บทที่ 2
ข้าชื่อ ‘จางฮุ่ยเหมย’
ิญญาของเจียฮุ่ยเหมยแทบหลุดออกจากร่างหลังนำเงินทั้งหมดที่เหลืออยู่ซื้อจ่ายค่าที่ดินและบ้านพักด้วยมือสั่นเกรงให้แก่ชางหย่งเต๋อเรียบร้อยหัวหน้าหมู่บ้านฮัวเป่ยแจ้งกับนางว่าจะจัดการเื่โฉนดที่ดินและเื่บ้านพักกับทางการให้เรียบร้อยหลังจากนั้นอีกสองสามวันจะนำโฉนดถือครองสิทธิ์ในนามเ้าของ 'จางฮุ่ยเหมย' มามอบให้นางในภายหลัง
เท่ากับว่าการซื้อที่ดินและบ้านของขุนนางซึ่งเป็ที่สุดท้ายของหมู่บ้านฮัวเป่ยยามนี้แสดงให้เห็นว่านางเป็เศรษฐีใหม่ของหมู่บ้านเศรษฐีบ้าบออะไรเหลือเงินไม่ถึงสองร้อยอีแปะหากไม่ขายเครื่องประดับก่อนเข้าหมู่บ้านนี้มีหวังเจียฮุ่ยเหมยไม่มีบ้านให้ซุกหัวนอนแน่ๆ
"นายหญิงอย่าทำหน้าสลดเช่นนั้นสิเ้าคะเซียงโจวเป็เมืองท่าค้าขายสินค้ากับชาวต่างแคว้นหมู่บ้านนี้ใกล้กับท่าเรือและย่านการค้ามากที่สุดนับว่าที่ดินกับบ้านราคาถูกกว่าเมืองหลวงอีกนะเ้าคะ"เจียวซือเอ่ยปลอบผู้เป็นาย
"ถูกหรือ!?" หญิงสาวเลิกคิ้วเหมือนได้ยินเื่ที่เป็ไปไม่ได้
"เ้าค่ะ ถ้าในเมืองหลวงบ้านขุนนางประมาณนี้ ที่ดินอีกเล็กน้อยน่าจะประมาณสองร้อยตำลึงทองขึ้นไปเ้าค่ะ" เจียวซือเอ่ยอย่างจริงจัง
"...ข้า...จะคิดว่ามันเป็ความโชคดีของข้าแล้วกัน"เจียฮุ่ยเหมยถอนหายใจเหนื่อยหน่าย
อดเสียดายเงินตำลึงทองที่เพิ่งใช้ออกไปไม่ได้นางเพิ่งตระหนักได้เดี๋ยวนี้เมื่อมีเงินอยู่อย่างจำกัด ควรใช้เงินอย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุดหัวมันโล่งไปหมดจนตอนนี้ไม่รู้ว่าตัวเองควรเดินหน้าต่อไปอย่างไรดีเมืองชายแดนแต่ค่าที่แพงมาก
เจียวซือเห็นนายหญิงกำลังเหม่อลอยระคนเจ็บใจรีบนำคุณชายน้อยคนน้องมาอยู่เป็เพื่อนกับเจียฮุ่ยเหมยก่อนรีบจัดการทำความสะอาดที่พักหลังใหม่อย่างแข็งขันครั้งเจียฮุ่ยเหมยลุกขึ้นทำท่าจะช่วยบ่าวตัวเองทำความสะอาดบ้านจะได้เสร็จรวดเร็วกลับถูกห้ามเอาไว้ให้เลี้ยงดูบุตรรอนางทั้งแบบนั้นเจียฮุ่ยเหมยจึงยอมนั่งเล่นอยู่กับบุตรชายทั้งสองโดยดี
เ้าก้อนแป้งทั้งสองยามนี้เริ่มมีน้ำมีนวลมากกว่าครั้งแรกที่เจอกันเพราะเจียฮุ่ยเหมยบำรุงด้วยน้ำนมจากอกของนางเป็อย่างดีกินอาหารที่ช่วยเื่น้ำนมระหว่างเดินทางโดยไม่เสียดายเงินสักอีแปะเดียวเื่ลูกนางไม่เคยเสียดาย กลับรู้สึกโชคร้ายในเื่บางเื่เท่านั้นก็แค่ความโชคร้ายเล็กน้อย จะสู้ความโชคดีเท่าเ้าแฝดของนางได้อย่างไร
"นายหญิงเ้าคะ นายหญิง"
เสียงเร่งเร้าคละเคล้าความดีใจเอ่ยเรียกนายของตนอย่างดังทำให้เจียฮุ่ยเหมยซึ่งมัวแต่เอานิ้วจิ้มแก้มนุ่มฟูของแฝดคนน้องและนิ้วมืออีกข้างให้แฝดคนพี่จับกำเล่น มีอันต้องละสายตาจากบุตรตัวน้อยทั้งสองไปทางต้นเสียง
"มีอะไรหรือ?"
