ในยามค่ำคืนเงียบสงัดหนาวเหน็บกลับมีกลุ่มอาชา กำลังพุ่งทะยานไปเบื้องหน้าด้วยความเร็วด้านหน้าสุดบนหลังอาชาสีหมอกนั้นเป็ร่างสูงแปดฉื่อของ รุ่ยอ๋อง ซือซานไท่ โอรสลำดับที่สามของฮ่องเต้และสนมขั้นเฟย ที่กำลังมุ่งตรงไปยังเมืองเซียงตูเพื่อทำการค้าตามคำสั่งของโอรส์
เขานั้นนับว่าเป็โอรสนอกสายตาของบิดาและคนในราชสำนักแม้จะมีผลงานความสามารถด้านการเจรจา ต่อรองแต่ก็เป็เพียงองค์ชายที่เกิดจากสนมขั้นเฟย ไม่เคยอยู่ในสายตาและพระทัยโอรส์ทั้งพระนางยังเป็เพียงบุตรสาวพ่อค้าธรรมดาที่มีเงินตรา แต่ไม่มีอำนาจจึงไม่เคยถูกนับว่าเป็หมากในกระดานของผู้ใด
แต่ถึงกระนั้นกลับเป็เื่ดีในความรู้สึกซานไท่เพราะยิ่งเขาอยู่นอกสายตาผู้คน ความสนใจก็ยิ่งมีน้อย ไม่ว่าจะอิสระเสรีก็ย่อมมีมากกว่าพี่น้องคนอื่นทำให้ทุกวันนี้เขาใช้ชีวิตอย่างอิสระไร้คนมากำหนดกฎเกณฑ์ ทำเพียงหน้าที่ตนให้ดีไม่ให้มารดาหนักใจก็พอ
หลังเดินทางอย่างยากลำบากมาตลอดหลายวันทั้งยังต้องเสียเวลาไปกับพวกโจรป่า ทำให้พวกเ้าต้องเร่งควบม้าไม่พักอยู่หนึ่งวันหนึ่งคืนเต็ม ในที่สุดั์ตาคมก็มองเห็นกำแพงเมืองเซียงตูสักที
รอยยิ้มดีใจปรากฏบนใบหน้าใต้ผ้าคลุมก่อนเขาจะออกแรงกระทุ้งท้องม้าให้เร่งความเร็ว พุ่งตรงไปทางประตูเมืองเบื้องหน้าเช่นเดียวกับองครักษ์ด้านหลังที่ยิ้มดีใจพุ่งทะยานไปตามหลังผู้เป็นาย
หยุดดด
“ผู้ใดเหตุใดจะเข้าเมืองค่ำมืดเช่นนี้” นายทหารผู้ทำหน้าที่เฝ้าประตูเมืองก้าวออกไปขวางหน้าอาชาตัวใหญ่ พร้อมเปล่งเสียงดังก้องด้วยท่าทางองอาจขึงขังแลดูน่าเกรงขามหวังให้คนบนหลังม้าหวาดหวั่นกับท่าทางนั้นของเขา
ทว่าเพียงสายตาคมดุเหลือบมองมาร่างกายของเขากลับแข็งทื่ออย่างไม่อาจควบคุม ลมหายใจสะดุดด้วยความรู้สึกหวาดหวั่นขนอ่อนในกายลุกชันทั้งที่ไร้ลม ก่อนดวงตาจะเหลือบเห็นป้ายทองสะท้อนแสงไฟ
อ๋อง
เพียงคำนั้นคำเดียวที่อยู่บนป้ายร่างกายของนายทหารยศต่ำ กลับอ่อนปวกเปียกไร้แรงจะยืนดวงตาเล็กกลับเบิกโพลงด้วยความใ ก่อนจะลนลานคุกเข่าลงกับพื้นทรายอย่างรวดเร็ว
“อ๋องทะท่านอ๋อง กระ กระหม่อมมีตา แต่ไร้แวว ไม่รู้ว่าเป็ท่านอ๋อง ขอท่านอ๋องโปรดอภัย”น้ำเสียงตื่นตระหนกละล่ำละลักออกมาด้วยความกลัว
“ช่างเถิดหน้าที่เ้าเปิ่นหวางไม่ถือสา คราวนี้เปิ่นหวางเข้าไปได้หรือยัง” น้ำเสียงเนือยๆเอ่ยออกมาเชื่องช้าอย่างไม่สนใจ แต่กลับกังวานก้องจนผู้น้อยเบื้องล่างอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายเหนียวลงคอ
“พ่ะพ่ะย่ะค่ะ”
ทันทีที่อาชาตัวใหญ่หลายตัวผ่านประตูไปเสียงพ่นลมหายใจก็ดังออกมาด้วยความโล่งอกพวกเขาคิดว่าจะโดนลงโทษให้ตายอยู่ที่หน้าประตูเมืองแห่งนี้เสียงแล้ว ฐานไม่ดูตาม้าตาเรือใช้น้ำเสียงไม่เหมาะสมกับเชื้อพระวงศ์สูงศักดิ์
