บทที่ 2 หนึ่งวันหลอมเส้นชีพจรเซียน
"ข้ามีนามว่าอวิ๋นเฮ่อ เป็นักพรตมาจากแคว้นจงโจว สหายเต๋าก็กำลังถอดจิตท่องเที่ยวผ่านมาทางนี้เช่นกันรึ?"
"แคว้นจงโจว!?"
หัวใจของฟางเฉินสั่นสะท้าน เขาเคยได้ยินเื่ราวของแคว้นจงโจวมาั้แ่เยาว์วัย ตามตำนานกล่าวไว้ว่าแคว้นจงโจวมีผู้แข็งแกร่งมากมายนับไม่ถ้วน มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล เป็จักรวรรดิชั้นหนึ่งอย่างแท้จริง
ทว่านั่นเป็เพียงตำนาน เขาไม่เคยพบเห็นผู้คนจากแคว้นจงโจวมาก่อน จนบางคนถึงกับกล่าวว่าแคว้นจงโจวไม่มีอยู่จริงบนโลกนี้เลยด้วยซ้ำ!
"รอก่อน จิติญญาของเ้าดูประหลาดนัก...หืม? นี่มันการถอดจิตของิญญาธรรมดา มิใช่การถอดจิตของระดับหยวนอิง[1] ออกจากร่างหรอกหรือ?"
นักพรตอวิ๋นเฮ่อพลันส่งเสียงร้องอุทานเบา ๆ ทันใดนั้นเขาก็สะบัดฝ่ามือซัดออกไปทันที
ฟางเฉินเบี่ยงตัวหลบตามสัญชาตญาน ทว่าเมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง กลับพบว่าดวงิญญาได้หวนคืนสู่ร่างเสียแล้ว
"ที่แท้เป็เพียงคนธรรมดางั้นหรือ!? ช่างน่าประหลาดยิ่งนัก เพียงแค่คนธรรมดาผู้หนึ่ง เหตุใดจิติญญาจึงแข็งแกร่งทรงพลังจนสามารถถอดจิตออกมาเองได้?"
เสียงของนักพรตอวิ๋นเฮ่อดังขึ้นอีกครั้ง
ฟางเฉินตั้งสติแล้วประสานมือคำนับไปยังทางทิศหนึ่งอย่างนอบน้อม "ท่านผู้าุโ ผู้น้อยเป็เพียงนักรบที่ถูกทำลายจุดตันเถียน คงต้องทำให้ท่านผู้าุโผิดหวังเสียแล้ว"
"ผิดหวัง? ฮ่า ๆ ข้าจะผิดหวังได้อย่างไร ข้าเดินทางท่องเที่ยวในโลกมนุษย์มานับร้อยปี แต่เดิมตั้งใจจะเดินทางกลับเสียที แต่บังเอิญได้มาพบหยกงามที่ยังไม่ได้เจียระไนเช่นเ้า นับว่าเป็วาสนาที่มาถึงแล้ว จิติญญาของเ้ากล้าแกร่งมาแต่กำเนิด นับเป็เมล็ดพันธุ์ชั้นดีเหมาะแก่ระบบการบำเพ็ญเพียร" นักพรตอวิ๋นเฮ่อหัวเราะร่า
ตอนนี้เขากำลังอยู่ในสภาวะถอดจิต เสียงหัวเราะของเขาจึงมีเพียงฟางเฉินที่ได้ยินเท่านั้น ไม่ได้รบกวนคนอื่น ๆ ในจวนแม่ทัพ
"ระบบการบำเพ็ญเพียร!? ท่านผู้าุโ... ในโลกนี้มีเซียนอยู่จริงๆ หรือ?"
ฟางเฉินตกตะลึงเล็กน้อย ภาพของเทพธิดาที่ยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางแสงอาทิตย์อันร้อนแรงแผดเผาพลันผุดขึ้นมาในหัว
"เ้าเกิดมาในจักรวรรดิเก้าชั้น ไม่เคยเห็นผู้บำเพ็ญเพียรก็ไม่แปลก ส่วนในโลกจะมีเซียนหรือไม่นั้นข้าก็ไม่ทราบได้ ข้ารู้แต่เพียงแต่ว่าวิชาอาคมของพวกข้า เมื่ออยู่ในสายตาพวกเ้า...มันก็คือปาฎิหารย์ของเทพเซียนนั่นแล"
นักพรตอวิ๋นเฮ่อยิ้มบาง ๆ "ข้าตั้งใจจะรับเ้าเป็ศิษย์ปิดสำนัก*[2] เ้าเต็มใจหรือไม่?"