"ที่นี่มีเตียงเตาไว้ใช้ใน่ฤดูหนาวด้วยเ้าค่ะซ้ำเตียงเตามีขนาดใหญ่กว้างมากกว่าเรือนเดิมที่นายหญิงเคยพักด้วยเ้าค่ะ"
เจียฮุ่ยเหมยไม่คิดว่ามันแปลกตรงไหนเพราะเดิมทีบ้านหลังนี้เป็ของขุนนางเก่าย่อมต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกเอาไว้รองรับความ้าของผู้อาศัยซื้อมาในราคาแพงหูฉีกขนาดนี้ หากไม่มีเตียงเตาคงรู้สึกขาดทุนมากซ้ำราคานี้อาจจะได้ห้องแช่แข็งก็ได้ ซึ่งไม่รู้ว่าห้องแช่แข็งจะมีให้หรือไม่จึงเผลอเลิกคิ้วสูงแทน
เมื่อเห็นนายหญิงไม่ตื่นเต้นกับตัวเองเจียวซือจึงเอ่ยอีกเื่หนึ่งหลังเข้าไปทำความสะอาดห้องครัวเป็ลำดับถัดไป"อ้อ! ข้าเจอข้าวสาร ธัญพืชและอาหารแห้งจำนวนหนึ่งในห้องครัวด้วยเ้าค่ะ"
"หือ?" คราวนี้เจียฮุ่ยเหมยเริ่มประหลาดใจขึ้นมาจริงๆ
"เป็ข้าวสารใหม่เ้าค่ะ นอกจากนี้มีธัญพืชและอาหารแห้งคงสภาพสมบูรณ์ทุกถุงเ้าค่ะ"
น่าแปลกเกินไปแล้ว ก็ชางหย่งเต๋อกล่าวว่าที่นี่ร้างนานหลายปีจะไปมีพวกอาหารกักตุนไว้ได้อย่างไร อีกอย่างพวกธัญพืชกับอาหารแห้งหากไม่นำมาปรุงหรือกินเลย โอกาสเสียมีสูงมาก ข้าวสารใหม่ยิ่งแล้วใหญ่ของพวกนี้ไม่สามารถเก็บเอาไว้ได้หลายปีด้วยซ้ำ เต็มที่มากสุดหนึ่งปี
"เ้าล้อเล่นหรือ?" นางทำใจเชื่อไม่ลงจริงๆ
"จริงๆ เ้าค่ะนายหญิงจะลองไปตรวจสอบดูด้วยตัวเองก็ได้นะเ้าคะ"
เจียฮุ่ยเหมยไม่รู้ว่าควรทำสีหน้าเช่นไรดีนางจึงฝากเ้าแฝดไว้กับเจียวซือ พาร่างระหงตรงเข้ามายังห้องครัวที่ที่บ่าวของนางเพิ่งเดินจากมาเห็นว่ามีชั้นตู้เก็บพวกอาหารแห้งและข้าวสารอยู่ใต้โต๊ะทำอาหารขนาดใหญ่ความรู้สึกที่ก้าวเข้ามาในห้องนี้อันดับแรกคือ 'หนาว'
ห้องครัวเย็นกว่าห้องรับรองที่นางเล่นอยู่กับบุตรชายมากต่างกันอย่างลิบลับโดยสิ้นเชิงหากเป็แบบนี้แสดงว่าคงเหมือนกับห้องครัวของจวนแม่ทัพที่นางเคยอาศัยอยู่
เจียฮุ่ยเหมยละความสนใจจากข้าวสารอาหารแห้ง พาร่างของตัวเองสำรวจห้องครัวอย่างละเอียดถี่ถ้วนจนนางสะดุดกับตำแหน่งหนึ่งในบริเวณห้องครัว จุดนี้คล้ายว่ามีการใช้งานอยู่ตลอดเวลาฝุ่นหรือหยากไย่ใดๆ ล้วนไม่มีอยู่ตรงบริเวณนี้มีสิ่งที่เรียกว่าชั้นวางของขวางกั้นซ่อนมันไว้เื้ั นางจึงจัดการเลื่อนชั้นวางของออกจากบริเวณนั้นก่อนจะพบเจอสิ่งหนึ่งเข้า นั่นคือ 'ประตูเหล็ก' แถมมีไอหมอกสีขาวแผ่ออกมาจากช่องเล็กแคบของประตูบานนี้ด้วย
