก่งขนาดนี้นะ” พีระพลหันไปพูดชมเมียสาวก่อนหันหน้ากลับมาสนใจทางข้างหน้าต่อ

         

        แล้วในจังหวะที่รถขับมาจนถึงริมทางแถวๆที่รถของถิงถิงเคยจอดเสียสองครั้งสาวหมวยที่มองออกไปนอกหน้าต่างอยู่พอดีก็เห็นเข้ากับเด็กหนุ่มที่เคยเข้ามาช่วยเหลือเธอเมื่อหลายเดือนก่อนเข้า

         

        “เอ๊ะ! ที่รักคะ ที่รัก จอดรถข้างหน้าหน่อยได้ไหม” ถิงถิงหันไปสะกิดเรียกสามี

         

        พีระพลก็หันหน้ามามองก่อนถามขึ้นอย่างตกใจ “ทำไมๆ มีอะไรหรอ”

         

        “พลเห็นเด็กผู้ชายที่กำลังเดินสวนมานั่นไหมคะ.....นั่นแหล่ะคนที่เคยเข้ามาช่วยซ่อมรถให้ถิงถิง” ถิงถิงพูดพร้อมกับชี้นิ้วไปยังเด็กหนุ่มที่กำลังเดินแบกกระเป๋าเป้อยู่ที่ริมทาง

         

        พีระพลหันไปมองตามก่อนจะค่อยๆจอดเทียบรถไว้ที่ริมทางตามที่เมียสาวบอกจากนั้นพอรถหยุดแล้วทั้งสองคนก็พากันเดินลงมาจากรถ

         

        ถิงถิงเดินตรงเข้าไปดักหน้าของเด็กหนุ่มคนนั้นก่อนถามขึ้นด้วยเสียงหวาน “น้องคะ น้อง จำพี่ได้ไหมเอ่ย”

         

        เด็กหนุ่มคนนั้นที่ตอนนี้ไม่ได้อยู่ในชุดช่างแถมยังแบกเป้อยู่ข้างหลังก็จ้องมองหน้าของสาวสวยครู่ใหญ่พร้อมกับนึกคิดก่อนจะพูดออกมา“อ๋อ คุณผู้หญิงที่รถเสียตอนนั้นหรอครับ”

         

        “ใช่ค่ะใช่” ถิงถิงพูดพร้อมพยักหน้ารับ

         

        ตอนแรกที่ได้ยินเมียสาวเล่าให้ฟัง พีระพลเข้าใจไปเองว่าเด็กหนุ่มคนนั้นคงจะเป็นคนตัวโตมากเป็นแน่แต่ทว่าพอได้มาพบเจอตัวเป็นๆเข้าจริงๆ ตัวของเค้านั้นกลับเล็กพอๆกับเมียของเค้าที่สูงเพียงแค่165 เซนซึ่งเตี้ยกว่าเค้าที่สูง 173 เซนอยู่นิดหน่อย

         

        “เอ่อ...ครั้งที่แล้วขอบคุณมากนะครับที่ช่วยเมียผมไว้” พีระพลพูดขอบคุณเด็กหนุ่มคนนั้น

         

        เด็กหนุ่มคนนั้นหันมายิ้มให้กับพีระพลก่อนพูด “ไม่เป็นไรครับ ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรเลย แฮะๆๆ”

         

        รอยยิ้มเปื้อนเต็มไปบนใบหน้าของเด็กหนุ่มถึงแม้ว่าเค้าจะเป็นเด็กตัวเล็กและผิวดำคล้ำหยาบกร้านแต่ก็ดูกำยำล่ำสันและทะมัดทะแมงกว่าที่เห็นจากภายนอก

         

        “งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ ทั้งสองคน” เด็กหนุ่มพูดลาพร้อมกับผงกหัวให้ทั้งสองคนอย่างสุภาพ

         

        “หือ...แล้วจะไปไหนหล่ะเนี่ย” ถิงถิงถามขึ้นเมื่อเพิ่งสังเกตเห็นว่าเด็กหนุ่มที่เคยใส่ชุดช่างมาบัดนี้เค้ากลับไม่ได้สวมใส่มันอยู่แถมบนหลังยังมีกระเป๋าเป้ใบโตอีก

         

        เด็กหนุ่มยิ้มกว้างก่อนตอบ “ผมจะกลับบ้านที่ต่างจังหวัดน่ะครับ”

         

        “อ้าว! ทำไมหล่ะ แล้วงานที่อู่หล่ะ” พีระพลถามขึ้นมาบ้าง

         

        “แฮะๆพอดีว่าอู่ที่ผมทำอยู่เค้าเจ๊งน่ะครับ.....ผมก็เลยตกงาน...ไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าห้องเลยจะกลับต่างจังหวัดน่ะครับ” เด็กหนุ่มยิ้มแห้งๆก่อนบอกเล่าเรื่องราวน่าสะเทือนใจโดยไม่มีท่าทีโศกเศร้าโศกา

         

        “อ้าว! ถ้าอู่นั้นปิดไปแล้วทำไมไม่ลองไปสมัครที่อู่อื่นหล่ะ” ถิงถิงถามขึ้นมาบ้าง

         

        เด็กหนุ่มยังคงยิ้มกว้างก่อนตอบ “ผมลองไปสมัครหลายที่แล้วครับ...แต่เค้าไม่รับ...คือผมไม่มีวุฒิน่ะครับ...อู่เก่าที่เถ้าแก่เค้ารับมาทำก็เพราะว่าเค้ารู้จักกับน้าผมน่ะครับ”

         

        “อ้าว! แล้วไปเรียนซ่อมรถมาจากไหนหล่ะ” พีระพลถามขึ้นมาบ้าง

         