ฟางเฉินเงียบไปครู่ใหญ่ “ผู้น้อยทะเลแห่งชี่*[3] แตกซ่าน จุดตันเถียนถูกทำลาย เกรงว่าจะไม่สามารถบำเพ็ญเพียรได้”
"ทะเลชี่? นั่นเป็วิถีของพวกนักยุทธ์ พวกเราในระบบการบำเพ็ญเพียรไม่ได้ฝึกฝนทะเลชี่ เท่าที่ข้ารู้ นักยุทธ์อย่างพวกเ้ามีสามขอบเขตคือ มนุษย์ เทพ และ์ แต่ละขั้นยังแบ่งเป็สี่ระดับย่อยใช่หรือไม่?”
“แต่พวกข้าผู้บำเพ็ญเพียรไม่มีคำเรียกมากมายเช่นนั้น มีเพียงเลี่ยนชี่รวบรวมลมปราณ สร้างรากฐาน จินตาน และหยวนอิง แม้แต่ขอบเขต์ของพวกเ้า อย่างมากก็พอแค่ประมือกับผู้ฝึกเลี่ยนชี่ขั้นสูงสุดได้อย่างยากลำบากเท่านั้นเอง" นักพรตอวิ๋นเฮ่อกล่าวอย่างอาจหาญ ฟางเฉินตกตะลึงจนในใจปั่นป่วน
"ข้าต้องรีบกลับไปแคว้นจงโจวเพื่อสะสางธุระ หากเ้าเต็มใจรับข้าเป็อาจารย์ ข้าจะพาเ้าไปแคว้นจงโจวด้วยกัน" นักพรตอวิ๋นเฮ่อเร่งเร้า ไปแคว้นจงโจว?
ฟางเฉินเผยรอยยิ้มขมขื่นบนใบหน้า ประสานมือคารวะ “ในยามนี้ผู้น้อยยังไม่อาจจากไปได้”
หากเขาจากไปแล้ว ภาระยุ่งเหยิงที่ค้างคาไว้จะให้ใครมาจัดการ?
บิดาของเขาผมขาวโพลนไปแล้ว ท่านปู่ก็เก็บตัวฝึกวิชาเข้าด่านชีวิตเป็ตายยากจะรู้ชะตากรรม แม้แต่ท่านอาสองของเขาใน่ห้าปีที่ผ่านมานี้ ก็ได้อุทิศตัวเพื่อตระกูลและแคว้นต้าเซี่ย ได้รับาเ็บอบช้ำภายในจนกระทั่งต้องนั่งรถเข็น
"เ้าถึงกับไม่เต็มใจที่จะไปกับข้า? สถานที่เล็ก ๆ แห่งนี้มีอะไรน่าอาลัยอาวรณ์นัก? ขอเพียงแค่เ้าไปกับข้า ข้ารับรองว่าภายในร้อยปีเ้าจะได้เลื่อนขั้นเป็ยอดฝีมือขั้นจินตาน เมื่อถึงเวลานั้น หาก้ากลับมาก็จะเป็เื่ง่ายดาย" นักพรตอวิ๋นเฮ่อรู้สึกตกตะลึง
"บิดามารดายังอยู่ ลูกมิควรจากไปไกล ผู้น้อยจำเป็ต้องอยู่จัดการปัญหาบางอย่าง ต้องทำให้ผู้าุโผิดหวังแล้ว" ฟางเฉินถอนหายใจเบาๆ
"จุ๊ ๆ"
นักพรตอวิ๋นเฮ่อมองสำรวจฟางเฉินอย่างพินิจพิเคราะห์ "ในโลกนี้ ทุกคนล้วนใฝ่ฝันอยากเป็เซียน หากมีคนรู้ว่าเขาจะได้เป็ศิษย์คนสุดท้ายของข้า ต่อให้ขาจะหักก็จะตะเกียกตะกายคลานไปแคว้นจงโจวให้ได้ แต่เ้ากลับไม่เต็มใจติดตามข้าไป กฎของสำนักข้าเคร่งครัด ศิษย์คนสุดท้ายต้องบำเพ็ญตนในสำนัก เ้าไม่เต็มใจไปข้าก็ไม่อาจรับเ้าเป็ศิษย์คนสุดท้ายได้ แต่พร์ของเ้ายอดเยี่ยมนัก น่าเสียดายหากจะปล่อยไปให้สูญเปล่า”
“เอาอย่างนี้ ข้าจะถ่ายทอดคัมภีร์วิถีสามพันบทให้กับเ้า ต่อไปเ้าก็จะเป็ศิษย์ภายนอกของสำนักสามพันวิถีแห่งแคว้นจงโจว ข้าอนุญาตให้เ้าบำเพ็ญเพียรที่นี่ได้ เมื่อใดเ้าบรรลุขั้นสร้างรากฐาน ค่อยกลับไปขึ้นทะเบียนที่สำนักก็แล้วกัน"
