“ทั้งหมดก็เพื่อปกป้องเธอยังไงล่ะ”
เสียงเชียร์ดังลั่นอยู่ในโรงฝึกพละศึกษาหลังเสร็จสิ้นพิธิเปิดงานประเพณีไปได้ไม่ถึงชั่วโมงการแข่งขันแรกของวันก็เริ่มต้นขึ้นท่ามกลางความสนใจของนักเรียนจำนวนมากที่หลั่งใหลกันเข้ามาจนเต็มทั่วทั้งอัฒจันทร์งานประเพณีวันแรกเปิดม่านด้วยการแข่งบาสเก็ตบอลชายระหว่างโรงเรียนชิโรไดริและมัธยมชายล้วนทามามุชิโดยมีสาวๆจากสตรีนามิทามะเป็กองเชียร์เสียงดังลั่นอยู่อีกฟากของสนาม
เสียงรองเท้าเสียดสีไปกับพื้นสนามขัดมันและเสียงทุ่มลูกอันเป็เอกลักษณ์ดังห้องไปทั่วโรงฝึกผสานไปกับเสียงเชียร์และเสียงะโจากทั้งนักกีฬาและผู้ชมรอบสนามทำให้การแข่งขันนี้คึกคักขึ้นมากมินาโยะกับคนอื่นๆมาจับจองที่นั่งตรงกลางอัฒจันทร์ไว้ั้แ่ก่อนที่การแข่งขันจะเริ่มเพื่อ้าให้ได้ที่นั่งที่ดีที่สุดที่จะสามารถมองเห็นการเล่นของทั้งสองทีมได้ถนัดตา
“สองคนนั่นเข้าขากันได้ดีเกินคาดแฮะ”มาโมรุอดเปรยขึ้นมาไม่ได้เมื่อเห็นการเคลื่อนไหวที่สอดประสานกันดีเหลือเกินระหว่างสมาชิกชมรมบาสสองคนผู้มีส่วนสูงน้อยที่สุดในการแข่งขันกำลังเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วเท็ตสึยะที่เล่นให้ทีมในตำแหน่ง Small Forward กำลังส่งลูกสุดสวยไปให้เอเรียลที่กำลังยืนอยู่นอกเส้นสามแต้มและส่งลูกชู้ตลงห่วงได้อย่างสวยงามสมกับที่เป็Shooting Guard คนดังของชมรม
“อีกฝั่งก็ใช่ย่อยนะ” ชินว่าบ้างและยิ้มขำเมื่อเท็ตสึยะโดนเด็กหนุ่มร่างสูงหัวทองจากทีมฝั่งตรงข้าม Steal ลูกบาสในมือไปได้อย่างหน้าตาเฉยก่อนที่อีกฝ่ายจะอาศัยความสูงและความยาวของ่ขาที่ได้เปรียบกว่าเก็บคะแนนใต้แป้นไปได้อย่างไม่ยากเย็น
“สูจิบัตรงานอยู่ที่เธอหรือเปล่า?”โทวะหันมาถามมินาโยะ ไม่ได้สนใจเกมในสนามเลยแม้แต่น้อย
“อยู่นี่จ้ะ!” เด็กสาวค้นกระเป๋าหยิบเอากระดาษแข็งแผ่นใหญ่ส่งให้เด็กหนุ่มก่อนจะหันไปสนใจการแข่งขันต่อ
“มีอะไรรึ?” มาโมรุหันมาถามโทวะเห็นเพื่อนสนิททำสีหน้าเคร่งเครียดจนอดกังวลใจไม่ได้
“เปล่า ไม่มีอะไรแค่อยากจะรู้ตารางแข่งรายการต่อไปน่ะ” โทวะตอบ
“หมดจากนี่ก็ไม่มีอะไรแล้ว”มาโมรุว่า “ฟุตบอลของพวกฉันแข่งวันพรุ่งนี้พร้อมกับคาราเต้ของนายกับมินาโยะส่วนคอรัสของนานาโกะน่ะแสดงในพิธีปิดโน่น!”
