บทที่7 ความในใจ
เมื่อกลับถึงห้องหลี่เยว่ค่อยๆ คลี่ฝ่ามือออก จดหมายแผ่นเล็กถูกซ่อนไว้ภายในอักษรบนกระดาษเรียบง่าย ทว่าทำให้นางต้องกลั้นหายใจอยู่นาน
‘ยามสามศาลาหลังตำหนัก อย่าให้ผู้ใดเห็น’
ไม่มีคำลงนาม มันเป็จดหมายนัดพบที่รู้กันเฉพาะผู้รับและผู้ส่งเท่านั้น
ยามค่ำคืนที่เงียบสงัดของวังหลวงหลี่เยว่ลุกขึ้นจากเตียงด้วยความเงียบ สายตากวาดมองไปรอบตัว ในมือกำจดหมายแผ่นบางแน่นหัวใจเต้นรัวไม่เป็จังหวะ นางไม่รู้ว่าตัวเองควรจะทำอย่างไรแต่ในใจกลับเรียกร้องให้เสี่ยงทำผิดกฏออกไปตามนัดหมายของอีกฝ่าย
หลังจากที่ตัดสินใจได้แน่วแน่หลี่เยว่สวมชุดคลุมสีดำกลืนไปกับความมืดยามค่ำคืน นางเดินออกจากตำหนักฝึกฝนอย่างระมัดระวังราวกับทุกย่างก้าวไม่อาจให้ผู้ใดเห็นได้ แม้ว่าสายลมกลางคืนพัดผ่านทำให้ร่างกายเย็นวาบเป็่หากความหนาวเย็นนั้นไม่อาจกลบความร้อนรุ่มที่อยู่ในใจได้
ศาลาหลังตำหนักเสมือนถูกจัดเตรียมไว้รอหลี่เยว่ทำให้ปราศจากทหารยามคอยเดินลาดตระเวน
เงาร่างหนึ่งยืนอยู่ใต้เงาของเสาเมื่อเขาก้าวออกมา แสงจันทร์ก็เผยให้เห็นใบหน้าที่คุ้นตา
“เ้ามาจริงๆ”อีกฝ่ายเอ่ยเสียงต่ำ มองไปที่หลี่เยว่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสับสนแม้ว่าเขาจะเป็คนส่งจดหมายออกไปด้วยตัวเอง แต่ลึกๆในใจแล้วเขาก็มิได้ปรารถนาจะพบเจออีกฝ่ายในค่ำคืน
หลี่เยว่ก้มศีรษะลงเล็กน้อย“ท่านเรียกข้ามา...มีเื่ใดหรือเ้าคะ?”
ขันทีหนุ่มเข้ามาใกล้หลี่เยว่เขายืนฝั่งตรงข้าม โดยเว้นระยะห่างอย่างเหมาะสม ราวกับขีดเส้นบางๆระหว่างสิ่งที่ควรและไม่ควรเอาไว้
ขันทีหนุ่มมองมาที่หลี่เยว่อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่สายตาจะเปลี่ยนมาสงบนิ่งดังเดิม แต่ก็ยังแฝงด้วยความลังเลพอให้จับสังเกตได้
“การที่เ้าไม่ถูกส่งออกและยังอยู่ในตำหนักฝึกฝน หมายความว่าเ้าเป็ตัวเลือกที่ ข้าหลวงหมี่ เลือกไว้สินะ”
หลี่เยวพยักหน้าเบาๆนางตอบกลับด้วยเสียงแ่เบา
“ข้าเป็หนึ่งในห้าตัวเลือกที่ข้าหลวงหมี่เลือกเ้าคะ”
ได้ยินเช่นนั้น เขาสูดลมหายใจเข้าลึก“เ้าตัดสินใจดีแล้วสินะ”
คำพูดนั้นทำให้หลี่เยว่เงียบงันนางกำชายเสื้อแน่น
“ข้าเองก็ไม่รู้...เดิมทีข้าคิดว่าตัวเองควรอยู่ในกลุ่มที่ถูกไล่ออกไปจากวังหลวงแต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่ามันคือโอกาสระหว่างที่ข้าสับสนสิ่งเดียวที่ช่วยให้ข้าตัดสินใจได้อย่างแน่วแน่ ก็เพราะว่า...วังหลวงแห่งนี้ถึงจะน่ากลัวแต่ก็ยังมีคนแบบท่านอยู่”
“ในวังหลวงทุกย่างก้าวเสมือนเดินอยู่บนด้ายบางจนกว่าจะเดินไปถึงปลายทางที่เรียกว่าบัลลังก์จะไม่มีคืนใดที่เ้าสามารถหลับได้เต็มตา”
จากนั้นขันทีหนุ่มแหงนมองไปบนแสงจันทร์บนฟ้า
“จำได้หรือไม่ที่ข้าเคยบอกว่า เ้าเหมือนคนที่ข้าเคยรู้จัก”
หลี่เยว่กลั้นหายใจพยักหน้าด้วยความเงียบแทนคำตอบขันทีหนุ่มยังคงเล่าความต่อไป
“นางเป็คนรักเก่าของข้าตัวนางถูกวังวนในวังหลวงดึงดูดให้เข้าสู่การแย่งชิงสุดท้ายแล้วนางก็ไม่เหลือแม้แต่ตัวตนเดิม ส่วนตัวข้าก็กลายมาเป็ชายที่ไม่ใช่ชายข้าไม่อยากให้เ้าเดินซ้ำรอยของนางไปอีกคน”
คำบอกเล่านั้นทำให้หลี่เยว่เข้าใจความหมายของการช่วยเหลือและความอบอุ่นที่อีกฝ่ายส่งมาถึงนาง
หญิงสาวหลับตาลงครู่หนึ่งราวกับกำลังคิดทบทวนเื่ราวทั้งหมดอยู่ในใจ ก่อนจะลืมตาขึ้นมองอีกฝ่ายโดยตรง
“มิใช่ว่าข้าไม่เคยคิดถึงความอันตรายในวังหลวงแห่งนี้เพียงแต่ว่า หากข้าถอยออกจากวังวน ไปจากวังหลวงแห่งนี้...อีกความหมายหนึ่งก็คือข้าจะไม่ได้พบกับท่านอีกแล้ว”