บรรยากาศเต็มไปด้วยความเงียบงัน ทั้งสองสบตากัน ประกายข้างในฉายให้เห็นถึงความสงสัยและสับสน สุดท้ายก็เป็ฝ่ายเด็กสาวปริศนาที่กล่าวปฏิเสธ
“ ชั้นไม่ได้ชื่อ “จัน” นายจำคนผิดแล้ว ”
พอได้ยินคำตอบ มาวินก็เริ่มขบคิด แม้เด็กสาวคนนี้จะมีใบหน้าคล้ายจัน แต่ชุดกังฟูแดงลายัทองที่สวมใส่ ไม่น่าจะเป็การแต่งกายปกติของผู้คนบนโลก นั่นก็แปลว่า....เขายังอยู่ใน The Dark World
“ เฮ้อ..... นั่นสินะ ไม่น่าใช่อยู่แล้ว จันมาที่นี่ไม่ได้แน่ๆ ”
ความเงียบปกคลุมสภาวการณ์อีกครั้ง แต่ในที่สุด เด็กหนุ่มก็ทำลายมันด้วยการกล่าวเนือยๆ
“ จำได้ว่า....ชั้นโดนอัดจนสลบอยู่ในเมือง เธอเป็คนช่วยชั้นเหรอ ”
“ ใช่ นายสลบไปเกือบวัน กินไอ้นี่ซะสิ ” เด็กสาวโยนโคนขาสัตว์ย่างท่อนเขื่องให้
เด็กหนุ่มเหลือบมองสภาพของมันแวบหนึ่ง จากนั้นก็ซัดเนื้อย่างอย่างเอร็ดอร่อย โดยไม่ถามซักคำว่ามันมาจากสัตว์อะไร จะว่าไป นี่นับว่าเป็อาหารรสเลิศที่สุดในรอบหนึ่งอาทิตย์
ระหว่างที่มาวินต่อชีวิตด้วยอาหารอยู่นั้น เด็กสาวปริศนาก็เอ่ยถามเรียบๆ ท่าทีไร้อารมณ์
“ แล้วนายจะทำยังไงต่อ ”
มาวินเหลือบมองคู่สนทนาแวบหนึ่ง ก่อนจะตอบกลับมาเบาๆ
“ ทำตามแผนเดิม นั่นก็คือ.....หาทางกลับบ้าน ”
“ กลับไปหา “จัน” คนสำคัญของนายใช่มั้ย ” เด็กสาวปริศนาถามต่อ
มาวินสะดุ้งโหยง หลากหลายอารมณ์ที่ปรากฏในดวงตาเรียวถูกส่งไปให้เด็กสาวปริศนา โดยมีกองไฟขวางกั้น แต่ไม่นาน เด็กหนุ่มก็หลบเลี่ยง
“ จันเป็แค่เพื่อนของชั้น ”
เด็กสาวปริศนามองมาวิน ใบหน้าของเธอดูนิ่งขรึมและเรียบเฉยจนไม่อาจคาดเดาถึงอารมณ์ จากนั้นก็ถามต่อ
“ แล้วนายจะกลับไปหาเพื่อนได้ยังไง ”
มาวินนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง เขากำลังชั่งใจว่าจะเล่าแผนการของตัวเองดีมั้ย สุดท้ายก็ตัดสินใจเฉลย เพราะคิดว่า....ถึงเด็กสาวคนนี้รู้ไป ก็ไม่น่ามีผลอะไร
“ ระหว่างที่อยู่ในเมือง ชั้นได้ยินชาวบ้านพูดว่า....ที่ตอนกลางของทวีปมีดินแดนหนึ่งชื่อ “แคว้นเยอมาเนีย” ซึ่งเป็สถานที่ที่มีวิทยาการสูงสุด อาจทำให้ชั้นกลับบ้านเกิดได้ จึงเร่งขอทาน เพื่อนำเงินมาเป็ค่าเดินทาง ”
