อันเหลิ่งไม่อยากเล่า ซูหลิงอินก็ไม่จี้ถาม เล่าเื่ตัวเองต่อ “วิชาหุ่นเชิดพูดให้ถูกเป็ลูกไม้จากยุคโบราณที่ยังมีการสืบทอดมาจนปัจจุบัน แทบจะเหลือแค่ตระกูลซู ทั้งที่ควรสืบสานต่อ ควรถ่ายทอดวิชาให้แพร่หลาย แต่อำนาจนั้นกัดกร่อนผู้คน เพื่อสร้างหลักประกันให้สถานะตัวเอง ก็ไม่รู้ว่าั้แ่ประมุขตระกูลรุ่นไหนที่ตำราวิชาหุ่นเชิดส่วนใหญ่ถูกซ่อนไว้ในหอสมุดลับตระกูลซู นับแต่นั้นมามีแค่ประมุขตระกูลเท่านั้นที่สามารถเข้าออก เพราะอย่างนั้นเกมชิงอำนาจนี้ถึงรุนแรงยิ่งขึ้นจากรุ่นสู่รุ่น”
อันเหลิ่งไม่ออกความเห็น เห็นได้ชัดว่าเงือกไร้เดียงสาอย่างเขาอยู่ในฐานะสูงส่งมานับร้อยนับพันปีโดยไม่สั่นคลอน ยากจะเข้าใจได้จริงๆ
“จริงแล้วๆ แต่ละตระกูลที่มาร่วมงานเต้นรำนี้ต่างมีลูกไม้ที่สืบทอดกันมาั้แ่ยุคโบราณ อย่างเช่นเด็กสาวเมื่อกี้ที่มาจากตระกูลป๋าย เ้าพวกนั้นดูเหมือนมีวิชาอาคม วิชามารยา วิชาคำสาป และอะไรต่อมิอะไร” ซูหลิงอินเล่าต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ไม่ทันเห็นแววเย็นเยือกวูบหนึ่งจากอันเหลิ่งหลังได้ยินคำว่า ‘วิชาคำสาป’
ซูหลิงอินเล่าไปเรื่อยๆ เสียงค่อยๆ แ่ลง เงียบจนราวกับหลับไป “ที่จริงก็เป็เื่ในอดีต ไม่มีอะไรให้พูดถึง”
อันเหลิ่งยกมือลูบศีรษะเขาเบาๆ จุมพิตแก้มอีกฝ่ายอย่างปลอบโยน
ซูหลิงอินเงียบไม่พูดอะไรไปชั่วขณะ ความคิดฟุ้งไปเรื่อยจนใจลอย ลำพังการสืบสาน ตระกูลซูไม่ถึงขั้นต้องถูกทำลาย ทว่าความเ็ปของเขามีใครเข้าใจจริงๆ บ้าง เขาแค่เห็นแก่ตัวก็เท่านั้น อยากให้ความเ็ปเหล่านี้มีที่ระบาย ไม่ว่ากับใครก็ได้ทั้งนั้น
ท่ามกลางความเงียบสงบ ราวกับกาลเวลาไม่อาจรบกวน ต่างคนต่างมีความในใจ ไม่มีใครส่งเสียงสักคำ
ความเงียบนี้ไม่ได้ดำเนินต่อไปนานนัก จู่ๆ แสงสว่างในห้องก็ดับวูบลง ราวกับเป็เพียงเหตุไฟตกธรรมดา อันเหลิ่งกลับได้ยินเสียงกุกกักอยู่นอกประตูด้วยประสาทััที่ฉับไว เขาหันไปมองทางเดินด้วยสายตางุนงง ทำท่าจะลุกขึ้น
ซูหลิงอินกดไหล่เขาด้วยสองมือ รั้งเ้าตัวให้นั่งที่เดิม
อันเหลิ่งหันมองเขาด้วยความฉงน