"ที่นี่คงเป็ห้องแช่แข็งสินะ"
เหมือนว่าเจียฮุ่ยเหมยจะได้บ้านชั้นดีที่มีห้องเก็บความเย็นเอาไว้ภายในบ้านเสียแล้วคิดว่าบ้านขนาดเท่านี้คงไม่มีห้องแช่แข็งอาหารแน่ๆเริ่มรู้สึกว่ายี่สิบสองตำลึงทองแลกกับห้องแช่แข็งซึ่งมีราคามากกว่าราคาบ้านนับว่าคุ้มค่ามหาศาล
โชคดี แบบไม่ต้องคิดว่าเป็ความโชคดีล่องลอยเสียแล้ว
อย่างไรเจียฮุ่ยเหมยยังไม่คิดเข้าไปสำรวจห้องแช่แข็งซึ่งเพิ่งพบเจอเดี๋ยวนี้กลับหันมาตรวจสอบข้าวสารอาหารแห้งว่ามีสภาพเช่นไร อีกอย่างนางเริ่มได้ยินเสียงเ้าแฝดแผดเสียงร้องงอแงเหมือนหิวนม นี่ก็ใกล้ยามโหย่ว[1]ด้วยเป็เวลาหิวของเ้าตัวเล็กทั้งสองนางควรรีบจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยโดยเร็ว
ปรากฏว่าข้าวสาร ธัญพืชและพวกอาหารแห้งล้วนเป็อาหารที่ยังสามารถนำมาปรุงอาหารได้อีกหลายมื้อ กอปรกับข้าวสารเป็ข้าวใหม่อย่างที่เจียวซือบอกของเหล่านี้น่าจะถูกเตรียมได้ไม่นาน มันไม่มีทั้งความเก่าหรือฝุ่นราขึ้นให้เห็นอีกทั้งบ้านหลังนี้ร้างลาผู้อาศัยมาหลายปีชางหย่งเต๋อคงไม่ใคร่มาตรวจสอบบ้านหลังนี้ว่ามีผู้อื่นมาแอบพักพิงอาศัยชั่วคราวหรือไม่เล่นอยู่ท้ายหมู่บ้านคงไม่มีใครเหนื่อยหอบเดินมาตรวจตราถึงที่นี่เพราะบริเวณภายในบ้านนอกเหนือจากบริเวณนี้ไม่คล้ายว่ามีคนใช้นอนหลับอาศัยนอกจากห้องครัวและบริเวณหน้าประตูเหล็กห้องแช่แข็ง
ถึงนางจะเป็สตรีแสนอ่อนแอใช่ว่าจะคาดเดาไม่ออกว่าเคยมีคนอาศัยห้องครัวเป็ที่หลับนอนคงจะกลับมาอีกภายในไม่ช้าการที่สามารถซื้อข้าวสารและธัญพืชซึ่งเป็ของแพงสำหรับชาวเมืองเซียงโจวมากักตุนในปริมาณมากเช่นนี้น่าจะมีฐานะไม่ธรรมดาเช่นกันในทางกลับกันคนคนนั้นคงคาดไม่ถึงว่าจะมีใครมาซื้อที่ดินและบ้านหลังนี้แน่แท้แพงก็แพง...อีกทั้งยังอยู่ท้ายหมู่บ้านฮัวเป่ยแสดงว่าต้องมีประตูที่สามารถเปิดจากด้านนอกเข้ามาในห้องครัวได้ คิดได้ดังนั้นเจียฮุ่ยเหมยจึงสำรวจประตูและหน้าต่างของห้องครัวทุกบานแล้วก็เจอจริงๆ มีหน้าต่างบานใหญ่บานหนึ่งสามารถเปิดจากด้านนอกเข้ามาข้างใน เห็นทีนางควรทำให้มันลงกลอนจากด้านในแทนเสียแล้ว