และเพราะเป็เวลากลางคืนชาวบ้านในเมืองต่างหลับนอนอยู่ในบ้านเรือนของตนกลุ่มคนบนหลังม้าจึงเร่งอาชาให้เร็วขึ้นจากปกติทว่าเมื่อไปถึงใจกลางเมืองกับมีเสียงผีผา ดังแว่วออกมาจากอาคารตั้งสูงตระหง่านพร้อมกับแสงไฟสว่างไสวส่องลอดออกมาจากอาคารนั้นจ้าถึงถนน
“หอหรงเซียน” อ๋องหนุ่มรำพันออกมาแ่เบาหลังเห็นป้ายที่แห่งนั้นขณะที่อาชากำลังควบผ่านสายตาคมกวาดมองความครึกครื้นภายในนั้นอย่างรวดเร็วก็คงจะมีแต่ที่เช่นนี้ที่สร้างความสุขให้ผู้คนอย่างไร้เงื่อนไขก่อนเขาจะกลับมาสนใจท้องถนนเบื้องหน้าอย่างตั้งใจ
ไม่นานม้าของซานไท่ก็มาถึงจวนเ้าเมืองหน้าประตูมีร่างชายชราเดินวนไปมาด้วยท่าทางเป็กังวลเพียงได้ยินเสียงม้าควบมาใกล้ก็เงยมองด้วยท่าทางตื่นเต้นก่อนจะแย้มรอยยิ้มยินดีออกมาเต็มใบหน้า
“ท่านอ๋อง”
“ท่านเ้าเมืองมารบกวนกลางดึกเสียมารยาทแล้ว”
“ไม่เลยไม่เลยมีรายงานว่าท่านอ๋อง เจอโจรป่าาเ็หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่ต้องกังวลข้าไม่ได้เป็อะไร”
“เช่นนั้นก็ดีเช่นนั้นก็ดี เอาละพวกท่านเดินทางมาเหนื่อย รีบไปพักก่อนข้าน้อยจัดเตรียมเรือนให้เรียบร้อยแล้ว”
“ขอบคุณท่านมาก”
“ไม่มีอะไรแล้วกระหม่อมทูลลา”
เฮ่อเสียงถอนหายใจแรงดังออกมาพร้อมร่างท่านอ๋องเดินเข้าไปในเรือนใหญ่ที่เ้าเมืองจัดเตรียมให้พวกเขาคืนนี้เขาจะต้องรีบอาบน้ำ เข้านอนเพราะวันพรุ่งนี้ คิดว่าน่าจะมีศึกหนักรออยู่
และเป็อย่างที่คิดไว้ไม่มีผิดเพราะการเจรจาครั้งนี้ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ทั้งทูตของเจ้อเจียงทั้งสามยังเล่นแง่แสร้งทำเป็ตีสนิทโดยการแอบอ้างถึงท่านลุงของเขาหวังเอาสัมพันธ์อันดีนั้นมาใช้ในการต่อรองนี้ให้เขายอมผ่อนปรนตามเงื่อนไขที่อีกฝ่าย้า แต่มีหรือที่เขาจะยอมสุดท้ายคนพวกนั้นก็ต้องยอมถอยรับข้อเสนอของเขาไป
“ท่านอ๋องท่านเก่งมากเลย คนพวกนั้นคิดว่าตัวเองอายุเยอะ เ้าเล่ห์มองพระองค์อายุน้อยด้อยประสบการณ์ คิดเอาเปลี่ยน แต่ไหนเลยจะรู้ว่าไม่มีการค้าไหนที่พระองค์ทำแล้วไม่สำเร็จ”
อ๋องหนุ่มสายหน้ายิ้มกริ่มมององครักษ์อายุน้อยกว่าอย่างเอ็นดู ก่อนจะลุกขึ้นเตรียมเดินกลับเรือนเพื่อพักผ่อน
“เอ๋ๆๆนั่นพระองค์จะไปไหนนะ”
“กลับเรือน”
“ท่านอ๋องท่านไม่ได้ยินหรือว่าทูตเจ้อเจียงพวกนั้น ได้จองห้องในหอหมื่นบุปผาเอาไว้อย่างไรเราก็ต้องไว้หน้าไปร่วมฉลองกับเขา”
หึคนพวกนั้นคิดว่าหากพาเขาไปกินข้าวได้ก็อาจจะมีโอกาสเจรจาต่อรองเพิ่มเติมเสียเวลาเปล่าชายหนุ่มไม่สนใจสิ่งที่องครักษ์ข้างกายเอ่ยเดินกลับไปทางเรือนรับรองที่เ้าเมืองเตรียมเอาไว้ให้ไม่สนใจใบน่าเสียดายของเด็กหนุ่มด้านหลังตน