ซูหลิงอินยังคงอิงกายกับตัวอันเหลิ่ง หรี่ตายิ้มน้อยๆ น้ำเสียงนุ่มนวลแ่เบา “ชู่ ฉันอุตส่าห์ตั้งใจหาที่ที่ไม่สะดุดตาเพื่อให้คนที่อยากเล่นตุกติกลงมือง่าย ในเมื่อมาแล้วก็ต้องตั้งใจ ให้ ความ ร่วม มือ …”
เขาหัวเราะเบาๆ ท่าทางคล้ายง่วงงุน
ซูหลิงอินจงใจวางแก้วไวน์ที่หยิบขึ้นมาด้วยไว้ตรงหัวเตียง เมื่อเห็นว่าได้เวลาแล้วจึงกระเถิบกายจนเอื้อมถึงแก้ว ยกขึ้นจิบอึกหนึ่ง ไวน์แดงฉานกลับไหลล้นตามมุมปาก ทิ้งคราบชัดเจนบนผิวขาวเนียน จนทอประกายวาววามจากของเหลวสีแดง
เขาเหลือบสายตาขึ้นมอง แววตานั้นเจือความเมามายประหนึ่งงูที่เกี่ยวรัดตวัดหัวใจ ชั่วขณะที่อันเหลิ่งใจลอย เขาโถมตัวขึ้นจูบอีกฝ่าย ไวน์ที่ยังไม่ทันกลืนลงไปถูกส่งผ่านปากสู่ลิ้น กลายเป็จุมพิตมึนเมา
ทั้งที่ั์ตาซูหลิงอินมีสติเต็มร้อย แก้วไวน์ในมือกลับร่วงหล่นราวกับเป็เื่ตลกบางอย่าง พร้อมด้วยแอลกอฮอล์ที่ยังดื่มไม่หมด เกิดเสียงดังกังวานจากการตกกระทบนี้ เศษแก้วกระจัดกระจาย ของเหลวแดงฉานระบายออกเป็ดอกไม้ที่แบ่งบานบนพรมขาว
เขากัดปากอันเหลิ่งแน่น ไม่ยอมให้อีกฝ่ายปริปาก
จูบที่แฝงจุดประสงค์นี้ซูหลิงอินเป็ฝ่ายยื้อต่อไปแสนนาน จนกระทั่งดวงตาเขาเริ่มปกคลุมด้วยไอน้ำ แพขนตาหลุบต่ำสั่นไหวอย่างไร้เรี่ยวแรง ทั้งตัวคนอ่อนยวบลงบนตัวอันเหลิ่งถึงยุติลง
อันเหลิ่งดึงเขาเข้ามากอด
เดิมเขาคิดว่าความว่าง่ายไม่ดิ้นหนีของซูหลิงอินเป็เพราะร่างระทวยจากจุมพิต ประกอบกับมีนิสัยเกียจคร้าน ไม่คิดเลยว่าจะรู้สึกถึงลมหายใจซูหลิงอินที่หนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งยังรัวเร็ว ดวงตาหลุบต่ำอย่างปรือไม่ขึ้น ร่างสั่นริกเบาๆ อย่างควบคุมไม่อยู่
อันเหลิ่งร้อนใจขึ้นมาทันที เริ่มทำอะไรไม่ถูก “เป็อะไรไป”
ซูหลิงอินส่ายศีรษะเบาๆ เสียงที่ตอบขาดห้วงอ่อนแรง “ปัญหาเดิมๆ…อีกเดี๋ยวคงมีคนมาเปิดประตู ไม่ถึงขั้นทำให้ฉันเป็อะไรไปจริงๆ หรอกและฉันก็ปล่อยให้ป๋ายเข่อซ่งเห็นว่าเดินขึ้นมา ถ้าโชคดี…คงยิ่งบงการเธอได้ง่ายขึ้น…”
อันเหลิ่งคิ้วขมวดแน่น ชักร้อนรนใจ “อาการเป็ยังไงกันแน่”
