เสน่หาชั่วกัลป์

    บทที่ 96 จุดที่น่าสงสัย

    ถัดจากคอกม้า เหลาอู่ขาเป๋กำลังทำความสะอาดคอกม้า และในขณะนี้ซากศพม้าของไป๋จื่อชีเย็นลงแล้ว 


    เด็กรับใช้ใช้ยืนอยู่นอกคอกม้า ตะโกน “หวังอู่ ใต้เท้าชวีต้องการถามบางอย่างกับเจ้า รีบออกมา!”  


    หวังอู่เข่าอ่อน แทบทรุดลงกับพื้น คิดว่าตนเองทำผิดอะไร หลังจากนั้นลุกขึ้นเดินกะเผลกไปหาชวีหนานอีอย่างยากลำบาก ก่อนจะคุกเข่าด้วยตัวสั่นเทา 


    ชวีหนานอีถามออกมาตรง ๆ “วันนี้เจ้าเห็นคนท่าทางแปลก ๆ ผ่านมาแถวคอกม้าบ้างไหม?”


    หวังอู่ส่ายหน้า “ไม่ ๆ...ไม่มีขอรับ...”


    ชวีหนานอีขมวดคิ้ว พลางบ่น “จะไม่มีได้เยี่ยงไร?” ตามช่วงเวลาแล้ว เป็นไปได้มากว่าม้าตัวนั้นจะถูกวางยาขณะอยู่ในบ้านตระกูลซู  


    หวังอู่ตัวสั่นจนพอแล้ว เขาก็นึกบางอย่างออก กล่าวด้วยใบหน้าหวาดกลัว “ตะ...ใต้...ใต้เท้า ข้าน้อยไม่เห็นคนที่น่าสงสัย ทว่า....ทว่ากลับเห็นผีขอรับ!” 


    เห็นผีกลางวันแสก ๆ หรือ?!


    ชวีหนานอีชักเริ่มสนุก เขายิ้มพลางกล่าว “เล่ามา มันเป็นเยี่ยงไร?”


    หวังอู่สูดลมหายใจสองที หันกลับไปชี้ที่คอกม้า พลางตอบอย่างระมัดระวัง “ในคอกม้านั่น ข้าเห็นเงาดำ แต่พริบตาเดียวมันก็หายไป” เขาหันกลับมา ยกมือเทียบศีรษะ “หัวของเงาดำนั่นเป็นทรงแหลม ดูเหมือนคน และดู....ไม่เหมือน” เขาแหงนหน้ามองชวีหนานอี “ใต้เท้าชวี ท่านว่าเงาดำนั่นจะใช่ซานเซียวหรือไม่? ข้าน้อยได้ยินมาว่า ซานเซียวตัวนั้นเป็นปีศาจที่กินเลือดเนื้อ” 


    ใช่ มันทำให้เขาเริ่มนึกถึงซานเซียวปลอมในโรงละครตระกูลเยี่ยนอีกครั้ง


    ชวีหนานอีก็ตอบไม่ได้แน่ชัดว่าผู้ที่สวมหมวกม่านนั้นเป็นปีศาจหรือไม่ เช่นนั้นเขาจึงไม่อธิบาย เพียงสอบถามเพิ่มเติม “นอกเหนือจากนี้ เจ้ายังพบเห็นสิ่งอื่น หรือได้ยินเสียงอะไรอีกหรือไม่?” 


    หวังอู่ส่ายหน้าซ้ำ ๆ “ไม่ขอรับ ไม่เห็นจริง ๆ ข้าน้อยเห็นเพียงเงาดำนั่นขอรับ”


    ชวีหนานอีโบกมือเป็นสัญญาณให้หวังอู่ไปได้ เขามองไปทางฮัวชิงหร่านและถาม “ชิงหร่าน เจ้าคิดเช่นไร?” 


    ฮัวชิงหร่านกล่าว “ม้าของไป๋จื่อชีโดนวางยา”


    ชวีหนานอีกล่าวยิ้ม ๆ “เป็นเช่นนั้น”


    สายตาฮัวชิงหร่านหันกลับไปจ้องดวงตาของชวีหนานอีนิ่ง ๆ 


    ชวีหนานอีไม่เข้าใจ จึงถาม “หืม?”


    ฮัวชิงหร่านกล่าว “อย่าถามชิงหร่านในสิ่งที่เจ้าก็รู้อยู่แล้ว” พูดจบเขาทำท่าจะเดินออกไปด้านนอก 


    ชวีหนานอีตกตะลึงเล็กน้อย ส่ายหน้ายิ้มอย่างอ่อนโยน คนที่ไม่รู้ อาจคิดว่าเขากำลังเอ็นดูฮัวชิงหร่าน


    ลวี่เยาไม่ไปไหน แต่กลับเดินวนรอบหวังอู่ ราวกับสุนัขที่กำลังใช้จมูกดมกลิ่น 


    ชวีหนานอีถาม “อะไร? อยากกินเนื้อหรือ?” เขากล่าวออกไปอย่างติดตลก


    ลวี่เยาเท้าสะเอว กล่าวอย่างภาคภูมิใจ  ไม่ใช่! กลิ่นสาบแพะต่างหาก!”