        เด็กหนุ่มหันไปหาพีระพลก่อนตอบ “จากน้าผมนั่นแหล่ะครับ”

         

        จากนั้นทั้งสามคนก็เงียบงันกันไปครู่ใหญ่ ก่อนที่เด็กหนุ่มคนนั้นจะใช้สองมือจับสายกระเป๋าเป้แล้วพูดขึ้น“งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ”

         

        แต่เด็กหนุ่มคนนั้นยังไม่ทันได้ออกเดินพีระพลก็ยกมือขึ้นมาขวางก่อนจะพูดขึ้น “เดี๋ยวๆงั้นรับเงินไว้หน่อยหล่ะกัน”

         

        พูดจบพีระพลก็ล้วงมือเข้าไปหยิบกระเป๋าเงินจากในชุดสูทแต่ยังไม่ทันที่มือจะถึงกระเป๋า เด็กหนุ่มคนนั้นก็ถามขึ้นมา “เงิน...ให้ผมหรอครับ...ให้ทำไมครับ...ให้เรื่องอะไร”

         

        แววตาใสซื่อของเด็กหนุ่ม ทำเอาถิงถิงที่อยู่ใกล้ๆต้องพูดอธิบาย “ก็เป็นค่าตอบแทนที่เราช่วยพี่ครั้งที่แล้วไง”

         

        เด็กหนุ่มหันมามองถิงถิงก่อนทำหน้าขรึมแล้วพูดขึ้น “ผมบอกไปแล้วไม่ใช่หรอครับว่าผมช่วยเพราะแค่อยากช่วยไม่ได้หวังเงินหรืออะไรทั้งสิ้น....ถึงผมจะจนไม่มีกินแต่ผมก็ไม่คิดจะแบมือขอเงินจากใครหรอกนะครับ”

         

        สองสามีภรรยาถึงกลับอึ้งงันกันไป พวกเค้าแค่นึกสงสารจึงแค่อยากจะหยิบยื่นเงินเล็กน้อยให้เพื่อตอบแทนน้ำใจแต่ก็ดันลืมนึกถึงเรื่องที่จะไปกระทบศักดิ์ศรีคนอื่นเข้าซะได้

         

        เด็กหนุ่มคนนั้นก้มหัวให้ทั้งสองคนก่อนจะพูดขึ้น “งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ”

         

        พูดจบเด็กหนุ่มคนนั้นก็เดินผ่านตัวของสองสามีภรรยาไป ปล่อยให้ทั้งคู่ยืนรู้สึกผิดอยู่อย่างนั้นพีระพลหันมองหน้าเมียสาวอยู่ซักพักใหญ่ๆก่อนจะหันไปเรียกเด็กหนุ่มคนนั้น “เดี๋ยวๆ อย่าเพิ่งไป”

         

        พอได้ยินเสียงเรียก เด็กหนุ่มคนนั้นก็หยุดเดินก่อนหันหน้ากลับมามองแล้วพีระพลก็เดินตรงปรี่ไปหาก่อนจะพูด “เมื่อกี๊ขอโทษที ไม่ได้มีเจตนาจะดูถูกเลยนะ แค่อยากจะตอบแทบน้ำใจก็แค่นั้นเอง”

         

        เด็กหนุ่มคนนั้นก็ยิ้มรับก่อนตอบ “อ๋อ....ไม่เป็นไรครับไม่ต้องขอโทษหรอก ผมแค่หงุดหงิดนิดหน่อยก็แค่นั้นเอง”

         

        พีระพลจึงยิ้มตอบก่อนจะถามขึ้น “อืม.....นายซ่อมรถเป็นแล้วขับรถเป็นไหม”

         

        พอเด็กหนุ่มคนนั้นพยักหน้าหงึกๆ พีระพลก็พูดต่อ “งั้นเอางี้ไหมพอดีที่บ้านของพวกเราไม่มีคนขับรถ....นายจะมาทำไหมหล่ะ”

         

        เด็กหนุ่มคนนั้นตะลึงดวงตาเบิกโพลงก่อนรีบละล่ำละละลักตอบออกมาพร้อมกับน้ำตาที่เอ่อล้น“คะ....ครับ ทะ....ทำครับ ผมทำ ขอบคุณครับ ขอบคุณ”

         

        “เอ่อ...ว่าแต่นายชื่ออะไรหล่ะ” พีระพลเอ่ยถาม

         

        “วุฒิครับ...วุฒิ” วุฒิตอบพร้อมกับใช้หลังมือเช็ดปาดน้ำตาแห่งความดีใจที่ไหลอาบสองแก้ม

         

        ห้านาทีต่อมา ที่หน้าบ้านหลังใหญ่ ในคฤหาสน์โชติจิระนันท์

         

        “โอโหคะ...คฤหาสน์หลังนี้หรอกหรอครับ...บ้านคุณพลกับคุณถิงถิง ผมขับรถผ่านเห็นตั้งหลายครั้ง” วุฒิเงยหน้ามองคฤหาสน์หลังโตด้วยความตื่นตะลึงพร้อมกับเอ่ยเรียกชื่อของนายเหนือหัวทั้งสองคนหลังจากที่แนะนำตัวกันมาก่อนหน้านี้ในรถ

         

        “ใช่” พีระพลตอบ

         

        “แล้วงานของผมต้องทำอะไรบ้างครับคุณพล” วุฒิหันมามองหน้านายผู้ชายก่อนเอ่ยถามด้วยความกระตือรือร้น

         

        พีระพลยิ้มรับในความกระตือรือร้นของวุฒิก่อนจะหันไปพูดกับถิงถิง “ที่รักเข้าไปหยิบกุญแจห้องพักคนงานมาให้ผมหน่อยได้ไหม”

