นี่มันเป็วันที่โคตรบัดซบสุดๆ ไปเลย!
ตอนเช้าผู้ช่วยคนที่หนึ่งก็เหม่อลอยตอนผ่าตัด ตอนบ่ายก็ถูกฉู่เจียงไหลมาดักรอถึงห้องทำงาน สุดท้ายยังเกือบจะมีเื่ลงไม้ลงมือกับญาติคนไข้ที่พูดไม่รู้เื่อีก
พอใกล้ถึงเวลาเลิกงาน ฉู่ชิวไป๋ที่กำลังอารมณ์เสียจึงปฏิเสธคำชวนไปกินมื้อเย็นจากเพื่อนร่วมงานคนอื่น แล้วเดินไปยังลานจอดรถเพียงลำพัง
เมื่อสิบห้านาทีก่อนหน้านี้ ฉู่เจียงไหลโทรมาบอกว่าเขารออยู่ที่หน้าห้องทำงาน
“รู้แล้ว” ฉู่ชิวไป๋ที่เพิ่งตรวจวอร์ดเสร็จรับคำแบบขอไปที แล้วเดินอ้อมตึกสำนักงานจากแผนกผู้ป่วยในตรงไปยังลานจอดรถ เขายังไม่ทันได้คิดเลยว่าจะรับมือกับฉู่เจียงไหลยังไงดี เลยตัดสินใจหลบไปก่อน
ระหว่างทาง เขาเอาแต่ครุ่นคิดว่าคงจะกลับบ้านไม่ได้ในตอนนี้ อาจจะต้องไปเปิดห้องพักชั่วคราวที่ไหนสักแห่งก่อน
แต่คาดไม่ถึงว่าฉู่เจียงไหลจะคำนวณทุกอย่างไว้อยู่แล้ว
รถ SUV สีดำที่ฉู่ชิวไป๋ใช้ขับไปไหนมาไหน ถูกรถแปลกหน้าสี่คันจอดล้อมไว้กลางลานจอดรถ ส่วนชายหนุ่มผู้มีใบหน้าอ่อนโยนไร้พิษภัย แต่กลับทำให้เขารู้สึกขนลุกอยู่เรื่อยนั้น กำลังก้มหน้าพิงประตูรถของเขาเล่นมือถืออยู่
พอเห็นเขาเดินเข้ามา อีกฝ่ายก็เงยหน้าขึ้นทันที บนใบหน้าหล่อเหลาที่ดูอ่อนวัยนั้นปรากฏรอยยิ้มของผู้ชนะ
“ผมว่าแล้วเชียว!”
“นายไม่ได้บอกว่ารออยู่หน้าห้องทำงานฉันหรอกเหรอ?”
“ถ้าไม่หลอกพี่แบบนี้ แล้วพี่จะยอมติดกับง่ายๆ ได้ยังไงล่ะครับ?”
คำพูดหยอกเย้าที่มาพร้อมกับรอยยิ้มนั้น กลับทำให้ฉู่ชิวไป๋รู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว
ฉู่เจียงไหลที่ยืนตัวตรง รอยยิ้มบนใบหน้าทำให้เขาดูเหมือนเด็กหนุ่มตัวโตที่ทั้งซุกซนและไร้เดียงสา เมื่อเห็นฉู่ชิวไป๋ตัวสั่นก็เข้าใจไปเองว่าเพราะอากาศหนาว จึงรีบถอดเสื้อโค้ทที่อวลด้วยไออุ่นจากอุณหภูมิของร่างกายของตัวเองออก แล้วคลุมลงบนไหล่ของอีกฝ่าย
“ขึ้นรถเถอะครับ ข้างนอกหนาวมาก เดี๋ยวผมไปส่ง”
***
ไม่กี่วันก่อนแดดยังแรงอยู่เลย ฝนตกเพียงไม่กี่ครั้ง ฤดูใบไม้ร่วงของจิงซื่อก็มาเยือนโดยไม่ทันตั้งตัว จนผู้คนบนท้องถนนต่างสวมเสื้อโค้ท เดินตัวสั่นงันงกกันไปทั่ว
โรงพยาบาลโย่วหมินตั้งอยู่ใจกลางเมืองจิงซื่อ และกำลังอยู่ใน่เวลาเร่งด่วน รถจึงติดมากเป็พิเศษ
ฉู่เจียงไหลขับรถเปลี่ยนเลนแทรกไปตามช่องจราจรที่แออัดอย่างช่ำชอง เมื่อเห็นฉู่ชิวไป๋ที่อยู่ข้างๆ เอาแต่เงียบ จึงเป็ฝ่ายเปิดปากหยอกล้อเขาอย่างอารมณ์ดี
“ผมยอมเป็เด็กดีแล้วนะครับ นอนพักผ่อนแบบเต็มอิ่มตั้งสี่ชั่วโมงเต็มๆ แล้วถึงค่อยมารับพี่เลยนะ! ว่าไงครับ...ผมหล่อขึ้นกว่าเดิมไหม?”