“ท่านอ๋องท่านอ๋อง เราจะไม่ไปได้อย่างไร แม้ทางนั้นจะแสดงท่าทางไม่เหมาะสมก่อนหน้านี้ แต่แต่เราร่วมการค้านี่แล้ว ถือ ถือว่าร่วมมือกันแล้วมิใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ”
ริมฝีปากหนายกยิ้มฟังจากน้ำเสียงละล่ำละลัก ลนลานนั่นคิดว่าคงเป็เ้าเด็กนั่นเสียมากกว่ากระมังที่อยากจะไปที่นั่น
“ได้กินข้าวเสร็จแล้วกลับนะ ข้าอยากพัก”
“พ่ะย่ะค่ะพ่ะย่ะค่ะ”
สุดท้ายรุ่ยอ๋องก็มายืนอยู่หน้าอาคารไม้ตั้งสูงตระหง่านกลางเมืองที่เขาผ่านเมื่อคืนก่อนหน้านี้เขาเคยได้ยินชื่อที่แห่งนี้มาบ้างว่ากันว่าหากได้มาทำการค้าที่นี่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องแวะเวียนมาที่หอหรงเซียนแห่งนี้ให้ได้ไม่เช่นนั้นจะนับว่ามาไม่ถึงเมืองเซียงตู
และนอกจากชื่อหอหรงเซียนแล้วที่แห่งนี้ยังมีอีกชื่อหนึ่งนั่นคือหอหมื่นบุปผาเพราะภายในนั้นมีสาวงามรวบรวมเอาไว้มากมายนับว่าเป็์บนดินของบุรุษเลยก็ว่าได้
ทันทีที่ขายาวก้าวเข้าไปภายในเหล่าสตรีมากหน้าก็ปรี่เข้ามาหาอย่างรวดเร็วและแทบจะทุกสายตาก็ล้วนหันมามองบุรุษหนุ่ม รูปร่างสูงโปร่งในชุดสีน้ำเงินเข้มลงดิ้นเงินลายเมฆาแทบจะกลืนไปกับชุด ใบหน้าหล่อเหลา เกลี้ยงเกลาเรียบเฉย ไร้อารมณ์ของเขาดึงดูดสายตาให้หยุดมองด้วยความสงสัยปนชื่นชมในความงดงามราวหยกแกะสลัก
แต่มีหรือที่ซือซานไท่จะสนใจเขามองตามแผ่นหลังสตรีร่างอวบมุ่งตามนางไปไม่ว่อกแว่กจนถึงห้องที่ตั้งอยู่กลางน้ำเป็ส่วนตัวตั้งอยู่ถัดจากเวทีไปด้านหลังทำให้ยังสามารถมองเห็นเหล่าสาวงามที่กำลังร่ายรำอยู่บนนั้นได้อย่างชัดเจน
ในขณะที่ลูกค้าสูงศักดิ์กำลังจะก้าวขาเข้าไปในห้องกายบางในชุดสีเหลืองเนื้อผ้าโปร่ง ห้อยกระพรวนส่งเสียงกรุ้งกริ๊งทุกครั้งที่นางขยับก็ก้าวขาขึ้นไปบนเวทีในมือของนางถือผีผาตัวโปรดเอาไว้แน่น
เพียงร่างบอบบางก้าวขาขึ้นบนเวทีทุกสายตาก็พร้อมใจก่อนที่ร่างเล็กจะนั่งลงแล้วเริ่มบรรเลงเพลงที่แต่งขึ้น
ทันทีที่เสียงทำนองไม่คุ้นหูดังขึ้นมาแม้แต่ซานไท่ที่กำลังจะเดินเข้าไปในห้องก็ยังหันไปมองแผ่นหลังเล็กนั่นอย่างสนใจ
“ท่านอ๋องท่านอ๋องเข้าไปด้านในเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
“อืม”
แม้จะเข้าไปด้านในแล้วแต่สายตาคู่นั้นของซานไท่ก็ยังเอาแต่จ้องแผ่นหลังบางที่นั่งบรรเลงผีผาทำนองไม่คุ้นหูไม่ละไปไหน
“ท่านอ๋องดูพระองค์สิมาถึงที่นี่แต่ไร้สาวงามข้างกาย แบบนี้ไม่หยามเกียรติพวกนางไปหรือ”
ตู้ม่านหนึ่งในทูตจากเจ้อเจียงเอ่ยเย้าเด็กหนุ่มออกมาพลางส่งสายตาเป็สัญญาณให้สาวงามที่สวมเพียงผ้าปิดท่อนบนและล่างเดินเข้าไปหาคนที่นั่งตำแหน่งหัวโต๊ะ
“ขอบคุณท่านมากแต่ข้ามาที่นี่ไม่ได้้าทำอย่างอื่นนอกจากผ่อนคลาย”
“ก็นั่นไงให้พวกนางช่วยผ่อนคลายให้พระองค์”
“...”
