Danger area : เขตก่อการรัก [จบ]

    เล่มที่ 2 บทที่ 40 ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน 1

             

            เหอชูซานรู้ดีว่าไม่สามารถถือว่าเสียง ‘อืม’ ของชย่าลิ่วอีในตอนนั้นเป็นการตอบตกลงได้—— ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าทั้งสองคนทะเลาะกันใหญ่โตในคืนนั้นและยังคงงอนกันอยู่จนถึงตอนนี้วันตรุษจีนกำลังจะมาถึงในอีกสองวันเขาจึงโทรศัพท์ไปหาชย่าลิ่วอีโดยไม่ถามว่าจะมาหรือไม่ แต่ถามด้วยชั้นเชิงว่า “พี่ลิ่วอี นอกจากเกี๊ยวหมูแดงแล้ว พี่อยากกินอะไรในวันไหว้อีกไหม? ชอบไก่เหวินชางจากไหหลำไหมครับ?”

            ชย่าลิ่วอีกำลังยืนคุมอาหย่งซ้อมคนอยู่ที่ชั้นใต้ดินเขาสูบบุหรี่พลางหาวแล้วพูดตอบ “อะไรก็ได้”

            “นึ่งปลาอีกตัวดีไหมครับ?”

            “อืม”

            หลังจากวางสายเหอชูซานก็ยิ้มอย่างเงียบๆ คนเดียวที่ปลายสายอีกด้านหนึ่ง ส่วนลูกพี่ใหญ่ชย่าจามออกมา “ฮัดชิ้ว!”

            อาหย่งชะงักมือแล้วเงยหน้ามองเขาพร้อมกับคนที่กำลังถูกซ้อมอย่างโชคร้าย

            “มองอะไร! ซ้อมต่อสิ!” ชย่าลิ่วอีถลึงตาใส่ เขาคว้ากระดาษทิชชูจากมืออาเปียวมาสั่งน้ำมูกแล้วโยนทิ้งไปอย่างไร้เยื่อใย

            เขากุมศีรษะที่มึนงงเดินเข้าไปในลิฟต์แล้วก็นึกขึ้นได้ทีหลัง—— เดี๋ยว! เมื่อกี้ใครโทรมา? เหออาซานหรือ? ฉันไปรับปากเขาตอนไหนวะ!

            ถึงจะบ่นในใจและลังเลแต่ในบ่ายวันก่อนวันตรุษจีนเขากลับขับรถไปยังตึกเก่าที่เหอชูซานอาศัยอยู่แล้วหาตรอกเล็กๆเพื่อจอดรถ

            เพื่อนบ้านแถวนี้ล้วนเป็นผู้อยู่อาศัยเก่าของชุมชนเมืองกำแพงเจียวหลงเขาไม่อยากให้ใครจำเขาได้ ชย่าลิ่วอีจึงสวมแว่นกันแดดและยกปกเสื้อโค้ตขึ้นเพื่อปิดบังใบหน้าเหมือนมือสังหารแล้วย่องขึ้นไปบนชั้นอย่างเงียบเชียบโชคดีที่ช่วงเวลานี้ทุกบ้านกำลังวุ่นวายกับการเตรียมอาหารเย็นสำหรับวันรวมญาติมีเพียงเด็กๆ แสนร่าเริงที่ส่งเสียงหัวเราะและวิ่งเล่นผ่านเขาไปบ้างเป็นครั้งคราว แต่เนื่องจากทางเดินมืดพวกเขาจึงไม่ได้สังเกตเห็นเขา

            เขายังไม่ทันเคาะประตูเหอชูซานก็เปิดประตูจากด้านในออกมาพร้อมกับรอยยิ้มที่ซ่อนไว้ไม่อยู่บนใบหน้า “พี่ลิ่วอี สวัสดีปีใหม่ครับ”

            ชย่าลิ่วอีไม่ได้เห็นใครมีความสุขจากใจจริงแบบนี้มานานแล้วเขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบ “อืม สวัสดีปีใหม่” แล้วก็ยื่นตะกร้าผลไม้ที่ถือมาด้วยให้

            เหอชูซานเชิญเขาเข้าไปในบ้านบ้านหลังนี้ไม่ได้ใหญ่โตอะไร มีขนาดพอๆ กับห้องโถงของบ้านคนรวย แต่เพราะถูกแบ่งออกเป็นสองห้องนอนและหนึ่งห้องนั่งเล่นอย่างชาญฉลาดทำให้บ้านดูโปร่งและกว้างขวางกว่าห้องเล็กๆ สองชั้นในชุมชนเมืองกำแพงเจียวหลงมากหมอฟันเหอใช้เวลาว่างในการตัดกระดาษรูปทรงต่างๆ อย่างสวยงามมาประดับตกแต่งทั่วบ้านทำให้บ้านดูมีสีสันสดใสเหนือโทรทัศน์ยังมีรูปเด็กอ้วนเรียกทรัพย์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดีติดอยู่สร้างบรรยากาศแห่งความรื่นเริงได้มากโข

