ณ หอแห่งการฝึกฝน
วันนี้ก็เหมือนเป็นวันปกติวันหนึ่งของแม่นางจางลี่ในการมาทำงาน ที่หอฝึกฝนตามภารกิจที่นางได้รับมาทำ แต่อยู่ๆ ความปกตินั้นก็ได้หายไป
“แม่นางจางลี่!!!!!!!!!!!!!” เสียงตะโกนของศิษย์ผู้หนึ่งได้ดังขึ้นออกมาลั่นหอแห่งการฝึกฝน ศิษย์ผู้นี้คือศิษย์สายในผู้หนึ่งที่มาฝึกฝนภายในห้องแรงโน้มถ่วง ตัวของเขานั้นใช้ห้องหมายเลข 1 และได้จองการฝึกฝนมาทั้งหมด 3 วัน วันนี้นั้นเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำหรับการฝึกฝนทักษะการต่อสู้ของเขา เพื่อจะเลื่อนขั้นทักษะ จากขั้นฝึกหัดเป็นขั้น ขั้นเชี้ยวญชาญ ตลอด 2 วันที่ผ่านมานั้นห้องฝึกแรงโน้มถ่วงหมายเลข 1 ที่ตัวของเขาใช้มันสามารถใช้งานได้ปกติทุกอย่าง แต่วันนี้อยู่ๆ แรงโน้มถ่วงมันก็ได้หายไป
ตอนนี้ภายในหอแห่งการฝึกฝนผู้คนที่ยังไม่ได้เข้าฝึกที่ห้องแห่งแรงโน้มถ่วงต่างก็ได้มามุงดูชายศิษย์สายในผู้นั้นว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่เหตุการณ์แบบนี้ มันคือครั้งแรกตั้งแต่ก่อตั้งสำนักเพลิงสืบทอดมาเลย
“มันเกิดอะไรขึ้นกับเจ้างั้นรึ? ” แม่นางจางลี่กล่าวถามชายศิษย์สายในผู้นี้ด้วยความสงสัยเช่นศิษย์คนอื่น ๆ
“คือว่า……….” ศิษย์สายในเล่าเรื่องราวทั้งหมดของตัวเขาออกมา
แม่นางจางลี่ที่เป็นผู้เฝ้าหอแห่งการฝึกฝนตัวของนางตอนนี้หลังจากได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด ก็สับสนเช่นเดียวกัน นางนั้นไม่ได้ตอบกลับอะไรชายศิษย์สายใน แต่เลือกที่จะมุ่งหน้าเดินเข้าไปตรวจสอบห้องฝึกแรงโน้มถ่วงหมายเลข 1 ทันที เมื่อนานนั้นเข้าไปก็ได้ลองเปิดใช้ค่ายกลแรงโน้มถ่วยดู
“ไม่สามารถเปิดใช้งานค่ายกลแรงโน้มถ่วงได้จริง ๆ ” แม่นางจางลี่กล่าวพรึมพรำออกมา
“เดี๋ยวตัวข้านั้นต้องขออนุญาติไปแจ้งผู้อาวุโสให้มาตรวจสอบเรื่องนี้ดูอีกที ตัวข้านั้นก็ไม่เคยเจอเหตุการเช่นนี้เหมือนกัน” จางลี่บอกกล่าวกับศิษย์สายในผู้นั้นก่อนที่จะเดินออกจากหอแห่งการฝึกฝนไป
“ข้าล่ะสงสารเจ้าจริงๆ ”
“ดวงซวยแท้ๆ ”
“ทำบุญบ้างนะพวก”
ศิษย์คนอื่นๆ ที่ได้ยินได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดก็ได้แต่เข้ามาปลอบศิษย์สายในผู้นั้น การที่ถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อไม่ว่าจะเป็นการฝึกตนก็ดีหรือการฝึกฝนทักษะก็ดี มันจะมาแค่เพียงเวลาชั่วครู่เท่านั้นการที่ศิษย์ผู้นี้พลาดโอกาศในช่วงนี้เข้าก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าเมื่อไหร่ตัวของเค้านั้นจะสามารถเข้าถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อแบบนี้ได้อีกครั้งหนึ่ง
ภายในห้องฝึกแรงโน้มถ่วงหมายเลข 22
“ดี!!! ดีมาก ฮ่าๆๆๆๆๆ ” หลังจากที่ตัวของจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงได้ลองปรับแต่งค่ายกลดูเค้าก็สามารถทำให้ค่ายกลแรงโน้มถ่วงนั้นสามารถเพิ่มไปได้ถึง 1000 เท่า โดยที่เขานั้นเลือกที่จะดึงแหล่งตัวกลางของค่ายกลมาจากห้องอื่นและห้องที่โชคร้ายในวันนี้ก็ไม่ใช่ห้องใครที่ไหนแต่ก็คือห้องฝึกแรงโน้มถ่วงหมายเลข 1 นั้น
อัก!!!!
