พันธมิตรอย่างนั้นรึ?
เปาเฟิงกลอกตา สีหน้าครุ่นคิดอย่างอดมิได้ข้อเสนอนี้ถือเป็อะไรที่ยิ่งใหญ่นัก แถมองค์ชายสองก็ยังดูจริงใจมากอีกด้วยเกรงว่าตราบใดที่ไม่ทรยศอีกฝ่าย เหตุการณ์เฉกเช่นแม่ทัพที่สิบสามคงไม่เกิดขึ้น
แน่นอนว่านี่เป็สิ่งที่ใครๆก็คิดได้เปาเฟิงจึงมองว่าองค์ชายสองมิใช่คนที่เลวร้ายเพราะหากเป็เขาๆก็คงจะตัดสินใจในแบบเดียวกัน ยิ่งอยู่ในสถานภาพแบบนี้ด้วยแล้วยิ่งแล้วใหญ่เลย
กล่าวอีกนัยคือหากลังเลเพียงนิด...นั่นย่อมหมายถึงความตาย!
สําคัญเลยคือข้อเสนอนี้หากเป็องค์ชายสามมาแทนมันย่อมไม่มีทางเกิดขึ้น และออกมาในรูปแบบอื่นก็เป็ได้
เปาเฟิงจึงมองว่าองค์ชายสองผู้นี้ทุ่มสุดตัวทีเดียวไม่อย่างนั้นแล้วอีกฝ่ายคงไม่แม้แต่ลงทุนเดินทางมาถึงที่นี่ด้วยตัวเองกระทั่งเอ่ยปากเชิญชวนในสถานะที่แตกต่าง ไม่ใช่ทั้งลูกน้องหรือนายจ้างแต่เป็พันธมิตร!
เท่าเทียมอย่างถึงที่สุด!
สิ่งนี้ย่อมหมายความแล้วว่าองค์ชายสองให้ความสําคัญแก่ทุกคน!
กระนั้นเปาเฟิงก็ยังต้องคิดถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาหากตัดสินใจที่จะเป็พันธมิตรกับองค์ชายสอง สิ่งที่จะตามมาล้วนไม่อาจคาดเดาได้แต่ที่แน่ๆคือ เขาต้องกลายเป็ศัตรูกับองค์ชายสามอย่างแน่นอน
และนั่นไม่ใช่เื่ดีแม้แต่น้อย!
อย่างไรก็ตามการไม่เลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งและถือตัวเป็กลาง แม้จะดูชาญฉลาด แต่นั่นมันก็แค่ข้ออ้างของคนขี้ขลาดเท่านั้นยิ่งอนาคตที่ไม่แน่นอนแล้วยิ่งแล้วใหญ่เลย โดยเฉพาะในดินแดนมหัศจรรย์แห่งนี้เกรงว่าหากตัดสินใจเยี่ยงนี้ ภายภาคหน้าผลลัพธ์ย่อมไม่อาจคาดเดาได้เผลอๆอาจแย่ยิ่งกว่าการตัดสินใจเลือกเข้าร่วมกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งดังนั้นแล้วตอนนี้คําตอบจึงมีเพียงหนึ่งเดียว…
ครุ่นคิดอย่างรอบคอบ!