“ ฮะๆ ” เด็กสาวปริศนาหัวเราะเบาๆ
“ หัวเราะอะไร ” เด็กหนุ่มถามห้วนๆ สีหน้าดูขุ่นเคือง
“ ก็หัวเราะในความไร้เดียงสาของนายน่ะสิ คิดว่าสิ่งที่ทำ มันง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ ” เด็กสาวชี้แจงช้าๆชัดๆ
“ มันยากยังไง ” เด็กหนุ่มพยายามถามอย่างใจเย็น แต่น้ำเสียงที่พ่นออกมา ดูคล้ายการตะคอกซะมากกว่า
“ ประการแรก เศษเงินอันน้อยนิดที่ได้จากการขอทาน มันช่วยให้นายถึงจุดหมายได้เร็วแค่ไหน มีวิธีหาเงินที่ดีกว่านั้นเช่น.....รับภารกิจจากหัวหน้าชุมชน ชนะการประลองหรือการแข่งขันต่างๆ ถ้ามีฝีมือเฉพาะด้าน ก็สามารถสร้างผลงานระดับมาสเตอร์ออกมาขายได้ ” เด็กสาวปริศนาร่ายยาวถึงวิธีการหาเงินแบบอื่น
“ เออ ก็ใช่ แต่เมื่อดูจากสภาพ คงรู้แล้วว่าชั้นไม่มีความสามารถใดๆที่จะหาเงินด้วยวิธีที่เธอพล่ามมา” มาวินตอบเสียงแข็ง
“ อืม..... เื่นี้ก็พอรู้ เพราะถ้ามีความสามารถอยู่บ้าง คงไม่ต้องมานั่งขอทานแลกเศษเงินแบบนี้ จะว่าไป มันก็ยังมีเหตุผลอื่นที่ทำให้นายไปไม่ถึงแคว้นเยอมาเนีย"
" อะไร " มาวินถามห้วนๆ ท่าทางไม่พอใจ
" ข้อแรก......ตลอดการเดินทางที่ยาวไกล นายจะพบกับอันตรายมากมาย อาจต้องสู้กับมอนสเตอร์หรือศัตรูระดับสูง ” เด็กสาวอธิบายต่อ เธอจงใจเน้นคำว่า “มอนสเตอร์และศัตรูระดับสูง”
พอได้ฟัง มาวินก็ถึงกับกลืนน้ำลายลงคอหลายเฮือกใหญ่ เขาเองก็พอรู้เหตุผลข้อนี้อยู่บ้าง เด็กสาวปริศนาจึงเว้น่นิดนึง ก่อนจะอธิบายต่อ
“ ด้วยความที่ไม่มีทักษะอะไรเลย แถมระดับพลังก็ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน จึงเป็ไปไม่ได้ที่นายจะรอดจนถึงแคว้นเยอมาเนีย ”
เด็กหนุ่มเงียบกริบ เพราะสิ่งที่เด็กสาวพูดมา เป็ความจริงทุกประการ ทว่าเธอก็ยังคงกล่าวต่อ
“ ส่วนเหตุผลข้อสองคือ......นายไม่รู้เส้นทาง ”