         

        ก่อนจะหันกลับมาหาวุฒิแล้วพูด “ก็ไม่มีอะไรมากหน้าที่หลักๆของนายก็แค่คอยตรวจเช็คสภาพและเช็ดทำความสะอาดรถในโรงจอดแล้วก็ขับรถให้พวกฉันก็แค่นั้นเองนอกจากนั้นก็คอยไปรับอาหารที่ภัตตาคารส่งมาแล้วเอาเข้าไปไว้ที่ห้องครัวส่วนเรื่องทำความสะอาดบ้านกับซักผ้าเดี๋ยวจะมีบริษัทเข้ามาจัดการเองนอกนั้นก็ไม่มีอะไรแล้ว แค่นี้แหล่ะ”

         

        วุฒิงุนงงเล็กน้อยจึงถามขึ้น “เอ่อ..คุณพลครับที่นี่ไม่มีคนงานคนอื่นเลยหรอครับ”

         

        พีระพลจ้องหน้าวุฒิก่อนตอบ “เมื่อก่อนมีสามคนแต่มีสองคนลาออกไปแล้วส่วนอีกคนเสียไปแล้วน่ะ แล้วพวกฉันก็ไม่ไว้ใจคนแปลกหน้าเลยไม่อยากจะจ้างใครเข้ามามั่วซั่วน่ะ”

         

        “แต่จ้างผม….คุณพลไว้ใจผมหรอครับ” วุฒิพูดขึ้นมาทันทีที่พีระพลพูดจบ

         

        พีระพลเอื้อมมือขึ้นไปจับที่หัวไหล่ของวุฒิพร้อมกับจ้องเข้าไปในดวงตาก่อนจะพูด“ฉันคิดว่าฉันดูคนไม่ผิด...ใช่ไหม”

         

        “คะ...ครับคุณพล” วุฒิรีบพยักหน้าพร้อมตอบรับกลับไป

         

        “ที่รักคะกุญแจมาแล้วค่ะ” ถิงถิงเดินตรงเข้ามาหาพร้อมกับยื่นกุญแจห้องพักคนงานให้กับพีระพล

         

        พีระพลหันมามองหน้าถิงถิงพร้อมกับยิ้มกรุ่มกริ่มก่อนจะพูดขึ้น “เอ่อ...พอดีว่าผมอยากเข้าห้องน้ำขึ้นมาพอดีน่ะเดี๋ยวคุณช่วยพาวุฒิเค้าเข้าไปดูห้องหน่อยนะ”

         

        ถิงถิงจ้องหน้าสามีอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะยิ้มรับแล้วหันมาพูดกับคนงานคนใหม่“ไป วุฒิ ตามพี่มา”

         

        พูดจบถิงถิงก็เดินนำวุฒิไปที่ห้องพักคนงานในทันทีส่วนพีระพลก็รีบวิ่งตรงเข้าไปในบ้าน แต่แทนที่จะเดินไปที่ห้องน้ำอย่างที่บอกเค้ากลับมายืนประจำการอยู่ที่หน้าต่างของห้องนั่งเล่นแทน…….

         

        “อ่ะนี่ห้องของวุฒิ” ถิงถิงพูดพร้อมกับผายมือให้วุฒิเห็นภายในของห้องพักคนงานก่อนจะพูดต่อ“เล็กไปหน่อย อยู่ได้นะ”

         

        วุฒิชะโงกหน้าเข้าไปดูในห้องก่อนหันมาพูดกับนายหญิง “โอยย ไม่เล็กหรอครับ ใหญ่กว่าห้องเช่าเดิมผมอีก”

         

        ถิงถิงยิ้มรับก่อนจะพูดต่อ “อืม...อยู่ง่ายก็ดีแล้ว”

         

        พูดคุยกันจบวุฒิก็เดินเข้าไปในห้องพักของตัวเอง ก่อนจะนึกถึงเรื่องงานขึ้นมาได้จึงถามถิงถิงที่ยังคงยืนอยู่หน้าห้อง“คุณถิงถิงครับแล้วพรุ่งนี้คุณพลไปทำงานกี่โมงครับ ผมจะได้เตรียมรถไว้ให้”

         

        ถิงถิงจึงตอบกลับ “ประมาณเจ็ดโมงครึ่งน่ะอ๋อ แต่ว่าพลเค้าขับรถไปทำงานเองน่ะ เค้าไม่ชอบให้ใครขับรถของเค้า”

         

        วุฒิพยักหน้ารับอย่างงงๆในหน้าที่ที่ตัวเองต้องรับผิดชอบแล้วถิงถิงก็ยิ้มก่อนจะพูด “งั้นพี่กลับขึ้นบ้านก่อนนะ”

         

        วุฒิก้มหัวให้ถิงถิงพร้อมกับพูด “ครับ คุณถิงถิง”…………

         

        “เป็นไงคะวุฒิแอบมองอะไรเมียบ้างไหม”ถิงถิงเอ่ยถามสามีหนุ่มขณะที่เค้ากำลังนั่งอยู่บนโซฟาตัวยาวในห้องนั่งเล่น

         

        พีระพลส่ายหน้าไปมาช้าๆก่อนจะพูดขึ้น “ไม่เลย”………..