ซูหลิงอินหลับตา ไม่ยอมตอบราวกับหลับสนิทไปแล้ว เนิ่นนานจนเวลาแทบหยุดนิ่งถึงได้ยินคำตอบที่ลอยละล่องออกมาเบาหวิว “โรคกลัวที่แคบ…”
เวลานี้อันเหลิ่งถึงรู้ตัวว่าห้องนี้ไม่เหมือนห้องปกติ…ไม่มีหน้าต่างเปิดออกไปข้างนอก มีเพียงหน้าต่างที่ทำตกแต่งขึ้นให้หันตรงไปยังทางเดินเท่านั้น และเวลานี้ก็ถูกล็อกไว้ ทางเดินยังมืดสนิท แทบไม่มีแสงสว่างส่องเข้ามา
กลายเป็เหมือนพื้นที่ปิดตาย
นี่ไม่ตรงตามแิการออกแบบปกติ
ซูหลิงอินพยายามไม่ให้ตัวเองจมดิ่งอยู่ในพื้นที่ชวนหายใจไม่ออกนี้ ยิ้มเย้ยหยันพลางเอ่ย “ทุกคนต่างต้องรักษาหน้า ถ้าถูกแอบถ่ายคงได้ชื่อเสียงป่นปี้ อยู่ในแวดวงนี้ต่อไปไม่ได้ เพื่อเงินทองอำนาจฐานะแล้ว พวกเขาหวงแหนภาพลักษณ์ตัวเองสุดๆ”
คนที่ขึ้นมาชั้นบนมักเลยเถิดกันบ่อยๆ แม้ว่าพื้นที่นี้เป็สถานที่ส่วนตัว แต่พวกเขาก็ไม่ยอมให้เื่ที่อาจเป็ภัยต่อตัวเองเกิดขึ้น แม้จะมีโอกาสเพียงเศษเสี้ยวก็ตาม
อันเหลิ่งจับมือเขา ก้มหน้าจ้องเขม็ง
ซูหลิงอินสูดหายใจอย่างทรมาน ขยับตัวน้อยๆ “อันเหลิ่ง…พูดอะไรก็ได้…เงียบเกินไป…”
“ฉันรักนาย”
ซูหลิงอินหัวเราะ “อย่าพูดเื่นี้”
อันเหลิ่งเงียบไปอีกพักหนึ่ง ก่อนจะเล่าเื่ราวใต้ทะเลลึกให้ซูหลิงอินฟังเรื่อยเปื่อย
ที่จริงแล้วซูหลิงอินได้ยินไม่ชัดเท่าไร สติเริ่มเลือนราง เพียงตอบรับไปคำสองคำเป็ครั้งคราว
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร เสียงฝีเท้าอึกทึกดังขึ้นรางๆ จากนอกประตู ประหนึ่งสัญญาณรบเร้า ซูหลิงอินค่อยๆ ปรือเปลือกตาขึ้นอย่างยากลำบาก
เขาจับมืออันเหลิ่ง ใช้นิ้วสะกิดเบาๆ สองสามครั้ง “รบกวน…”
“ฉันเข้าใจ” อันเหลิ่งตัดบทเขา
ซูหลิงอินยกมือ ปลายนิ้วไล้ไปตามโครงหน้าอันเหลิ่งเบาๆ เต็มไปด้วยสายใยเปี่ยมความรู้สึก ั์ตาทอประกายพร่าเลือน “อันเหลิ่ง นายฟังให้ดี…ถ้าหากตระกูลซูพังพินาศแล้วฉันยังรอด ชีวิตหลังจากนั้นฉันจะอยู่กับนายจนกว่านายไม่้าฉันเลย…”
อันเหลิ่งก้มหน้าจุมพิตเขา วางร่างอีกฝ่ายลงบนเตียงอย่างอ่อนโยน ก่อนจจหลบไปซ่อนตัวได้หันกลับมามองซูหลิงอิน เอ่ยแ่เบาด้วยน้ำเสียงแฝงความนัย “ฉันจะไม่ยอมให้นายใช้ร่างกายตัวเองอีกแล้ว…”