“อย่างนั้นเหรอ เื่นั้นคือว่า”ที่เขาพึมพำอย่างนั้นคงเป็การแสดงความรู้สึกเสียใจต่อให้เป็เด็กที่ดูเหมือนผู้ใหญ่แค่ไหน เวลาจะแสดงความเสียใจต่อการตายของคนคนหนึ่งก็ใช่จะพูดออกมาได้ทันทีเพราะประสบการณ์ยังน้อย
ฉันจับกระโปรงยกขึ้นแสดงความขอบคุณอย่างสุภาพแสดงให้เห็นว่าใจเขาส่งผ่านมาถึงฉัน เขาเองก็ดูเหมือนเข้าใจและสีหน้าผ่อนคลายขึ้น
“...แม่ของผมสิ้นไปเมื่อสี่ปีก่อนแม่เป็คนไม่ค่อยพูด ชมก็น้อยดุว่าก็น้อย แต่ไม่ว่าเวลาไหนแม่ก็คอยปกป้องผมเสมอเป็คนที่ทั้งงดงามและอ่อนโยน”
หลังจากหวนคิดถึงอดีตแล้วเขาก็พูดอย่างเขินอาย“แต่เป็การแสดงออกที่ทำอย่างเป็ปกติวิสัยนะ”ฉันรู้สึกเศร้าใจกับสิ่งที่ไม่สมกับเป็เด็กนั้น
สิ่งที่ฉันนึกออกได้อย่างชัดเจนเมื่อวานคือฉันมีชาติก่อน แต่เขาเกิดมาเป็เด็กทารกบริสุทธิ์ และได้ใช้เวลาร่วมกันกับแม่แค่หกปีเท่านั้น
พอฉันเผลอถามอย่างลืมตัวว่า “ไม่เหงาเหรอคะ”เขาก็ตอบว่าไม่เหงาหรอกเพราะมีคนรับใช้ในบ้านกับอาจารย์สอนพิเศษอยู่ด้วย
“เพื่อนล่ะ”
“...ไม่มีใครเป็พิเศษ”
“ดิฉันก็เหมือนกันค่ะ”
เรามองหน้ากันแล้วก็ถอนหายใจ
แม้แตกต่างกันตรงที่เราเป็ชายกับหญิงแต่ดูเหมือนว่าสภาพแวดล้อมจะเหมือนกัน
เราทั้งสองฝ่ายต่างสูญเสียแม่ไปั้แ่ยังเด็กส่วนพ่อก็งานยุ่งจึงไม่ค่อยได้เจอกัน ใช้ชีวิตอยู่โดยรายล้อมไปด้วยผู้ใหญ่ เช่น คนรับใช้ในบ้านอาจารย์สอนพิเศษ ไม่มีเพื่อนรุ่นเดียวกันที่จะเล่นด้วย
ฉันตัดสินใจเปลี่ยนหัวข้อสนทนาจากเื่ครอบครัวไปเป็เื่อื่น
เริ่มจากการเปลี่ยนแปลงของการเมืองการปกครองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศประวัติศาสตร์ หนังสือน่าสนใจที่ได้อ่านเมื่อเร็วๆ นี้ และทักษะในการขี่ม้า
แม้เรามีความสนใจในสาขาที่แตกต่างกันแต่ฉันก็ได้รู้ว่าเขาเป็นักอ่านเหมือนกัน จึงเป็คนที่คุยด้วยสนุกมากทีเดียว
เมื่อคุยสนุกมากฉันจึงเผลอคุยกับเขาในเื่ที่เป็ความลับแม้แต่กับพ่อ
“ไม่อยากถูกมองว่าเป็ลูกสาวที่เอาแต่หมกตัวอยู่ในบ้านดิฉันเองก็เคยเดินในเมืองแค่คนเดียวด้วยนะ”
โวล์ฟกังทำท่าทีเหมือนสงสัยฉันจึงเสริมว่า
“แน่นอนว่าไม่ได้แอบหนีออกจากบ้านไปคนเดียวจนถึงในเมือง...ถ้าทำแบบนั้นก็ต้องรู้ไปถึงพ่ออยู่แล้ว”
ฉันอธิบายให้โวล์ฟกังฟังอย่างละเอียด
มันเป็วันที่ลมจากูเาพัดแรงขึ้นอีกระดับ
คนรับใช้ในบ้านคนหนึ่งจะไปในเมืองฉันจึงพูดอย่างเอาแต่ใจว่าจะร่วมทางไปด้วย
ฉันวางแผนไว้ั้แ่ก่อนหน้านี้แล้วฉันได้เสื้อผ้าใช้แล้วของหญิงรับใช้มาเข้าชุดกับเสื้อคลุมตัวนอกที่โทนสีไม่สะดุดตา ฉันเปลี่ยนชุดเอง