เมื่อพูดจบ นักพรตอวิ๋นเฮ่อยกมือปล่อยแสงวิเศษเข้าสู่ระหว่างคิ้วของฟางเฉิน พริบตานั้น ฟางเฉินรู้สึกว่าในสมองของตนมีความทรงจำที่ไม่ใช่ของตัวเองอยู่มากมาย ความทรงจำเ่าั้ร้อยเรียงเข้าด้วยกันกลายเป็คัมภีร์สีทองเปล่งประกายที่ชื่อว่า (คัมภีร์วิถีสามพันบท)
ฟางเฉินรวบรวมสมาธิ เขาค่อย ๆ เปิดคัมภีร์ แล้วจมดิ่งสู่หนทางของระบบการบำเพ็ญเพียรทันที
โดยไม่รู้ตัว พลังปราณเซียนใน์และพิภพเริ่มรวมตัวและไหลเข้าสู่ร่างของเขาอย่างต่อเนื่อง พลังปราณเซียนเหล่านี้ไหลเวียนอยู่ในเส้นลมปราณ หล่อเลี้ยงร่างกายที่ทรุดโทรมจากการขาดฝึกยุทธ์มานานหลายปี ภายใต้การหล่อเลี้ยงของพลังปราณเซียนเหล่านี้ ทำให้เืลมที่เคยเหือดแห้งกลับมาสูบฉีดแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ
ในไม่ช้าพลังปราณเซียนก็ไหลผ่านเข้าไปในจุดตันเถียนที่ถูกทำลายไปแล้ว และยังคงเคลื่อนไหวต่อไป อย่างไม่หยุดพัก
ตะวันลับขอบฟ้า จันทราขึ้นฉายแสง... และเลือนหายไปเมื่ออรุณรุ่งมาเยือนอีกครั้ง
ฟางเฉินยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อนอยู่ที่เดิมเป็เวลาหนึ่งวันหนึ่งคืน
บรรดาคนรับใช้ชายหญิงในจวนแม่ทัพพากันกระซิบกระซาบอยู่รอบ ๆ จนกระทั่งฟางจื่อเสวี่ยและคนอื่นๆ เร่งรุดมาถึง พวกเขาจึงรีบหุบปากเงียบ
"พี่ใหญ่ยืนอยู่ั้แ่เมื่อวานจนถึงวันนี้เลยหรือ!?" ฟางจื่อเสวี่ยอุทานด้วยความใ
"เฮ้อ... คงเป็เพราะข่าวเื่การแต่งเข้าตระกูลเ้าสาวทำให้เขารู้สึกไม่พอใจ พี่ชายของเ้าเป็คนถือตัวมาก เขาจะยอมรับเื่ตัวเองต้องแต่งเข้าตระกูลเซียวได้อย่างไร"
ชายวัยกลางคนถอนหายใจเบาๆ เขามองร่างที่ตั้งตรงดั่งขุนเขาของฟางเฉินดวงตาฉายแววปวดร้าว
เขาคือประมุขตระกูลฟาง ฟางชางไห่
ในฐานะผู้แข็งแกร่งระดับอวี้ชี่ เขาควรจะมีรูปโฉมที่ดูเยาว์วัย แต่กลับกัน แม้อายุเพียงสี่สิบปีเศษ ขมับทั้งสองข้างของเขากลับขาวโพลน ริ้วรอยบนใบหน้าก็เพิ่มขึ้นทุกวัน
"ท่านพ่อ ไม่สามารถปฏิเสธฮ่องเต้ได้หรือ? หากพี่ใหญ่ไปแคว้นชิงซงข้าเกรงว่าชีวิตของเขาจะไม่ต่างกับสุนัขหรือสุกร!" ฟางจื่อเสวี่ยกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ
"แคว้นชิงซงในห้าปีที่ผ่านมานี้ อำนาจของแคว้นก็เพิ่มขึ้นทุกวัน ในทางกลับกันแคว้นต้าเซี่ยของพวกเรากลับเสื่อมถอยลง แม่ทัพหมาป่าเซียวพูดแทนบุตรสาวของเขา ้าให้ฟางเฉินแต่งเข้าสู่ตระกูลเซียว มิฉะนั้นเขาจะนำทหารมาทำลายล้างเมืองหลวงจิงตูของอาณาจักรต้าเซี่ยให้ราบเป็หน้ากลอง คำพูดนี้ไม่ใช่การล้อเล่น หากปฏิเสธ ต้าเซี่ยก็ถึงกาลพินาศ หากตอบรับ บางทีอาจจะยังมีทางให้แก้ไข พวกเราไม่มีทางเลือกเลยจริง ๆ..." ฟางชางไห่ดวงตาแดงเล็กน้อย