            กลางห้องนั่งเล่นมีโต๊ะสี่เหลี่ยมเล็กๆตั้งอยู่ บนโต๊ะมีชามและตะเกียบจัดเรียงไว้สามชุดตรงกลางเป็นปลาหลิงนึ่งโรยหน้าด้วยขิงและต้นหอมกำลังส่งกลิ่นหอมกรุ่นไปตามควันขาวที่ล่องลอยอ้อยอิ่ง

            ชย่าลิ่วอีไม่เคยพบกับบรรยากาศการเฉลิมฉลองปีใหม่อย่างเรียบง่ายและอบอุ่นเช่นนี้มาก่อนตอนเด็กๆ การฉลองปีใหม่สำหรับเขาคือการที่พ่อจะดื่มเหล้าหนักกว่าเดิมและตีเขากับเสี่ยวหม่านรุนแรงขึ้นหลังจากนั้นเขาก็ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านหรูหรา การเฉลิมฉลองที่นั่นแม้จะยิ่งใหญ่แต่กลับเงียบเหงา—— ชิงหลงมักจะยุ่งอยู่กับงานและกลับบ้านดึก เขากับเสี่ยวหม่านก็ได้แต่นั่งมองอาหารเลิศรสบนโต๊ะกินให้อิ่มแล้วก็จบกัน ทว่าตอนนี้เขากำลังยืนอยู่ในห้องเล็กๆที่อบอวลไปด้วยบรรยากาศของเทศกาลวันตรุษจีน เขาจึงรู้สึกสับสนอยู่ครู่หนึ่ง

            “พี่ลิ่วอี เชิญนั่งก่อนครับ เดี๋ยวอาหารอย่างอื่นก็เสร็จแล้ว” เหอชูซานกล่าวต้อนรับ “ป๊า!พี่ลิ่วอีมาแล้วครับ!”

            เมื่อชย่าลิ่วอีได้ยินเสียงเรียกนั้นเขาก็รู้สึกเจ็บที่ฟันทันที อาป๊าเหอเดินออกมาจากบ้านพร้อมกับไหเหล้าขาว เขากลอกตาไปมองชย่าลิ่วอีด้วยสายตาที่วิเคราะห์อย่างละเอียด “อื้ออื้ออื้อ คุณชย่ากลายเป็นหัวหน้าใหญ่ไปแล้วยังมีน้ำใจมาเยี่ยมบ้านเล็กๆ ของเราด้วย บ้านเราดูสว่างไสวขึ้นเยอะเลย”

            ชย่าลิ่วอีหันไปหาพ่อคนนี้เมื่อเทียบกับลูกชายของเขาแล้ว ชย่าลิ่วอีมีท่าทางเกรงใจกันอยู่มากโข เขาพูดด้วยสีหน้าแข็งกระด้างว่า “คุณเหอ เชิญนั่งได้เลยครับ”

            “ไม่กล้า ไม่กล้า แขกมาก่อน เจ้าบ้านควรต้อนรับก่อน” หมอฟันเหอสุภาพมาก

            “เชิญนั่งเถอะครับ”

            “เชิญ เชิญ”

            ทั้งสองคนต่างสุภาพและถ่อมตนอยู่ในห้องรับแขกเป็นเวลานานไม่มีใครยอมนั่งลงก่อน เมื่อชย่าลิ่วอีกำลังจะหมดความอดทนและเริ่มโมโหเหอชูซานก็เดินออกมาพร้อมกับไก่ไหหลำหนึ่งจาน “ทั้งสองคนยืนทำอะไรกันอยู่เนี่ย? รีบนั่งลงสิครับ ป๊า พี่ลิ่วอีเอามาฝากครับ”

            “ไม่กล้า ไม่กล้า คุณชย่าสุภาพเกินไปแล้ว” หมอฟันเหอพูด “คุณชย่า ผมได้ยินมาว่าครั้งที่แล้วที่ผมป่วยคุณก็เป็นคนขับรถพาพวกเราไปโรงพยาบาล ผมรู้สึกขอบคุณอย่างสุดซึ้ง คาดไม่ถึงเลยว่าถึงแม้คุณชย่าจะเป็นคนที่ทำธุรกิจอยู่ข้างนอกแต่ก็มีจิตใจดีเช่นนี้...”

            เหอชูซานหยิบเกี๊ยวอีกจานหนึ่งออกมาจากห้องครัวแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “ป๊า รีบเลิกพูดจาเยิ่นเย้อแบบคนมีการศึกษาเถอะครับ”

            หมอฟันเหอจ้องลูกชายเขม็ง “พูดจาเยิ่นเย้ออะไรกัน? ป๊าเป็นคนสุภาพนะ!แกไม่มีวัฒนธรรม คิดว่าคนอื่นก็ไม่มีวัฒนธรรมเหมือนแกหรือไง? เขาน่ะ เป็นหัวหน้าใหญ่นะ!”