         

        วันถัดมา

         

        วุฒิ คนงานคนใหม่ของคฤหาสน์โชติจิระนันท์ตื่นขึ้นมาแต่เช้าตรู่เพื่อจะได้ทำงานให้คุ้มกับค่าแรงที่พีระพลบอกว่าจะจ่ายให้มากกว่าที่เค้าเคยได้รับจากที่เดิมถึงหนึ่งเท่าตัวแต่ปรากฏว่าพอหลังจากที่พีระพลขับรถไปทำงานแล้วก็ไม่มีสิ่งใดให้เค้าได้ทำมากนักนอกจากวิ่งไปรับอาหารแล้วนำไปไว้ที่ห้องครัว

         

        เด็กหนุ่มวัยยี่สิบเอ็ดจึงเข้าไปเช็ดถูตรวจตราสภาพรถยนต์กว่าสิบคันที่จอดไว้ในโรงจอดรถแต่เพียงไม่นานงานของเค้าก็หมดลง

         

        ตอนเที่ยง

         

        ถิงถิงลงมากินข้าวตามเวลาปรกติ แต่ทว่าพอเดินลงมาถึงห้องอาหารของกินก็ถูกจัดวางไว้บนโต๊ะอาหารอย่างเรียบร้อยแล้ว

         

        “อ้าว! คุณถิงถิงลงมาแล้วหรอครับ” วุฒิทักทายนายสาวในขณะที่ถือเหยือกน้ำและแก้วน้ำมาวางไว้บนโต๊ะ

         

        “วุฒิจัดเองหรอ” ถิงถิงถามสั้นๆในขณะที่นั่งลงไปบนเก้าอี้

         

        “คะ...ครับ” วุฒิพยักหน้าพร้อมตอบรับ ก่อนที่จะเดินถอยฉากกลับไปในห้องครัว

         

        ครึ่งชั่วโมงผ่านไป

         

        ถิงถิงกินอาหารจนเสร็จเรียบร้อยจึงลุกขึ้นจากเก้าอี้เพื่อที่จะได้หยิบยกจานชามไปไว้ที่ห้องครัวแล้วใช้เครื่องล้างจานอัตโนมัติทำความสะอาดพวกมันเหมือนที่ทำมาในช่วงหลัง แต่ทว่า

         

        “คุณถิงถิงครับเดี๋ยวผมเก็บเองครับ” อยู่ดีๆวุฒิก็พุ่งออกมาจากในครัวแล้วพูดกับนายหญิงแสนสวยของตัวเองซึ่งถิงถิงก็พยักหน้ารับก่อนเดินไปนั่งเล่นที่ห้องรับแขกต่อ

         

        หลังจากล้างจานชามเสร็จ วุฒิก็เดินออกมาจากห้องครัวเพื่อจะได้เดินออกไปจากบ้านใหญ่แต่ทันทีที่เค้าเดินมาถึงห้องอาหาร เสียงของถิงถิงก็ดังเรียกมาจากในห้องนั่งเล่น “วุฒิ”

         

        เด็กหนุ่มรีบวิ่งตรงไปยืนอยู่ตรงหน้าของนายสาวก่อนเอ่ยถามอย่างตื้นเต้น“ครับ...คุณถิงถิง มีอะไรให้ผมรับใช้ครับ”

         

        ถิงถิงก็เงยหน้ามองก่อนตอบ “ปล่าวคือ...”

         

         “จะไปข้างนอกหรอครับ ให้ผมเตรียมรถให้เลยไหมครับ” วุฒิพูดแทรกขึ้นมา

         

        ถิงถิงทำหน้านิ่วคิ้วขมวดพร้อมกับจ้องตาของวุฒิก่อนพูดดุ “วุฒิ....ถ้าวันหลังพี่พูดอยู่....อย่าพูดแทรกเข้าใจไหม”

         

        วุฒิทำหน้าตกใจก่อนก้มหัวขอโทษพร้อมกับพูด “ขอโทษครับ คุณถิงถิง คราวหลังผมจะไม่ทำแล้วครับ”

         

        ถิงถิงยิ้มกว้างก่อนจะพูดต่อ “อืม....เข้าใจก็ดีแล้ว”

         

        พอเห็นนายหญิงยิ้มได้และไม่ได้พูดอะไรต่อ วุฒิจึงถามขึ้น “แล้วคุณถิงถิงมีอะไรให้ผมรับใช้อีกไหมครับ”

         

        “อ๋อ...ไม่มีพี่แค่จะถามว่า เมื่อวานนอนหลับสบายดีไหมก็แค่นั้นเอง” ถิงถิงถามขึ้น

         

        “อ๋อสะ...สบายดีครับ” วุฒิตอบกลับ

         

        “งั้นก็ไม่มีอะไรแล้วกลับไปที่ห้องของตัวเองเถอะจ๊ะ” พูดจบถิงถิงก็หยิบแม็กกาซีนที่วางไว้บนโต๊ะขึ้นมาอ่านต่อ……

         

        คืนนั้น

         

        พีระพลที่เลิกงานตามเวลาปรกติก็ขับรถเข้ามาจอดที่หน้าบ้านเหมือนเช่นที่ทำมาในช่วงหลังแต่ทว่าพอเค้าเดินลงมาจากรถ

         

        “คุณพลสวัสดีครับ” วุฒิเดินเข้ามาด้านหลังพร้อมเอ่ยทักนายหนุ่ม

         

        พีระพลก็หันไปมองก่อนจะทักตอบ “อืมวุฒิ หวัดดี”

         

        “คุณพลครับผมเอารถไปเก็บที่โรงจอดให้ไหมครับ” วุฒิเสนอตัว

         

        ตามปรกติตอนที่ลุงอ่ำอยู่มันก็ควรจะเป็นอย่างนั้น เพียงแต่ว่าในช่วงหลังที่ไม่มีเค้าพีระพลจึงเลือกที่จะจอดรถให้มันตากน้ำค้างตากลมที่หน้าบ้านของตัวเองด้วยเพราะว่าขี้เกียจเดินไปเดินมาระหว่างโรงจอดรถที่ห่างจากหน้าบ้านไปเพียงร้อยเมตร