"ทางท่านอาหญิงก็ไม่มีวิธีใด ๆ หรือเ้าคะ?" ฟางจื่อเสวี่ยเอ่ยเสียงต่ำ
"แม้ท่านอาหญิงของเ้าจะเป็ฮองเฮา แต่นางก็ต้องเห็นแก่ต้าเซี่ยเป็สำคัญ นางเข้าใจเหตุผลในเื่นี้ดี แล้วจะทำอย่างไรได้เล่า?" ฟางชางไห่ส่ายหน้าเล็กน้อย "วันพรุ่งนี้บุตรสาวของแม่ทัพหมาป่าเซียวจะนำคนมาที่เมืองหลวงจิงตู ในเวลานั้นพี่ชายของเ้าจำเป็ต้องปรากฏตัว เ้าไปเกลี้ยกล่อมเขาให้กลับไปพักผ่อนเถิด"
ในขณะเดียวกันนั้นเอง...
เส้นรากฐานพลังอันใสบริสุทธิ์เริ่มก่อตัวขึ้นในร่างของฟางเฉิน พริบตานั้นพลังปราณทั้งหมดราวกับได้พบแหล่งที่พักพิง ต่างพากันพุ่งทะยานเข้าสู่เส้นชีพจรเซียนสายนี้ เลี่ยนชี่สิบสองชั้นก็คือกระบวนการสร้างเส้นรากฐานพลังเซียนให้แข็งแกร่ง
เมื่อชีพจรสายแรกได้ถือกำเนิด ฟางเฉินก้าวเข้าสู่ขอบเขตเหนืุ์อีกครั้ง คราวนี้เขาหาใช่นักยุทธ์ธรรมดา แต่เป็ผู้บำเพ็ญเพียร!
"หนึ่งวันหล่อหลอมชีพจรเซียน? ฮ่าๆๆ พร์เ้าช่างไม่ธรรมดาจริง ๆ จำไว้ หลังจากบรรลุขั้นสร้างรากฐานแล้ว ให้มาขึ้นทะเบียนที่สำนักสามพันวิถีของข้า!"
นักพรตอวิ๋นเฮ่อหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะหมุนตัวและก้าวออกไป แล้วหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย
ฟางเฉินค่อย ๆ ลืมตาขึ้น เขาคำนับไปยังตำแหน่งที่นักพรตอวิ๋นเฮ่อจากไป ด้วยความซาบซึ้งใจ การหยิบยื่นวาสนาของนักพรตอวิ๋นเฮ่อครั้งนี้ มิได้เปลี่ยนแปลงเพียงแค่โชคชะตาของเขาเท่านั้น แต่เป็การเปลี่ยนแปลงชะตาของสรรพชีวิตหลายล้านในแคว้นต้าเซี่ยทั้งหมดอีกด้วย!
[1] หยวนอิง ขั้นิญญาก่อกำเนิด (ระดับของนักพรตอวิ๋นเฮ่อ สามารถถอดจิตสำแดงอิทธิฤทธิ์ได้)
[2] ศิษย์ปิดสำนัก คือ ศิษย์สืบทอดสายวิชาคนสุดท้าย
[3] "ชี่ไห่" (气海 - Qi Hai) หรือทะเลแห่งชี่ ในการแพทย์แผนจีนคือ จุดฝังเข็มสำคัญ (ที่อยู่บริเวณ หน้าท้องส่วนล่าง ใต้สะดือลงมาประมาณ 1.5 ชุ่น (นิ้วโป้งคนกด) โดยมีความหมายว่าชี่ = พลังงานชีวิต, ไห่ = ทะเล เป็จุดที่ใช้ บำรุงหยวนชี่ (พลังงานต้นกำเนิด) และปรับสมดุลร่างกาย ช่วยรักษาอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ, ทางเดินอาหาร, ระบบสืบพันธุ์, และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกาย