เมื่อเดินออกมาไม่ได้นานสายตาของเรย์ก็หันไปเห็นบางสิ่ง ไม่สิ ควรเรียกว่าเป็คนมากกว่า เป็คนที่เขาไม่คิดว่าจะได้พบภายในเมืองเทรัสแห่งนี้ กลุ่มคนหลายคนที่แต่งกายโดดเด่น เพียงมองดูก็รู้ได้ทันทีว่าเป็ชนชั้นสูง ด้านหลังยังมีองครักษ์ที่เป็ถึงชนชั้นราชันเดินตามมาด้วย แสดงให้เป็ถึงความสำคัญของคนที่เดินนำหน้าสุด
“ทำไมพวกนั้นถึงได้มาอยู่ที่นี่?” เรย์พูดเสียงเบาออกมาอย่างสงสัย
“รู้จักด้วยงั้นเหรอ?” อูซินถาม
“รู้จักสิ พวกนั้นก็คือ มหาตระกูลระดับสูง เหมือนกับตระกูลแวนแจนซ์… แถมแต่ละคนที่มาก็เป็บุตรหลานมหาตระกูลรุ่นเดียวกับข้า” เรย์บอก
เรย์ค่อยๆ อธิบายถึงแต่ละกลุ่ม
กลุ่มแรกมีเด็กสาวเป็ผู้นำก็คือ เมวา เวริทัส หญิงสาวอายุราวๆ ยี่สิบห้าปี ผู้มีเรือนผมสีน้ำตาล สวมชุดหนังแต่ที่แขนกับขากลับสวมเป็เกราะเหล็กเอาไว้ สะพานดาบเรเปียร์ไว้ข้างเอว บนหน้าอกเสื้อมีตราสัญลักษณ์ดาบสามเล่มไขว้กัน ที่ด้านหลังของนางมีองครักษ์สองคนติดตามมาด้วย
กลุ่มที่สองนำโดย ไอริส สวาลินน์ หญิงสาวอายุยี่สิบสองปี ผมสีม่วงเข้มจนเกือบดำ และ มีดวงตาสีเหลืองราวกับโอปอ สวมชุดนักเวทสีฟ้าและสวมผ้าคลุมสีน้ำตาล ที่ผ้าคลุมมีสัญลักษณ์รูป วงกลมแปดจุดที่มีเส้นลากทั้งแปดจุดเชื่อมต่อกัน ผู้มีคุ้มกันตามมาด้วยหนึ่งคน
คนสุดท้ายมีเพียงคนเดียว ไร้เงาผู้ติดตาม โทแพซ ไดม่อนฮาร์ท เขาเป็ชายหนุ่มวัยยี่สิบปีที่มีเครื่องหน้าคมชัดและดูหยิ่งทะนงตามแบบฉบับชนชั้นสูง ใบหน้าเรียวได้รูปมีสันกรามที่เด่นชัดสื่อถึงความเด็ดเดี่ยว ผิวพรรณขาวเนียนละเอียดแต่ดูสุขภาพดีอย่างคนฝึกฝนร่างกาย ดวงตามีสีเงินประกายที่โดดเด่นคล้ายกับผิวััของโลหะหรืออัญมณี เส้นผมสีน้ำเงินเข้ม ตัดกับสีผิวและสีตาอย่างสิ้นเชิง รูปร่างโปร่งแต่เต็มไปด้วยมวลกล้ามเนื้อที่อัดแน่นจากการฝึกฝนเวทมนตร์สายป้องกันและการต่อสู้ ท่วงท่าการเดินมั่นคงและสง่างาม ทุกย่างก้าวให้ความรู้สึกหนักแน่นเหมือนขุนเขาที่ไม่มีวันสั่นคลอน
“สามมหาตระกูลระดับสูง ส่งคนมาเองเลยสินะ แถมดูจากพลังของแต่ละคนคงจะเป็บุตรหลายสายตรงแน่ๆ เลย” อูซินมองสำรวจกลุ่มคนจากมหาตระกูล ก็พบว่าเป็คนที่ไม่ธรรมดา ดูจากอายุและระดับพลังที่สามารถบรรลุได้ก็นับว่าสูงกว่ามาตรฐานของมหาตระกูลอยู่นิดหน่อย
“ใช่ เดาได้ถูกต้อง แต่ละคนต่างเป็ผู้ที่มีสิทธิ์เข้าชิงตำแหน่งผู้นำตระกูลของตนเอง แถมยังเรียนอยู่ที่สถาบันโคลเวอร์อีกด้วย” ในตอนนี้เรย์มีอายุเพียงสิบห้าปี หากว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เขาอายุสิบหกปีก็สามารถเข้าเรียนที่สถาบันโคลเวอร์ได้เช่นเดียวกัน
“ตระกูลพวกนี้มีความสัมพันธ์ยังไงกับราชวงศ์ไอนาทิสซ์แล้วก็ภาคีอัศวินพิทักษ์?” อูซินถาม
“ตระกูลไดม่อนฮาร์ท และ ตระกูลเวริทัส เป็ตระกูลที่เข้าร่วมกับภาคีอัศวินพิทักษ์ทุกรุ่น ส่วนตระกูลสวาลินน์จริงๆ แล้วตระกูลสายจอมเวท ปกติแล้วมีความสัมพันธ์ที่ดีกับสมาคมจอมเวทมากกว่า แต่ก็เป็ตระกูลที่สนับสนุนราชวงศ์ไอนาทิสซ์อย่างเปิดเผยเช่นเดียวกัน คนในตระกูลหลายรุ่นเองก็แต่งงานกับคนจากราชวงศ์” เรย์บอก
“มีความเป็ไปได้ว่า.. ทางราชวงศ์จะเป็คนส่งทั้งสามตระกูลมาสืบเื่ของตระกูลแวนแจนซ์สินะ” อูซินกล่าว
“ก็มีความเป็ไปได้” เรย์บอก ภายในใจของเขาเองก็อยากจะวิ่งเข้าไปหาทั้งสามเพื่อบอกถึงเื่ราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น แต่ว่าเขากลับไม่รู้เลยว่าตอนนี้นอกจาก ศาสนจักรแห่งแสง ตระกูลเมเยอร์ ภาคีไตรเนตร ยังมีกองกำลังอื่นอีกหรือ ไม่ที่จ้องจะสังหารเขา
“เมาเมา ตามไปอย่าให้พวกนั้นรู้ตัว” อูซินกล่าว
“ได้เลย นายน้อย” เมาเมาะโออกจากไหล่ของอูซินทันที ตรงไปยังทิศทางที่กลุ่มของมหาตระกูลเดินไป
“ส่วนพวกเราก็ได้แต่รอเวลา.. รอมาร์ตินติดต่อมา” อูซินกล่าว
……..
ทางด้านของเหล่ามหาตระกูลทั้งสาม ทั้งสามเดินตรงไปยังที่ตั้งของปราสาทภาคีอัศวินพิทักษ์ กองกำลังหลักที่ทำหน้าที่ดูแลเมืองเทรัสแห่งนี้ พวกได้ถูกพาไปยังห้องรับรองทันที
“ไม่คิดเลยว่านายก็จะมาด้วยโทแพซ” เมวา เวริทัส มองไปยังชายหนุ่มที่มาเพียงคนเดียวโดยไม่มีองครักษ์ติดตามมาด้วย แสดงออกถึงความมั่นใจในพลังของตนเอง อาจเป็เพราะพลังสายเืของ'ไดม่อนฮาร์ท' โดดเด่นเื่พลังป้องกันจึงไม่คิดจะส่งคนมาคุ้มกันบุตรหลานเมื่อออกไปทำภารกิจนอกตระกูล
“ผมเองก็ไม่คิดว่าพวกคุณจะมา แสดงว่าเื่ที่ตระกูลแวนแจนซ์โดนโจมตีจะเป็เื่จริงสินะ” โทแพซมองไปยังคนอีกสองตระกูล ตอนแรกที่เขาได้ยินเื่ที่ตระกูลแวนแจนซ์โดนโจมตี จนปราสาทพังทลายแต่กลับไม่พบซากศพ เขาเองก็ไม่ค่อยอยากจะเชื่อเท่าไหร่
“หากเป็เื่จริง คิดว่าเป็ฝีมือของใครถึงกับสามารถโจมตีตระกูลแวนแจนซ์ได้สำเร็จ” ไอริส สวาลินน์ถาม เพราะหากมีความสามารถมากพอที่จะโจมตีตระกูลแวนแจนซ์ได้ ก็หมายความว่ามีความสามารถมากพอในการโจมตีมหาตระกูลระดับสูงตระกูลอื่นเช่นเดียวกัน
“มีเพียงกองกำลังเดียวเท่านั้นที่มีกำลังพอจะทำแบบนั้นได้” โทแพซนึกไปถึงกลุ่มคนเพียงกลุ่มเดียวที่ประกาศตั้งตัวเป็ศัตรูกับราชวงศ์ไอนาทิสซ์ และ ภาคีอัศวินพิทักษ์อย่างเปิดเผย นั้นก็คือ 'ภาคีไตรเนตร'
“ภาคีไตรเนตรสินะ.. ปกติพวกมันก็ไม่ได้แข็งแกร่งขนาดนั้น ข้าเองก็เคยปะทะกับพวกมันมาแล้ว มีแต่พวกฝีมือขยะ” ไอริสพูดอย่างไม่ค่อยเชื่อว่าเป็ฝีมือของภาคีไตรเนตร เพราะจากประสบการณ์ที่เคยเจอ แม้แต่นางก็สามารถสังหารและจับตัวพวกมันได้โดยง่าย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงทั้งตระกูลแวนแจนซ์ที่มีจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์คอยปกป้องภายในตระกูลถึงสามคน
“ภาคีไตรเนตร เป็องค์กรมืดที่ก่อตั้งมาหลายร้อยหลายพันปี ถึงจะเคยปะทะกันมาหลายครั้ง แต่กลับไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่พวกเราสามารถสังหารหรือจับกุมคนระดับสูงของพวกมันได้ ทุกๆ ครั้งที่พวกเจอก็มันเป็พวกระดับกลางที่มีพลังเวทไม่เกินระดับเจ็ด หรือสูงสุดที่เคยเจอก็เป็เพียงชนชั้นราชันเท่านั้น แต่ข้าเชื่อว่าองค์กรที่ก่อตั้งมานานขนาดนี้ย่อมมีระดับจักรพรรดิหรือแม้แต่จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อย่างน้อยหนึ่งคน” โทแพซกล่าว
“แต่ถึงจะมีจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์หนึ่งคนหรือสองคน แต่ถึงกับสามารถโจมตีมหาตระกูลระดับสูงจนไม่เหลือผู้ใดรอดชีวิต ภายในหนึ่งคืน การจะทำแบบนั้นได้ต้องมีกองกำลังระดับเสาหลักสองแห่งร่วมมือกันเลยนะ” เมวา เวริทัส แสดงสีหน้าเครียดออกมาไม่น้อย
“เพราะแบบนี้ไง.. ราชวงศ์ถึงได้ขอให้เราสามมหาตระกูลร่วมมือกับภาคีอัศวินพิทักษ์สืบหาเื้ัเื่นี้ให้เร็วที่สุด” โทแพซพูด
ในจังหวะนั้นเองประตูห้องก็ได้ถูกเปิดออกมาพร้อมกับร่างของชายวัยกลางคน ผู้สวมชุดอัศวินระดับสูงของภาคีอัศวินพิทักษ์ ดวงตาซ้ายมีผ้าปิดตาสวมเอาไว้ รูปร่างที่สูงใหญ่และกล้ามเนื้อที่ซ่อนใต้ร่มผ้าบ่งบอกได้เลยว่าชายคนนี้มีความแข็งแกร่งไม่น้อย พลังเวทที่ปล่อยออกมาแม้จะพยายามสะกดเอาไว้แล้วก็สูงส่งจนน่าหวั่นเกรง เขาคือชายที่เป็ถึงเ้าเมืองเทรัสแห่งนี้ ผู้มีตำแหน่งไวเคานต์ เอ็ดวีก เอเมอร์
ด้านหลังของเขามีชายและหญิงที่เดินติดตามมาภายในห้องด้วย
คนแรก คาเตอร์ วอนิเวียร์ หัวหน้า'หน่วยอัศวินเวท'แห่งเมืองเทรัส มีพลังเวทสูงถึงชนชั้นราชันขั้นสูง ผู้แข็งแกร่งเป็อันดับสองของอัศวินเมืองเทรัส เธอสาวอายุราวๆ สามสิบสองปี เรือนผมสีน้ำตาลและสวมแว่นตาหนา ชุดที่นางสวมกับคล้ายส่วนผสมของทั้งอัศวินและจอมเวท ที่แขนและขาแม้เป็เกราะเหล็กแต่กลับสวมเสื้อคลุมของจอมเวททับเอาไว้
อีกคนเป็ชายหนุ่มสวมชุดอัศวินเวทไม่ต่างจากคาเตอร์ เป็ชายหนุ่มสวมแว่นผมสีน้ำตาลเข้ม มีนามว่า เซเวียร์ ราคูฟ อัศวินผู้ช่วยของคาเตอร์ ระดับพลังเวทชนชั้นจ้าวมนตราขั้นต้น
“ท่านเ้าเมือง” โทแพซนำมือไปแตะที่หน้าอก เป็สัญลักษณ์ของการทำความเคารพแม้ว่าระดับของตระกูลไดม่อนฮาร์ทจะเหนือกว่าตระกูลเอเมอร์ก็ตาม แต่หากนับตามตำแหน่งอัศวินที่ราชวงศ์มอบให้ เขายศต่ำกว่าไวเคานต์หลายขั้น
เมวา เวริทัส เองก็ทำแบบเดียวกันเพราะนางเป็อัศวิน มีแต่ ไอริส สวาลินน์เท่านั้นที่ทำเพียงย่อตัวเคารพ เพราะนางไม่ใช่อัศวิน
“ขอโทษที่ให้รอ” เ้าเมืองเดินไปยังโต๊ะของตัวเอง เมื่อนั่งเขาก็ไม่รอช้าพูดทันที
“คิดว่าคงได้ยินเื่ที่เกิดขึ้นแล้วสินะ” เ้าเมืองเอ็ดวีกกล่าว
“ได้ยินแล้วครับ.. แต่ไม่อยากเชื่อเท่าไหร่” โทแพซบอก
“ไม่แปลก กว่าห้าร้อยปีที่ผ่านมา แม้มหาตระกูลจะเคยโดนโจมตีบ้าง แต่ก็ไม่เคยมีครั้งไหนที่คนทั้งตระกูลหายไปไร้ร่องรอยแบบนี้ไม่มาก่อน… ไม่สิเหตุการณ์แบบนี้ต่อให้เป็สองพันปีที่ผ่านมาก็ไม่เคยเกิดขึ้น ตอนนี้ภาคีอัศวินพิทักษ์ยังปิดข่าวอยู่ แต่คิดว่าคงปิดได้อีกไม่นาน” เ้าเมืองเอ็ดวีกกล่าว เพราะว่าเมืองเทรัสเป็เมืองที่เน้นการค้าขายอาร์ติแฟกต์อักขระที่ตระกูลแวนแจนซ์เป็ผู้สร้าง แถมกองอัศวินของเขาเองก็พึ่งพาอาร์ติแฟกต์อักขระเช่นเดียวกัน การประกาศเื่ที่ตระกูลแวนแจนซ์หายตัวไปทั้งตระกูล จะสร้างความแตกตื่นให้กับประชาชนในเมืองร่วมถึงอัศวินระดับต่ำอย่างแน่นอน
“แล้วตอนนี้มีเบาะแสอะไรไหม” เมวา เวริทัส ถาม
เ้าเมืองหันไปมองคาเตอร์ที่อยู่หน้าหลังของตนเอง คาเตอร์หยิบอาร์ติแฟกต์อักขระ 'ลูกแก้วเงาสะท้อน' ออกมา มันเป็ลูกแก้วที่สามารถเก็บภาพแล้วฉายออกมาเป็ภาพเงาสะท้อนได้ วาเนสซ่าฉายภาพที่อยู่บริเวณหอคอยแวนแจนซ์ออกมา ภาพเศษซากของหอคอยที่มีร่องรอยการต่อสู้มากมายปรากฏออกมาทันที
“ถึงแม้ วาเนสซ่า จะพยายามหาเบาะแสของผู้รอดชีวิตหรือเบาะแสของผู้โจมตี แต่กลับไม่พบสิ่งใดเลย มีเพียงร่องรอยการต่อสู้กันรุนแรง ที่บอกได้เพียงว่า มีการต่อสู้รุนแรง และ ศัตรูอาจมีสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งเพียงเท่านั้น” คาเตอร์กล่าว
“สัตว์อสูร?” โทแพซมองไปยังภาพฉายมายา ร่องรอยการต่อสู้ที่เห็นมีทั้งรอยจากศาสตราวุธมากมาย แต่ก็มองเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีร่องรอยของกรงเล็บมากมายที่ปรากฏขึ้นไปทั่ว
“แล้วรู้หรือยังว่าเป็สัตว์อสูรประเภทไหน” เมวา ถาม
“ยังไม่แน่ใจ.. ถึงจะให้อัศวินที่เชี่ยวชาญเื่พันธุ์อสูรดูร่องรอยกรงเล็บ แต่ว่าก็ยังไม่รู้ว่าจะมีสัตว์อสูรตัวไหนที่มีกรงเล็บห้าอัน ถึงแม้จะเป็สัตว์อสูรภายในเทือกเขาเอลเดียก็ตาม” คาเตอร์บอก
“ห้ากรงเล็บ.. หากบอกว่าเป็สัตว์อสูรอาจจะหาได้ยาก แต่หากบอกว่าฝีมือของพวกมนุษย์สัตว์อาจหาตัวได้ง่ายกว่า” ไอริสบอก
สีหน้าของคนภายในห้องมืดดำลงเล็กน้อย เพราะว่านั้นถือเป็ข้อกล่าวหาอันร้ายแรงที่อาจทำให้เกิดข้อพิพาทระหว่างทวีปได้เลยทีเดียว
“จริงอยู่ที่มนุษย์สัตว์หลายคน มีนิ้วมือคล้ายกับกรงเล็บ แถมยังมีห้ากรงเล็บ แต่ว่าก็มีสัตว์อสูรหลายพันธุ์ที่มีกรงเล็บห้านิ้ว เพียงแต่เรายังหาไม่เจอว่าสายพันธุ์ไหนที่มีกรงเล็บตรงกัน.. การจะกล่าวหาว่าเื่ที่เกิดขึ้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับมนุษย์สัตว์นั้นร้ายแรงเกินไป” เ้าเมืองเอ็ดวีกบอก แม้ว่าภายในใจของเขาจะสงสัยเื่นี้เช่นเดียวกัน เพราะหากตระกูลแวนแจนซ์ที่เป็หนึ่งในผู้สนับสนุนหลักของราชวงศ์โดนทำลายลงไป คนที่ได้ผลประโยชน์ที่สุดย่อมเป็ภาคีไตรเนตร และ จักรวรรดิแบคโฮผู้ปกครองแดนอสูร
“ก็ให้คิดเอาไว้ก่อน ว่ามีความเป็ไปได้ว่าอาจเป็ฝีมือของทั้งภาคีไตรเนตร ไม่ก็มนุษย์สัตว์” ไอริสกล่าว
“อย่าได้คิดไปก่อนว่าใครเป็คนทำ สิ่งเราต้องทำก็คือการหาหลักฐาน” โทแพซกล่าว
“แล้วจะหายังไง.. ขนาดภาคีอัศวินพิทักษ์ของเมืองเทรัสยังหาอะไรไม่เจออะไรเลยไม่ใช่หรือไง” ไอริสถาม
“ก็เพราะแบบนั้น.. ข้าถึงได้นำสิ่งนี้มาด้วย” โทแพซล่วงเข้าไปภายในกระเป๋ามิติขนาดเล็กข้างเอว เขานำอาร์ติแฟกต์อักขระชนิดหนึ่งออกมา มันเป็เสาที่มีความสูงประมาณหนึ่งเมตร และ มีเส้นรอบวงประมาณสามสิบเิเ ที่เนื้อผิวของเสามีอักขระจำนวนมากเขียนร้อยเรียงเอาไว้
“อาร์ติแฟกต์อักขระ? .. ทำอะไรได้งั้นเหรอ” ไอริสถาม
“มันถูกเรียกว่า 'เครื่องอ่านกระแสมานา' เป็อาร์ติแฟกต์อักขระระดับสิบที่จ้าวตระกูล เรมัส แวนแจนซ์ สร้างและมอบให้ท่านพ่อของข้า มันมีความสามารถในการอ่านกระแสมานาในธรรมชาติและสร้างภาพมายาของสิ่งที่เคยเกิดขึ้นภายในพื้นที่ อย่างน้อยสิ่งนี้จะสามารถบอกได้ว่าใครเป็คนโจมตีตระกูลแวนแจนซ์” โทแพซกล่าว
“เป็อาร์ติแฟกต์ที่เหมาะในการสืบสวนจริงๆ .. ทำไมถึงได้มอบอาร์ติแฟกต์ดีขนาดนี้ให้กับตระกูลไดม่อนฮาร์ทกัน?” ไอริสถาม อาร์ติแฟกต์แบบนี้สมควรจะถูกเก็บภายในตระกูลของตน หรือ ไม่ก็มอบให้กับภาคีอัศวินพิทักษ์โดยตรงมากกว่า
“ข้าเองก็ไม่รู้รายละเอียด แต่ว่านี้เป็หนึ่งในอาร์ติแฟกต์ระดับสิบที่ผู้นำตระกูลแวนแจนซ์สร้างขึ้นเอง” โทแพซกล่าว
“ดี.. หากมีอาร์ติแฟกต์อักขระชิ้นนี้ก็คงสามารถรู้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น” เ้าเมืองเอ็ดวีกเห็นความหวัง ขอเพียงมีสิ่งนี้ก็จะสามารถใช้เป็หลักฐานได้ว่า เกิดอะไรขึ้นภายในหอคอยแวนแจนซ์ คนร้ายที่แท้จริงก็จะปรากฏตัวออกมา
“งั้นผมจะรีบจัดตั้งทีมให้นะครับ” เซเวียร์ที่ยิ่งเงียบมานานได้เสนอตัวทันที
“ได้.. ให้เซเวียร์จัดตั้งทีมอัศวิน คอยติดตามโทแพซกับคนอื่นๆ ไปยังที่หอคอยแวนแจนซ์” เ้าเมืองเอ็ดวีกกล่าว
“ได้ขอรับท่านเ้าเมือง ภายในพรุ่งนี้เช้าคงรวบรวมคนได้แล้ว” เซเวียร์กล่าว
“พรุ่งนี้เช้าพวกเราจะออกเดินทางทันที” โทแพซกล่าว
….
ทางด้านของอูซินและเรย์
ในตอนนี้อูซินกำลังนั่งหลับตา ิญญาของเขากำลังเชื่อมต่อกับดวงตาของเมาเมาที่กำลังฟังการบทสนทนาของกลุ่มอัศวิน
“ดูเหมือนว่า.. พวกเขากำลังจะไปสืบหาเื่ที่เกิดกับตระกูลแวนแจนซ์โดยใช้ อาร์ติแฟกต์ที่มีชื่อว่า เครื่องอ่านกระแสมานา” อูซินกล่าว
“เครื่องอ่านกระแสมานา หากเป็สิ่งนั้นคงจะสามารถเปิดเผยความจริงได้แน่นอน” เรย์ที่ได้ยินว่าอัศวินมีเครื่องอ่านกระแสมานาเขาก็รู้สึกดีใจเป็อย่างมาก เพราะมันเป็อาร์ติแฟกต์ระดับสูงที่พ่อของเขาสร้างขึ้น หากใช้มันในการสืบสวนละก็ ต้องสามารถเปิดเผยเื่ที่ตระกูลเมเยอร์โจมตีตระกูลแวนแจนซ์ได้อย่างแน่นอน
“ก็ไม่แน่หรอกนะ” อูซินกล่าว
“คิดว่าเครื่องอ่านกระแสมานาจะใช้ไม่ได้งั้นเหรอ” เรย์ถาม เขาคิดว่าอีกฝ่ายไม่เชื่อมั่นใจเครื่องอ่านกระแสมานา
“ไม่หรอก.. แต่คิดว่ามันง่ายเกิดไป หากข้าเป็ศัตรูคงไม่ยอมให้มีการสืบสวนเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ไม่แน่ว่ากลุ่มที่จะไปหอคอยแวนแจนซ์พรุ่งนี้อาจจะโดนโจมตีก็ได้” อูซินกล่าว
“คิดมากไปหรือเปล่า” เรย์บอก
“ก็หวังว่าจะเป็แบบนั้น” อูซินบอก ถึงจริงๆ แล้วเขาจะรู้อยู่เต็มอกว่า กลุ่มที่จะไปหอคอยแวนแจนซ์พรุ่งนี้จะมีปัญหาแน่นอน เพราะเขาและเมาเมามีข้อมูลบางอย่างที่เรย์ยังไม่มี
“จากสีหน้าของนาย เหมือนมีอะไรที่นายรู้แล้วยังไม่ยอมบอก” เรย์บอก
“ใช่.. แต่ไม่ต้องห่วงข้าจะบอกเ้าพร้อมๆ กับคนอื่นๆ รออีกไม่นานก็จะได้รู้แล้ว” อูซินกล่าว หลังจากนั้นเขาก็ให้เมาเมาพยายามสำรวจที่ภาคีอัศวินพิทักษ์ให้ได้มากที่สุดเท่าที่เป็ไปได้
“เห้อ.. ทำได้แต่รอเวลาสินะ” เรย์บอก