ท้องฟ้าในยาวโหย่ว มืดเร็วกว่าปกติ ในเวลานี้ภายในโรงเตี้ยมไม้เก่าแก่แห่งหนึ่งในเมืองหน้าด่านที่อยู่ไม่ไกลจากเมืองฉินตั้วมากนัก
ซูิเด็กหนุ่มผู้อยู่ห่างไกลจากการเมืองนัก มันนั่งจมอยู่กับความคิดของตนเอง เดิมทีเวลานี้มันควรจะเดินทางถึงเขตป่าแดง และได้เอนหลังพักผ่อนในค่ายพักของกองคาราวานข้างลำธารแดงไปแล้ว
แต่พิษสงของพายุฝนที่รุนแรงจนลูกเห็บร่วงหล่นดังสนั่นหวั่นไหว บีบคั้นให้พ่อค้าน้อยต้องจำใจยุติการเดินทาง บนโต๊ะเบื้องหน้าของเขามิใช่เหล้าดีหรืออาหารเลิศรส มีเพียงซุปข้าวต้มใสแจ๋วเห็นก้นชามกับหมั่นโถวสีนวลที่เริ่มเย็นชืดเพียงสองลูก
ซูิพยายามเคี้ยวอาหารในปากอย่างเชื่องช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้ ราวกับว่าการยืดเวลาบนโต๊ะอาหารออกไปจะช่วยให้มันไม่ต้องควักเงินที่เหลือเพียงน้อยนิดออกมาเป็ค่าที่พักค้างแรม
หากฝนหยุดตก มันจะเดินทางต่อในคืนนี้ทันที
ซูิเงยมองไปที่ชั้นสองของโรงเตี้ยม บนนั้นช่างหรูหรานัก ผู้ที่สามารถขึ้นไปล้วนแต่เป็ผู้มีอันจะกิน กลิ่นอาหารเย้ายวน เสียงดนตรีที่ดังลงมา ชวนให้อิจฉายิ่ง ชายหนุ่มถอนหายใจแ่เบา ตอนเด็กมันเคยวาดฝันว่าจะเปิดโรงเตี้ยมเป็ของตัวเองบ้าง แต่ตอนนี้แค่จะกินข้าวให้อิ่มท้องสักมื้อหนึ่งก็ถือเป็เื่ยากเย็น
ซูิเอื้อมมือลงไปในย่ามที่เปียกชื้นเพื่อสำรวจทรัพย์สินที่เหลืออยู่ มีเพียงเครื่องสมุนไพรไม่กี่ห่อ ใบชาที่เริ่มจับตัวเป็ก้อน ปิ่นปักผมธรรมดา และกำไลหยกปลอมวงหนึ่ง สินค้าทุกชิ้นล้วนแต่ดูหมองหม่นด้วยไอฝน มันเก็บทุกอย่างลงไปตามเดิม ยกเว้นเพียงกำไลหยกวงนั้นที่ยังถือค้างไว้ในมือ
ในฐานะพ่อค้าพเนจร ซูิไม่มีทางมองพลาดว่านี่คือหยกปลอมไร้ราคา แต่มันถูกใจลวดลาย "หัวกะโหลก" อันแปลกตาที่สลักเสลาด้วยฝีมือช่างนอกด่าน จึงตัดสินใจซื้อมันติดมือมาด้วยหวังว่าจะมีนักสะสมของแปลกมาขอซื้อต่อ
“กำไลท่านสวยยิ่งนัก ไม่ทราบท่านได้มาแต่ที่ใด?”