บ้านหลังนี้มีสตรีเพียงสองเด็กทารกอีกสอง คงไม่ปลอดภัยเท่าไร หากนางไม่ทำอะไรให้บ้านกลายเป็ที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับพวกนางถึงนางจะเป็ลูกหลานของแม่ทัพ หากเทียบเื่วรยุทธ์และฝีมือการต่อสู้กับบุรุษผู้ฝึกยุทธ์ นับว่ายังเป็เพียงลูกนกแรกเกิดเพิ่งหัดโผบินออกจากรังเดิมได้เพียงไม่นานเท่านั้น
สักพักเจียฮุ่ยเหมยกลับเข้ามาหาเ้าก้อนแป้งทั้งสองพวกเขาต่างร้องไห้จ้าจนหน้าตาแดงก่ำดวงตากลมของพวกเขารื้นไปด้วยหยาดน้ำใสคลอสองเบ้าตาหญิงสาวถลาเข้าหาบุตรทั้งสองกอดปลอบจนตัวโยน คงเสียงสะอึกสะอื้นคล้ายตัดพ้อมารดาที่ปล่อยให้พวกเขาร้องไห้จนเสียงแหบเสียงแห้งด้วยความหิว
"โอ๋ๆ"เจียฮุ่ยเหมยเห็นแววตางอนอย่างรุนแรงจากเด็กทั้งสอง รีบเอาใจยกใหญ่
พลางเปิดสาบเสื้อออกข้างหนึ่งแล้วเอาแฝดคนน้องเข้าเต้าก่อนเป็คนแรก ส่วนแฝดคนพี่ทำหน้ายับยู่พองแก้มกลมจนฟูแล้วฟูอีกไม่หยุดใช้ปากเล็กๆ เคี้ยวเหงือกหนุบหนับส่งเสียงร้องขู่ดุจลูกแมวน้อยใส่แฝดคนน้องซึ่งดูดนมสบายใจอยู่ในอ้อมกอดมารดามีการเหลือบมองแฝดคนพี่เล็กน้อย วางมือตะปบอยู่บนเนินอกขาวอวบอิ่มซุกเข้าหามารดาทั้งอย่างนั้นคนที่ยังไม่ได้กินนมบวกกับความหิวยิ่งส่งเสียงโวยวายไม่หยุด
"เ้าอย่าเพิ่งงอแงสิหากเ้าได้กินทีหลัง จะกินนานแค่ไหนก็ได้ไม่ใช่หรือ?" เรียวนิ้วนุ่มแตะปลายจมูกน้อยของบุตรชายคนโต
เป็ผล...เด็กน้อยหยุดดิ้นงอแงทันใดไม่วายมีเสียงร้องขู่ฝ่อๆ เช่นเดิม ั์ตาแสนน่ารักยังมีหยดน้ำรื้นรินออดอ้อนมารดาไม่รู้จบ
"ตัวแค่นี้ริดื้อกับแม่เสียแล้วนะ แล้วยังมาทำตาแบบนั้นใส่แม่อีก"เจียฮุ่ยเหมยอดไม่ได้ที่จะบีบแก้มทั้งสองของแฝดคนพี่ด้วยมือเดียวด้วยความมันเขี้ยว จนปากเล็กๆ ของลูกน้อยจู๋ร้องอู้อี้ประท้วงรำคาญ
หญิงสาวหัวเราะเล็กน้อยก่อนส่งแฝดคนน้องให้เจียวซือรับอุ้มไปตบหลังให้เรอออกมาหันมาอุ้มแฝดคนพี่ซึ่งมีท่าทางรอคอยอย่างขึงขัง พอเข้าเต้าไม่ทันไรเด็กน้อยรีบงับดูดดื่มอย่างเอาเป็เอาตายพร้อมกำสาบเสื้อของมารดาเอาไว้แน่น ไม่ยอมให้ใครเอาตัวเองออกห่างจากมารดาได้อีก
"จะว่าไปคุณชายน้อยใกล้จะครบเดือนแล้วนะเ้าคะนายหญิงไม่คิดจะตั้งชื่อให้คุณชายน้อยหรือเ้าคะ?"
