บทที่ 10
จุดต่อไปที่เขาหยุดพาเธอชมก็คือพลาซ่า เดอโทโรส ไม่จำเป็จะต้องให้ใครมาบอก อีริก้าก็รู้ว่าสถานที่นี้คือสนามชนวัว เธอตวัดสายตาคมปลาบมองหน้าราฟาเอล
“ฉันไม่อยากเข้าไปดูในนั้นหรอกค่ะ”เธอพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“อ้าว..คุณไม่ชอบดูการชนวัวหรอกหรือ?”มันเป็คำถามที่ถามขึ้นด้วยความมั่นใจว่าจะต้องได้รับคำตอบปฏิเสธจากเธอ
และอีริก้าก็มิได้ทำให้เขาผิดหวังเลยเมื่อตอบว่า
“ไม่เลยค่ะ ฉันไม่ชอบ”
“การชนวัวน่ะเขาจะจัดขึ้นเฉพาะแต่วันอาทิตย์หรือในวันหยุดของทางราชการเท่านั้นและวันนี้ก็ไม่ใช่ทั้งสองวันนั่น” น้ำเสียงที่พูดแฝงความขบขันอยู่“เพราะฉะนั้นผมก็เลยคิดว่าคุณน่าจะได้เข้าไปดูสถานที่ภายในเป็ความรู้ไว้รับรองว่ามันไม่มีผู้คนอยู่หรอก รออยู่ตรงนี้เดี๋ยวนะผมจะเข้าไปขออนุญาตเขาพาคุณเข้าไปดูก่อน” เขาสั่งในตอนท้าย
และอีกไม่กี่นาทีต่อมาราฟาเอลก็เดินกลับมาหาและเดินนำอีริก้าเข้าไปในพลาซ่า เดอ โทโรสทั้งคู่ได้รับการต้อนรับจากชาวเม็กซิกันคนหนึ่งค่อนข้างสูงอายุแล้วซึ่งโค้งกายลงต้อนรับด้วยท่าทางอ่อนน้อมอย่างยิ่งอีริก้าฟังบ้างเมื่อราฟาเอลอธิบายถึงพิธีกรรมต่างๆที่เขาจัดกันขึ้นในสนามชนวัวแห่งนี้ เขาเล่าให้เธอฟังถึงพวกพิคาดอร์ที่จะขี่ม้าออกมา, พวกแบนเดอริลโลส ซึ่งจะคอยหลอกล่อวัวกระทิงเพื่อให้มาทาดอร์ได้มีโอกาสทิ่มแทงมันจนถึงแก่ความตายและตัวมาทาดอร์เองที่จะต้องแสดงความสามารถให้เป็ที่ประจักษ์แก่สายตาของผู้ชม
แต่ส่วนใหญ่แล้วอีริก้าตกอยู่ในภาวะขลาดกลัวต่อสภาพของบรรยากาศในสนามชนวัวแห่งนี้เสียมากกว่าแม้ว่าทั้งสนามจะว่างเปล่าปราศจากผู้คนก็ตามรอยเืสีแดงคร่ำยังกระจายอยู่บนราวรั้วที่กั้นเป็อาณาเขตของคนดูไว้มองเห็นภาพฝุ่นที่ตระหลบคลุ้งในบริเวณที่เป็สนามทรายและต้องถึงกับหลับตาลงมีความรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงโห่ร้องของฝูงชนมองเห็นภาพวัวกระทิงดำปลอดที่โผนเข้าใส่มาทาดอร์ที่แต่งองค์ทรงเครื่องเป็ลวดลายสีทองงามระยับด้วยท่าทางดุเดือดและก็ต้องตัวสั่นขึ้นมา
“มองเห็นภาพการต่อสู้ในสนามนี้ขึ้นมาอย่างนั้นหรือ?”เสียงเรียบๆ ของราฟาเอลเอ่ยถามขึ้น
“สงสัยว่าแค่เห็นวัวกระทิงฉันก็ยืนตัวแข็งตายเสียก่อนแล้วละ” อีริก้าว่าขณะนี้ราฟาเอลกำลังยืนอยู่ข้างกาย รอยยิ้มอย่างพึงใจฉายอยู่ในสีหน้า “แล้วคุณล่ะเคยลงไปสู้กับวัวกระทิงบ้างหรือเปล่า?”
“ผมคิดว่าผู้ชายในประเทศผมเขาก็ทำกันทุกคนจะเป็ด้วยความอยากที่จะทำจริงๆ หรือสำนึกก็ตาม” เขาตอบอย่างอ่อนโยน
“แต่คุณต้องเคยทำแน่ใช่ไหมคะ?” เธอลองเดา “เพราะอะไรล่ะคะ?”เพื่อจะเป็การพิสูจน์ว่ามนุษย์เราเหนือกว่าสัตว์อย่างนั้นหรือคะหรือคุณ้าที่จะหาคำตอบให้ได้ว่า เมื่อถึงเวลานั้นเข้าจริงๆ แล้วปฏิกิริยาที่จะเกิดขึ้นกับ..เอ้อ..จะเรียกว่าอะไรดีล่ะ? การเผชิญหน้ากับอันตรายแท้จริงที่เข้าถึงตัวน่ะจะเป็ยังไงใช่ไหมคะ?”