แต่ดูเหมือนฉู่ชิวไป๋จะไม่สนใจการเล่นใหญ่ของเขาเลยแม้แต่น้อย อีกฝ่ายยังคงหลับตา เอนหลังพิงพนักเบาะข้างคนขับด้วยความอ่อนเพลีย และปิดปากเงียบสนิท เผยให้เห็นเพียงลูกกระเดือกที่ขยับขึ้นลงไปตามลำคอระหงที่ดูเปราะบางเท่านั้น
“เหนื่อยมากเหรอครับ?”
“อืม”
ชิวไป๋เป็คนพูดน้อยมาแต่ไหนแต่ไร และมักวางตัวเ็ากับคนนอกอยู่เสมอ จะมีก็แต่ฉู่เจียงไหลเท่านั้นที่เขาจะอดทนและใจเย็นให้ ดังนั้น เมื่ออีกฝ่ายเงียบผิดปกติ ชายหนุ่มผู้คอยชำเลืองมองเขาขณะขับรถอยู่เป็ระยะ จึงอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วเล็กน้อย
ฉู่เจียงไหลมีใบหน้าหล่อเหลาที่ให้ความรู้สึกนุ่มนวล แตกต่างจากฉู่ชิวไป๋ที่มีกลิ่นอายของความเยือกเย็น สง่างาม และดูสุขุมมากกว่า โครงหน้าส่วนล่างของเขามีเส้นสายที่งดงามจนน่าทึ่ง โดยเฉพาะคางเรียวกับริมฝีปากบางที่มีขอบปากคมชัดจนดูเ็า ทำให้ตอนที่เขาไม่ยิ้ม ใบหน้านั้นมักจะให้ความรู้สึกกดดันบางอย่างที่ทั้งมืดหม่นและเฉียบคม
คนที่มองว่าเขาเป็คนสดใส ซื่อตรงไร้เดียงสา น่ารักเป็กันเองและเข้ากับคนง่าย ในโลกนี้ก็คงจะมีแค่ฉู่ชิวไป๋คนเดียวเท่านั้นแหละ
ใน่ที่ฉู่เจียงไหลไปทำงานที่อเมริกา สาขาที่นั่นก็ราวกับได้ต้อนรับ 'เทพนักรบสังหาร' ที่ทั้งเด็ดขาดและโเี้ ทำเอาพนักงานทุกคนต่างหวาดผวาไปตามๆ กัน สไตล์การทำงานที่เฉียบขาดและไม่ไว้หน้าใครของเขาแน่นอนว่าช่วยสร้างผลประโยชน์มหาศาลให้กับตระกูล แต่ก็ได้สร้างศัตรูไว้มากมายในเวลาเดียวกัน
หลังจากที่ถูกพวกจรจัดถือปืนขู่ฆ่าบนถนนในนิวยอร์กซ้ำแล้วซ้ำเล่า จำนวนบอดี้การ์ดรอบตัวฉู่เจียงไหลก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงตอนนี้ แม้จะอยู่ในจิงซื่อที่มีกฎหมายควบคุมอาวุธปืนเข้มงวด แต่คนที่สร้างศัตรูไว้ทั่วอย่างเขาก็ยังคงต้องมีทีมบอดี้การ์ดคอยสแตนด์บายอยู่ใกล้ๆ ตลอดเวลา
รถตู้เมอร์เซเดสเบนซ์สีดำสี่คันที่เพิ่งจอดขวางรถ SUV ของฉู่ชิวไป๋ในลานจอดรถก่อนหน้านี้ ตอนนี้กำลังจัดขบวนคุ้มกันด้านหน้าสองคันและด้านหลังสองคันขนาบรถของพวกเขาไว้ตรงกลางอย่างเป็ระบบ