“ เฮ้อ มันก็จริงของเธอ แต่ชั้นไม่มีทางเลือก ถึงยังไง ก็ต้องไปแคว้นเยอมาเนียให้ได้ เพราะที่นั่นน่าจะเป็เมืองเดียวในโลกที่สามารถส่งชั้นกลับบ้านได้ ” มาวินถอนหายใจ พลางตอบกลับมาด้วยท่าทางที่ดูเด็ดเดี่ยว ทว่าเสียงที่เปล่งออกมากลับแ่เบา คล้ายคนที่ขาดความมั่นใจอย่างรุนแรง
“ สรุป....นายคิดจะเดินทางต่อ แม้ว่าต้องตาย อย่างงั้นหรือ ” เด็กสาวย้อนถามเสียงเข้ม ดวงตาคมกร้าวจับจ้องมาวินแน่วนิ่ง ทำให้เด็กหนุ่มต้องเบือนหน้าหนี เพราะยิ่งมองมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้เขานึกถึง “จัน” มากเท่านั้น
“ ใช่ ชั้นไม่มีทางเลือก ” เด็กหนุ่มตอบกลับ ทั้งที่หันหน้าไปทางอื่น
เด็กสาวปริศนายังคงไม่ละสายตา คล้ายว่ากำลังใคร่ครวญถึงบางสิ่งอย่างหนักหน่วง เวลาต่อมา เธอก็เสนอตัว
“ เอาล่ะ ชั้นจะช่วยนายเอง ”
“ หา..... ช่วยชั้น ช่วยยังไง ” เด็กหนุ่มสะดุ้งเฮือก ภายในใจแอบคิด “ยัยนี่เพี้ยนรึเปล่า ไม่รู้จักกันซักหน่อย จะมาช่วยทำไม”
“ ปกติชั้นไม่อยู่ร่วมกับใคร แต่ครั้งนี้ คงต้องยกเว้น ชั้นจะฝึกวิชาให้เป็เวลาหนึ่งเดือนเพื่อให้นายพอมีฝีมือ จะได้รอดชีวิตจนถึงที่หมาย ตกลงตามนี้ ” เด็กสาวปริศนาพูดเองเออเอง ทำให้มาวินถึงกับเอ๋อรับประทาน แต่ไม่นาน เขาก็ดึงสติกลับมาและตอบตกลง
“ เออ… เอาก็เอาฟะ ถึงยังไง เราก็ไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้วนี่ ”
สองหนุ่มสาวต่างพากันเงียบ พวกเขาไม่ได้เอ่ยคำใดออกมา เมื่อเวลาล่วงไปถึงดึกสงัดความง่วงก็เข้ามาเยือนจิตใจ ทำให้ทั้งสองเข้าสู่นิทรารมย์อย่างง่ายดาย โดยมีเสียงจิ้งหรีด เรไร คอยขับกล่อมอยู่รอบตัว
……………………….
ทันทีที่แสงแรกของดวงอาทิตย์สาดส่องลงสู่พื้นโลก มาวินก็รู้สึกตัวตื่น ไม่ใช่ว่าเขาเป็คนนอนไว แต่เป็เพราะถูกเท้าหนักๆฟาดเข้ามาที่แก้มก้น เด็กหนุ่มรีบเหลือบมองบุคคลที่ปลุกด้วยวิธีพิสดาร จึงพบว่าคนๆนั้นก็คือ.....เด็กสาวปริศนานั่นเอง
“ เตะทำไมฟะ ชั้นกำลังหลับสบายอยู่เลย ” เด็กหนุ่มลุกขึ้นมาโวยวาย
“ ตื่นได้แล้ว จะฝึกมั้ย เหลือเวลาอีกแค่เดือนเดียว ” เด็กสาวถามเสียงแข็ง สีหน้าเครียดขึ้ง
“ ฝึกจ้า ฝึก เหอๆ ” เมื่อเจอคนจริงแบบนี้ มาวินก็หือไม่ออก
……………………….