โทวะหันมามองหน้ามาโมรุซึ่งเด็กหนุ่มก็ส่งสายตาตอบกลับเขาไปโดยไม่พูดอะไรว่า ‘อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะว่านายคิดอะไร’
เสียงะโอย่างตื่นใจของชินร้องดังขึ้นพร้อมๆกับเสียงวี้ดว้ายของมินาโยะเรียกสายตาของเด็กหนุ่มทั้งคู่ให้หันไปมองในสนามได้อีกครั้งเท็ตสึยะกับเอเรียลกำลังช่วยกันบล็อคมือชู้ตของทามามุชิอยู่ริมสนามฝั่งหนึ่ง การเคลื่อนไหวของทั้งสามคนว่องไวมากเสียจนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็การแข่งขันของเด็กมอต้นอย่างไรก็ตาม ดูเหมือนความสูงของทั้งคู่จะเป็อุปสรรคต่อการรับมือฝ่ายตรงข้ามเสียจริงๆ
“เอาสองคนนั้นไปบล็อคอีกฝั่งที่ตัวสูงขนาดนั้นดูเป็ความคิดที่ไม่เข้าท่าสักเท่าไหร่นะ”ชินวิเคราะห์
“แต่ฝั่งนั้นเองก็อ่านทางเราได้หมดเลยนะ”มินาโยะที่กำลังลุ้นอย่างตื่นเต้นพูดขึ้นรัวๆ “ดูสิ! เขารับมือเอเรียลคุงได้อีกแล้ว เอเรียล!เท็ตสึยะ! สู้เค้านะ!”
แล้วในที่สุดมินาโยะก็ลุกขึ้นยืนและะโเสียงดังลั่นไปพร้อมกับกองเชียร์ชิโรไดริคนอื่นๆที่เริ่มจะอยู่ไม่สุขชินนั่งหัวเราะร่วนอยู่ข้างเธอ ขณะที่มาโมรุกังวลใจว่าควรจะปรามเด็กสาวสักหน่อยดีไหมแต่ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ปล่อยเลยตามเลยไปก่อนแล้วกัน
เสียงอึกครึมคึกโครมยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่องแม้การแข่งขันจะจบลงไปได้สักพักแล้วด้วยชัยชนะที่ค่อนข้างจะขาดพอตัวของทามามุชิหลังเสร็จสิ้นการจับมือท้ายเกมนักกีฬาทั้งหมดก็ทะยอยเดินทางไปยังห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อร่วมกิจกรรมอื่นๆในงานและปล่อยสนามให้เริ่มการแข่งรายการต่อไปของแผนกมัธยมปลาย
“ฉันน่าจะเกิดมาตัวสูงกว่านี้หน่อยนะแย่ชะมัด!”เท็ตสึยะอดบ่นขึ้นมาไม่ได้หลังการดวลครั้งล่าสุดเขาเป็ฝ่ายแพ้ไปอย่างหมดรูปจนส่งผลให้เกมค่อนข้างตามเป็อย่างมาก
“อย่าคิดมากไปหน่อยเลยน่าพวกนายแค่เด็กปีหนึ่งเองนะ ทำได้ขนาดนี้ก็เก่งมากแล้ว” หัวหน้าชมรมเ้าของตำแหน่ง Point Guard ตบบ่าให้กำลังใจรุ่นน้องอย่างเริงร่า
“นายเองก็ด้วย มิยาซาวะลูกชู้ตสามแต้มของนายสุดยอดมาก!”
เ้าตัวหันมาให้กำลังใจคนที่กำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่หน้าล็อคเกอร์ตัวเองอย่างเหม่อลอย
“ว่าแต่ SG ฝั่งโน้นก็เก่งเอาเื่เลยแฮะได้ข่าวว่าเป็เด็กปีสามแต่ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลยเป็เด็กแลกเปลี่ยนเหมือนโรงเรียนเรารึเปล่า?”
