ไม่อาจพบหน้าหลงเสวียนซวง
แม้แต่ฮ่าวจึก็ยังออกจากสำนักจันทร์สกาวไปแล้ว
ฉู่เหินไปจากสำนักจันทร์สกาวด้วยจนใจและสับสนอยู่เต็มอกยามนี้ท้องฟ้าเริ่มมืดลงทีละนิด สายลมโพล้เพล้พัดโชยมาผะแผ่ว เจือไอเย็นมาจางๆ
“อีกไม่กี่วันพี่ใหญ่ก็น่าจะกลับจากเทือกเขาสระสวรรค์แล้วถึงเวลานั้นค่อยไปหาพี่หญิงรองพร้อมกับพี่ท่านแล้วกัน!”ฉู่เหินเอ่ยออกมา
ตั้งแต่วันแรกที่เขามานครหลวงหลงชิงหยางก็ต้องเดินทางไปยังเทือกเขาสระสวรรค์ด้วยมีธุระปะปัง
คำนวณเวลาแล้วก็ใกล้ถึงกำหนดสองเดือนเต็มที อีกฝ่ายน่าจะใกล้กลับมาแล้ว
ถนนหนทางของนครหลวงยามเย็นดูช่างคึกคักละลานตาแผงขายของน้อยใหญ่สองข้างทางเริ่มเปิดแผงหาเงินจุนเจือครอบครัว
อาคารสิ่งปลูกสร้างลดหลั่นสลับซับซ้อน โคมไฟสว่างไสว สุราพร้อมพรักสอดประสานกันกับดวงดาราประดับประดาบนฟากฟ้าไกล
“โว้ย ขอทานจากไหนวะ? ไปให้ไกลๆ หน่อย!”
เสียงด่ากระทบกระเทียบอย่างรังเกียจดังจากปากเถ้าแก่ร้านหนึ่ง
“ข้า ข้าไม่ใช่ขอทาน ก็แค่อยาก อยากพักผ่อนตรงนี้สักพัก...”
เสียงนั่น?
ฉู่เหินอดอึ้งไม่ได้ เขาหันไปมองตามเสียงทันทีเห็นผู้ชายวัยกลางคนที่มองร่างอันผอมโซด้วยสายตารังเกียจถึงที่สุดข้างแผงร้านขายอาหาร
“ออกไปไกลๆ หน่อย อย่ามาเกะกะคนกำลังค้าขาย” เจ้าของแผงร้านตะคอก
ร่างผอมแห้งเลียริมฝีปากแล้วถอยไปยังกำแพงไม่ไกลออกไป สองมือกอดเข่าขดกาย
เห็นร่างนั้นสกปรกมอมแมม ใบหน้าเปรอะดินโคลนเต็มไปหมด
ฉู่เหินไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ตาเห็นเลย เขาไม่พูดพร่ำทำเพลงรีบเดินเข้าไปหาทันใด “ศิษย์พี่ฮ่าวจึ...”
ยินเสียงตะโกนเรียกชื่อ ร่างอันผ่ายผอมก็เงยหน้าขึ้นช้าๆเผยดวงตาคู่เล็กราวกับหนู
ก่อนหน้านี้ดวงตาคู่นี้ฉายแต่ประกายอันสว่างไสวมีชีวิตชีวาแต่บัดนี้กลับหม่นเศร้าหมองตรม
“ศิษย์ ศิษย์น้องฉู่เหิน ที่แท้ ก็ ก็เจ้านี่เอง...”ฮ่าวจึฝืนยิ้มสุดกำลัง กระดากเหลือจะเอ่ย
“ข้าเพิ่งจะไปหาตัวท่านที่สำนักจันทร์สกาว องครักษ์กลับบอกว่าท่านออกจากสำนักมาแล้วไฉนถึงเป็นเช่นนี้?”