“ในบางคำตอบก็อาจจะเรียกได้ว่ามันเป็การพิสูจน์ถึงธรรมชาติแห่งความเป็มนุษย์นะ” ราฟาเอลพูดเยาะๆประกายกล้าในดวงตาของเขาตรึงเธอไว้กับที่ “แต่สำหรับตัวผมนั้นก็ได้เคยผ่านพบมาแล้วว่ามันมี่เวลาที่เราจะต้องเผชิญกับความเป็จริงอยู่มากมายในชีวิตของคนเรามากเสียยิ่งกว่าที่จะเอาชีวิตลงไปเสี่ยงกับการชนวัวเสียอีกอย่างน้อยก็คือ่เวลาหนึ่ง ที่คนเราจะเอาอนาคตกับความสุขวางลงบนฐานที่สมดุลกัน”
อีริก้าเองที่มีความรู้สึกเหมือนตัวเองขึ้นไปห้อยอยู่บนสายป่านโดยมีราฟาเอลเป็คนคอยบังคับสายป่านนั้นไว้คำพูดของเขาเหมือนจะหมายเลยไปถึงอนาคตในวันข้างหน้าอยู่เป็นัยที่เธอเองก็ไม่อาจจะเข้าใจได้แต่แล้วเขาก็ยิ้มยิงฟันขาวเมื่อเอื้อมมือจับแขนเธอไว้
“ดูทั่วหรือยังล่ะ?เรากลับไปที่รถแล้วก็ไปดูอะไรกันต่อดีไหม?”
“ค่ะ..ค่ะ ไปสิคะ”อีริก้าตอบต่อสู้กับความรู้สึกแปลบปลาบที่กำลังทำให้เกิดอาการหายใจหายคอไม่ออกอยู่
รถสปอร์ตสีเงินคันนั้นไต่เรียบขึ้นไปบนูเาที่ยืนตระหง่านราวจะเป็ยามรักษาเมืองนี้อยู่เส้นทางนั้นคดเคี้ยววกวนมากขึ้นทุกทีเมื่อยิ่งไต่สูงขึ้นไปความคิดคำนึงของอีริก้ายังหมกมุ่นอยู่กับเื่ของสนามชนวัวพลาซ่า เดอ โทโรสขณะที่ตอบคำถามของราฟาเอลอย่างไม่ใคร่สนใจเท่าใดนัก
จนกระทั่งขึ้นมาเกือบจะถึงยอดอยู่แล้วที่เธอได้ตระหนักว่า ทุกคำถามของเขานั้น เกี่ยวกับเื่ชีวิตในวัยเด็กของเธอและความสัมพันธ์ที่เธอกับพ่อมีต่อกันทั้งสิ้นสัญชาตญาณแห่งการปกป้องตัวทำให้เธอมิได้ตอบคำถามข้อใดลงไปอย่างจำเพาะเจาะจงแต่เมื่อหวนกลับมาครองถึงคำตอบที่ได้ให้เขาไป มันก็ทำให้มองเห็นว่าทุกคำตอบนั้นทำให้เขาสามารถมองเห็นภาพชีวิตของเธอได้อย่างชัดเจนขึ้นปกติแล้วอีริก้ามิใช่คนที่พูดจาเปิดเผยกับคนแปลกหน้าเท่าใดนักและก็ต้องชมความสามารถของเขาที่ทำให้เธอไม่อาจจะปิดบังอะไรไว้จากเขาได้เท่าไรนัก
“และตอนนี้คุณก็บอกว่าคุณอายุ 20 แล้วสินะ” เขาละสายตาจากแนวถนนตรงหน้าหันมามองเธอซึ่งผงกศีรษะรับอย่างหนักแน่น
“แล้วคุณล่ะอายุเท่าไหร่?”อีริก้ารีบถามออกไปทันที
“แก่กว่าคุณเกือบ 12ปี” ราฟาเอลตอบ เข้าเกียร์ต่ำขณะที่เบรกรถและดับเครื่องลงในที่สุด “ตรงนี้ไงที่ผมอยากพาคุณมาดู”
ขณะที่ความเร็วของรถค่อยๆ ชะลอลงเพื่อจะจอดสนิทนั้นอีริก้าได้จับตามองภาพของทิวทัศน์อันกว้างไกลซึ่งแวดล้อมอยู่และต่อเนื่องกันอย่างไม่ขาดระยะซึ่งปรากฏอยู่ตรงหน้าก่อนแล้วเมื่อราฟาเอลเปิดประตูรถออกเธอก็ก้าวลงเหยียบพื้นดินที่เต็มไปด้วยกรวดทรายอย่างกระตือรือร้น