รุ่นพี่เ้าของตำแหน่ง Center เปรยๆขึ้นขณะที่กำลังเปลี่ยนไปใส่ชุดนักเรียนเพื่อออกไปร่วมกิจกรรมถัดไป
“มือถือจะหล่นแล้วแน่ะ เอเรียล”
เท็ตสึยะเอ่ยมาจากหน้าล็อคเกอร์ของตัวเองเมื่อเห็นมือถือของเอเรียลวางิ่แหม่อยู่ตรงขอบล็อคเกอร์ขณะที่เ้าตัวกำลังกลัดกระดุมเสื้อนักเรียนอยู่
“ซวยล่ะ!” คนถูกทักสะดุ้งเฮือกเกือบจะเอื้อมมือไปรับโทรศัพท์ของตัวเองไว้ไม่ทัน
“อย่าเศร้าไปหน่อยเลยน่าปีหน้านายก็เข้ามาเป็นักเรียนแลกเปลี่ยนใหม่สิ จะได้เข้ามาแข่งด้วยกันอีกไง”
“นี่ไม่ได้พูดจริงจังใช่ไหมครับเนี่ย”เอเรียลหันไปยิ้มให้แห้งๆแต่สายตาฉับไวของหัวหน้าชมรมกลับไปสะดุดตากับสายห้อยโทรศัพท์ที่อยู่ในมือของเด็กหนุ่มมากกว่า
“นายใช้ที่ห้อยโทรศัพท์ด้วยเหรอ?”คนเป็รุ่นพี่ถาม แล้วทุกคนในชมรมก็พุ่งเป้ามาที่เขาป็นตาเดียว
“อย่าบอกนะว่า...”
แล้วเสียงโวยวายในห้องเปลี่ยนเสื้อนักกีฬาก็ร้องดังลั่นเมื่อShooting Guard คนดังถูกจับได้ว่าพกอะไรไม่เข้ากับบุคลิกเขาเลยแม้แต่น้อยอยู่กับตัวเอเรียลกำโทรศัพท์ในมือแน่น ส่วนสายห้อยโทรศัพท์เ้าปัญหาก็กำลังถูกคนในชมรมพยายามยื้อแย่งเข้ามาดูอย่างสนอกสนใจ
“แฟนนายให้มาเหรอ? เป็คนที่ไหนอิตาลีหรือที่นี่ สวยหรือเปล่า?”
คำถามถูกเพื่อนสมาชิกยิงรัวมาเป็ชุดขณะที่เท็ตสึยะได้แต่หัวเราะร่วนกับท่าทีกระอักกระอ่วนใจของเด็กหนุ่มเอเรียลหันมาส่งสายตาเขียวขุ่นให้เขา หลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามของใครก็ตามที่ยังคงร้องถามอยู่อย่างต่อเนื่อง
“ไม่เห็นต้องอายไปเลยนี่นาใครๆเขาก็มีแฟนกันทั้งนั้นแหละ ดูอย่างเท็ตสึยะมันสิยังใส่สายรัดข้อมือที่แฟนให้มาลงแข่งด้วยเลย”
“เครื่องรางต่างหากล่ะครับ”เท็ตสึยะชูสายรัดข้อมือขึ้นพร้อมกับยิ้มกว้างอวดฟันขาวอย่างภูมิใจสุดฤทธิ์
“เหม็นความรักว่ะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”ใครสักคนในชมรมเอ่ยแซวก่อนที่ทั้งหมดจะคว้ากระเป๋ากีฬาออกไปจากห้องเปลี่ยนเสื้อผ้ามีแฟนคลับของสมาชิกชมรมบาสมารอรับอยู่แล้วที่ด้านนอกในขณะที่เท็ตสึยะมองหาพวกชินที่กำลังยืนรอเขาอยู่ที่มุมหนึ่งของโรงฝึก
“เฮ้! เอเรียล ไปกินข้าวด้วยกันสิ!”
