บทที่ 8 อาหารมื้อแรก
เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากวิ่งรอบลานเสร็จ ทหารส่วนใหญ่เริ่มอ่อนเพลียเสียแรง นั่งหอบเหนื่อยอยู่รวมกันเป็กระจุก ปลายจมูกของคนส่วนใหญ่ฟุดฟิดเหมือนหมูจะกละ วันนี้โรงครัวดูพิเศษสดใหม่ กลิ่นอาหารหอมโชยมาตามลม ชายฉกรรจ์ที่ไม่เคยใส่ใจรสชาติอาหารต่างออกอาการพิรี้พิไรใคร่รู้ ว่าวันนี้โรงครัวทำอาหารประเภทใด
ไม่นานเกินรออาหารหม้อใหญ่ถูกยกมาตั้งบนเพิงไม้ที่ถูกสร้างให้เป็จุดแจกจ่ายอาหาร ดวงตาหรี่แคบของทั้งกองพลเหลือกโลนลุกวาวเป็มัน ผักนานาชนิดผัดรวมกับธัญพืชห้าสีได้อย่างลงตัว แป้งทอดที่ไหม้เกรียมกำลังดีน่าจะเข้ากันได้ดีเชียว
เพียงแค่คิดน้ำลายก็ไหลเป็ทางแล้ว เมื่อก่อนทนกินเกี๊ยวน้ำที่แข็งเหมือนหิน ไม่รู้ว่ากินเข้าไปได้อย่างไร คิดไปพลางก็เคี้ยวไปพลาง มีจำนวนไม่น้อยที่เบียดเสียดกันขออาหารเพิ่มอีกชุด
"วางใจเถอะ อาหารของเรามีเหลือเฟือ" ลี่หลินยิ้มตาหยีภูมิใจในฝีมือทำอาหารของตัวเอง พลางเอื้อนเสียงเป็มิตรจัดระเบียบพลทหารที่แย่งกันต่อคิวเพิ่มอาหาร
เคร่ง!
ชามกระเบื้องถูกทุ่มลงพื้นอย่างแรง หนึ่งในพลทหารรุ่นพี่แสดงออกชัดเจนว่าไม่พอใจ เขาไม่สนว่าอาหารมื้อนี้จะมีรสชาติแตกต่างจากเดิมอย่างไร เขาสนก็เพียงแต่หนานซีแห่งนี้ จะปล่อยให้ใครอื่นได้รับความสนใจมากกว่าตนเองไม่ได้ หลายปีมาแล้วที่ทหารรุ่นน้องต้องเรียกเขาว่า 'ลูกพี่ใหญ่' และคอยประเคนอาหารส่วนของตัวเองให้ การกระทำเหล่านี้ให้ความรู้สึกดีชนิดที่ไม่สามารถอธิบายออกมาเป็คำพูดได้
แต่ดูอย่างวันนี้ไม่มีใครหน้าไหนยินดีแบ่งอาหารของตัวเองให้เขาเฉกเช่นที่ควรจะเป็ ยิ่งได้เห็นใบหน้าที่ยิ้มระรื่นของพลทหารหน้าใหม่ก็ยิ่งไม่พอใจ คนส่วนใหญ่ใช้สรรพนามเรียกฝั่งตรงข้ามในเชิงเอ็นดูว่า 'เ้าจ้อย' ก็ยิ่งทำให้รู้สึกหงุดหงิดหัวเสียเป็บ้า!
"ไม่เห็นจะอร่อยตรงไหน! รสชาติก็ทั่ว ๆ ไป สำหรับข้ามันแย่ซะยิ่งกว่าเกี๊ยวน้ำที่เคยกินซะอีก" ชายหนุ่มเริ่มเอื้อนเสียงตำหนิ แกว่งเท้าหาเสี้ยนระดมพวก
"พี่ใหญ่กล่าวหนักเกินไปแล้ว คนส่วนใหญ่ก็พอใจกันทั้งนั้น แล้วท่านคิดว่าตัวเองเป็ผู้ใดหรือ ถึงได้กล้าทำลายข้าวของ" ลี่หลินยิ้มสู้แต่วาจาที่นางลั่นตอบก็ดูยียวนไม่ใช่น้อย
"กล่าวหาเช่นนี้ได้อย่างไร ชามในมือที่หล่นแตกเป็ของส่วนตัว มิใช่ทำลายข้าวของกองทัพเสียหน่อย อย่างนี้จะนับว่าทำลายข้าวของได้อย่างไร ทางที่ดีหนูสกปรกที่เพิ่งเข้ามาใหม่เช่นเ้า อยู่อย่างมดปลวกไร้ปากไร้เสียงจะดีกว่า" ชายหนุ่มยกริมฝีปากยิ้มเหยียดขณะลั่นวาจาดูแคลน
วิธีเรียกร้องความสนใจของคนผู้นี้ช่างน่าสมเพชนัก คงมีแต่พวกโง่เท่านั้นที่ดูไม่ออก ลี่หลินคร้านจะสนใจจึงไม่ได้โต้ตอบ ใบหน้าของนางทำเมินเฉย หันกลับไปตักอาหารลงชามให้พลทหารคนอื่นที่ยังต่อแถวรอกิน