พื้นน้ำสีครามซึ่งแผ่ตัวกว้างอยู่เบื้องล่างแวดล้อมด้วยหาดทรายสีทอง โรงแรมมากชั้นมากมายนั้นมองดูกระจ้อยร่อยและเรือที่อยู่ในเวิ้งอ่าวเล่าก็มองเห็นเป็เพียงจุดสีเทาแกมขาวเท่านั้นเหนือตัวเมืองขึ้นไปคือทิวเขาที่สลับซับซ้อน แผ่นฟ้าเป็สีครามเช่นเดียวกับน้ำทะเลเพียงแต่ว่ามันถูกแต่งแต้มด้วยทิวเมฆสีขาวผ่องที่ลอยตัวอยู่เท่านั้น
“ยิ่งตอนกลางคืนภาพที่คุณเห็นจะยิ่งสวยกว่านี้อีก”เขาบอกเธอ
“ฉันเชื่อค่ะ” อีริก้าตอบอย่างตื่นใจออกเดินตรงไปยังที่ซึ่งเชื่อว่าจะมองเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น
“ระวัง” เขาร้องเสียงดังพร้อมกับเอื้อมมากระชากต้นแขนเธอรั้งร่างให้ห่างออกจากขอบหน้าผา
แรงกระชากทำให้อีริก้าเสียหลักร่างจึงกระแทกเข้ากับเขาเต็มแรง ราฟาเอลใช้มืออีกข้างหนึ่งตระหวัดรัดเอวเธอไว้และฝ่ามือของอีริก้าก็รู้สึกร้าวผ่าวขึ้นเมื่อปะทะเข้ากับแผงอก
“ตรงขอบนั่นดินมันร่วน”เขาบอกเป็เชิงอธิบาย
หัวใจของอีริก้าเต้นระรัวการที่ได้ัักับเรือนร่างที่ผึ่งผายอยู่ทำให้สมองมึนงงคิดอะไรไม่ออกเงยขึ้นมองใบหน้าที่กำลังลอยอยู่ใกล้ดวงตาคู่สีดำขลับกำลังจรดจ้องอยู่กับเรียวปากของเธอที่เผยออยู่ริมฝีปากที่สร้างความรัญจวนใจให้เกิดขึ้นนั้น ลอยอยู่ห่างจากเธอไม่กี่นิ้ว
อีริก้าตกอยู่ในอารมณ์รัญจวนใจปรารถนาที่จะให้ ราฟาเอลได้จุมพิตเธอและในวูบหนึ่งของอารมณ์นั้นที่เธอเชื่อว่าเขาจะทำตามความปรารถนาของเธอแต่แล้วเขาก็เหลือบขึ้นจ้องลึกลงไปในดวงตาของเธอที่ฉายแสงแห่งปรารถนาอยู่ก่อนที่จะวางมือลง
เธอได้แต่มองเขาอยู่เป็ครู่ก่อนที่จะเอ่ยขึ้นว่า
“ทำไมคุณถึงไม่จูบฉันล่ะคะ?”รู้สึกใจหายที่เห็นเขาใช้ท่าทีปฏิเสธเธออยู่
สีหน้าที่ขบขันแกมประหลาดใจปรากฏขึ้น
“ผู้หญิงในประเทศของคุณนี่ความคิดก้าวหน้ากันทั้งนั้นเลยนะใช่ไหม? ถามอะไรก็ถามออกมาตรงๆ”
น้ำเสียงที่กึ่งวิจารณ์นั้นเรียกเืให้ฉีดขึ้นสู่นวลแก้มแต่อีริก้าไม่ยอมแพ้
“ถ้าคนเราไม่ถามแล้วจะรู้ได้ยังไงล่ะ?”เธอย้อนให้ด้วยน้ำเสียงสงบ
“เอาละ อีริก้าเมื่อคุณ้าที่จะพูดกับผมอย่างเปิดเผยผมก็อยากจะถามคุณว่าทำไมคุณถึงอยากจะจูบผมนักล่ะ?” เขาสังเกตเห็นความแดงก่ำของนวลแก้มนั้น“หรือว่าคุณอยากจะค้นหาคำตอบเกี่ยวกับคู่รักที่เป็ชาวละตินว่ามันจะดูค่อนข้างลึกลับว่ามันจะเป็ความจริงหรือเปล่า? หรือว่าเพื่อจะหาประสบการณ์เล็กๆน้อยๆ เพื่อให้ช่วยเพิ่มเติมสีสันกับการมาพักผ่อนครั้งนี้ให้มันสดใสยิ่งขึ้น?”
อีริก้าสะบัดหน้าปัดปอยผมที่ระอยู่กับนวลแก้มอย่างสะทกสะเทิ้น
“ถ้าจะให้พูดกันตามความจริงแล้วฉันไม่ได้คิดถึงเื่เชื้อชาติของคุณเลยตอนนี้” เธอตอบอย่างจริงใจ
มันเป็เพราะพลังอำนาจที่แฝงเร้นอยู่ในตัวเขานั่นเองที่ทำให้เธอหวั่นไหวไปเธอเหลือบตาขึ้นมองดูเขาและได้เห็นแววแห่งความสงสัยที่ยังค้างอยู่