“เหอะๆ!” ฮ่าวจึหัวเราะขื่นขมแล้วตอบด้วยจนใจ“ตั้งแต่เจ้าไม่ได้เข้าสำนักจันทร์สกาวเป็นต้นมาเฮ่อเฉากับเฮ่อเสี่ยนสองคนพี่น้องก็ตามหาเรื่องข้าไม่เว้นแต่ละวัน ข้านึกว่าแค่ทนๆไปก็น่าจะพอ แต่ไม่นึกว่าพวกมันสองพี่น้องจะใส่ความว่าข้าขโมยของพวกมันแล้วไปฟ้องเบื้องสูงของสำนักจนข้าต้องถูกขับออกจากสำนักเช่นนี้”
เฮ่อเฉา เฮ่อเสี่ยน
ฉู่เหินขมวดคิ้ว ดวงตาวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะ
“ความจริงแล้วคนส่วนใหญ่ในสำนักก็รู้ว่าข้าถูกใส่ความแต่เพราะสองพี่น้องนั่นเป็นศิษย์ที่อาจารย์ในสำนักประคบประหงมเป็นพิเศษเทียบกับพวกมันแล้ว ข้าเป็นแค่ศิษย์ชั้นล่าง จะมีหรือไม่มีก็ไม่สลักสำคัญ”
ฮ่าวจึยิ้มฝาดเฝื่อนอย่างยิ่ง
“ไอ้พวกระยำสมควรตาย”
ใบหน้าฉู่เหินแผ่ลามความหนาวเย็นโทสะในใจลุกโชนพอกับความรู้สึกผิดที่มีต่อฮ่าวจึ
หากมิใช่เพราะเขาแค้นเคืองกับสองพี่น้องนั่นแล้วไซร้ฮ่าวจึจะติดร่างแหไปด้วยได้อย่างไร เฮ่อเฉากับเฮ่อเสี่ยนไม่อาจแก้แค้นเขาได้ถึงได้ระบายความโกรธกับฮ่าวจึแทน
“ศิษย์พี่ฮ่าวจึ ข้าขอโทษ” ฉู่เหินรู้สึกผิดจากใจจริง
ฮ่าวจึส่ายหน้า “เหล่านี้คือชะตาของข้า ข้าไม่โทษเจ้าหรอก”
ยามเอื้อนเอ่ยฮ่าวจึไม่ได้หลบตาเขาเลย มองออกว่าอีกฝ่ายไม่ได้โทษฉู่เหินหรืออาจจะต่อว่าบ้างเล็กน้อยแต่เหนือสิ่งอื่นใดคือความคับแค้นใจที่มีต่อสองพี่น้องเฮ่อเฉาและเฮ่อเสี่ยน
“ศิษย์พี่ฮ่าวจึ มือของท่าน?”
ฉู่เหินเพ่งสายตาตั้งแต่แรกเริ่มเขาก็สังเกตได้ว่ามือทั้งสองของฮ่าวจึแข็งทื่อ มิหนำซ้ำยังอยู่ในท่าเดิมตลอดไม่ขยับนิ้วแม้แต่กระดิกเดียวด้วยซ้ำไป
ฮ่าวจึไม่พูดอะไร เพียงแต่ส่ายหน้ายิ้มขมขื่นเป็นคำตอบ
ฉู่เหินสีหน้ามืดมนลงอีกกลิ่นอายเย็นยะเยือกน่าขนลุกขนพองคมกริบเหมือนแท่งน้ำแข็ง
...
โรงยาที่เลื่องชื่อที่สุดในเมืองหลวง!