         

        “อืม...ได้ซิเอ้านี่ กุญแจ ขอบใจนะ” พีระพลพูดตอบวุฒิก่อนยื่นส่งกุญแจรถให้เค้าไป

         

        วุฒิรับกุญแจรถพอร์ซมาไว้ในมืออย่างระมัดระวังก่อนเงยหน้าพูดกับนายหนุ่มอีกครั้ง“แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้ตอนเจ็ดโมงยี่สิบห้าผมจะเอามาจอดที่นี่ให้นะครับ”

         

        พีระพลยิ้มพร้อมกับพยักหน้าให้วุฒิ ก่อนที่หลังจากนั้นวุฒิจะขับรถของพีระพลเข้าไปจอดที่โรงจอดรถอย่างรวดเร็ว

         

        พีระพลเดินเข้ามาในห้องอาหารก็พบเห็น อาหารถูกจัดวางไว้บนโต๊ะอาหารอย่างเป็นระเบียบจึงถามเมียสาวที่นั่งรออยู่“ที่รัก คุณจัดเองหรอเนี่ย”

         

        ถิงถิงยิ้มพร้อมกับส่ายหัวช้าๆ ก่อนจะตอบ “วุฒิต่างหากหล่ะค่ะ”

         

        “อ๋อ...งั้นหรอกหรอ” พูดจบพีระพลก็หย่อนก้นลงไปบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามจากนั้นพวกเค้าก็เริ่มกินอาหารกันจนกระทั่งเสร็จเรียบร้อย

         

        “เดี๋ยวผมเก็บให้ครับ” เสียงของวุฒิที่ดังขึ้นมาจากในครัวทำเอาพีระพลที่กำลังเช็ดปากอยู่ถึงกลับสะดุ้งโหยง

         

        “โอเคงั้นฝากด้วยนะจ๊ะ พวกพี่จะขึ้นไปนอนกันแล้ว” ถิงถิงหันไปพูดกับวุฒิก่อนจะตรงเข้าไปลากตัวของสามีให้ลุกขึ้นมาจากเก้าอี้

         

        วุฒิจึงหันมามองนายทั้งสองก่อนก้มหัวให้พร้อมกับพูด “ราตรีสวัสดิ์ครับ คุณพล คุณถิงถิง”

         

        ที่ห้องนอนใหญ่

         

        “ที่รักวันนี้ วุฒิ เป็นไงบ้าง” พีระพลเอ่ยถามเมียสาวขณะกำลังถอดเน็กไทของตัวเองออก

         

        “ก็อย่างที่เห็นนั่นแหล่ะค่ะขยันขันแข็งดี แถมเชื่อฟังดีด้วย พูดอะไรก็ครับๆ” ถิงถิงที่ยืนอยู่ที่ด้านหลังตอบคำถามในขณะที่กำลังช่วยสามีถอดชุดสูท

         

        “ไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้นผัวหมายถึง วุฒิเค้าได้แอบมอง.....อะไรเมียบ้างหรือเปล่าน่ะ” พีระพลหันหน้ามาถามเมียสาว

         

        “นี่....อย่าคิดอะไรไม่ดีได้ไหมคะ วุฒิน่ะเค้าเป็นเด็กดีจะตายเค้าไม่บ้ากามเหมือนพวกลุงอ่ำหรือลุงชาติหรอกนะคะ” ถิงถิงพูดพร้อมกับใช้มือหยิกไปที่หลังของพีระพล

         

        “โอ๊ยๆๆเจ็บๆ” พีระพลร้องโอดโอยพร้อมกับขยับตัวหนีมือของเมียสาวก่อนหันมาพูด“มันก็ไม่แน่หรอกก็คุณยังไม่เคยแต่งตัวเซ็กซี่ๆให้เค้าเห็นเลยนี่นา…..รับรองนะว่าถ้าวุฒิได้เห็นคุณใส่ชุดเอ็กซ์ๆหล่ะก็ขี้คร้านจะวิ่งเข้าใส่เชียวหล่ะ”

         

        ถิงถิงส่ายหัวเมื่อได้ยินผัวโรคจิตพูดก่อนจะพุดขึ้นมา “นี่.....คุณผัวขา จะให้เมียใส่ชุดไปยั่วคนขับรถบ้านตัวเองหรอคะ.....เดี๋ยวมันก็เสียการปกครองหมดหรอก”

         

        พีระพลเดินเข้าไปโอบรัดร่างเมียสาวก่อนกระซิบบอก “งั้นก็แล้วแต่เมียจ๊ะ”

         

        ถิงถิงดีใจที่สามีโรคจิตยังคงอยู่ในปกครองของเธอ และถึงแม้ว่าเธอจะต่อว่าเค้าออกไปก่อนหน้านี้แต่ในใจเธอกลับอยากจะพิสูจน์เด็กดีที่ชื่อวุฒิคนนี้เข้าซะแล้ว………..