จากนั้นฉันขยับตัวออกมาด้านข้างเล็กน้อยทำท่าเหมือนกำลังเดินเพื่อให้โวล์ฟกังจดจ่อกับเื่ที่เล่าอย่างมีส่วนร่วมไปด้วย
“ลมแรงพัดมาจนชายเสื้อคลุมถูกพัดกระพือเปิดออกเย็นมากเลยละ แต่ไม่มีใครสังเกตเห็นฉันเลย มิหนำซ้ำยังถูกตะคอกใส่ว่า ‘เกะกะ!’ บ้าง ถูกกระแทกไหล่ในฝูงชนอย่างไม่เกรงใจบ้าง เหมือนถูกเบียดให้ไหลไปตามคลื่นคนจนต้องรีบหนี”
พอเล่าออกมาก็รู้สึกว่ามันก็เป็เื่แค่นั้นเองแต่เป็เหตุการณ์ที่ทำให้ฉันตื่นเต้นมากๆ
“เด็กตัวเล็กที่อยู่ใกล้ๆเห็นท่าทางของฉันก็หัวเราะ แล้วเหมือนเป็โรคติดต่อฉันก็หัวเราะเสียงดังเหมือนคนบ้าไปด้วย...พอคนที่พามาด้วยเจอเข้า การผจญภัยเลยจบลง”
ถึงเป็่เวลาสั้นๆแต่ก็เป็เื่ราวการผจญภัยสำหรับฉัน
ถ้าบอกผู้ใหญ่เขาคงโกรธเพราะห่วงเื่ความปลอดภัยใช่ไหมล่ะฉันจึงตัดสินใจว่าความลับสำคัญนี้จะแอบเล่าให้เด็กที่อยู่ในวัยเดียวกันฟัง
โวล์ฟกังไม่ดูถูกว่าเื่ของฉันดูไร้สาระเลยตาสีม่วงอมน้ำเงินของเขาเบิกกว้างราวกับประหลาดใจในตาคู่นั้นเจือด้วยความรู้สึกยกย่องชมเชยนิดๆ
“...ยอดไปเลยนะ”
คำกล่าวชื่นชมธรรมดาเท่านั้นก็มากพอสำหรับฉันแล้ว
ฉันไม่รู้ตัวเลยแต่ดูเหมือนตอนนี้ฉันกำลังรื่นเริงมากพอดู
เมื่อลองย้อนคิดดูสรรพนามแทนตัวฉันกลายเป็ ‘ฉัน’ แทน ‘ดิฉัน’ ผสมไปด้วยเหมือนกัน จะไปวิจารณ์คนอื่นไม่ได้
เหมือนเป็คำพูดแก้ตัวการได้เจอคนที่คุยได้โดยไม่ต้องเลือกหัวข้อสนทนาขนาดนี้อย่างน้อยก็เป็ครั้งแรกในชีวิต ฉันมีลูกพี่ลูกน้องที่อายุใกล้เคียงกัน ทว่าเธอคนนั้นเป็เด็กอ่อนโยนแต่ขี้ขลาดทั้งยังขี้วิตกกังวลด้วย จึงต้องเลือกหัวข้อสนทนาอย่างระมัดระวัง
ในบรรดาผู้ใหญ่ที่อยู่ในบ้านแม่นมเป็คนที่ฉันปรึกษาเื่แบบไหนก็ได้ค่อนข้างดีทีเดียวเธอเอาใจใส่ฉันเกินกว่าหน้าที่คนรับใช้เสียอีก เป็คนที่ใกล้เคียงกับคำว่าครอบครัวมากที่สุดแต่ก็ไม่เหมือนกันกับเพื่อน
่เวลาที่ฉันได้คุยกับโวล์ฟกังสนุกผิดคาดเวลาจึงผ่านเลยไปอย่างรวดเร็ว
รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่พวกพ่อมาบอกว่าอาหารเย็นเตรียมเสร็จแล้วด้วยสีหน้าแปลกๆเหมือนพยายามกลั้นยิ้ม
ตอนนั้นพวกเราสนิทกันจนเรียกกันว่าโวล์ฟกับลีโคริสแล้ว
แล้วฉันจะไปสนิทด้วยทำไม
3
พวกเด็กๆตอนกลางคืน
หลังรับประทานอาหารเย็นที่เลิศหรูในปริมาณกำลังดีเสร็จแล้วกระเพาะอาหารของฉันก็กลับมามีพลังเต็มเปี่ยม
ดูเหมือนพวกผู้ใหญ่ทั้งสองจะดื่มเหล้ากันต่อ
พ่อเป็คนไม่ค่อยดื่มเหล้าที่บ้านพ่อเคยบอกว่าไม่ชอบเหล้า แต่คงมี่ที่รู้สึกอยากดื่มบ้างกระมัง