เท็ตสึยะหันมาะโเรียกเอเรียลที่กำลังโดนนักเรียนสาวกลุ่มหนึ่งจับตัวอยู่คนถูกเรียกวิ่งปรู้ดมารวมกลุ่มด้วยกันอย่างไวก่อนจะเป็ฝ่ายเร่งคนอื่นให้ออกไปจากสนามแข่งเร็วๆ
“ฉันถ่ายรูปนายกับแฟนคลับพวกนั้นส่งไปให้เ้าของสายห้อยโทรศัพท์ดีไหมนะ”
เท็ตสึยะล้อ
“อย่าเชียวนะ!” เอเรียลหันมาขึ้นเสียงใส่
“ทั้งสองคนอยากทานอะไรมั้ยจ๊ะเมื่อเช้าน่าจะไม่ได้กินอะไรเยอะนี่นา”
“ไว้ไปเดินดูในงานก็ได้น่าจะมีพวกชมรมทำอาหารมาออกร้าน” มาโมรุแนะนำ
“ยังไม่เที่ยงเลย จะกินอีกแล้วเหรอ”โทวะหันมาดุใส่เพื่อนสนิททั้งคู่ที่ดูจะมีความสุขเหลือเกินกับงานประเพณีแม้จะเดินมาด้วยกันแต่ก็เห็นได้ชัดว่ามีระยะห่างระหว่างโทวะกับเอเรียลอยู่พอตัวและมาโมรุกับชินผู้รู้สึกได้ถึงความไม่ลงรอยกันนั้นก็พยายามปิดช่องว่างนั้นด้วยการเดินคั่นระหว่างเด็กหนุ่มทั้งคู่
การเดินแถวตอนเรียงสองเปลี่ยนเป็หน้ากระดานเรียงสามเมื่อเอเรียลเท็ตสึยะ และมินาโยะออกนำทุกคนในกลุ่มไปยังร้านรวงต่างๆที่มาออกร้านในงานประเพณีอย่างเนืองแน่นมีทั้งซุ้มที่จัดแสดงผลงานของชมรมต่างๆจากทั้งสามโรงเรียนไปจนถึงซุ้มอาหารของชมรมอาหารที่ยิ่งใหญ่อะลังการอัดแน่นอยู่ในพื้นที่สนามกีฬาหน้าตึกเรียนของทามามุชิผู้เป็เ้าภาพจนดูคับแคบไปถนัดตา
“ฉันสังเกตมาสักพักแล้วนะ” อยู่ๆมาโมรุก็พูดขึ้นเมื่อทั้งหมดหยุดแวะทักทายสมาชิกชมรมสัตว์น้ำและเริ่มเล่นกิจกรรมช้อนปลาทองกันโดยมีชินเป็ผู้ยืนมองอย่างให้กำลังใจอยู่ไม่ห่าง“นายยังไม่หายหงุดหงิดหมอนั่นจากเื่ที่เกิดขึ้นในห้องสมุดอีกเหรอ”
สีหน้าของโทวะตึงเครียดขึ้นมาทันใดั์ตาสีอ่อนของเด็กหนุ่มจับจ้องอยู่ที่มินาโยะและเอเรียลไม่วางตา
“นายไม่เข้าใจ” โทวะพูด“ถ้าเกิดหมอนั่นไม่ใช่พวกของเราล่ะ?”
ทั้งคู่ยืนอยู่ในระยะห่างที่มากพอที่อีกสี่คนจะไม่ได้ยินการสนทนาที่เกิดขึ้น
“ก็เป็ฝ่ายตรงข้ามน่ะสิ ถามได้”มาโมรุตอบอย่างไม่ลังเล
“มาโมรุ นายก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับมินาโยะเมื่อก่อนหน้านี้”
“ฉันรู้” มาโมรุตอบสั้นๆ“แล้วในเวลาแบบนี้พวกเราทำอะไรได้มากไปกว่านี้รึไง?”