         

        หกวันถัดมา วันอาทิตย์ เวลา 9.54 น. ที่คฤหาสน์

         

        หลังจากกินข้าวเช้ากันจนเสร็จเรียบร้อยถิงถิงกับพีระพลก็พากันมานั่งอ่านหนังสือในห้องนั่งเล่น และในขณะที่พวกเค้าต่างอ่านหนังสือกันอยู่ด้วยความตั้งใจเสียงอะไรบางอย่างที่ดังขึ้นมาจากในสวนก็ดึงความสนใจพวกเค้าออกไป

         

        ถิงถิงที่อยากรู้ว่าเสียงนั่นมันคือเสียงอะไรจึงวางหนังสือลงไปที่โต๊ะแล้วลุกขึ้นไปดูที่หน้าต่างก่อนที่เธอจะหันมาเรียกสามี“ที่รักคะ ที่รัก มาดูนี่ซิ”

         

        พอได้ยินเสียงเมียเรียก หนุ่มหล่อจึงวางหนังสือที่อ่านอยู่ลงก่อนลุกขึ้นไปดูที่หน้าต่างบ้างแล้วเค้าก็ได้คำตอบว่าเสียงที่ดังขึ้นมาในสวนนั่นมันคืออะไร

         

        พวกเค้าทั้งคู่พากันเดินออกจากบ้านมาที่สวน ก่อนที่พีระพลจะตะโกนถาม “วุฒิ นั่นนายทำอะไรอยู่น่ะ”

         

        วุฒิที่กำลังใช้กรรไกรตัดกิ่งไม้ในสวนอยู่พอได้ยินเสียงเรียกของเจ้านายจึงรีบวางมันลงก่อนจะหันมาถาม “ครับ คุณพล มีอะไรให้ผมรับใช้ครับ”

         

        “ไม่มีๆ.....เมื่อกี๊ฉันถามว่านายกำลังทำอะไรอยู่ ไม่ได้ยินหรอไง” พีระพลถามย้ำอีกครั้ง

         

        “อ๋อ....ได้ยินครับได้ยิน ผมกำลังตัดกิ่งไม้ที่มันยาวเกินมาอยู่น่ะครับ” วุฒิตอบ

         

        “อืม.....นายทำสวนเป็นด้วยหรอเนี่ย ฉันนึกว่านายซ่อมรถเป็นอย่างเดียวซะอีก” พีระพลถามขึ้น

         

        “ก็พอเป็นอยู่บ้างครับตอนเด็กๆพ่อผมเค้าเคยทำสวนทำไร่น่ะครับ ผมก็เลยพอทำได้บ้าง” วุฒิตอบกลับไป

         

        “อ๋อ....มิน่าหล่ะถึงได้ใช้อุปกรณ์ทำสวนเป็น”พีระพลพูด

         

        วุฒิที่เข้าใจไปว่าพีระพลกำลังต่อว่าที่ทำนอกเหนือขอบข่ายงานที่ถูกสั่งจึงพูดพร้อมผงกหัวหงึกๆ“ขอโทษด้วยครับ....พอดีว่าผมเข้าไปทำความสะอาดในห้องเก็บของแล้วเห็นอุปกรณ์พวกนี้เข้า..แล้วพอเห็นว่าสวนมันรกๆผมก็เลยถือวิสาสะเอามันออกมาใช้น่ะครับ”

         

        ถิงถิงจึงรีบพูดขึ้นมา “เดี๋ยววุฒิ แล้วจะขอโทษทำไมหล่ะนั่น”

         

        วุฒิจึงเงยหน้ากลับขึ้นมามอง ก่อนที่จะตอบ “ผมนึกว่าจะโดนว่าที่ทำนอกเหนือคำสั่งน่ะครับ”

         

        “ฮ่าๆๆๆใครจะไปว่านายได้หล่ะ วุฒิ ฉันต้องขึ้นเงินเดือนให้นายซิถึงจะถูก” พีระพลหัวเราะร่าพร้อมกับพูดออกมา

         

        วุฒิรีบยกสองมือขึ้นมาโบกส่ายไปมาก่อนจะพูด “ไม่ต้องขึ้นหรอกครับ แค่ที่คุณพลให้ผมมาผมยังทำงานไม่คุ้มเงินเลยครับ”

         

        “ฮ่าๆๆๆๆฉันหล่ะชอบนายจริงๆเลย วุฒิ” พีระพลกล่าวชมเด็กหนุ่มจอมขยันก่อนจะพูดต่อ“ส่วนเรื่องเงินเดือนมากน้อยหรือว่าทำงานไม่คุ้มน่ะไม่ต้องไปคิดมากนักหรอกนะทำเท่าที่นายทำไหวก็พอ ไม่ต้องฝืน งานหลักก็แค่รอว่าถิงถิงจะออกไปซื้อของตอนไหนนายก็ขับรถให้ก็แค่นั้น ส่วนงานอื่นถ้าทำได้ฉันก็ขอบใจหล่ะกัน”

         

        วุฒิยิ้มแก้มปริก่อนจะพูดตอบ “เข้าใจแล้วครับคุณพล”

         

        พีระพลก็ยิ้มรับก่อนจะถามต่อ “เอ่อ....ว่าแต่ตอนนี้พ่อของนายอายุเท่าไหร่แล้วเนี่ย”

         

        วุฒิหุบยิ้มในทันทีก่อนจะตอบ “พ่อผมเค้าตายไปแล้วครับ....ตายไปเมื่อสี่ปีที่แล้วน่ะครับ”

         

        “อุ๊ย! ตายจริง เสียใจด้วยนะ” ถิงถิงร้องลั่นเอามือทาบอกพร้อมกล่าวแสดงความเสียใจก่อนจะถามต่อ“แล้วแม่หล่ะ”

         

        คราวนี้วุฒิยิ้มออกมาก่อนจะตอบ “แม่เค้าทิ้งผมไปตั้งแต่ผมเด็กๆแล้วหล่ะครับ”

         

        สองสามีภรรยาเงียบงันไปชั่วขณะเมื่อได้รู้ถึงเรื่องราวในอดีตของคนรับใช้คนใหม่ก่อนที่จะเป็นพีระพลที่ตั้งสติได้ก่อนจะพูดต่อ “ฉันขอโทษด้วยนะที่ถามอะไรโง่ๆออกไป”

         

        วุฒิรีบยกมือขึ้นมาโบกส่ายไปมาพร้อมกับพูด “ไม่ครับ ไม่ต้องขอโทษหรอกครับเรื่องมันผ่านมานานแล้วครับ ผมไม่ได้เสียใจอะไรแล้วครับ แฮะๆๆๆ”

         

        พอได้กลับมาเห็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะใสซื่อของเด็กหนุ่มจอมขยันก็ทำให้ถิงถิงกับพีระพลเริ่มจะผ่อนคลายลงมาบ้างจากนั้นพีระพลก็ถามขึ้น “นายกินเหล้าเป็นไหม”

         

        “เป็นครับ” วุฒิตอบ

         

        “เดี๋ยวเย็นนี้เข้าไปกินกับฉันในบ้านเข้าใจไหม” พีระพลพูดชวนแกมออกคำสั่ง

         

        “ได้ครับ” วุฒิตอบก่อนฉีกยิ้มกว้าง……..