แต่ฉู่ชิวไป๋ซึ่งควรจะรู้สึกปลอดภัยภายใต้การคุ้มกันอย่างแ่า กลับแสดงความวิตกกังวลต่อการจัดรูปขบวนรถแบบนี้อย่างเห็นได้ชัด ตอนแรกเขาเอาแต่เหลือบมองรถที่ขับตามมาผ่านกระจกมองหลังไม่หยุด และเมื่อเฝ้าสังเกตการณ์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดอยู่กว่าสิบนาที ใบหน้าของเขาพลันซีดลงอย่างเห็นได้ชัด แม้แต่ริมฝีปากก็สั่นเทาไร้สีเื
ฉู่เจียงไหลรู้อยู่แก่ใจว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เขาไม่สบายใจ — นั่นเป็เพราะฉู่ชิวไป๋เคยถูกลักพาตัวตอนอายุยี่สิบสี่ และรูปแบบขบวนรถคุ้มกันในตอนนี้ ก็เหมือนกับตอนนั้นไม่มีผิด
แม้ฉู่ชิวไป๋จะโชคดีหนีรอดมาได้ในภายหลัง แต่พอกลับถึงบ้าน เขาก็มีอาการระแวงทุกคนที่พยายามเข้าใกล้อย่างหนัก มีเพียงฉู่เจียงไหลเท่านั้นที่เขายังคงพึ่งพาจนเกือบจะเข้าขั้นผิดปกติ
ฉู่เจียงไหลเพลิดเพลินกับสภาพที่ฉู่ชิวไป๋พึ่งพาเขาทั้งกายและใจเป็ที่สุด เขาเกลียดที่ฉู่ชิวไป๋เอ่ยปากขอเลิก เกลียดที่อีกฝ่ายไปแต่งงานกับคนอื่น และเกลียดที่ดวงตาคู่เดิมซึ่งเคยมองเขาอย่างร้อนแรงและชุ่มฉ่ำ ไม่ได้จับจ้องมาที่เขาอีกต่อไป
เขาหวังว่าขบวนคุ้มกันที่จัดขึ้นมาอย่างจงใจครั้งนี้ จะสามารถปลุกความ้าพึ่งพิงและความรักที่พี่ชายมีต่อเขาให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
แต่เห็นได้ชัดว่ามันไม่ได้ผล
ขณะที่จอดรถรอสัญญาณไฟแดง จู่ๆ ฉู่ชิวไป๋ ก็เลิกสนใจรถของบอดี้การ์ดพวกนั้นไปเสียดื้อๆ แล้วหันมาหลับตาแทน เขาเอนศีรษะพิงพนักพิงด้วยความรู้สึกสิ้นหวังและยอมจำนน
ฉู่ชิวไป๋กอดอกไว้แน่น สร้างกำแพงปิดกั้นตัวเองอย่างเต็มที่ ไม่ว่าฉู่เจียงไหลจะพยายามชวนคุยมากแค่ไหน เขาก็เพียงแค่ตอบรับสั้นๆ ในลำคออย่างขอไปที
“พี่ชิวไป๋ครับ ผมขอโทษ”
คำขอโทษอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยนี้ ทำเอาฉู่ชิวไป๋ที่กำลังแกล้งทำเป็หลับเพื่อพักสายตาถึงกับต้องสะท้านไปทั้งตัว เขาลืมตาขึ้น แล้วถามว่า “ว่าอะไรนะ?”