เสียงหวานหยดย้อย ลอยมาหยอกเย้าโสตประสาทของซูิ ชายหนุ่มหันไปมองตามเสียง ปรากฏเป็แม่นางผู้หนึ่ง นับว่างดงามที่สุดั้แ่ที่มันเคยพบมา ดวงตาเรียวงาม ผมดำขลับที่ถูกม้วนขึ้นไป ถูกปักไว้ด้วยปิ่นปักผมอันหรูหรา เผยให้เห็นต้นคอขาวผ่องสะกดสายตา.. แม่นางผู้นี้คือความงดงามเกินจะเอื้อมจับ
ท่าทางของซูิดูเลิกลั่กไปวูบหนึ่ง ต่อหน้าหญิงงามระดับล่มเมืองเช่นนี้ มันย่อมมิกล้าป่าวประกาศว่าในมือคือของเก๊ไร้ราคาต่อหน้าแม่นางผู้นี้ “กำไลชิ้นนี้ นับว่าได้มาอย่างยากลำบาก กว่าข้าจะได้มา ต้องร่อนเร่เดินทางหลายพันลี้”
ซูิกล่าวตามความจริง เพียงแต่ไม่ได้บอกเื่ว่าเป็ของไร้ราคาอันใด ต่อหน้าสาวที่งดงามเช่นนี้ ตัวมันไม่อยากดูต่อยต่ำไปมากกว่านี้
แม่นางผู้นั้นขยับเข้ามาใกล้ ยื่นหน้ามาชมดู
“น่าสนใจยิ่งนัก” นางพูดพร้อมกับดวงตาเป็ประกาย มองไปที่กำไลลายหัวกะโหลกชิ้นนั้น กลิ่นลมหอมวูบพัดผ่านซูิ วิญญานมันแทบล่องลอยตามกลิ่นนั้นไป ยิ่งได้ยินแม่นางพูดเช่นนั้น ใจมันหลุดลอยไปถึงนอกด่าน อยากซื้อกำไลหัวกะโหลกนั่นกลับมาสักร้อยชิ้น มันจะเอามาให้แม่นางผู้นี้จนหมดสิ้น
ซูิพยายามดึงสติตนเองกลับมาอย่างยากเย็น ชายหนุ่มสำนึกได้ว่าตนเป็เพียงผู้ต้อยต่ำ แม่นางสูงส่งเช่นนี้ ได้พบกันครานี้คงไม่มีวันได้พบพานกันอีก “ข้าเรียนตามตรง กำไลชิ้นนี้มองไปไม่มีราคาอันใดนัก แต่มันถูกชะตาข้าอย่างประหลาด สินค้าอื่นหลายชิ้นวางเรียงราย แต่ข้ากลับหยิบกำไลชิ้นนี้มา”
ซูิพูดพร้อมกับมองไปที่หน้าของนาง นางกำลังตังใจฟังยิ่ง ซูิสูดหายใจลึกก่อนพูดต่อ
“คราแรกข้าชอบกำไลชิ้นนี้นัก ไม่เคยนำออกมาวางขาย ข้านับว่ามันเป็เครื่องรางประจำตัว แต่พักหลังข้าไม่สนใจมันเท่าใด นำมันออกมาวางขายกับสินค้าอื่นหลายครั้ง แต่หามีผู้ใดเหลือบแลไม่ แต่วันนี้ข้าเพียงหยิบกำไลลายกะโหลกโหลกชิ้นนี้ขึ้นมา กลับไปเข้าตาท่าน ข้าขอมอบกำไลชิ้นนี้แก่ท่าน โดยไม่คิดสิ่งตอบแทน” นางเมื่อฟังจบก็เลื่อนเก้าอี้คราหนึ่ง นั่งลงโต๊ะเดียวกันกับซูิ สร้างความอิจฉาแก่ผู้อื่นโดยรอบ
“ข้าขอชมดูได้หรือไม่?”