         

        เย็นวันนั้น ในห้องนั่งเล่น

         

        หลังจากกินข้าวเย็นกันจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว พีระพลที่นั่งอยู่บนโซฟาโดยที่มีถิงถิงนั่งอ่านแม็กกาซีนอยู่ข้างๆก็กวักมือเรียกวุฒิที่เสร็จจากงานในครัวแล้วให้มาหา

         

        “วุฒิมานี่ มานั่งนี่” พีระพลเอ่ยเรียกพร้อมกับใช้มือตบไปที่โซฟาตัวข้างๆ

         

        วุฒิเดินตรงเข้ามาหาก่อนพูดด้วยท่าทีอ่อนน้อม “ผมนั่งที่พื้นก็ได้ครับ”

         

        “ไม่ต้องๆนั่งบนโซฟานี่แหล่ะ” พีระพลพูดบอกแกมบังคับเด็กหนุ่มจอมขยันไม่มีทางเลือกจึงหย่อนก้นลงไปที่โซฟาตามที่ถูกสั่ง

         

        จากนั้นพีระพลก็หันไปยกขวดเหล้าขึ้นรินใส่ในแก้วบรั่นดีแบบมีก้านทั้งสองใบที่วางเตรียมไว้ก่อนจะหยิบใบหนึ่งที่มีของเหลวสีน้ำตาลเข้มอยู่ครึ่งแก้วยื่นให้แก่วุฒิซึ่งเด็กหนุ่มขี้เกรงใจก็ยกสองมือขึ้นรับอย่างมีมารยาท

         

        “เติมน้ำแข็งไหม” พีระพลจ้องตาพร้อมเอ่ยถามวุฒิ

         

        วุฒิเพ่งมองของเหลวในแก้วก่อนตอบ “ไม่เป็นไรครับ”

         

        “ฮ่าๆๆเลือกได้ดี” พีระพลกล่าวชมวุฒิก่อนจะพูดอธิบายต่อ “รู้ไหมว่าสก็อตวิสกี้น่ะ ส่วนใหญ่เค้าต้องกินเพียวๆกัน...ถ้าใส่น้ำแข็งเข้าไปน่ะมันจะทำให้รสชาติเสีย เข้าใจไหม”

         

        วุฒิพยักหน้ารับก่อนจะเอ่ยถามบ้าง “เอิ่ม...ท่าทางจะแพงนะครับ ขวดนั้น”

         

        พีระพลเอื้อมมือไปจับขวดบรั่นดีที่อยู่บนโต๊ะก่อนพูด “ก็ไม่แพงเท่าไหร่หรอก น่าจะสามสี่แสนหล่ะมั้ง”

         

        วุฒิลมแทบจับตอนที่ได้ยินราคา แต่ก็ยังมีสติพอจะประคองแก้วบรั่นดีที่ถืออยู่ในมือไว้ได้เพราะในชีวิตนี้เหล้าที่เค้าเคยกินแพงสุดก็ราคาเกินพันไปนิดหน่อยแค่นั้นเอง

         

        “เอ้า....ดื่ม” พีระพลยกแก้วบรั่นดีชูขึ้นก่อนจะพูดกับวุฒิซึ่งวุฒิก็ยกแก้วชูตอบก่อนที่จากนั้นทั้งสองจะยกกระดกมันลงไปในคอ

         

        “โห....หอมมากเลยครับแถมนุ่มมากด้วย” วุฒิอธิบายถึงรสชาติหลังจากกระดกบรั่นดีราคาแพงลงไปในลำคออึกใหญ่

         

        “ใช่ไหมหล่ะหอมกลิ่นเชอร์รี่นำตามด้วยรสมอลต์ สมกับเป็นเกล็นฟาคลาส ปี 55 จริงๆ” พีระพลพยักหน้ารับก่อนอธิบายยาวเหยียด ซึ่งวุฒิที่เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างก็พยักหน้ารับหงึกๆ

         

        หลังจากดื่มบรั่นดีกันไปได้ซักพักบนสนทนาในวงเหล้าก็เริ่มต้นโดยส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องราวของวุฒิที่พีระพลกับถิงถิงคอยผลัดกันถาม

         

        โดยที่ใจความของบทสนทนาที่ได้ก็คือวุฒิเป็นเด็กที่เกิดและเติบโตที่ต่างจังหวัดในแถวๆภาคอีสานพออายุได้สองขวบแม่ผู้ให้กำเนิดก็ทิ้งเค้าและพ่อไปโดยไม่ได้บอกถึงสาเหตุด้วยเหตุนั้นพ่อที่มีอาชีพทำไร่ทำสวนจึงเลี้ยงดูวุฒิมาเพียงลำพัง

         