“ขอเวลาข้าไตร่ตรองสักหน่อย’’สุดท้ายเขาก็กล่าวออกไป
“ย่อมได้...ข้าหวังว่าในวันพรุ่งนี้ก่อนที่ข้าจะออกเดินทางข้าจะได้รับคําตอบจากเ้า และหวังว่ามันจะเป็การตัดสินใจที่ดี’’องค์ชายสองไม่ได้ฝืนที่จะเสนออันใดอีกเขาพยักหน้าให้กับการตัดสินใจอันชาญฉลาดของเด็กหนุ่มเพราะหากเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปแล้ว ก็ต้องเตรียมใจรับผลลัพธ์ที่จะตามมา
แน่นอนว่าอนาคตย่อมไม่มีใครล่วงรู้การไตร่ตรองอย่างถึงที่สุดจึงเป็สิ่งที่ควรพึงทํา
“จริงสิน้องเจ็ดได้ฝากบางสิ่งมาถึงเ้าด้วย’’ ครู่ต่อมาองค์ชายสองนึกขึ้นได้ถึงเื่สําคัญบางอย่าง มันจึงนําบางสิ่งออกมา
พริบตา ยันต์แผ่นหนึ่งได้ปรากฏมันเต็มไปด้วยลวดลายอาคมลึกลับก่อนปลดปล่อยกลิ่นอายแห่งความเก่าแก่ดั่งโบราณกาลออกมา
ััได้ถึงกลิ่นอายโบราณกาลและเห็นสิ่งที่ไม่อยู่ในความทรงจํา เปาเฟิงก็ชะงักไปก่อนค่อยๆเผยให้เห็นถึงความประหลาดใจ และอยากรู้
เห็นเช่นนั้นองค์ชายสองจึงยิ้มกล่าวทันทีว่า
“สิ่งนี้คือยันต์บันทึกเสียง มันสามารถที่จะบันทึกข้อความที่้าฝากเอาไว้ได้แน่นอนว่าของสิ่งนี้เป็สิ่งที่หายากยิ่ง และแม้ว่าจะมีเงินมากมายก็ยากนักที่จะกล่าวได้ว่า สามารถซื้อมันได้ แต่ด้วยฐานะของน้องเจ็ดในตอนนี้การได้มันมาจากสํานักเทียนเฉินย่อมไม่ใช่เื่ยากดังนั้นยามที่เ้าสามารถเอาชนะาเมื่อสามวันก่อนได้น้องเจ็ดก็ได้ฝากฝังมันไว้ให้กับข้า เพื่อที่จะให้ข้านํามันมาให้กับเ้า’’
“แล้วข้าจะสามารถใช้งานมันได้เช่นไร?’’เปาเฟิงถามออกไป เขาค่อนข้างให้ความสนใจกับสิ่งๆนี้ไม่น้อย
ยันต์แผ่นหนึ่งที่สามารถบันทึกเสียงได้?
ดินแดนมหัศจรรย์แห่งนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ!
“นั่นง่ายดายนักน้องชายเพียงแค่ต้องเข้าสู่สภาวะ ‘ตั้งมั่น’ และส่งสมาธิบางส่วนไปที่มันเท่านั้น’’องค์ชายสองส่งยันต์บันทึกเสียงให้แก่เด็กหนุ่ม ก่อนจะยิ้มอ่อนหัวเราะเบาว่า “เช่นนั้นข้าขอตัว…’’
เขาย่อมรู้ดีว่าน้องเจ็ดของเขาเป็คนเช่นไรดังนั้นข้อความเสียงที่อยู่ในนั้นย่อมไม่ต้องพูดถึงเกรงว่าหากเขาอยู่ฟังมันด้วยคงจะไม่ใช่เื่ดีสักเท่าไหร่
เขาจึงออกปากกล่าวลาและออกจากเรือนรับรองไปในทันที
“องค์ชายสองผู้นี้ดูเหมือนจะไม่ได้สนใจเื่ของข้ากับเฉินเมิ่งเฟยสักเท่าใด…’’มองไปยังบุรุษหนุ่มชุดเขียวที่จากไป เปาเฟิงก็ส่ายหัวก่อนจะมองไปยังแผ่นยันต์ในมือของเขา“ยันต์บันทึกเสียง...ข้าขอดูหน่อยเถอะว่าเฉินเมิ่งเฟยจะฝากข้อความเช่นใดไว้!’’
เพียงนึกคิดเขาก็ได้เข้าสู่สภาวะ ‘ตื่นรู้’ โดยทันที!
ฉับพลันเมื่อยันต์บันทึกเสียงในมือได้ถูกเด็กหนุ่มส่งสมาธิบางส่วนเข้าไปทันใดนั้นมันก็ได้ลอยออกจากมือของเขา ขึ้นสูงเหนือศรีษะอย่างรวดเร็ว
พรึ่บ!
พริบตาบนแผ่นยันต์ได้ปรากฏเปลวเพลิงขึ้น มันค่อยๆเผาทําลายยันต์ไปอย่างช้าๆ
แน่นอนว่าใน่เวลาเดียวกันนํ้าเสียงเ็าสายหนึ่งที่ราวกับไม่แยแสสิ่งใดก็ได้ถูกส่งออกมาจากแผ่นยันต์ที่กําลังมอดไหม้!
“การที่เ้าสามารถรักษาเกียรติแห่งเทพาเอาไว้ได้หมายความแล้วว่าชะตาของเราไม่อาจมากันได้อีก…’’
สิ้นเสียงตัวยันต์ก็กลายเป็เถ้าธุลีและหายไปในความว่างเปล่าทันที
ขณะเดียวกันสีหน้าของเปาเฟิงก็เ็าขึ้น
ชะตาของเราไม่อาจมากันได้อีก?