ประตูอาคารเก่าคร่ำคร่าแขวนป้ายกรอบทองว่า ‘หมอเทวดา’ เอาไว้
“เปลี่ยนกอเอี๊ยะทุกวัน วันละสองเวลาเช้าเย็นย่อมจะกลับคืนเป็นสภาพเดิมในเจ็ดวัน” ชายชราสวมเสื้อตัวยาวลูบเคราใต้คางเขาชี้ยาหลายขวดบนโต๊ะพลางบอกกับฉู่เหิน
ฮ่าวจึนั่งอยู่บนเก้าอี้ด้านข้าง มือพันกอเอี๊ยะไว้หนาเศษดินโคลนเปื้อนหน้าถูกเช็ดจนสะอาดทั้งยังเปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์ใหม่เรียบร้อยแล้ว
เขาดูสดใสขึ้นมากทีเดียว
“ศิษย์พี่ฮ่าวจึ ท่านรู้สึกเช่นไรบ้าง?” ฉู่เหินถาม
ฮ่าวจึดวงตาแวววาวหลายส่วน เขามองมือทั้งสองของตนเองแล้วตอบ“ข้ารู้สึกว่ามือกลับมาเป็นของข้าแล้ว ขยับมือได้แล้ว”
ฉู่เหินโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง เอื้อนเอ่ยกับชายชราข้างกันอย่างตื้นตัน“ขอบพระคุณหมอเหวิน”
“ไม่เป็นไร เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น แต่ว่า...คนที่ลงมือนั่นโหดเหี้ยมยิ่งนักเศษกระดูกที่แหลกแทงเข้าไปในเส้นปราณ หากมาช้าอีกหน่อยมือคงใช้การไม่ได้ไปจริงๆ”
ชายชรากล่าว
ได้ยินดังนั้น ฮ่าวจึก็หน้าตาเย็นเยียบและชิงชังขึ้นมา
ฉู่เหินตบบ่าศิษย์พี่ น้ำเสียงเขาทั้งเด็ดเดี่ยวและทรหด“ศิษย์พี่ฮ่าวจึท่านวางใจเถิด บัญชีนี้ข้าฉู่เหินจะคิดดอกเบี้ยทบต้นมาให้ท่านด้วย”
เรื่องเกิดเพราะฉู่เหิน ฮ่าวจึถึงได้ต้องมาเคราะห์ร้ายพลอยลำบากไปด้วย
หากเฮ่อเฉาลงมือกับฉู่เหินเองโดยตรง บางทีเขาอาจไม่โกรธเกรี้ยวถึงเพียงนี้
แต่ในเมื่อเกิดเรื่องขึ้นแล้ว ก็ต้องมีใครสักคนที่ต้องรับผิดชอบ
“ศิษย์พี่ฮ่าวจึ ท่านกลับสำนักดาราสวรรค์กับข้าเถิด!”
...
สำนักดาราสวรรค์!
ในห้องอันกว้างขวางมู่เฟิงเชิดหน้าเหล่ตามองฮ่าวจึที่กำลังกินอย่างตะกละตะกรามตรงข้ามกันอย่างพิลึกพิลั่น
“เฮ้อ...ข้าหลงนึกว่าเจ้าจะพาสาวงามกลับมา ไม่นึกเลยว่าดันได้ ‘ผีอดอยากปากแห้ง’ กลับมาแทนเสียนี่”มู่เฟิงดูถูกไม่ปิดบัง พลันก็พูดกับฮ่าวจึ “พี่น้อง กินให้มันช้าๆ หน่อยเดี๋ยวก็ติดคอตายหรอก”
ฮ่าวจึยิ้มอาย
“เจ้าไม่พูดสักคำก็ไม่มีใครหาว่าเป็นใบ้หรอก!”
ฉู่เหินเอนกายลงกับเตียง มือถือม้วนกระดาษอ่านเนื้อหาในนั้นอย่างละเอียดตำแหน่งอารัมภบทม้วนกระดาษคืออักษรตัวใหญ่ห้าตัวว่า ‘หอกพิชิตมารสะท้านวิญญา’
มู่เฟิงกลอกตา ตอกกลับไม่สบอารมณ์ “เวรเถอะ ช่วยเกรงใจกันหน่อยจะได้ไหมเล่า?ที่เขากินอยู่มันของข้าทั้งหมดนา! ไม่รู้จักคำว่ากินมากปากเปราะหรือ?”
“เจ้ามีปัญหาหรือไร?” ฉู่เหินไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่โต
“มี มีอยู่แล้ว มีปัญหาใหญ่มากเสียด้วย ไม่ว่าอย่างไรอาหารสามมื้อต่อจากนี้หนึ่งเดือนก็คิดที่เจ้า”
“ไม่มีปัญหา!”