"ตั้งสิใครว่าข้าจะไม่ตั้งชื่อให้ลูกของข้าล่ะ"
"เช่นนั้น..."
"ข้าจะให้เขาแซ่ 'จาง' แซ่เดียวกับท่านยายของพวกเขา"
"เ้าคะ!?" เจียวซือชะงักค้าง อุ้มคุณชายน้อยคนเล็กไปนั่งใกล้ๆ นายหญิงอย่างรวดเร็ว
"เ้าตัวแสบ พลังเหลือล้นซ้ำยังดื้อดึงเช่นนี้ ชื่อ 'จางหนิงเทียน' ท้องฟ้าอันสงบ"
"ข้าว่าคุณชายน้อยเป็นภาที่เต็มไปด้วยเสียงฟ้าคำรามมากกว่าเ้าค่ะ"
เด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นร้องลั่นใส่เจียวซือครู่เดียว หันมาสนใจกินนมต่อเหมือนเดิมท้องของเด็กน้อยยังไม่อิ่มดี จึงเรียกร้องได้เพียงเท่านั้นกลับสร้างเสียงหัวเราะให้สตรีทั้งสองไม่น้อย
"ส่วนเ้า..."
แฝดคนน้องมองมารดาตาใสแจ๋วซึ่งดูเรียบร้อยกว่าคนพี่อย่างสิ้นเชิง
"เ้าชื่อ 'จางหนิงเฉิง' ความสำเร็จอันสุขสงบ"
เด็กน้อยยิ้มตาหวานให้กับมารดา หัวเราะคิกคักด้วยความชอบใจหลังมารดาตั้งชื่อให้ท่าทางของเ้าเด็กน้อยทั้งสองชื่นชอบชื่อที่มารดามอบให้ ั์ตาลูกกวางน้อยพลันทอประกายระยิบระยับชื่อของพวกเขาต่างสื่อถึงความเงียบสงบและเรียบง่ายเจียฮุ่ยเหมยตั้งใจไว้แล้วว่าจะอยู่อย่างเงียบเชียบ
"ส่วนข้า แซ่ 'เจีย' หาได้สำคัญกับข้าั้แ่แรกไม่คนที่ชุบเลี้ยงข้าต่างหากคือบิดามารดาข้า จากนี้ข้าชื่อ 'จางฮุ่ยเหมย'แซ่ของมารดาข้าเป็แซ่ของข้าตลอดไป"
เจียวซือเห็นความตั้งใจอันแน่วแน่ของเ้านายจึงไม่อยากคัดค้านความตั้งใจของนาง
"จริงสิ เราอยู่คนละทิศกับชายแดนที่พี่ใหญ่ประจำทัพอยู่กว่าจดหมายจะส่งถึงคงอีกนานเช่นนั้นเ้าส่งจดหมายอีกสักฉบับบอกกับพี่ใหญ่ว่าข้าไม่ได้ลำบากมีบ้านเป็ของตัวเองแล้ว แล้วก็บอกว่าหลานของเขาใกล้ครบเดือน ชื่อ 'หนิงเทียน' กับ 'หนิงเฉิง'เนอะ"
จางฮุ่ยเหมยเขย่าแขนของเด็กน้อยในอ้อมอกให้เห็นด้วยกับความคิดของนาง
"แล้วข้าจะเอาเท้าของเ้าก้อนแป้งทั้งสองประทับลงบนจดหมายอีกฉบับไว้เป็ของขวัญให้พี่ใหญ่เห็นว่าหลานๆ ของเขาแข็งแรงมาก"
"เ้าค่ะนายหญิงบ่าวจะเร่งเตรียมจดหมายส่งให้นะเ้าคะ"
"เ้าเขียนจดหมายหลังทำงานบ้านเสร็จแล้วก็ได้ไม่ต้องรีบหรอก"
"เ้าค่ะนายหญิง"