เด็กสาวปริศนาพามาวินลัดเลาะไปตามทาง เวลาผ่านไป 10 นาที เธอก็มาถึงน้ำตกแห่งหนึ่งที่สูงประมาณตึกสิบชั้น ตลอดสายน้ำที่หลั่งไหลลงมา มีโขดหินทับซ้อนกันอย่างบรรจงเบื้องล่างมีแอ่งใหญ่รองรับอยู่ พื้นผิวน้ำแลใสสะอาดตา อันเป็ภาพที่ดูวิจิตรสวยงาม ราวกับเทพสร้างสรรค์ ถ้าไม่ติดภารกิจฝึกวิชา เด็กหนุ่มหัวเขียวคงแก้ผ้าโดดน้ำเล่นไปแล้ว
“ ว้าว..... สวยจังเลย เธอเป็คนเมืองนี้เหรอ ถึงได้รู้ทางเป็อย่างดี ” มาวินถาม
“ ไม่หรอก ชั้นมาเจอที่นี่เมื่ออาทิตย์ก่อน แต่อย่าคุยเื่นี้เลย เริ่มฝึกวิชาได้แล้ว ” เด็กสาวตัดบท
“ มาสิ รออยู่เลย ท่านอาจารย์ ” มาวินกล่าวสัพยอก พลางส่งยิ้มกวนๆให้ หลังกินอิ่มนอนหลับเพียงคืนเดียว ก็ทำให้ความเกรียนเริ่มกลับมา
“ ขั้นแรก ให้นายเข้ามาซัดชั้น ” เด็กสาวกล่าวเรียบๆ นับว่าเป็การฝึกที่แสนประหลาด
“ หา.......ให้ชั้นอัดเธอ ” เด็กหนุ่มอ้าปากกว้าง
“ ใช่ เข้ามาอัดให้สุดแรงเลย ชั้นอยากดูฝีมือของนาย ” เด็กสาวชี้แจง พร้อมย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อตั้งท่าต่อสู้
“ ก็ได้ ชั้นจะแสดงฝีมืออันล้ำเลิศให้ดู รับรองว่าเธอต้องอึ้งอย่างแน่นอน ฮะๆ ” เด็กหนุ่มกอดอกหัวเราะเบาๆ พร้อมคุยโม้โอ้อวดสารพัด แต่ไม่ทันจะฟุ้งต่อ ก็เกิดเหตุบางอย่าง
“ พลั้ก ”
" โอ๊ย "
เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสนั่น ตามมาด้วยเสียงร้องด้วยความเ็ปของมาวิน แน่นอนมันเกิดจากการพุ่งเข้ามาต่อยขวาตรงของเด็กสาวปริศนา กำปั้นกระแทกดั้งจมูก ทำให้เด็กหนุ่มถึงกับหน้าย่นและเซถอยหลังไปเล็กน้อย
“ ติดประมาท ไม่ระวังคู่ต่อสู้ ถ้าเจอศัตรูระดับสูง นายตายไปแล้วหนึ่งครั้ง ” เสียงของเด็กสาวแ่เบา แต่ก็เฉียบขาดอยู่ในที
“ หน็อย....ยัยบ้านี่ ” มาวินเริ่มยั้ว เขาจึงพุ่งเข้าไปรัวหมัดใส่ด้วยกระบวนท่าที่ดูสะเปะสะปะ
เด็กสาวปริศนาโชว์ความพลิ้วด้วยการโยกหลบหมัดที่ปล่อยออกมาอย่างง่ายดาย และถ้าสังเกตให้ดี จะพบว่าสองขาของเธอไม่ได้ขยับจากจุดที่ยืนเลยซักนิด
“ การโจมตีมั่วซั่ว ไร้จุดหมาย ไร้กระบวนท่าและไร้ความคิด ” เด็กสาวตำหนิไป หลบไป
“ หน็อยแน่ นี่ นี่ นี่ รับไป ” เด็กหนุ่มโหมสุดแรง เพื่อปล่อยหมัดถี่รัว คราวนี้มั่วหนักจนถึงขั้นหลับตาต่อย
“ ปึก ”
เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังขึ้นมาอีกครั้ง พอมาวินลืมตา จึงพบว่าหมัดขวาที่เหวี่ยงออกไปไม่ได้ปะทะเป้าหมาย แต่ถูกเด็กสาวจับไว้ได้ต่างหาก
“ ปล่อยๆ ” มาวินสะบัดมือ แต่กำปั้นกลับไม่หลุดจากอุ้งมือแกร่ง ราวกับว่ามือของทั้งคู่ถูกเชื่อมติดเป็เนื้อเดียวกัน
“ หน็อย ไม่ปล่อยใช่มั้ย นี่แน่ะ ” มาวินยิ่งสู้ยิ่งรน เขาใช้มืออีกข้าง ต่อยไปที่ใบหน้าของเด็กสาว ทว่ามือข้างนั้นก็ถูกเด็กสาวปริศนาคว้าจับได้อีก
“ ปึก ”
“ ปล่อย ” เด็กหนุ่มพยายามดึงสองมือออก แต่ก็ไร้ผล กำลังของเด็กสาวเหนือกว่าเขามาก
“ อีกประการ ไร้กำลังโดยสิ้นเชิง ” เด็กสาวพูดจบ ก็ยกขาขึ้นสูงเหนือหัว จากนั้นเตะตวัดไปที่ใบหน้าของมาวิน
“ ปึก ปึก ปึก........ ”
เด็กสาวตวัดเตะอยู่สิบกว่าที โดยที่มาวินไม่สามารถหลบได้เลย เพราะมือทั้งสองถูกล็อกติดจนขยับไม่ออก พอสิ้นเพลงเท้า เด็กหนุ่มก็ทรุดฮวบลงไปนั่งคุกเข่า ดวงตาเหม่อลอย
“ สุดท้าย ความอดทนของร่างกายต่ำ แค่เตะเบาๆไม่กี่ที ก็ร่วงซะแล้ว ” เด็กสาวปริศนาเหลือบแลมาวินเล็กน้อย ก่อนแจงสรรพคุณที่อ่อนด้อยให้เด็กหนุ่มรับฟัง จากนั้นก็ปล่อยมือ
จังหวะที่เด็กสาวปล่อยมือ มาวินก็รีบสปริงกายถอยหลังออกมาตั้งหลักโดยเร็ว
“ โอ้.... แต่เื่ความเ้าเล่ห์ ถือว่าสอบผ่าน ” เด็กสาวปริศนากล่าวชม เธอยอมรับว่าใเล็กๆที่เด็กหนุ่มใช้แผนแกล้งทำเป็ว่าแย่ แล้วถอยหนีในยามศัตรูเผลอ
“ แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก ” เด็กหนุ่มหอบเหนื่อย ใจจริงอยากโม้ต่อ แต่ก็พูดไม่ออก เพราะเมื่อกี้ เขาเกือบสลบด้วยเพลงเท้าของเด็กสาวอยู่แล้ว ขอเพียงโดนเตะแบบนั้นอีกซักสองสามทีเป็อันว่าหลับแน่นอน
“ ยัยคนนี้ทั้งแข็งแกร่งและว่องไว เราเทียบไม่ติดเลย จะทำยังไงดีนะ คิดสิคิด ” ถึงตอนนี้มาวินเลิกโมโห เลยใคร่ครวญได้มากกว่าเดิม เด็กหนุ่มตรึกตรองอยู่ไม่นาน ก็นึกออก จึงแสร้งกล่าวด้วยท่าทางที่ดูมั่นใจ
“ เธอแข็งแกร่งกว่า ประสบการณ์สูงกว่า ฝีมือทักษะก็ดีกว่า แต่ในด้านความเร็ว เธอไม่ชนะชั้นหรอก ”
“ คิดอย่างนั้นจริงเหรอ ไม่น่าเชื่อว่านายจะไม่รู้จักตัวเองขนาดนี้ ” เด็กสาวตอบกลับ น้ำเสียงแฝงแววเย้ยหยัน
“ ก็ลองพุ่งใส่กัน เพื่อวัดความเร็วสิ แล้วเธอจะรู้เอง ชั้นยังมีทีเด็ดซ่อนอยู่อีกเยอะ ” เด็กหนุ่มร้องท้าทาย พร้อมรอยยิ้มที่ไร้กังวล