ช่างเป็การดูถูกและมองข้ามอย่างแท้จริง!
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเฉินเมิ่งเฟยผู้นั้นเห็นเขาเปาเฟิงเป็ได้เพียงความว่างเปล่าเท่านั้น ซํ้ายังกล้าที่จะกล่าวราวกับเขามิใช่มนุษย์ที่อยู่ในโลกเดียวกัน
เป็การเหยียดหยามที่เ็านัก!
โดยไม่รู้ตัวหมัดของเด็กหนุ่มค่อยๆกําแน่นขึ้นจนปรากฏเส้นเืให้เห็นก่อนใบหน้าที่เ็าเผยประกายตามุ่งมั่นออกมา
“เฉินเมิ่งเฟย...ในเมื่อเ้ากระทํากับข้าราวกับอากาศธาตุข้าจะแสดงให้เห็นว่าเ้ามิใช่ผู้เดียวที่สามารถกําหนดเส้นทางของตัวเองได้!’’
ชะตาของเราไม่อาจมากันได้อีก?
คอยดูเถอะ...สักวันหนึ่งเ้าจะรู้ว่าเ้ามิใช่ผู้เดียวที่สามารถหยิ่งยโสไม่เห็นหัวใครก็ได้!
พริบตานั้นจากเด็กหนุ่มที่คิดแค่ว่าจะเปลี่ยนชีวิตให้ต่างจากเดิม ได้กลับกลายเป็ว่าถูกความดูถูกนี้ปลุกบางสิ่งบางอย่างที่ไม่อาจเหนี่ยวรั้งได้ขึ้นมา...เส้นทางแห่งการฝึกตน!
บัดนี้หัวใจที่ใฝ่หาเส้นทางแห่งการฝึกตนอย่างแท้จริงของเด็กหนุ่ม...ได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นโดยสมบูรณ์แล้ว!
นับแต่นี้ไปไม่ว่าจะเป็ความยากลําบากเพียงใด เขาจะฟันฝ่าพวกมันไปให้ได้!
นี่แหละเส้นทางแห่งการฝึกตนของเขา!
…
ขณะเดียวกันณ ภายในตําหนักหลังหนึ่ง ซึ่งโออ่าใหญ่โตเกินคณานับ ได้ปรากฏเงาของคนสองคนขึ้น
หนึ่งเป็กู่ฉิงเฟิงที่รีบนําเื่การเอาชนะเฉินเมิ่งิของเปาเฟิงมารายงาน
ส่วนอีกคนเป็ชายวัยกลางคนที่ร่างกายสูงใหญ่ มีใบหน้าหล่อเหลาที่เผยความดุดันให้เห็นสําคัญคือกลิ่นอายที่ปลดปล่อยออกมาจากร่าง มันเป็กลิ่นอายแห่งชีวิตที่บริสุทธ์ของ...ร่างกายที่ถือกําเนิดขึ้นใหม่!
ผู้เชี่ยวชาญในระดับเขตแดนััชีวิต!
และบุรุษผู้นี้ก็คือ องค์จักรพรรดิแห่งอาณาจักรนภาคราม!
เห็นได้ชัดว่านอกจากแลดูไม่ธรรมดาแล้วเขายังทําให้กู่ฉิงเฟิงแสดงความนอบน้อมและเคารพอย่างสุดซึ้งออกมาได้อีกด้วย
ครู่ต่อมาใบหน้าหล่อเหลาดุดันขององค์จักรพรรดิ ทรงเผยให้เห็นถึงความเข้าใจบางอย่างก่อนตัดสินใจกล่าวว่า
“เช่นนั้นเ้าไปนําเฟิงเอ๋อร์มาพบข้าเสียหน่อย’’
“ได้พะยะค่ะฝ่าา!’’