“ตกปากรับคำเร็วแท้นะ? ไอ้เจ้านี่ไปเก็บกางเกงในดิ้นทองของหญิงที่ไหนมาได้กัน?กลิ่นดีไหมถามหน่อย?”
“...”
สิ้นคำ ฮ่าวจึหลุดหัวเราะกับคำพูดของมู่เฟิงเขาทนไม่ไหวจนพลอยพ่นอาหารในปากออกมาจนหมด หนำซ้ำยังพ่นใส่หน้ามู่เฟิงเต็มๆอีกด้วย
“เอากับมันสิวะ” มู่เฟิงโมโหจนแทบกระโดด อ้าปากด่าทอ
ฮ่าวจึรีบขอโทษขอโพย “ขอโทษ ศิษย์พี่มู่เฟิง ข้าไม่ได้ตั้งใจ”
“ไปให้ไกลๆ เลยโว้ย กินข้าวยังคายออกมาได้ ตอนหลับไม่พ่นขี้ออกมาเลยเรอะ?”
“ไม่มีทางหรอกขอรับ ข้าไม่ค่อยฉี่รดที่นอนมาตั้งแต่หกขวบแล้ว”
“ไสหัวไป ไสหัวไปไกลๆ ข้าให้ไว ขืนกล้าพ่นข้าวใส่หน้าข้าอีกพ่อจะล้วงขี้แกออกมาเสีย” มู่เฟิงทั้งรังเกียจทั้งเหยียดหยาม
เห็นภาพตรงหน้านี้แล้ว กระทั่งฉู่เหินยังไม่วายหัวเราะเป็นบ้าเป็นหลัง
สองคนนี้รวมกันเรียกได้ว่าคู่สมบัติมีชีวิตยังได้
...
เช้าวันถัดมา!
“มู่เฟิง อีกหน่อยเจ้าช่วยเปลี่ยนกอเอี๊ยะให้ศิษย์พี่ฮ่าวจึทีนะข้าจะไปพบอาจารย์ซ่งเฉิงเลี่ย” ฉู่เหินทิ้งท้ายแล้วก็ออกจากเรือนไป
ยินเสียงด่าทอของมู่เฟิงแว่วไล่หลังมา “อยากเปลี่ยนเจ้าก็มาเปลี่ยนเองสิวะพ่อไม่เปลี่ยนโว้ย”
ฉู่เหินไปหาซ่งเฉิงเลี่ยย่อมเพราะเรื่องฮ่าวจึอยู่แล้วเขาหวังว่าสำนักดาราสวรรค์จะรับอีกฝ่ายไว้ได้ในเมื่อฮ่าวจึต้องประสบเหตุเช่นนี้ก็เพราะตัวเขาเอง
เขาควรรับผิดชอบอย่างเต็มที่ในฐานะชายชาญ
ครึ่งชั่วโมงให้หลัง ฉู่เหินก็มาถึงสนามแสดงยุทธอันกว้างใหญ่แห่งหนึ่งได้ยินมาว่าซ่งเฉิงเลี่ยจะมาฝึกยุทธที่นี่ทุกเช้าบางครั้งบางครายังคอยชี้แนะจุดบกพร่องและปัญหาในการฝึกวิทยายุทธของศิษย์ให้อีกด้วย
ตู้ม!