พ่อบอกว่าคุยกับโวล์ฟต่อสักหน่อยก็ได้ฉันจึงชวนเขาให้พาไปชมห้องสมุดของคฤหาสน์
ฉันมีเื่ที่อยากจะคุยกับเขาอยู่พอดี
กลิ่นที่เป็เอกลักษณ์ของกระดาษเก่า
ชั้นวางหนังสือที่ตั้งตระหง่าน
ตะเกียงเวทมนตร์ส่องสว่างอยู่กลางห้องสมุดในยามราตรี
เวลานี้ฉันมองเห็นภาพนั้นเป็ภาพในจินตนาการสุดแสนวิเศษคงเป็เื่ของงานสถาปัตยกรรมที่ต่างกับห้องสมุดของที่บ้านซึ่งมีความคุ้นเคยเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยหรืออาจเพราะความทรงจำในชาติก่อนกลับคืนมาทำให้การรับรู้เื่เวทมนตร์ของฉันเปลี่ยนไปมากขึ้นกว่าเดิม
โลกนี้มีเวทมนตร์
ดูเหมือนไม่ใช่ทุกคนที่มีพลังความสามารถด้านเวทมนตร์อยู่ในตัวแต่น่าจะมีความเป็ไปได้สูงที่ผู้ที่สืบสายเืขุนนางใช้พลังนั้นได้
มีความคลุมเครืออย่าง ‘ดูเหมือน’ หรือ ‘น่าจะ’ เพราะฉันยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับเวทมนตร์มากเท่าใดนัก
น่าเสียดายมากที่ในห้องสมุดบ้านเราไม่มีหนังสือที่บันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับเวทมนตร์ถึงแม้มีก็คงไม่ได้วางไว้ในที่ที่เด็กเอื้อมถึงง่ายๆที่ห้องสมุดของคฤหาสน์ดยุกรานันคูลาก็คงเช่นเดียวกัน
มีการสั่งห้ามอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันอันตรายซึ่งอาจเกิดกับเด็กที่ใช้เวทมนตร์อย่างไม่ผ่านการไตร่ตรองรอบคอบและไม่ได้ยั้งคิดการเรียนรู้เวทมนตร์จากหนังสือก็เช่นเดียวกัน
แต่เดิมเวทมนตร์เป็แบบไหนทำอย่างไรจึงจะใช้ได้ แม้ฉันยังไม่รู้เื่ดังกล่าวแต่เวทมนตร์ก็มีอยู่ในการดำเนินชีวิตอย่างแน่นอน
ตัวอย่างเช่นหอคอยเคลื่อนย้ายที่ใช้ระหว่างทางที่พวกเรามาคฤหาสน์ดยุกรานันคูลาหรือตะเกียงเวทมนตร์ที่ส่องสว่างกลางความมืดที่แผ่กว้างในห้องสมุดตอนนี้
ในเมื่อเป็สถานที่รวบรวมหนังสือซึ่งติดไฟง่ายใช้ไฟเวทมนตร์ก็เหมาะสมที่สุด ไม่ต้องกังวลเื่ไฟไหม้ถึงใช้เป็เวลานานน้ำมันก็ไม่หมด ที่สำคัญแสงไฟต่างกับเปลวไฟ จึงไม่สั่นไหววูบวาบใช้สายตาไล่อ่านตัวหนังสือได้ง่าย
เครื่องมืออย่างตะเกียงเวทมนตร์ดูเหมือนจะใส่พลังเวทมนตร์เข้าไประหว่างขั้นตอนการสร้างเพราะฉะนั้นตอนใช้งานก็ไม่ต้องใช้พลังเวทมนตร์กล่าวได้อีกอย่างว่าถ้าขั้นตอนการทำตะเกียงไม่ผิดพลาดแม้ไม่รู้โครงสร้างหรือไม่ได้นำพลังเวทมนตร์ออกมาก็ใช้ได้
ตะเกียงเวทมนตร์เป็สิ่งของที่มีคุณภาพหรูเลิศและเป็อุปกรณ์ให้แสงสว่างที่ใช้ได้ต่อเนื่อง
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ readawrite
https://bit.ly/3kRniGc