กู่ฉิงเฟิงขานรับด้วยท่าทีนอมน้อมและรีบออกไปในทันที
หลังจากที่ชายชราออกไปใบหน้าดุดันขององค์จักรพรรดิก็ได้เผยให้เห็นถึงความประหลาดใจและยินดีอย่างอดมิได้ขึ้น
“ในที่สุดเฟิงเอ๋อร์ก็สามารถเปลี่ยนชะตาได้…’’
…
ดั่งเวลาที่พัดผ่าน…
เพียงชั่วเวลาครึ่งก้านธูปเปาเฟิงได้ถูกกู่ฉิงเฟิงนําพาเข้าสู่ตําหนักจักรพรรดิ
ระหว่างทางเปาเฟิงจึงได้รับการทักทายและแสดงความเคารพจากขุนนางนับไม่ถ้วนยิ่งเมื่อทั้งหลายััได้ถึงกลิ่นอายแห่งการฝึกตนที่เปลี่ยนไปบนร่างของเขาไม่ว่าจะเป็ใครหรือตําแหน่งใหญ่โตแค่ไหน พวกมันล้วนเข้ามาแสดงความยินดีด้วย
ดังนั้นในไม่ช้าข่าวที่ว่าองค์ชายฟื้นตัวจากการาเ็แล้วจึงแพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็ว
“ท่านพ่อ!’’หลังจากที่มาถึงและััได้ถึงกลิ่นอายของผู้เชี่ยวชาญแห่งเขตแดนััชีวิตเปาเฟิงก็เรียกชายวัยกลางคนที่อยู่ห่างออกไปในทันที
ชายวัยกลางคนที่เห็นก็พยักหน้าด้วยรอยยิ้มก่อนส่งสายตาเป็นัยให้แก่กู่ฉิงเฟิง
กู่ฉิงเฟิงทราบได้ทันทีว่าฝ่าาทรงหมายความว่าอะไร มันจึงหมุนกายจากไปอย่างรวดเร็ว
“เฟิงเอ๋อร์ดูเหมือนการาเ็สาหัสนั่นจะเป็ผลดีกับลูกนะ’’
เมื่อชายชราจากไปแล้วเปาฉวนก็หัวเราะกล่าวอย่างอบอุ่น
ทําไมเขาจะไม่รู้ล่ะว่าเหตุผลทั้งหมดที่ทําให้เกิดปาฏิหาริย์นี้ขึ้นเป็ผลมาจากการบาดเจ็ดสาหัสนั่น?
เปาเฟิงก็คิดไว้แล้วว่าหลายคนต้องมองเป็เช่นนี้เขาจึงหัวเราะกล่าว
“เรียนท่านพ่อหลังจากที่ข้าฟื้นคืนสติ ไม่เพียงอาการาเ็จะบรรเทาลงอัตราการดูดซึมกลิ่นอายฟ้าดินยังเพิ่มมากขึ้นอีกด้วยนี่จึงเป็เหตุที่ทําให้ข้าสามารถทะลวงระดับขึ้่นมาได้’’
มันเป็เพียงเหตุผลเดียวที่สามารถทําให้ใครหลายคนเชื่อได้
ใบหน้าที่ยังแฝงความสงสัยให้เห็นอยู่ของเปาฉวนพลันสลายหายไปหมดสิ้นดูเหมือนจะเป็ไปอย่างที่เขาคาดดังนั้นเขาจึงพยักหน้าอย่างยินดีให้แก่บุตรชายของเขา ก่อนถามอย่างเป็นัยๆว่า“เฟิงเอ๋อร์พ่อได้ยินมาว่าองค์ชายสองเดินทางมา นั่นคงเป็เื่สําคัญสินะ?’’
“ท่านพ่อช่างปราดเปรื่องนักองค์ชายสองได้เดินทางมาถึงที่นี่เพื่อเชื้อเชิญลูกให้ไปเป็พันธมิตรกับเขา แล้วท่านพ่อคิดเห็นเช่นไร?’’เปาเฟิงรู้จักพ่อของเขาดีอยู่แล้วจึงไม่แปลกอันใดที่อีกฝ่ายจะมองเหตุผลถึงการมาครั้งนี้ได้
“ไม่สําคัญว่าข้าจะคิดเช่นไรเพราะทั้งหมดแล้วล้วนเป็ตัวเ้าเองที่จะต้องตัดสินใจ’’เปาฉวนประหลาดใจอยู่บ้างแต่ก็ยังคงยิ้มอยู่ ดูเหมือนกับว่าเขาจะคาดเดาได้แล้วว่าบุตรชายของเขาจะตัดสินใจเดินไปยังเส้นทางไหน
เปาเฟิงที่เห็นพ่อของเขาดูไม่ได้มีท่าทีคัดค้านจึงกล่าวอย่างจริงจังและแน่วแน่ออกไปในทันที
“นับแต่นี้ไปลูกจะก้าวเดินไปในเส้นทางแห่งการฝึกตนและเป็พันธมิตรกับองค์ชายสองขอรับ!’’