หลังจากที่ฝืนเปิดค่ายกลแรงโน้มถ่วงไปได้ 200 เท่าตัวของจักพรรดิสรรค์ฉรหมิงก็ได้กระอักเลือดออกมา 200เท่านี้เป็นขีดจำกัดของเขาแล้วที่จะสามารถทนรับมันได้
ทักษะการต่อสู้หมัดเพลิงอัสนี จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงไม่รอให้เสียเวลาเขานั้นได้เริ่มฝึกฝนทักษะการต่อสู้ทันที
ช่วงบ่ายหลังจากที่ฝึกฝนทักษะการต่อสู้เสร็จ ตอนนี้ภายในมือของจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงได้ปรากฎเม็ดยาหนึ่งเข้า
“โอสถรวบรวมปราณ ถึงเวลาลิ้มลองเจ้าแล้ว” หลังจากได้กลืนโอสถรวบรวมปราณเข้าไปตอนนี้นั้นฤทธิของโอสถได้กระจายไปตามขาทั้ง 2 ข้างรวมทั้งแขนขวาของตัวจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงมันเป็นภาพที่ค่อนข้างแปลกหากเทียบกับผู้ฝึกตนทั่วไป ผู้ฝึกตนทั่วไปนั้นเมื่อใช้โอสถ ฤทธิของโอสถนั้นจะเข้าไปที่จุดตันเถียนเดียวแตกต่างจากจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงที่ฝึกวิชาร่างเทพทรราช
“บัดซบ!!!! เหตุฉไหนฤทธิของโอสถมันไม่เหมือนกับที่ผู้ฝึกตนคนอื่นได้ดูดซัพไป” ตอนนี้จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงรู้สึกว่าฤทธิของโอสถนั้นมันแตกต่างจากที่ตัวของเค้าคิดโดยสิ้นเชิง มันไม่ได้ช่วยดูดซับลมปราณได้มากอย่างที่ตัวของเค้านั้นคิดหลังจากที่วิเคาะห์อะไรบางอย่างตามทฤษฎีของตัวจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงเอง เค้าก็เริ่มที่จะมีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา
ตอนนี้ในมือของจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงได้ปรากฎเม็ดโอสถรวบรวมปราณเพิ่มขึ้นมาอีก 3 เม็ดด้วยกัน
อึก!!! หลังจากที่กลืนเม็ดยาทั้ง 3 เข้าไป ตอนนี้นั้นทั้งขาซ้ายขาขวาและแขนขวาได้เริ่มดูดซับโอสถอีกครั้ง ถ้ารวมกับโอสถรวบรวมปราณที่จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงได้กินไปก่อนหน้า 1 เม็ดเท่ากับตอนนี้จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงได้ใช้โอสถรวบรวมปราณไปทั้งสิ้น 4 เม็ดแล้ว
“ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ” จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงตอนนี้นั้นตัวของเค้าได้เพียงหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา มันเป็นอย่างที่เค้าคิดจริงๆ ตอนนี้จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงอยู่ในขั้นรวบรวมปราณที่ 4 ซึ่งทำให้ตัวของเขาไม่ต่างจากการที่มีจุดตันเถียนทั้งหมด 4 จุดนั้นทำให้การใช้โอสถของเค้านั้นผิดแปลกไปกว่าคนอื่น คนอื่นที่มีจุดตันเถียนเพียงจุเดียวนั้นเวลาใช้เม็ดยาก็ใช้เพียงแค่ 1 เม็ดซึ่งให้ผลไม่ต่างจากการที่เค้าใช้ 4 เม็ดในวันนี้เลย
“ตายข้าตายแน่ๆ หากข้านั้นฝึกวิชาร่างเทพ ทรราชถึงขั้นรวบรวมปราณขั้นที่ 12 นั้นไม่ใช่หมายความว่าผู้ฝึกตนทั่วไปใช้เม็ดยา 1 เม็ดแต่ข้าจำเป็นต้องใช้เม็ดยา 12 เม็ดเลยหรือถึงจะได้ผลลัพธ์ที่เท่ากัน”
จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงทำใจก่อนจะเริ่มฝึกฝนต่อไปผลของโอสถรวบรวมปราณนั้นสามารถคงอยู่ได้ 3 วัน
เช้าวันที่ 4 จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงนั้นไม่ได้เลือกที่จะฝึกฝนต่อในวันนี้ตัวของเค้านั้นได้เดินออกมาด้านนอกหอแห่งการฝึกฝน * แก้ไขจากเช้าวันที่ 3 เป็นวันที่ 4 นะครับ
เมื่อเดินออกมาตอนนี้นั้นหอแห่งการฝึกฝนได้เต็มไปด้วยผู้คนมากมายมีทั้งศิษย์และผู้อาวุโส จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงที่เกิดความสงสัยว่าเหตุฉไหนคนถึงได้มาอยู่ที่นี้กันมากมายนักก็ได้เข้าไปสอบถามแม่นางจางลี่ที่ยืนอยู่บริเวณนั้นพอดี
“ศิษย์พี่ ข้านั้นขอทราบได้หรือไม่ว่ามันเกิดอะไรขึ้นงั้นหรือคนถึงได้มารวมตัวมากมายเพียงนี้” จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงกล่าวถามแม่นางจางลี่ด้วยน้ำเสียงสุภาพใครดีมาเค้าก็ดีตอบใครร้ายมาเค้าก็ร้ายกลับจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงใช้หลักการนี้ในการใช้ชีวิตอยู่แล้ว
“คือว่า….”