เจียวซือคืนคุณชายน้อยคนเล็กให้จางฮุ่ยเหมยออกไปจัดการงานบ้านที่เหลือตามคำสั่ง ทิ้งให้จางฮุ่ยเหมยดูแลลูกน้อยสองคนตามลำพัง
ด้วยความที่เ้าก้อนแป้งทั้งสองตัวเล็กพอให้จางฮุ่ยเหมยสามารถอุ้มทั้งสองขึ้นมาพร้อมกัน พาออกมาสูดอากาศข้างนอกดีกว่าอยู่ในห้องอุดอู้สอดส่องสายตามองแปลงผักซึ่งถูกขุดพรวนเอาไว้อย่างเป็ระเบียบนางควรทำอย่างไรกับแปลงผักพวกนี้ดี...สภาพดินก็ไม่เอื้ออำนวยให้นางลงมือเพาะปลูกพืชผักไว้กินเอง จะปล่อยทิ้งร้างให้มันเป็ที่อาศัยของหญ้าก็ไร้ประโยชน์
สงสัยนางต้องตามหาคนมีความรู้เื่ปรับสภาพดินเค็มให้กลายเป็ดินที่เหมาะสมสำหรับปลูกพืชผักเสียก่อน อย่างไรคนต่างเมืองน่าจะมีมาอาศัยอยู่ในเมืองเซียงโจวไม่มากก็น้อยอาจอยู่คนละหมู่บ้านกับนางก็ได้เพียงแต่จางฮุ่ยเหมยไม่รู้เท่านั้นว่าพวกเขาอยู่ที่ไหนเมืองเซียงโจวอาจเล็กกว่าเมืองหลวงห้าเท่า กลับเป็เมืองท่าสำคัญคงไม่ถึงขนาดไม่สามารถแก้ไขปัญหาดินเค็มไม่ได้
ถ้าไปซื้อหนังสืออ่านจากชาวหงหมาว[2]น่าจะได้ความรู้มาไม่น้อยเดิมสตรีในห้องหอมักเรียนเื่หลักสามเชื่อฟังสี่จรรยาเท่านั้นรวมทั้งเื่มารยาทและศาสตร์ศิลป์ทั้งหมดที่สตรีควรมี แต่นางไม่ใช่...จางฮุ่ยเหมยเห็นพี่ใหญ่เรียนภาษาของชาวหงหมาวนางก็อยากเรียนด้วย ไม่ให้เรียนนางก็จะดื้อดึงจนได้เรียนในที่สุดสุดท้ายไม่ว่าพี่ใหญ่ของนางจะเรียนอะไรจางฮุ่ยเหมยคนนี้ย่อมได้เรียนเหมือนบุรุษทุกอย่างจึงทำให้นางมีความรู้เื่ภาษาต่างชาติไม่น้อย ช่วยเปิดโลกกว้างให้นางได้เรียนรู้ไม่รู้จบนอกจากเหนือจากความรู้ภายในแคว้นของตัวเองแคว้นอื่นก็มีอะไรแปลกประหลาดดึงดูดความสนใจไม่น้อยเช่นกัน
พอจางฮุ่ยเหมยเรียบเรียงความคิดว่าวันพรุ่งนี้นางควรทำอะไรบ้างนางจึงเดินกลับเข้าบ้านพร้อมกับเ้าก้อนแป้งทั้งสองคิดเพียงว่าต้องทำให้ที่ดินที่มีเกิดประโยชน์สูงสุดมันจะต้องไม่ไร้ค่าและต้องทำเงินให้นางกลับคืนมา จะให้นางอยู่เฉยๆรอจนเงินหมดเห็นทีไม่ไหว คงต้องลงมือทำอะไรสักอย่างอย่างจริงๆ จังๆ เสียที
"เจียวซือเ้าเอาของในครัวทำอาหารไปก่อนเถอะ"
"เ้าค่ะนายหญิง"