“ขอโทษด้วยที่ฉันทำอะไรไม่ได้ในเวลาแบบนี้!”
โทวะพูดด้วยน้ำเสียงข่มอารมณ์โกรธอย่างเห็นได้ชัด
มาโมรุเลิกคิ้วหันมามองเพื่อนสนิทด้วยั์ตาแดงสดที่แข็งกระด้าง
“นายกำลังโมโหเื่อะไรอยู่กันแน่”
“ฉัน— ไม่— ขอโทษที...” ดูเหมือนโทวะจะควานหาสติของตัวเองได้ในที่สุดเด็กหนุ่มถอนหายใจ หลับตาแล้วลืมตาใหม่อีกครั้ง เขามองมินาโยะแล้วก็เสมองไปอีกทาง
มาโมรุเบื่อมากเวลาที่โทวะมีเื่กังวลใจแต่ไม่ยอมเล่าอะไรให้เขาฟัง
“ไปเดินเล่นสักหน่อยไหม?”
“หา...?”
“ไปเดินเล่นไงให้หัวนายเย็นลงสักหน่อยฉันรู้สึกว่าจิตใจของนายไม่อยู่กับเนื้อกับตัวมาั้แ่เมื่อเช้าแล้วนะ”
“ทำงั้นได้ไงล่ะมินาโยะยังอยู่ที่นี่อยู่เลย”
“ฝากชินไว้ แล้วฉันจะบอกหมอนั่นเองว่าเราไปหาข้าวเที่ยงให้ทุกคน”
โทวะดูจะประหลาดใจมากที่จู่ๆมาโมรุก็ทำอะไรที่เขาไม่เข้าใจเด็กหนุ่มเดินไปสะกิดชิน กระซิบกระซาบอะไรบางอย่างพร้อมกับชี้มาทางเขาแล้วชินก็หันมามองเขาก่อนจะหันไปพยักหน้าให้มาโมรุ แล้วหมอนั่นก็เดินกลับมา
“เรียบร้อย”
มาโมรุว่า
“นายตั้งใจจะทำอะไรกันแน่?”โทวะไม่เข้าใจมาโมรุเลยจริงๆ
“ไปเถอะขืนรอพวกนั้นแข่งช้อนปลาทองเสร็จคงไม่เหลืออะไรให้เรากินแน่ๆ”
มาโมรุหันมาบอกแต่โทวะเลือกที่จะเดินไปหามินาโยะก่อน ดูเหมือนเด็กสาวจะติดพันการแข่งช้อนปลาทองกับเท็ตสึยะและเอเรียลอยู่เลยไม่ได้มีสมาธิกับการพูดคุยกับโทวะสักเท่าไหร่เด็กหนุ่มเลยเดินเลี่ยงหนีออกมา
“โมโหอยู่จริงๆด้วยสินะ”
มาโมรุแหย่เข้าให้
“ฉันไม่ได้โมโห” โทวะบอกเสียงสูงมาโมรุส่งเสียงเยาะเย้ยในลำคอก่อนจะรีบตะปบไหล่คนตัวสูงกว่าเอาไว้
“อะไร?”
“ซุ้มอาหารอยู่ทางนี้”
เด็กหนุ่มชี้ไปยังทางแยกข้างๆที่แออัดไปด้วยร้านอาหารโทวะกำลังจะเดินผ่านมันไปโดยไม่สนใจมองด้วยซ้ำ
“ไม่เห็นต้องทำตัวแบบนี้เลย”คนใจเย็นกว่าเอ่ยเตือนสติคนถูกปรามที่ใบหน้าขึ้นสีเืฝาด ก้าวฉับๆไปตามทางที่เขาบอกมาโมรุสงสัยว่าโทวะจะรู้รึเปล่าว่ากำลังถูกเขาหลอก ซุ้มอาหารแถวนี้มีแต่งานออกร้านของพวกนักเรียนซึ่งก็คงหนีไม่พ้นเมดคาเฟ่หรือไม่ก็ร้านน้ำชาคอสเพลย์ พวกเขาเดินผ่านกลุ่มนักเรียนชายที่ต่อแถวยาวเหยียดเพื่อเข้าร้านไปแล้วสามร้านโน่นแหละโทวะถึงจะรู้สึกตัว
“ไม่เห็นจะมีอะไรที่พอจะกินได้เลย”
โทวะบ่น
จะไปมีได้ยังไง...