            ชย่าลิ่วอีรู้สึกปวดฟันอย่างต่อเนื่องเขาพูดด้วยสีหน้าแข็งกระด้างว่า “คุณเหอเกรงใจกันเกินไปแล้วการไปส่งพวกคุณไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่โตอะไร ก่อนหน้านี้ในเมืองเก่า ผมสิต้องรบกวนให้คุณช่วยเหลือ”

            “ไม่หรอก ไม่หรอก คุณชย่า ช่วงนี้สุขภาพฟันเป็นยังไงบ้าง? เดี๋ยวทานข้าวเสร็จแล้วผมจะช่วยดูให้นะ?”

            “แค่ก! ไม่เป็นไรครับ”

            “คุณชย่าไม่ต้องเกรงใจกันขนาดนั้นก็ได้ครับ ตรวจให้ฟรี! ไม่คิดเงิน!”

            “ไม่ต้อง…”

            “คุณชย่า ฟันเป็นส่วนที่สำคัญมากของร่างกายเรา คุณไม่ควรมองข้ามมันนะครับ...”

            “ไม่... ฮัดชิ้ว!”

            ก่อนที่คุณชย่าซึ่งกำลังสั่งน้ำมูกจะทนไม่ไหวและโมโหเหอชูซานก็ยกอาหารหม้อดินออกมาเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ “ป๊า กินข้าวแล้วก็อย่าพูดเรื่องฟันกันอีกเลยครับ มาดูทีวีกันเถอะ”

            หมอฟันเหอที่ไม่ได้เปิดคลินิกมานานรู้สึกอึดอัดจนแทบคลั่งเมื่อเจอคนแปลกหน้าเขามีความกระตือรือร้นและพยายามพูดคุยเกี่ยวกับความสำคัญของฟันกับคุณชย่าอยู่ตลอดแต่ก็ถูกเหอชูซานยัดถ้วยซุปให้ถือไว้ในมือ จึงต้องหยุดพูดและดื่มซุปไปก่อน

            เหอชูซานตักซุปให้ชย่าลิ่วอีหนึ่งชามเช่นกันเป็นซุปลูกแพร์ตุ๋นเห็ดหูหนูรสชาติหวานชุ่มคอ แก้ร้อนในได้ดี และมีสรรพคุณในการบรรเทาอาการจามและน้ำมูกไหลเขาไม่ได้พูดถึงสรรพคุณของซุปเลย เพียงแค่หันไปดูทีวีกับพ่อรอจนชย่าลิ่วอีทานหมดชาม แล้วจึงลุกขึ้นไปตักให้อีกชามด้วยท่าทางที่เป็นธรรมชาติ

            ชย่าลิ่วอีมาบ้านของเหอชูซานในครั้งนี้ด้วยความระมัดระวังเขาคอยจับตาดูเหอชูซานไม่ให้เล่นลูกไม้อะไรได้ แต่กลับกลายเป็นว่าเหอชูซานนั้นทั้งสงบและเป็นธรรมชาติมากบางครั้งก็ถามเขานิดหน่อยว่าช่วงนี้ยุ่งไหม พี่หม่ากับเจ๊ตงสบายดีไหม อะไรทำนองนี้ไม่มีคำพูดหรือการกระทำที่เกินเลยเลย ดูอย่างไรก็เป็นคนซื่อสัตย์จริงใจไม่มีเล่ห์เหลี่ยมใดๆ

            เตาผิงในห้องมีไฟลุกโชนให้ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณชย่าลิ่วอีรู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่มาจากด้านหลัง เขาจึงค่อยๆผ่อนคลายความระมัดระวังลงแล้วเริ่มหันความสนใจไปที่อาหาร—— คนไร้ประโยชน์เหอทำอาหารไม่ค่อยเก่ง รสชาติอาหารอื่นๆ ก็ธรรมดา แต่กลับทำปลานึ่งได้ดีลูกพี่ใหญ่ชย่าอดไม่ได้ที่จะคีบตะเกียบไปยังจานปลานั้นหลายครั้งแม้แต่ก้างปลาก็ยังแทะ

            เหอชูซานพลิกปลาให้เขาเงียบๆ

            ชย่าลิ่วอีกินปลาด้วยสีหน้าเรียบเฉยไม่พูดอะไรเลย หากเทียบกับเมื่อก่อนที่เขามักออกไปกินข้าวกับเหอชูซานแล้วทั้งสองคนจะต่อปากต่อคำกันไปมามากกว่านี้ทว่าวันนี้เขาทั้งไม่อยากแสดงท่าทีอะไรต่อหน้าหมอฟันเหอ และในขณะเดียวกันก็อยากรักษาระยะห่างกับเหอชูซานเขาจึงไม่ค่อยพูด ยกเว้นตอนถูกถาม นอกเหนือจากนั้นเขาแทบไม่เปิดปากเลย สีหน้าของเขาเย็นชาและดูเข้าถึงยากแต่พ่อลูกตระกูลเหอกลับไม่ใส่ใจท่าทีเย็นชาของเขาเลยแม้แต่น้อยยังคงพูดคุยเรื่องสัพเพเหระและเรื่องในครอบครัวกันเองต่อไป

                     

    คล้ายกับเรื่องDanger area : เขตก่อการรัก [จบ] ที่คุณอ่าน