“ผมไม่น่าทิ้งพี่ไว้คนเดียวั้แ่แรก”
อ้อ! เื่นี้นี่เอง เขาก็คิดไปว่าคนคนนี้จะสำนึกผิดและตั้งใจจะสารภาพเื่ราวทั้งหมดเสียอีก แต่ก็ไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะยังคงพูดจาอ้อมค้อม ขอโทษวกไปวนมาในเื่ที่ไม่จำเป็
“ถ้าเป็เื่นั้นก็ช่างมันเถอะ” ฉู่ชิวไป๋หลับตาลงอีกครั้ง
ทันใดนั้น เสียงบีบแตรก็ดังระงมขึ้นพร้อมกันจากทุกทิศทาง ดูเหมือนจะมีรถชนท้ายกันที่เลนขวา ความอึกทึกครึกโครมที่เกิดขึ้นนั้นกระแทกเข้าในหูซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนความหงุดหงิดพลุ่งพล่านขึ้นมาในอก ทำให้ฉู่ชิวไป๋รู้สึกอยากจะปล่อยให้ทุกอย่างพังพินาศไปเสียให้หมดทันที
“ที่จริงแล้ว คนที่ควรขอโทษคือฉันต่างหาก” ฉู่ชิวไป๋เอนตัวลงอีกครั้ง กอดอกแน่นเหมือนพยายามปิดบังความสั่นไหวภายในใจ “เพราะสุดท้าย ฉันก็เป็คนตัดสินใจแยกทางอยู่ฝ่ายเดียวโดยที่ไม่ได้ปรึกษานาย แถมยังไปจดทะเบียนสมรสอย่างกระทันหันอีก”
“ขอโทษนะ เจียงไหล”
เขาจงใจลดน้ำเสียงให้เบาลง แล้วพูดราวกับว่าการเลิกกันและการแต่งงานเป็เพียงเื่เล็กน้อยที่ทำไปแล้วก็แล้วกันไป ด้วยท่าทีที่อ่อนโยนและสุภาพแบบที่ไม่ทำให้ใครมาตำหนิเขาได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ดูเหมือนไอ้สารเลวที่ชอบเล่นกับความรู้สึกคนอื่นอย่างเืเย็น
คำพูดของเขาทำให้ฉู่เจียงไหลนิ่งเงียบไปเกือบสามนาทีเต็ม
ฉู่ชิวไป๋เตรียมใจไว้ว่าอีกฝ่ายอาจจะเผยธาตุแท้ออกมา แล้วฆ่าเขาทิ้งตรงนี้เสียด้วยซ้ำ แต่เมื่อค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ สิ่งที่เห็นกลับเป็ภาพของชายหนุ่มที่กำพวงมาลัยไว้แน่น จ้องถนนเบื้องหน้าอย่างเหม่อลอยด้วยดวงตาที่แดงก่ำ
ชั่วขณะนั้น ฉู่ชิวไป๋พลันสงสัยขึ้นมาว่า ตนอาจจะเข้าใจอีกฝ่ายผิดไป
แต่เขารู้ดีว่าไม่ใช่...
ความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดระหว่างพวกเขาสองคน คือการที่ฉู่ชิวไป๋ดันไปเห็นหมาป่าที่เต็มไปด้วยสัญชาตญาณดิบ เป็แค่ลูกสุนัขที่เขาสามารถกอดจูบได้ตามใจชอบ
ทั้งคู่เงียบใส่กันมาตลอดทางจนกระทั่งกลับถึงที่พัก
***
เมื่อเปิดประตูเข้าไป ฉู่ชิวไป๋ก็ก้มลงค้นตู้รองเท้า เพื่อหารองเท้าแตะสำหรับใส่ในบ้านให้ฉู่เจียงไหล
ครั้งนี้เขามาจิงซื่อคนเดียว ไม่ได้พาแม้แต่คนรับใช้มาด้วย แม้จะจ้างแม่บ้านแบบรายชั่วโมงไว้ แต่เพราะยังไม่คุ้นเคยกัน เขาจึงไม่กล้าให้ใครมาค้างคืนง่ายๆ ทำให้ตลอดหลายเดือนมานี้ อพาร์ตเมนต์ชั้นเดียวที่ซื้อไว้ชั่วคราวนี้จึงมีแค่เขาอาศัยอยู่เพียงคนเดียว
“ขอโทษที ไม่ได้เตรียมรองเท้าแตะสำหรับแขกไว้ นายเดินเข้ามาเลยแล้วกัน”
ความสามารถในการดูแลตัวเองของฉู่ชิวไป๋นั้นสวนทางกับทักษะทางการแพทย์ของเขาอย่างสิ้นเชิง เขาหาทั่วทั้งตู้เก็บของหน้าประตู รื้อตู้ที่เคยเป็ระเบียบจนเละเทะ แต่ก็ยังหารองเท้าแตะที่พอดีกับขนาดเท้าของฉู่เจียงไหลไม่ได้
ฉู่เจียงไหลเดินตามเข้ามายืนอยู่ข้างหลังเขาเงียบๆ มองข้ามแผ่นหลังที่กำลังก้มๆ เงยๆ ของฉู่ชิวไป๋ สายตาที่คมกริบก็เหลือบไปเห็นรองเท้าแตะผู้หญิงสีม่วงอ่อนคู่หนึ่ง
“คู่นั้นล่ะครับ?”
“นั่นของป้าแม่บ้าน”
“แล้วคู่นั้นล่ะ?”
ฉู่ชิวไป๋ยืดตัวตรง “นั่นมันรองเท้าส้นสูงของอาหญิงฉู่หรง นายอยากใส่รึไง?”
ใบหน้าที่เคยขุ่นมัวของฉู่เจียงไหลพลันเปลี่ยนเป็รอยยิ้มประจบประแจงเล็กน้อย “ผมจะไปใส่รองเท้าของคุณอาเล็กได้ยังไงล่ะครับ” พูดจบเขาก็ถอดรองเท้า แล้วเดินเท้าเปล่าเข้ามาด้านใน
“ยังไม่ได้เปิดฮีตเตอร์เลย พื้นเย็นมากนะ”
“ไม่เป็ไรครับ ผมไม่หนาว”
เขากวาดตามองไปรอบๆ เฟอร์นิเจอร์มีน้อยมาก ในพื้นที่กว่าสองร้อยตารางเมตรนี้ มีร่องรอยการใช้ชีวิตเพียงเล็กน้อย บนโต๊ะอาหารมีถุงมันฝรั่งทอดที่เปิดค้างไว้ห่อหนึ่งกับน้ำที่เหลืออยู่เกือบครึ่งแก้ว
ฉู่เจียงไหลถึงกับจินตนาการได้เลยว่าฉู่ชิวไป๋ต้องนอนตื่นสายเพราะลืมตั้งนาฬิกาปลุก จนไม่มีเวลากินข้าวเช้า ทำได้แค่รีบฉีกถุงมันฝรั่งทอดกินรองท้องอย่างลวกๆ
พี่ชายที่ดูเหมือนจะรับมือได้ทุกสถานการณ์คนนี้ คนที่ใช้เวลาไม่กี่ปีก็สามารถสร้างชื่อเสียงในวงการศัลยกรรมที่เต็มไปด้วยผู้มีความสามารถ แท้จริงแล้วเป็แค่คนไม่เอาไหนเื่การใช้ชีวิตเท่านั้น
'ถ้าไม่มีใครคอยดูแล เขาคงไม่รอดเกินสามวัน' คุณอาเล็กฉู่หรงที่แก่กว่าเขาเพียงสี่ปีและเป็คนที่เข้าใจฉู่ชิวไป๋ดีที่สุดเคยพูดไว้แบบนั้น
เจียงไหลกวาดตามองไปรอบบริเวณแบบคร่าวๆ เมื่อไม่พบร่องรอยน่าสงสัยใดๆ เพิ่มอีก ก็รู้สึกเบาใจขึ้นมาเล็กน้อย
“ไปเอาน้ำมาให้ฉันแก้วหนึ่ง”
เขายังไม่ทันได้นั่งลงบนโซฟาดี ก็ถูกฉู่ชิวไป๋ใช้งานหน้าตาเฉย ฉู่เจียงไหลลุกขึ้นทันที แล้วถามว่า “น้ำร้อนอยู่ไหนครับ?”
“ในครัว”
“ผมรู้... ผมหมายถึงเครื่องกดน้ำร้อนที่ดื่มได้เลยน่ะครับ อยู่ไหนเหรอ?”
“ไม่ได้ซื้อของแบบนั้นไว้หรอก ใช้กาต้มน้ำต้มเอาก็แล้วกัน นายทำเป็ใช่ไหม?”
ก่อนที่จะกลับมาอยู่กับตระกูลฉู่ ฉู่เจียงไหลเคยต้องดูแลตัวเองมาหลายปี การใช้กาต้มน้ำจึงไม่ใช่เื่ยากอะไร พอนึกถึงเสียงที่แหบเล็กน้อยของฉู่ชิวไป๋ เขาก็ถือโอกาสแวะไปที่ห้องเก็บของหลังครัว ค้นหาดอกสายน้ำผึ้งบนชั้นวาง แล้วนำมาชงให้ด้วย
ตอนที่เขายกชาดอกสายน้ำผึ้งสองแก้วออกมา ฉู่ชิวไป๋กำลังนั่งเอนหลังพิงโซฟาอยู่อย่างเหม่อลอย
พอฉู่เจียงไหลวางแก้วลงตรงหน้า เขาก็หันขวับมามองด้วยท่าทีแข็งทื่อ
เมื่อสังเกตเห็นสีหน้าที่ซีดเซียวของอีกฝ่าย ฉู่เจียงไหลจึงตัดสินใจที่จะเงียบ เขากำลังรอให้ฉู่ชิวไป๋เป็ฝ่ายเปิดปากพูดกับเขาเอง
อันที่จริง ไม่ว่าใครก็ตามที่มาเห็นการทำาเย็นระหว่างพวกเขาทั้งสองคนในครั้งนี้ ก็คงจะรู้สึกว่ามันไร้เหตุผลสิ้นดี
ตอนแรก ฉู่ชิวไป๋ก็แค่ไม่ค่อยตอบข้อความเขา ไม่กี่วันต่อมาก็หนักข้อขึ้นถึงขั้นไม่รับโทรศัพท์ ถึงแม้ฉู่เจียงไหลจะยุ่งจนต้องนับเวลานอนเป็นาที เขาก็ยังสังเกตเห็นความผิดปกติของฉู่ชิวไป๋ได้อย่างรวดเร็ว
นั่นคือไพ่ตายสำคัญ ที่เขาต้องใช้เวลานานกว่าสิบปีจึงสามารถคว้ามาได้
แต่ก็เพราะเหตุนี้เอง ฉู่เจียงไหลจึงยิ่งไม่กล้าทำอะไรผลีผลาม เขาพยายามครุ่นคิดอย่างละเอียดว่าตัวเองทำพลาดตรงไหน และฉู่ชิวไป๋ไปรู้เื่อะไรเข้ากันแน่ แต่ก่อนที่เขาจะได้คำตอบที่ชัดเจน กำหนดการเดินทางไปอเมริกาด้วยตัวเองก็มาถึงอย่างกระชั้นชิด
ฉู่เจียงไหลรีบจัดการทุกอย่าง จนในที่สุดก็หาเวลาไปเจอฉู่ชิวไป๋ก่อนเดินทางได้ แต่ก็ไม่คาดคิดเลยว่า พี่ชายที่ยังอวยพรให้เขา 'เดินทางปลอดภัย' ด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนในวันนั้น กลับบินไปจิงซื่อในคืนเดียวกัน และสามเดือนต่อมาก็ไปจดทะเบียนกับผู้หญิงคนอื่นอย่างรวดเร็ว
ฉู่ชิวไป๋จ้องมองลวดลายหินอ่อนที่หรูหราและสวยงามบนพื้นในห้องนั่งเล่นอยู่เงียบๆ เป็เวลานานโดยไม่พูดอะไร บรรยากาศภายในห้องจึงเงียบจนน่าอึดอัด คนทั้งสองคนที่นั่งอยู่คนละฟากของโซฟาต่างก็ถือถ้วยชาและประจันหน้ากันอยู่อย่างนั้น
ท่ามกลางความเงียบที่คาดเดาไม่ได้ หัวใจของฉู่ชิวไป๋เต้นเร็วขึ้นเรื่อยๆ ไอร้อนจากชาที่อยู่ในถ้วยเซรามิกค่อยๆ แผ่ซ่านมายังฝ่ามือ ลวกจนรู้สึกแสบร้อน เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าวันหนึ่ง การได้นั่งเผชิญหน้ากับฉู่เจียงไหลจะกลายเป็เื่ที่ทรมานขนาดนี้
“เื่ที่ฉันอยากพูดก็พูดไปหมดแล้ว” ฉู่ชิวไป๋เอ่ยขึ้น “การที่นายมาหาฉัน แสดงว่ายังมีเื่อื่นที่อยากจะพูดอีกใช่ไหม?”
ฉู่เจียงไหลที่นั่งอยู่ตรงข้ามถือถ้วยชาไว้แต่ไม่ได้ดื่ม ไอน้ำที่ระเหยจากปากถ้วยลอยมาปะทะใบหน้าอันหล่อเหลาไร้ที่ติของเขา ทำให้ดวงตาที่สวยงามคู่นั้นยิ่งดูชุ่มชื้นและเปี่ยมไปด้วยอารมณ์เป็พิเศษ
“ทำไมความสัมพันธ์ของเราถึงกลายเป็แบบนี้ไปได้ล่ะครับ?”
“แล้วนายคิดว่าไงล่ะ?”
อาจเป็เพราะฮีตเตอร์เริ่มทำงาน อุณหภูมิในห้องจึงเริ่มสูงขึ้น ทำให้ฉู่ชิวไป๋เริ่มมีเหงื่อเม็ดเล็กๆ ซึมออกมาที่ปลายจมูก เมื่อเขาหันหน้า เส้นเืสีเข้มบริเวณลำคอก็ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน
ฉู่เจียงไหลที่ไม่ได้กอดเขามานานพลันรู้สึกคอแห้งขึ้นมาทันที เขาจึงก้มหน้าลงจิบชาไปอึกหนึ่ง
“ผมไม่รู้”
เขามักจะแสดงท่าทีใสซื่อบริสุทธิ์แบบนี้อยู่เสมอ ซึ่งเป็อะไรที่ฉู่ชิวไป๋เคยชอบและทะนุถนอมเป็อย่างยิ่ง แต่ตอนนี้กลับเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายอยู่หน่อยๆ
อันที่จริง เขาได้ยินเพื่อนๆ ที่รับ่ต่อธุรกิจของครอบครัวพูดถึงฉู่เจียงไหลนับครั้งไม่ถ้วน คำที่ใช้ส่วนใหญ่คือ 'มีความสามารถ' และ 'เืเย็น' หรือไม่ก็ 'เก่งกาจจนน่ากลัว'
แต่ทว่า ทรราชย์หน้าใหม่แห่งวงการธุรกิจที่ถูกร่ำลือว่า 'โเี้ไร้ความปรานี' คนนั้น กลับกำลังก้มหน้าดื่มชาอย่างระมัดระวังจากแก้วลายการ์ตูนอยู่ตรงหน้าเขา ราวกับนักเรียนประถมที่รอรับการตรวจการบ้านจากคุณครู
ถ้าแม้แต่ความประหม่าที่เกิดจากความใส่ใจมากเกินไปนี้ก็ยังเป็ของปลอม คนคนนี้ก็คงน่ากลัวเกินไปแล้ว
ฉู่ชิวไป๋จ้องเขาเขม็ง
“พี่ชิวไป๋” ในที่สุดฉู่เจียงไหลก็วางถ้วยชาลงในที่สุด “ที่จริงแล้ว... พี่ยังชอบผมอยู่ใช่ไหมครับ?”