เสียงของหนักกระทบกันดังมาแต่ไกล ชายวัยกลางคนร่างสูงใหญ่ต่อยตอไม้สีดำสูงสามเมตรกว้างหนึ่งเมตรด้วยมือเปล่า
ตอไม้นั้นเป็นตอไม้เหล็กจากวัสดุที่แข็งแรงอย่างยิ่งดูจากความกว้างก็พอประเมินได้ว่าต้องเป็นต้นไม้เหล็กอายุเกินห้าสิบปีแน่นอนมาตรแม้นวิทยายุทธระดับเชื่อมหยวนจู่โจมเต็มแรงก็อาจทิ้งรอยหมัดตื้นๆไว้ได้แค่นั้นเอง
ชายวัยกลางคนต่อยหมัดแล้วหมัดเล่า พลานุภาพหมัดเลิศล้ำไม่มีตำหนิใดให้ท้วงติงได้เลย
ทุกหมัดที่ต่อยลงไปจะทิ้งรอยหมัดลึกเกือบสิบเซนติเมตรไว้บนต้นไม้เหล็กทุกคราไป
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหมัดที่ดูช่างแสนง่ายดายนี้ครองพลังฆ่าล้างแกร่งกล้ายิ่งยวดเอาไว้หากเป็นคนธรรมดามาโดนหมัดนี้เข้า มีหวังกระดูกทั่วร่างได้แหลกเหลวป่นปี้ในพริบตา
“อาจารย์เฉิงเลี่ย” ฉู่เหินเดินเข้ามาหา
ชายวัยกลางคนหยุดการกระทำลงแล้วเผยยิ้มกว้าง “เจ้านี่เอง!”
“อาจารย์เฉิงเลี่ย!”ฉู่เหินประสานหมัดทำความเคารพอย่างมีมารยาท
“เฮอะๆ ไม่ต้องเกรงอกเกรงใจข้านักก็ได้ ชินกับสำนักดาราสวรรค์ของพวกเราบ้างแล้วหรือยัง?”
“ดีมากขอรับ อาจารย์เฉิงเลี่ย ศิษย์มีการหนึ่งต้องการไหว้วานท่าน”
“ว่ามาสิ”
“ข้ามีสหายผู้หนึ่ง ก่อนหน้านี้เป็นศิษย์สำนักจันทร์สกาวทะลวงชีพจรยุทธแปดเส้น...”
ฉู่เหินเล่าเรื่องราวของฮ่าวจึให้ซ่งเฉิงเลี่ยฟังคร่าวๆสุดท้ายก็ขอร้องให้อีกฝ่ายยอมรับฮ่าวจึไว้ด้วย
ซ่งเฉิงเลี่ยฟังอย่างเงียบๆ จนจบแล้วก็เลิกคิ้วทันใด “เฮอะๆเรื่องแค่นี้เองหรือ! ไม่มีปัญหา”
“ท่านตกลงหรือขอรับ?” ฉู่เหินดีใจ
“อืม!” ซ่งเฉิงเลี่ยพยักหน้า “อีกครู่ข้าจะให้กู้ชิงไปช่วยเขาทำเรื่องเข้าสำนักเอง”
“ขอบพระคุณอาจารย์อย่างยิ่งขอรับ”ฉู่เหินไม่นึกเลยว่าอีกฝ่ายจะตอบรับรวดเร็วว่องไวเช่นนี้นับว่ายกภูเขาออกจากอกได้เสียที
“ใช่แล้ว ฉู่เหิน...” ซ่งเฉิงเลี่ยเกิดนึกอะไรขึ้นได้ เขาจดจ้องมองศิษย์ด้วยแววตาแปลกประหลาด“หนึ่งเดือนมานี้เจ้ายังไม่ได้ไปฟังอาจารย์ซีหลานสอนวิทยายุทธเลยกระนั้นหรือ?”
“อื้ม!” ฉู่เหินพยักหน้าตามตรง
ไม่รอให้ฉู่เหินพูดต่อ ซ่งเฉิงเลี่ยก็ส่ายหน้าแล้วเอ่ยทีเล่นทีจริง“กระทั่งข้ายังอยากบอกเลยว่าเด็กอย่างเจ้านี่ไม่รู้จักน้ำขึ้นให้รีบตักเอาเสียเลยกว่าจะได้โอกาสเช่นนี้มาไม่ใช่เรื่องง่าย เจ้าต้องคว้าโอกาสไว้ให้ดีๆ สิวันนี้สายศิษย์อาจารย์ซีหลานจะไปรวมตัวกันที่ ‘ลานสวนเมเปิ้ล’ รออีกหน่อยเจ้าก็ไปด้วยเสียสิ!”
………………………..