    ชวีหนานส่ายหน้ายิ้ม ๆ ขณะที่กำลังจะจากไป จู่ ๆ นึกขึ้นได้ จึงหันกลับไปถามหวังอู่ “เจ้ารับผิดชอบดูแลแพะด้วยหรือ?”


    หวังอู่เมื่อได้ยินชวีหนานอีถาม ก็รีบตอบไปตามตรง “ข้าน้อยยังมีแพะอีกสองตัวต้องดูแลขอรับ” เขาก้มหน้าพลางดมกลิ่นเสื้อผ้า ไม่เข้าใจอย่างมากว่าเหตุใดจึงมีกลิ่นติดตัว? วันนี้เขาเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ และยังไม่ได้ไปคอกแพะด้วยซ้ำ 


    ความจริงแล้ว สาเหตุที่ลวี่เยากล่าวเช่นนี้ เป็นเพราะขณะเดินเข้าไปในห้องของซูเยว่หยิ่ง นางได้กลิ่นสาบของนมแพะ กลิ่นนั้นไม่รุนแรง ทว่ากลับหนีไม่พ้นจมูกของลวี่เยา นางพูดออกมาครานี้ อย่างแรกก็เพื่อเตือนสติชวีหนานอี อย่างที่สองเพื่อใช้โอกาสนี้ยืนยันว่าเด็กที่ซูเยว่หยิ่งขโมยมาถูกซ่อนอยู่ในบ้านตระกูลซูนี้หรือไม่ 


    ชวีหนานอีถาม “ทั้งสองตัวเป็นแพะนมหรือ?”


    หวังอู่ชะงักเล็กน้อย ก่อนจะมองชวีหนานอีด้วยแววตาชื่นชมอย่างหาเปรียบมิได้ “ใต้เท้าปราดเปรื่องยิ่งนัก! ทั้งสองตัวเป็นแพะนมจริง ๆ ขอรับ”


    ชวีหนานอีถามด้วยรอยยิ้ม “ใครกันที่ชอบดื่มนมคาว ๆ นั่น?”


    หวังอู่กล่าว “คุณหนู คุณหนูชอบดื่มนมเหม็นคาวนั่นที่สุด ทุกวันนางจะให้เสี่ยวยวี่ไปรับนมมา”


    ชวีหนานอีพยักหน้า กล่าวอย่างทอดถอนใจ  คาดไม่ถึงว่าจะมีคนชอบของคาว ๆ เหมือนกับข้า หึ ๆ...” เขาสะบัดแขนเสื้อและหันหลังออกไป ขณะเดินผ่านลวี่เยา เขาเหลือบมองจมูกของนาง พลางกล่าวติดตลก “จมูกสวยจริง ๆ” 


    ลวี่เยาคลำจมูกตัวเอง กล่าวอย่างไร้เดียงสา “ชอบไหม? เรามาแลกกัน!”


    ชวีหนานอีมองไฝสีดำเม็ดใหญ่บนจมูกของลวี่เยา รีบส่ายหน้า “สุภาพบุรุษไม่ช่วงชิงของผู้อื่น จมูกนี้เหมาะสมกับเจ้าเท่านั้น” พูดจบเขารีบเดินไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว 


    เด็กรับใช้เมื่อเห็นคนเหล่านี้เริ่มจากไปอีกครั้ง ในที่สุดความเป็นกังวลของเขาก็ถูกปล่อยวางเสียที ทว่าคาดไม่ถึง จู่ ๆ ลวี่เยาได้บอกเขาว่า “นำม้าของไป๋จื่อชีส่งไปให้ข้าที่บ้านตระกูลถัง” 


    เดิมทีเด็กรับใช้คิดว่าเย็นนี้จะได้ชิมเนื้อม้า แต่เนื้อยังไม่ทันจะได้เข้าปากกลับลอยไปเสียแล้ว เขาหงุดหงิดและเบือนหน้าหนี แสร้งเป็นไม่ได้ยินคำของลวี่เยา ในสายตาเขา ทาสรับใช้อัปลักษณ์นี้กล้าออกคำสั่ง ช่างทำตามอำเภอใจเสียจริง 


    ลวี่เยาไม่เคยโกรธเคืองบุคคลฐานะต่ำต้อยเหล่านี้ นางเพียงมองแผ่นหลังของถังโยว พลางกล่าวกับเด็กรับใช้ “หากเจ้าไม่ส่งม้ากลับไปให้ข้า ข้าจะให้คุณหนูใหญ่ถังขี่เจ้ากลับบ้าน” แล้วนางก็แสยะยิ้มอย่างชั่วร้าย  