วันนี้เ้าก้อนแป้งหนิงเทียนกับหนิงเฉิงต้องนอนกับมารดาไปก่อนเดินทางมาเหนื่อยๆ ได้ที่พักถือเป็เื่ดีเพียงแต่ยังจัดระเบียบภายในไม่เรียบร้อยควรทำต่อวันพรุ่งนี้จางฮุ่ยเหมยเองเริ่มเพลียแล้วเหมือนกัน พานตาปรือไปพร้อมๆกับเ้าสองแฝดอย่างช่วยไม่ได้
"วันพรุ่งนี้แม่จะพาเ้าไปเที่ยวเล่นท่าเรือแล้วไปเลือกดูของเล่นให้พวกเ้ากัน"
มันก็แค่ข้ออ้างของจางฮุ่ยเหมยนางอยากได้หนังสือเกี่ยวกับการเพาะปลูกบนดินเค็มจะให้นางตามหาคนที่สามารถปรับสภาพดินเค็มทั่วเมืองเซียงโจวน่าจะไม่ไหวตัดทิ้งตัวเลือกนี้ไปก่อนเป็อันดับแรก อะไรที่พอช่วยเหลือตัวเองได้ก็ทำไปก่อนพรุ่งนี้เงินต้องลดลงอีกจำนวนหนึ่งแน่นอน
นอกจากหนังสือแล้วยังต้องดูเครื่องใช้จำเป็แต่ชีวิตที่ขาดผักกับเนื้อช่างเป็ชีวิตตกต่ำขั้นสุดสำหรับจางฮุ่ยเหมยเดิมทีเื่ของกินไม่ใช่เื่ใหญ่สำหรับนาง นางสามารถอดอาหารได้แต่ลูกน้อยของนางยัง้าน้ำนมจากนาง ขืนนางไม่บำรุงร่างกายตัวเองหนิงเทียนกับหนิงเฉิงต้องอดเช่นนั้นหรือ ไม่ได้!
อดอาหารไม่ได้เด็ดขาด!!!
ชีวิตยังต้องกินต้องใช้แต่ชีวิตไม่สามารถขาดเงินซึ่งเป็ปัจจัยเกื้อหนุนไม่ได้เช่นกัน
ที่ผ่านมาข้าใช้เงินละลายไปกับแม่น้ำหรอกหรือ???
นี่เพิ่งเริ่มต้นเข้าสู่ชีวิตยากจนหมดเงินเป็ครั้งแรกของอดีตคุณหนูจวนแม่ทัพแถมยังหนีออกจากจวนสามีเพราะทนอยู่อย่างบ่าวไพร่ไม่ไหวด้วยปัจจัยหลายประการสุดท้ายต้องมาผจญภัยใช้ชีวิตในฐานะแม่ลูกอ่อนตอนนี้นางมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบสิ่งมีชีวิตสองชีวิตแสนน่ารักนี้จะให้นางมัวหมดอาลัยตายอยากได้อย่างไร
อย่างน้อยๆความรู้ที่นางได้ศึกษาเล่าเรียนกับพี่ใหญ่อาจมีประโยชน์ที่จะนำมาใช้ในชีวิตจริงของวันพรุ่งนี้ก็ได้!จางฮุ่ยเหมยไม่ยอมหมดหวังง่ายๆ ในสถานการณ์ที่ใกล้จนตรอกเช่นนี้แน่
แล้วนางจะผงาดยืนอยู่บนจุดสำเร็จของชีวิตในฐานะแม่ลูกสองให้ดู!
[1]ยามโหย่ว(酉 : yǒu)เวลาแบบจีนโบราณ ่เวลาั้แ่ 17.00 – 18.59 น
[2] หงหมาว หมายถึงคนหัวแดงการเรียกแบบนี้กับชาวต่างชาติหรือฝรั่ง เป็คำเรียกเชิงเหยียด