แต่ยิ่งลี่หลินทำเช่นนั้นก็ยิ่งเหมือนหักหน้าคนอื่น นางทำราวกับว่าคนผู้นั้นไม่มีตัวตน ความไม่พอใจของคนใฝ่ต่ำเพิ่มพูนเป็เท่าทวีคูณ เดินเบียดเสียดแทรกตัวเข้าไปอยู่หน้าสุด จากนั้นออกแรงผลักลี่หลินล้มก้นกระแทกพื้นอย่างแรง
"ท่านแม่ทัพ นางกำลังถูกรังแก ให้ข้าไปลากเ้าสุนัขนิสัยเสียคนนั้นมาลงโทษตอนนี้เลยดีหรือไม่" น้ำเสียงของเหยียนจงดังแทรกขึ้นมาจากด้านหลัง
แม่ทัพใหญ่กับแม่ทัพรองยืนกอดอกซุ้มดูสถานการณ์อย่างเงียบเชียบอยู่อีกมุมหนึ่ง มีเพียงไฉเฉิงที่ใจเย็น…เอาแต่ยืนดูสถานการณ์ได้อย่างไร้กังวล ต่างจากเหยียนจงที่ออกอาการลุกลี้ลุกลนชัดเจน นั่นก็เพราะเหยียนจงไม่อาจทนเห็นสตรีที่เคยช่วยชีวิตผู้เป็นายถูกรังแกต่อหน้าต่อตาได้
"คิดว่าสตรีที่กล้าปลอมตัวเป็ชายเข้าร่วมกองทัพ จะทนให้ผู้อื่นรังแกได้ง่าย ๆ งั้นหรือ จงอดทนดูต่อไป ข้าก็อยากจะรู้นักว่านางจะออกกระบวนท่าขนานใด สั่งสอนเ้าลูกสุนัขเรื้อนคนนั้น"
ไฉเฉิงเผลอแสยะยิ้มมุมปากจนเห็นรอยบุ๋มข้างแก้ม ดูเหมือนว่าในสายตาของไฉเฉิงที่มองนาง จะซุกซ่อนความรู้สึกยกย่องและภาคภูมิใจเอาไว้ไม่น้อย
"ให้ตายเถอะ! ข้าอุตส่าห์จะอยู่อย่างสงบ ไม่ก่อเื่ให้ท่านแม่ทัพไม่พอใจ แต่ตัวข้าดันถือคติที่ว่า ฆ่าได้หยามไม่ได้!" ลี่หลินกัดฟันพูด ดวงตาของนางมาดหมายไม่ยอมคน
หลังจากถอนหายใจยาว ๆ ออกมาทีหนึ่ง พลทหารจำแลงอย่างอันลี่หลินใช้กำลังภายในดีดตัวขึ้นยืนด้วยส้นเท้าหลัง ชั่วพริบตาเดียวก็กลับมายืนกอดอกทะนงตนต่อหน้าเ้าสุนัขขี้เรื้อนจอมหาเื่ ท่าทีหยิ่งผยองเหล่านี้ทำให้ลูกพี่ใหญ่ที่ทุกคนยอมก้มหัวให้ไม่พอใจจนควันออกหู ชายหน้าหงิกหูแดงเปิดฉากด้วยการสวนหมัดเข้าไปที่พวงหน้าฝั่งซ้ายของฝ่ายตรงข้าม
หนนี้ไม่เหมือนเมื่อครู่ นอกจากลี่หลินจะหลบทันยังสวนสองหมัดถลุงเบ้าตาเ้าคนเกเรจนเซล้มไม่เป็ท่า เสียงเชียร์และเสียงหัวเราะของคนรอบข้างดังระงม นั่นยิ่งทำให้เขาไม่พอใจและยิ่งยอมแพ้ไม่ได้ หากเป็ฝ่ายยอมถอยเสียเองคงกลายเป็ขี้ปากของคนในกองทัพไปตราบชั่วชีวิต คิดได้เช่นนี้ก็ตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืน มือหนึ่งสาวกำปั้น มือหนึ่งคว้าของมีคม ปลายกระบี่เล็งไปที่ใบหน้าอันขาวนวลของเ้าทหารตัวจ้อย
ไหนเลยจะยอม ลี่หลินแกว่งเท้าไปข้างหน้า เสยปลายรองเท้าบูตกะเทาะคมกระบี่ ร่างที่เบาหวิวยืนบนปลายกระบี่อย่างช่ำชอง กะเทาะเท้าหนึ่งหนเสยคางข้างฝ่ายได้อย่างง่ายดาย ปิดท้ายด้วยเตะตัดขา เล่นงานเ้าคนเกเรจนบิดริมฝีปากคว่ำเจียนจะร่ำไห้หามารดา คนประเภทนี้เหมาะแก่การมุดเข้าไปอยู่ในรกของสตรีมากกว่าที่จะมาเป็ทหารในกองทัพ