    เด็กรับใช้เห็นการกระทำทั้งหมดของลวี่เยา ทว่าตั้งแต่ต้นจนจบกลับไม่เห็นคุณหนูใหญ่ถังเอ่ยปากต่อว่าเลยสักครั้ง เขาจึงเชื่อคำพูดของลวี่เยา ช่วยไม่ได้ ร่างกายของเขาผอมแห้งเกินไปที่จะรับน้ำหนักของคุณหนูใหญ่ถัง เขาจึงทำได้เพียงหาเด็กรับใช้ที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน มาช่วยแบกศพม้าส่งไปที่บ้านตระกูลถังอย่างว่าง่าย  


    ทุกคนออกจากบ้านตระกูลซูเป็นรอบที่สาม พวกเขาหันกลับไปมองอีกครั้ง ครานี้แม้แต่เด็กรับใช้ก็ไม่ส่ง ดูเหมือนคนในตระกูลซูต้องการจะซ่อนตัวเป็นเต่าหดอยู่ในกระดอง เมื่อเจ้ามาและไปดั่งสายลม ข้าจะหดตัวเข้าไปในเปลือกไม่ขยับ 


    ชวีหนานอีมองฮัวชิงหร่าน พลางกล่าว “ชิงหร่าน กลับไปที่ว่าการเขตด้วยกันเถอะ”


    ถังโยวตามติดฮัวชิงหร่านมาโดยตลอด เมื่อได้ยินเช่นนี้ นางรีบกล่าว “ท่านพี่ ข้าไปด้วย!”


    ชวีหนานอีเลิกคิ้ว “เจ้าก็จะไปหรือ?”


    ถังโยวรีบยืดอก พลางตบกระโปรงของตน “เลือด! ข้ามีเลือดอยู่ตรงนี้!”


    ชวีหนานอีกล่าวยิ้ม ๆ “ใช่ ดูเจ้าสิ เหตุใดจึงไม่ระวัง ปล่อยให้เลือดเปื้อนกระโปรง ไปล้างเนื้อล้างตัวที่ว่าการเขตก่อนเถอะ”


    ลวี่เยามองไปยังบ้านตระกูลถังที่อยู่ไม่ไกล และพบว่าความสามารถในการพูดไร้สาระของเขาเยี่ยมจริง ๆ เพียงแต่ตอนนี้นางเบื่อที่จะฟัง ผลลัพธ์ก็เดาได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องคิด เลือดนั่นเป็นของซูเยว่หยิ่งอย่างแน่นอน ไม่จำเป็นที่นางต้องไปร่วมสนุก ลวี่เยาไม่อยากไป นางยืดคอพลางกล่าวตรงไปตรงมากับถังโยว “คุณหนู ลวี่เยาจะกลับบ้านไปกินเนื้อม้า”  


    ทั้งหัวใจของถังโยวล้วนผูกติดอยู่กับฮัวชิงหร่าน ไม่มีเวลามาสนใจลวี่เยา นางจึงโบกมืออ้วน ๆ กล่าว “กลับไปเถอะ กลับไป ตุ๋นเนื้อม้ารอไว้ด้วย ข้าจะกลับไปกิน!”


    ลวี่เยาพยักหน้า ชวีหนานอีกลับเอ่ยปาก “ลวี่เยา เรื่องในวันนี้เจ้ามีส่วนช่วย”


    ถังโยวกล่าวอย่างภาคภูมิใจ “ใช่! ท่านดูสิ ลวี่เยานี่เป็นของใคร!” นางกล่าวก่อนจะหยิบเงินออกมาสองตำลึงมอบให้กับลวี่เยา “ทำดีมาก! ข้าให้รางวัลเจ้า!”


    ลวี่เยามองไปทางชวีหนานอี นางแสร้งทำท่าเย่อหยิ่ง “ลวี่เยาเองก็ช่วยแบ่งเบาภาระใต้เท้าไปตั้งเยอะ!”


    รอยยิ้มของชวีหนานอีแข็งทื่ออยู่บนริมฝีปาก เขาส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้ “ข้าเป็นข้าราชการที่ซื่อสัตย์” พูดจบ เขาล้วงหยิบเงินในช่องแขนเสื้อออกมาราวเจ็ดแปดก้วนเหรียญทองแดงมอบให้กับลวี่เยา  


    ลวี่เยาไม่รับ นางแหงนหน้ามองท้องฟ้า ก่อนจะยิ้มกล่าว “เชิญใต้เท้าดื่มชา” 


    มือที่ยื่นออกไปของชวีหนานอีค้างอยู่กลางอากาศ เขายิ้มอย่างเขินอาย ก่อนจะเก็บเงินเข้าไปในช่องแขนเสื้ออีกครั้ง กล่าว “นับเป็นความกตัญญูของเจ้าที่มีต่อข้า”


    หน้าด้านไร้ยางอายถึงขั้นนี้ ถือเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ของลวี่เยาเลยจริง ๆ

    คล้ายกับเรื่องเสน่หาชั่วกัลป์ ที่คุณอ่าน