มาโมรุคิดในใจ ไม่กล้าพูดออกไปเพราะี้เีแก้ปัญหาที่จะตามมาทีหลัง
โทวะหันมามองเขาด้วยแววตาคมดุเดินลัดเลาะไปตามทางแยกต่างๆกว่าจะเจอร้านอาหารจริงๆจังๆสักร้านซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็เริ่มมีพวกนักเรียนมาต่อแถวกันมากขึ้นแล้ว
โทวะชักสีหน้าเมื่อยจำใจต้องต่อแถวรอคิวเพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่พวกเขาจะหาร้านอาหารเจออีกครั้งมาโมรุยืนอยู่ไม่ห่าง ทำตัวตามสบายเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ผ่านไปสิบห้านาทีแถวก็ไม่ขยับโทวะเองก็ชักโทรศัพท์เข้าๆออกๆเป็สิบรอบแล้วจนมาโมรุเริ่มหงุดหงิด
“ถ้าเป็ห่วงยัยนั่นซะขนาดนั้นนายกลับไปหาพวกนั้นก็ได้เดี๋ยวฉันต่อแถวซื้อของให้”
มาโมรุบอกเข้าใจว่าที่โทวะกำโทรศัพท์แน่นตลอดเวลาเพราะเป็ห่วงใครบางคนที่ตัวเองทิ้งมา
“เปล่า... ไม่ใช่”
โทวะตอบเสียงแ่ สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“นานะไม่รับโทรศัพท์ฉัน”
มาโมรุเลิกคิ้ว อ้าปากค้าง พยายามนึกว่าโทวะไปโทรหานานาโกะตอนไหนแต่พอคิดได้ว่าบางทีที่เพื่อนสนิทเขาดูสติไม่อยู่กับตัวั้แ่เช้าแล้วอาจจะเป็ั้แ่ก่อนหน้านั้นก็ได้
มาโมรุพยักหน้าอย่างเข้าใจ “คงซ้อมอยู่กับชมรมมั้ง”
“วันนี้ยัยนั่นไม่มีซ้อม” โทวะบอก“เมื่อเช้าเห็นมาเข้าพิธีอยู่ แต่ก็ไม่รู้หายไปไหนแล้ว”
“งั้นนายต่อแถวไป ฉันจะไปดูว่ามีร้านอื่นอีกไหม” มาโมรุบอก “ถ้าเจอนานะจะพามาด้วยแล้วกันนายเองถ้าเสร็จแล้วก็กลับไปรวมกลุ่มกับพวกนั้นได้เลย ฉันจะโทรไปหาทีหลัง”
แล้วมาโมรุก็เดินจากมาโดยที่ไม่ยอมให้โทวะทักท้วงอะไรเลยสักคำ
ให้ตาย! สับสนกับมันเลยจริงๆ
มาโมรุคิดในใจอย่างเหนื่อยหน่าย เดินผ่านซุ้มต่างๆที่ตั้งเรียงอยู่รอบตัวไปโดยไม่คิดจะเหลียวมองด้วยซ้ำ
สรุปว่านั่น... ยังเป็เหมือนเดิมอยู่สินะ
เด็กหนุ่มพึมพำกับตัวเองนึกถึงใบหน้าของคนที่จากมาแล้วปวดหัวถึงเขาจะอยู่กับโทวะมานานแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเข้าใจหมอนั่นไปซะทุกเื่โดยเฉพาะเื่หัวใจเนี่ยแหละที่เดายังไงก็เดาไม่ออกไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้หรอกว่าโทวะคิดยังไงกับมินาโยะ แต่ก็นั่นแหละ...ทุกครั้งที่เขาคิดว่าหมอนั่นชอบเธอแต่แล้วก็จะมีเื่ของผู้หญิงอีกคนเข้ามาเกี่ยว เป็เหมือนเงาที่แฝงอยู่ในใจจนเขาไม่กล้าคิดอะไรจริงจัง เขาไม่รู้ว่าโทวะคิดอะไรอยู่กับผู้หญิงสองคนนั้นไม่ใช่ว่าหมอนั่นเป็พวกจับปลาสองมือหรอก โทวะเลือกไว้แล้วแน่ๆแต่ปัญหาอยู่ที่เขาไม่รู้ว่าหมอนั่นเลือกใครไว้แล้วเนี่ยสิ
นานะ... หรือมินาโยะ...
แล้วทำไมเขาต้องสนใจเื่นี้ด้วยเนี่ย!
“นานะ...”
มาโมรุพึมพำ ร่างคุ้นตาร่างหนึ่งเดินผ่านหน้าเขาไป
“เฮ้ย! นานะ!”
มาโมรุะโเรียกเสียงดังลั่นจนคนรอบข้างหันมามองคนถูกเรียกสะดุ้งเฮือกท่าทางตื่นตระหนกก่อนจะหันมาเห็นเขา
เด็กสาวถอนหายใจอย่างโล่งอก
“มีอะไรรึเปล่า มาโมรุ?” เธอถามยืนหอบอยู่ตรงหน้าเหมือนกำลังหนีอะไรบางอย่างมา
“ไปกินข้าวเที่ยงด้วยกัน”
มาโมรุชวน
“ขอบคุณนะ แต่ฉันกำลังรีบ ต้องไปซ้อม--”
“วันนี้ไม่มีซ้อมไม่ใช่รึไง?” มาโมรุว่าไม่ใช่เขาคนเดียวเท่านั้นที่ประหลาดใจ นานาโกะเองก็เช่นกัน “หมอนั่นบอกมาว่างั้น”
“โทวะไม่ได้อยู่ชมรมเดียวกับฉันเสียหน่อย!”นานาโกะขึ้นเสียงสูง เม้มริมฝีปากแน่น สีหน้าของเด็กสาวเคร่งเครียดเหมือนกำลังปิดบังเื่อะไรบางอย่าง
มาโมรุจ้องเธอไม่วางตา
“ไปกินข้าวด้วยกันเถอะ”
“ฉันขอตัวดีกว่า ฉันเองก็มีซ้อมในส่วนของฉัน”
“เธอเป็อะไรรึเปล่า นานะ?” มาโมรุถาม“ฉันรู้สึกไปเองรึเปล่าว่าเธอกำลังหนีหน้าพวกเราอยู่?”