เสียงปรบมือเฮลั่น ฐานทัพหนานซีแห่งนี้ถือกำเนิดต้าเกอคนใหม่ ใคร ๆ ก็พลิกแพลงลิ้นปานกิ้งก่าเปลี่ยนสี พร้อมอกพร้อมใจเรียกลี่หลินว่า ‘พี่ใหญ่’ แทนเ้าลูกสุนัขขี้เรื้อนคนนั้น
“ที่ไหนกัน ๆ คนกันเองทั้งนั้น” ลี่หลินยิ้มแป้น ประสานฝ่ามือสองข้างเข้าหากันเป็ท่าคารวะ จากนั้นค้อมศีรษะเล็กน้อย แสดงไมตรีต่อเพื่อนพ้องชาวค่าย
ลั่นวาจาเพียงเท่านี้ก็ทำให้คนหมู่มากเลื่อมใสและนับถือได้ง่าย ๆ เพราะนอกจากลี่หลินไม่ยโสทระนง ยังอ่อนน้อมถ่อมตนรู้จักพินอบพิเทา ชนิดที่ว่าดีมาดีตอบ ต่างจากลูกพี่ใหญ่ที่นอนกลิ้งเหมือนอย่างหมา หากเป็เมื่อก่อนเขาคงลั่นวาจาเปรียบเทียบ ยกตนข่มท่าน ไม่เคยเห็นหัวผู้ใด ดังนั้นลี่หลินจึงกลายเป็ดาวดวงใหม่ที่เจิดจรัสซื้อใจคนส่วนมากได้ในระยะเวลาอันสั้น
“ช่างมีพร์จริงๆ” เหยียนจงยืนยิ้มพลางปรบมือเบา ๆ อย่างไร้เสียง พร้อมหลุดปากเอ่ยชมอย่างนับถือ
ครั้นเหม่อลอยไปกับเหตุการณ์ต่อสู้ด้านหน้า กว่าจะรู้ตัว...ผู้เป็นายอย่างมู่ไฉเฉิงก็เดินนำลิ่วไปก่อนแล้ว ท่านแม่ทัพผู้น่าเกรงขามเดินตรงเข้าไปในวงชุลมุน สีหน้าและแววตามาดหมายจะทำบางเื่ ทหารส่วนใหญ่ที่เห็นผู้บัญชาการต่างรู้สึกขนหัวลุกขนหัวพองไปตาม ๆ กัน
พี่น้องทั้งหลายเริ่มกระเถิบถอยหนีทีละก้าว ััได้ถึงพลังงานบางอย่างที่ไม่อาจต้านทานได้ ไฉเฉิงเดินเหินมาประชิดตัวลี่หลิน พลางกอดอกอยู่ด้านหลัง ลี่หลินยังไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำว่ากำลังถูกเพ่งเล็ง นางยังเอาแต่เท้าสะเอวยิ้มตาหยีด้วยความภาคภูมิใจในความสามารถของตนเอง
“อาหารเหลือตั้งเยอะ พวกท่านจะรีบไปไหนกัน” น้ำเสียงวอแวเรียกไล่หลังพลทหารที่กระจัดกระจายกันไปคนละทิศคนละทาง
ไม่ทันได้หายสงสัย เสียงเย็นะเืดังมาจากด้านหลัง ปลายติ่งหูของลี่หลินเสียววาบประหนึ่งมีคนจุดไฟลน นางตระหนกฉับพลันเร่งหันหลังขวับไปมองเ้าของเสียงด้วยจิตใจพะว้าพะวัง ดวงตาอันงามละเอียดแหกกว้างด้วยความประหม่าเมื่อเห็นว่าผู้มาเยือนเป็มู่ไฉเฉิง
“ตามข้าไปหลังค่ายบัดเดี๋ยวนี้”
แก๊งทหารพ่อครัวตัวผอมอีกเก้าคนได้แต่ห่อไหล่หดหัวด้วยความเจียมตัว ทั้งเก้าพยายามจะสื่อด้วยกิริยาท่าทางว่า ‘พวกข้าไม่เกี่ยวข้องนะขอรับ’ แม้แต่สบตาท่านแม่ทัพยังไม่กล้า เพียงทั้งคู่เดินจากไปเท่านั้นแหละ สหายทหารพ่อครัวได้แต่จับกลุ่มสุมหัวเสวนากันจนปากลื่น
“คราวซวยของเ้าสิบ! พวกทหารรุ่นพี่เล่าว่า ท่านแม่ทัพเรียกพบผู้ใดเป็การส่วนตัว ล้วนไม่มีใครรอดออกมาได้ เช่นนั้นก็หมายความว่าเ้าสิบคงไม่รอดแล้วนะสิ!” สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สหายทหารพ่อครัวทั้งเก้าไม่อาจวางใจ ไหน ๆ ก็อยู่ฝ่ายเดียวกันแล้ว อย่างไรก็ต้องหาทางช่วยลี่หลิน (เ้าสิบ) ให้จงได้!