“นางนะนับว่าเป็สตรีอันดับหนึ่งของที่นี่เลยน้า”
“ใช่เ้าค่ะแต่ถ้าหากท่านอ๋องไม่้านาง จะเอาสาวงามนางอื่น ข้าน้อยก็เรียกมาให้ได้พระองค์สนใจหรือไม่”
ั์ตาคมตวัดมองใบหน้าขาวผ่องของสตรีร่างอวบที่พบั้แ่ทางเข้าหอ เขาได้ยินตู้ม่านเรียกนางว่าเถ้าแก่หลิวคิดว่าสตรีนางนี้คงเป็เ้าของหอเพราะการแต่งการหรูหรา มิดชิดของนางทั้งั้แ่เข้ามาเขาก็เห็นนางสั่งการ เรียกเด็กในหอ ไม่หยุดและเขายังได้ยินคนอื่นๆ เรียกนางว่าเถ้าแก่ จึงคิดว่าคนผู้นี้เป็เ้าของแน่นๆ
“สนใจหรือไม่เ้าคะท่านอ๋องหากท่านสน ข้าจะเรียกพวกนางมาให้ท่านเลือกเดี๋ยวนี้”
หลิวลี่จินรีบเสนอทันทีเมื่อเห็นท่าทางลังเลของชายสูงศักดิ์ ไม่ว่าอย่างไรคืนนี้นางก็ได้กำไรอยู่แล้วแต่ถ้าอ๋องผู้นี้เลือกสาวงามในหอของนางสักคนรับรองชื่อเสียงของหอหรงเซียนก็จะลือก้องหล้า เงินทองก็จะยิ่งไหลมา เทมาแค่คิดมาถึงตรงนี้นางก็มีความสุขจนแทบปิดไม่มิดแล้ว
“เ้ารีบไปเลือกพวกนางมาให้ท่านอ๋องเดี๋ยวนี้”
เด็กสาวมากมายมายืนเรียงอยู่เบื้องหน้าอ๋องหนุ่มทุกคนต่างแสดงสีหน้าท่าทางเย้ายวนหวังคืนนี้ตนจะได้ปรนนิบัติชายที่มีใบหน้าหล่อเหลาผู้นี้ทว่าเวลาผ่านไปนานเขาก็ยังไม่แสดงทีท่าสนใจผู้ใด
“ยังไม่ถูกใจท่านอีกหรือเ้าค่ะหรือหากท่านอ๋องอยากได้คนอื่น ก็สามารถบอกข้าได้นะเ้าค่ะ”
“หรือทั้งหอนี้ได้เลยหรือ” ั์คมกริบตวัดมองใบหน้ายิ้มแย้มของแม่เล้าที่พยายามเสนอเด็กสาวให้เขาไม่หยุดก่อนจะยิ้มมุมปากเมื่อเห็นท่าทางตื่นตัวและรอยยิ้มกว้างของนาง เมื่อเขาถามย้ำออกไป
“เ้าค่ะใครก็ได้ เพียงพระองค์บอก หม่อมฉันก็พร้อมจะเรียกคนผู้นั้นมาในทันที”
“เช่นนั้น...ข้าเลือกนาง”
ปลายนิ้วเรียวยาวคล้ายสตรีชี้ไปทางเวทีการแสดงที่บัดนี้ร่างบอบบางในชุดเหลืองอ่อนยังคงอยู่ประจำที่เดิมและดีดผีผาอย่างตั้งใจ
หลิวลี่จินที่ดีใจออกนอกหน้ารีบหันมองตามนิ้วที่ชี้ออกไปนอกห้องด้วยความรู้สึกตื่นเต้น ก่อนจะเบิกกว้างอย่างใ
‘นั่นนั่นไม่ใช่บุตรสาวของนาง หลิวอีหราน หรอกหรือ’