“คงจะรู้สึกไปเองนั่นแหละ”
นานาโกะตอบ
มาโมรุจ้องมองเธอ เด็กสาวหลบสายตาเขาพร้อมกับมีท่าทีอึดอัด
“หมอนั่นน่ะห่วงเธออยู่เสมอแหละน่าอย่าได้คิดว่าตัวเองกลายเป็คนนอกไปแล้วหน่อยเลย”
“มาโมรุคิดอย่างนั้นจริงๆน่ะเหรอ”นานาโกะถามด้วยน้ำเสียงกังวานใสไม่มีร่องรอยว่าเชื่อถือในคำพูดของเขาเลยแม้แต่น้อย“คิดว่าตัวเองรู้จักโทวะมานานแค่ไหนกัน”
มาโมรุสบตามองเด็กสาวอย่างท้าทาย
“อย่าพาลใส่ฉัน” เขาบอกเสียงเข้ม “จะนานแค่ไหนไม่สำคัญฉันรู้ว่าหมอนั่นคิดยังไงกับเธอ”
“เธอกำลังคิดเข้าข้างตัวเองอยู่รึเปล่า?” นานาโกะถาม
“หมายความว่ายังไง?” เด็กหนุ่มถามกลับด้วยน้ำเสียงที่เจือความโกรธ
“ก็หมายความว่าเธอกำลังคิดว่าตัวเองอยู่กับโทวะมานานจนรู้จักเขามากกว่าฉันหรือคิดว่าเขายังสนใจฉันอยู่เพื่อที่จะปลอบใจตัวเองว่าเขาไม่เคยสนใจมินาโยะจังเลยเธอจะได้ไม่รู้สึกผิดต่อโทวะเวลาที่มองมินาโยะ--”
“นานะ!” มาโมรุขึ้นเสียง กำหมัดแน่นอย่างข่มอารมณ์
“คิดว่าตัวเองอยู่กับโทวะมานานแค่ไหนกันเชียว” เด็กสาวรำพัน“ฉันน่ะรู้จักเขามาก่อนที่เธอกับฉันจะเกิดมาบนโลกนี้ด้วยซ้ำเพราะงั้นแหละฉันถึงได้เข้าใจว่าถ้าถามว่าอะไรคือสิ่งที่ไม่แน่นอนที่สุดในโลกนี้ล่ะก็ความรู้สึกของโทวะต้องเป็หนึ่งในนั้นแน่!”
ทั้งคู่สบตากัน จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่ายนานาโกะไม่หลบสายตาแม้แต่ในเวลาที่พูดถึงเื่ที่แสนทรมานใจแววตาสีมรกตของเด็กสาวหมองเสียจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง มีแต่ความเศร้าที่สะท้อนออกมาจากั์ตาคู่สวยคู่นั้น
“นั่นคือทางเลือกของเธออย่างนั้นสิ!” มาโมรุว่า “จะหนีไปใช่ไหมล่ะ”
“ฉันน่ะไม่ดันทุรังทำในสิ่งที่ไม่มีวันสมหวังเหมือนอย่างเธอหรอก”นานาโกะบอก
มาโมรุไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าเด็กสาวตรงหน้าจะพูดจาทำร้ายจิตใจของตัวเองและอีกฝ่ายได้อย่างโหดร้ายขนาดนี้
“ฉันไม่ได้หนี ฉันอยู่ในที่ที่เป็ของฉันมาั้แ่ต้นคนที่ต้องเลือกคือโทวะต่างหาก ไม่ใช่ฉันและถ้าหากเขาจะเลือกมินาโยะจังฉันก็ไม่ได้รู้สึกเสียใจหรือเ็ปใจอะไรทั้งนั้นฉันก็แค่รอรับกรรมที่ฉันเคยทำไว้เท่านั้นแหละ!”
“ไม่เ็ปงั้นเหรอ อย่าพูดให้ขำดีกว่าน่า”มาโมรุส่งเสียงหัวเราะเยาะ “ไปส่องกระจกดูหน้าตาตัวเองซะก่อน ก่อนจะพูดคำนั้นออกมา!”
แล้วเด็กหนุ่มก็เดินจากไปความหิวเลือนหายไปจากร่างกายเสียสนิทเหลือทิ้งไว้แต่เพียงาแที่กรีดร้าวซ้ำรอยเก่า แม้เขาจะเจ็บ แต่คนที่เอ่ยคำพูดนั้นออกมาคงเ็ปยิ่งกว่าเขาเขารู้... นี่แหละความเศร้า นี่แหละความผิดหวัง
ฉันแค่รอรับกรรมจากสิ่งที่ฉันเคยทำไว้ก็เท่านั้น
สุดท้ายแล้วคนที่ต้องเลือกไม่ใช่ฉัน แต่เป็เธอ...