“ ได้สิ ชั้นจะออมมือให้ เอาแค่จุกเท่านั้น เพราะถ้าแรงเกินไป อาจถึงขั้นสลบ จะเสียเวลาฝึกซะเปล่าๆ ” เด็กสาวพูดจบ เธอก็ย่อตัวลงเล็กน้อย เพื่อเตรียมพุ่งเข้ามาโจมตี
“ ได้เลย ชั้นจะเริ่มนับ พอถึง 3 ก็มาวัดกัน ” มาวินย่อตัวลงบ้าง เพื่อเตรียมพุ่งเข้าใส่
“ 1 ”
เด็กหนุ่มเว้น่นิดนึง ก่อนจะนับต่อ
“ 2 ”
่เวลานั้นมีแต่ความเงียบงัน ในหัวของทั้งสองมีแต่คู่ต่อสู้เบื้องหน้า
“ 3 ”
ทันทีที่สัญญาณนับสามดังขึ้น เด็กสาวก็พุ่งเข้าหามาวินด้วยความเร็วสูง หวังตุ้ยท้องให้ลงไปนอนกองในหมัดเดียว ทว่าเกิดเหตุมหัศจรรย์ จังหวะที่เข้าถึงตัว ร่างของเด็กหนุ่มก็พลันหายไป เหลือเพียงต้นไม้ใหญ่เบื้องหน้า
“ เฮ้ย ” เด็กสาวใ พลางเบรกตัวโก่ง
ระหว่างที่สาวปริศนากำลังสงสัยว่าเด็กหนุ่มหายไปไหน ทางด้านซ้ายก็ปรากฏเงาร่างที่พุ่งเข้ามา เค้าคนนั้นก็คือ"มาวิน"
ปฏิกิริยาที่รวดเร็ว สั่งให้เด็กสาวหมุนตัวเตะใส่ร่างบางทันที เท้าหนักๆกระแทกสีข้างของเด็กหนุ่ม
“ พลั๊ก ”
ความรุนแรงของเพลงเท้า ส่งผลให้มาวินลอยละลิ่วไปกลางอากาศราวสามเมตร จากนั้นก็ไถลไปกับพื้นอีกหลายตลบ
“ อุ้บ อีกนิดเดียวเอง อู้ย...... ” เด็กหนุ่มนึกเสียดายที่แผนการของเขาล้มเหลว
เด็กสาวปริศนามองมาวิน ประกายตาแฝงแววตระหนก ใจนึกหวาดหวั่น
“ เกือบไปแล้ว ในจังหวะสุดท้าย หมอนี่ไม่ชนตรงๆ แต่กลับหลบออกข้าง เพื่อหลอกให้เราพุ่งชนต้นไม้ หลังจากนั้นก็ตามเข้ามาอัดซ้ำ นี่ถ้าพุ่งสุดตัว ก็คงชนเต็มเปา แล้วก็เข้าแผนของมัน ถึงไม่เป็มวย แต่ก็มีมันสมองในการอ่านเกม วิเคราะห์คู่ต่อสู้และวางแผน นับว่าเป็คนที่น่ากลัวไม่ใช่น้อย ”
“ เหอๆ ชั้นลงไปนอนจุกตามที่เธอคาด ชั้นแพ้จริงๆ แล้วจะเอายังไงต่อ อู้ย..... ” มาวิฝืนกายลุกขึ้นยืน อาการจุกเสียดที่บังเกิด ทำให้พูดไม่ค่อยออก เด็กสาวจึงรีบปรับอารมณ์ให้เป็ปกติ แล้วตอบเรียบๆ
“ รู้ตัวก็ดีแล้ว เราจะได้เริ่มฝึกต่อ”
“ เริ่มฝึกอะไรล่ะ ” มาวินทวนคำ
“ ฝึกพื้นฐานกังฟูด้วยท่านั่งม้า ” เด็กสาวแจง
“ หา ที่นี่มีม้าด้วยเหรอ ” มาวินอ้าปากค้าง เขาดูใมิใช่น้อย
“ ก็ใช่น่ะสิ เลิกเยิ่นเย้อ แล้วดูตัวอย่างให้ดี ” เด็กสาวปริศนาติดใจในคำพูดของมาวิน แต่เธอก็ตัดบทด้วยการย่อตัวลงต่ำ เข่าที่ยื่นออกไปตั้งตรง ท่วงท่าคล้ายการนั่งบนหลังม้า แขนทั้งสองข้างงอเข้ามา เหมือนกำลังง้างหมัด เพื่อเตรียมต่อย
“ ว้าว ท่าเท่อ่ะ ” เด็กหนุ่มอุทานดัง พร้อมยิ้มกว้าง เพราะท่าทางดังกล่าว ดูเจ๋งในสายตาของเขา