        แต่แล้วเมื่อวุฒิเรียบจบมัธยมต้นได้ไม่นานพ่อที่เป็นเสาหลักของบ้านก็มาล้มป่วยด้วยโรคมะเร็งไป ทำให้วุฒิไม่มีทางเลือกต้องออกจากโรงเรียนเพื่อมาหาเงินรักษาพ่อแต่โชคยังดีที่น้าชายของเค้าที่เพิ่งจะกลับจากทำงานที่กรุงเทพเข้ามาจัดการค่ารักษาพยาบาลของพ่อเค้าให้ และด้วยความที่น้าของเค้าเป็นช่างซ่อมรถเค้าจึงสอนวิชาทั้งหมดที่เค้าร่ำเรียนมาให้แก่วุฒิ และด้วยความขยันหมั่นเพียรวุฒิเรียนไปได้ไม่นานก็สามารถซ่อมแซมรถยนต์ได้ราวกับช่างมืออาชีพ

         

        แต่ทว่าพอเวลาผ่านไปได้เพียงสองปี พ่อของวุฒิก็จากโลกนี้ไปอย่างสงบวุฒิที่ในตอนนั้นไร้ซึ่งพ่อแม่และอยากจะหาเงินด้วยตัวเองจึงได้ไปบอกเล่าให้น้าของเค้าฟังก่อนที่น้าของเค้าจะฝากฝังให้เค้ามาทำงานอยู่ที่อู่ของคนที่รู้จักกันในกรุงเทพ

         

        “อืม....งั้นหรอกหรอ” ถิงถิงกล่าวเสริมเมื่อวุฒิเล่าจนจบก่อนจะหันไปเห็นพีระพลที่นั่งอยู่ข้างๆคอพับไปซะแล้วจึงเขย่าตัวพร้อมร้องเรียก“ที่รัก ที่รักคะ”

         

        แต่เรียกไปเท่าไหร่สามีสุดหล่อก็ไม่มีท่าทีจะฟื้นถิงถิงจึงถอนหายใจก่อนจะพูด “เฮ้ออ....กินไม่ดูตัวเองเลย”

         

        วุฒิที่ดื่มไปแค่เพียงสามแก้วจึงพูดขึ้น “คุณถิงถิง....งั้นเดี๋ยวผมแบกคุณพลขึ้นไปส่งบนห้องให้นะครับ”

         

        พอสาวหมวยพยักหน้ารับ วุฒิก็ตรงปรี่เข้าไปแบกร่างของพีระพลที่เมาหลับใหลขึ้นจากโซฟามาไว้บนหลังก่อนที่เค้าจะเดินตามถิงถิงที่เดินนำทางไปที่ห้องนอนของพวกเค้า

         

        ด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ที่มีมากล้นในเส้นเลือดทำให้วุฒิที่เดินตามหลังถิงถิงมองจ้องบั้นท้ายงามงอนที่บิดส่ายไปมาที่ซ่อนอยู่ในเดรสรัดรูปจนทำให้เค้าเริ่มที่จะคึกคักขึ้นมาตามประสาเด็กหนุ่มวัยกลัดมัน

         

        “อ่ะห้องนี่แหล่ะจ๊ะ” ถิงถิงเดินตรงไปเปิดประตูห้องนอนใหญ่ก่อนหันมาพูดกับวุฒิ

         

        วุฒิโอบประคองร่างไร้สติของนายหนุ่มไปวางไว้บนเตียงอย่างแผ่วเบาโดยที่มีนายหญิงคอยช่วยอีกแรง และในจังหวะที่พีระพลล้มตัวลงไปบนเตียงเค้าก็ “$#%$^&+$$#”

         

        เสียงงึมงำอะไรซักอย่างในลำคอของพีระพลทำให้ถิงถิงเผลอโน้มตัวลงไปเอาหูแนบเพื่อฟังเสียงจากปากของเค้า

         

        และด้วยความที่ชุดที่ถิงถิงใส่มันเป็นเดรสสายเดี่ยวคอกว้าง พอเธอโน้มตัวลงต่ำทีร่องอกขาวก็ปรากฏแก่สายตาของคนขับรถคนใหม่อย่างชัดเจน

         

        ตอนยังไม่เมาอาจจะพอครองสติไว้ได้บ้างว่าร่องอกที่เค้ากำลังจ้องมองอยู่มันเป็นของใครแล้วเค้าที่เป็นลูกจ้างควรจะรักษามารยาทอย่างไรแต่วุฒิที่ในตอนนี้มีบรั่นดีราคาแพงแฝงอยู่ในร่างกลับไม่สามารถจะรับรู้ถึงสิ่งนั้นได้

         

        “หา! พูดอะไรน่ะคะ ที่รัก ไม่เห็นรู้เรื่องเลย” ถิงถิงเงี่ยจนหูจะหลุดเข้าไปอยู่ในปากของสามี แต่ก็ยังไม่สามารถจะจับความได้จึงพูดบ่นออกมา

         

        ก่อนที่เธอจะเหลือบไปเห็นสายตาของวุฒิที่จ้องมองมาที่เรือนกายของเธอแต่ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่วุฒิก็สังเกตเห็นสายตาของนายหญิงที่มองมาเช่นกัน

         

        วุฒิรีบละสายตาจากร่องอกขาวอวบก่อนเงยหน้ามองหน้าถิงถิงแล้วพูด “คุณถิงถิงครับ งะ...งั้น ผะ....ผมขอตัวก่อนนะครับ”

         

พูดจบเด็กหนุ่มก็วิ่งออกจากห้องไปด้วยความรวดเร็วทิ้งให้ถิงถิงอยู่กับความรู้สึกร้อนวูบวาบในกายที่มีชายอื่นลอบมองเรือนร่างตัวเองต่อไป

คล้ายกับเรื่องพายุสวาท คฤหาสน์ราคะ ที่คุณอ่าน