เขาเก่งเกินไปแล้ว พูดคำเดียวก็แทงใจดำเข้าอย่างจัง
“เื่แต่งงานก็แค่ขู่ผมเล่นเท่านั้น” ชายหนุ่มที่นั่งนิ่งอยู่บนโซฟาค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้อย่างแเี แล้วใช้นิ้วมือลูบไล้เส้นผมของเขาอย่างถือสิทธิ์ “พี่ยังรักผมจะตายอยู่แล้วใช่ไหมล่ะ?”
ฉู่ชิวไป๋สะดุ้งอย่างแรง รีบเบี่ยงตัวหลบมือที่กำลังลูบผมเขาเบาๆ สีหน้าของเขายิ่งดูย่ำแย่ลงไปอีก
รูปแบบขบวนรถคุ้มกันเมื่อครู่ ทำให้เขาหวนนึกถึงาแในอดีตที่ไม่อาจลืมเลือนอย่างเลี่ยงไม่ได้ ตอนนี้เขาจึงอยู่ในสภาวะใกล้สติแตกเต็มที
คำพูดของฉู่เจียงไหลที่เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่เต็มไปด้วยความมั่นใจนั้น แทงตรงลงบนาแที่กำลังเน่าเปื่อยอีกครั้ง มันเหมือนเป็ฟางเส้นสุดท้ายที่จะทำให้เขาพังทลายลงในที่สุด
เพราะฉู่ชิวไป๋ในสภาพที่จิตใจแตกสลาย้าการรักษา และเขาเชื่อมั่นว่าตัวเองคือ 'ยา' เพียงหนึ่งเดียวของฉู่ชิวไป๋เท่านั้น
“เลิกงอแงได้แล้วครับพี่ชิวไป๋ ไม่ว่าผมจะทำอะไรผิดจนทำให้พี่โกรธขนาดนี้ ผมจะแก้ไขแน่นอน ยกโทษให้ผมเถอะนะครับ”
“ต่อให้พี่แอบไปแต่งงานกับผู้หญิงที่ไหนก็ไม่รู้ลับหลังผม ผมก็จะทำเป็มองไม่เห็น ขอแค่พี่ยอมบอกผมว่าพี่โกรธเื่อะไร ขอแค่พี่ยอมให้โอกาสผมอีกครั้ง ขอแค่พี่ยอมหย่า ผมก็ยินดีที่จะปรับปรุงตัว”
สันดานคนนั้นยากที่จะเปลี่ยนแปลง ตัวเองยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าทำอะไรผิด แต่กล้าที่จะพูดจาโอ้อวดว่าจะปรับปรุงตัวเอง
ไม่รู้จริงๆ ว่าระหว่างฉู่เจียงไหลที่กำลังพูดจาอวดดี กับตัวเขาที่ยังแอบมีความหวังสุดท้ายว่า 'ถ้าอีกฝ่ายยอมสารภาพความจริงและอธิบายทุกอย่างให้ชัดเจน ก็อาจจะพิจารณายกโทษให้...'
...ใครกันแน่ที่โง่กว่ากัน