“ เอ้า รีบทำตาม เร็วเข้า ” เด็กสาวร้องเร่ง
“ โอเคเลย โคตรเท่อ่ะ ชักอยากฝึกแล้วสิ ” เด็กหนุ่มรีบทำตามทันที
“ ดีมาก ” เด็กสาวเปลี่ยนมายืนตรง พร้อมกอดอก สายตาสำรวจท่านั่งม้าของเด็กหนุ่ม
“ อ้าว แล้วไงต่อ ” มาวินถาม
“ ทำท่านี้ไปเรื่อยๆจนกว่าชั้นจะสั่งให้พอ ” เด็กสาวตอบเรียบๆ สีหน้าเคร่งขรึมจนดูน่ากลัว
“ อ้าว แล้วเธอไม่ฝึกเหรอ ” มาวินไม่วายสงสัย
“ นี่มันท่าพื้นฐานสำหรับพวกมือใหม่แบบนาย ชั้นไม่ต้องฝึก ” เด็กสาวบอกปัด เธอรู้สึกรำคาญเล็กน้อย
“ อ้อ แล้ว…” เด็กหนุ่มเตรียมถามต่อ
“ ไม่ต้องพูดมาก ทำต่อไป ขืนพล่ามอีกที นายได้หลับตรงนี้แน่ ” เด็กสาวลั่นคำกร้าว พร้อมยกกำปั้นขึ้นขู่ ส่งผลให้ใบหน้าของมาวินซีดเผือด
..............................……….
การทำท่านั่งม้าเป็เวลาสองชั่วโมง ทำให้มาวินรู้สึกเมื่อยขบ เหงื่อไหลโทรมกาย แต่ด้วยความมุ่งมั่น เลยทำให้เด็กหนุ่มทนฝึกต่อไป โดยไม่ปริปากซักคำ
มาวินทำท่านั่งม้าข้างน้ำตกใสไหลเย็นอยู่ตามลำพัง เนื่องจากเด็กสาวปริศนาได้ปลีกตัวไปที่อื่น ขณะที่พลังกายใกล้ถึงขีดจำกัด ก็มีเสียงห้าวๆดังขึ้นที่ด้านหลัง
“ ดีมาก หยุดพักได้ ”
“ เฮ้อ..... ” มาวินจดจำได้ทันที เ้าของเสียงนี้คือเด็กสาวปริศนา เขาจึงทิ้งตัวลงนั่งบนพื้น จากนั้นก็นวดสองขาของตนเอง เพื่อคลายอาการเมื่อยขบ
“ เป็ไงบ้าง ” เด็กสาวปริศนาเอ่ยถาม
“ เมื่อยบรรลัยเลย ชั้นน่าจะค้างอยู่ในท่านี้ซักสองชั่วโมงล่ะมั้ง นี่ก็แปลว่านักสู้กังฟูคงมีขาที่แข็งแรงกันทุกคน ” เด็กหนุ่มก้มหน้าพูด สองมือยังคงนวดขาอย่างต่อเนื่อง
“ คงงั้น นายกินไอ้นี่ก่อน พักซักครู่ เดี๋ยวเราจะฝึกต่อ ” เด็กสาวพูดจบ ก็โยนเนื้อที่ดูบางๆยาวๆให้เด็กหนุ่ม
“ เฮ้ย อะไรเนี่ย ” พอมาวินััสิ่งที่เด็กสาวโยนให้ เขาก็ใจนร้องเสียงหลง เพราะมันคือปลาตัวเขื่องที่ดูประหลาด ใบหน้าปูดโปนผิดรูปจนน่าเกลียด แต่ก็ผ่านการย่างไฟจนส่งกลิ่นหอมชวนกิน
“ ถ้าจะโวยว่าไม่อร่อยหรือเลือกกิน ก็อดไปตามระเบียบ เพราะของกินที่หาได้ในตอนเช้ามีแค่นั้น อ้าว..... เฮ้ย ” เด็กสาวปริศนานึกว่ามาวินจะเื่มาก ที่ไหนได้ พอหันไปอีกที เด็กหนุ่มก็สวาปามปลาตัวนั้นอย่างรวดเร็วจนมันหายไปครึ่งตัว
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/jalando.darksidewriter.version2