ซูิรีบยื่นกำไลให้อย่างลนลาน นางหยิบมันไปสวมลงบนข้อมือที่ขาวผ่องตัดกับสีของหยกและลวดลายกะโหลกอย่างน่าประหลาด ซูิใจเต้นระรัวจนต้องเบือนหน้าหนีและก้มหน้านิ่งอย่างขัดเขิน
“ขอบคุณท่านมาก ข้าขอตอบแทนท่านเพียงเท่านี้ ข้าขอรับไปนะ”
นางพูดพร้อมกับลุกออกจากโต๊ะไป ซูิยังก้มหน้านิ่ง จนเวลาผ่านไปชั่วครู่ ถึงเงยขึ้นมา พบแต่ความว่างเปล่าไร้ร่องรอย
คล้ายโลกที่หยุดนิ่ง เริ่มกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง เสียงฝน เสียงพูดคุยของผู้คน เสียงดนตรีกลับมาดังเดิม เื่ที่เกิดขึ้นดั่งฝันตื่นหนึ่ง ซูินั่งเหม่ออย่างเซื่องซึม ที่โต๊ะของเขาทุกอย่างยังเหมือนเดิม หายไปแค่กำไลหัวกระโหลก แต่กลับปรากฏห่อผ้าของนางที่วางทิ้งไว้ ซูิจับห่อผ้านั้นมา ยังแฝงด้วยกลิ่นหอมพาให้หัวใจซึมเซา เมื่อเปิดห่อผ้านั้นออกชายหนุ่มจุกที่คอด้วยความตื้นตัน ในห่อนั้นเป็เงินสองตำลึงเงิน เงินเพียงนี้ เพียงพอให้ซูิใช้ชีวิตโดยไม่ต้องกังวลไปหลายสิบวัน แม่นางผู้นั้นใจกว้างยิ่งนัก……
ฝนฟ้าเริ่มซาลง คืนนี้ซูิคงได้พักที่โรงเตี้ยมดีๆสักแห่งในเมือง
ณ เวลาเดียวกันนั้นเอง ทางทิศอุดรของผืนป่าแดงอันลึกลับ... หลิงเยว่สูดหายใจลึก หากก้าวพ้นผ่าน เส้นเขตป่าแดงนี้ไป ทั้งหมดที่เบื้องหน้าคือรังของมหาโจร….
อาณาเขตปกครองของ ฉีซิ่น มิใช่เมืองที่มีกำแพงสูงตระหง่าน แต่คือผืนป่ารกชัฏที่ดูราวกับมีชีวิต หลิงเยว่ควบม้าฝ่าม่านหมอกเข้ามาพร้อมกับสามองครักษ์ฝีมือดีที่เสวียนเจินกำชับให้ตามมาอารักขา ทันทีที่ย่างกรายเข้าสู่เขต บรรยากาศรอบกายพลันเปลี่ยนไป คล้ายกับมีเนตรล่องหนนับพันคู่คอยจับจ้องมาจากเงามืดทุกทิศทาง ยิ่งมุ่งหน้าเข้าไปลึกเท่าใด ยิ่งเพิ่มความรู้สึกอัดอัดให้หยิงเยว่ยิ่งนัก
“เซียนเจียน” หัวหน้ากองโจรเงาที่ห้า พร้อมบริวารพุ่งทะยานออกจากพุ่มไม้ประดุจภูตผายามวิกาล เข้าจู่โจมขบวนของนางอย่างไม่ทันตั้งตัว!
เคร้ง! เสียงศาสตรากระทบกันดังสนั่น องครักษ์ทั้งสามวาดดาบออกต้านทานอย่างสุดกำลัง ทว่าก่อนที่เืจะนองผืนป่า เสียงใสเย็นของหลิงเยว่พลันดังขึ้นข่มความวุ่นวาย
"หยุดมือ! ข้ามาในนามประมุขแห่งตระกูลเต่าดำ มีความประสงค์จะเข้าพบท่านฉีซิ่น"
แม้พวกโจรไม่กลัวฟ้าดิน แต่ชื่อของเสวียนเจินทำให้พวกมันฟังอยู่บ้าง หากเป็ชนชั้นปลายแถวของตระกูลยุ่มย่ามเข้ามาแบบนี้ แม้จะอ้างชื่อใครพวกโจรก็ไม่มีทางหยุดมือ แต่หากแม่นางผู้นี้ที่กล้าเข้ามาในอาณาเขตด้วยคนคุ้มกันเพียงสามนาย ซ้ำยังมีป้ายตระกูล มองปราดเดียวก็รู้ได้ว่าเป็หลิงเยว่
ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าซอยถี่ของอาชาสีหมอกก็ดังแหวกอากาศมา “อี้หลิง” หัวหน้ากองโจรเงาที่หนึ่ง ผู้เป็มือขวาของฉีซิ่นควบม้ามาหยุดตรงหน้า แววตาของมันกวาดมองหญิงงามผู้เดียวในกลุ่มด้วยสายตาอ่านยาก
"นายท่านฉีซิ่นอนุญาตให้เข้าพบ... แต่มีข้อแม้ว่า แม่นางหลิงเยว่ต้องไปเพียงผู้เดียวเท่านั้น"
คำประกาศนั้นทำให้อองครักษ์ทั้งสามพากันขบกรามแน่น "ไม่ได้! แม่นางหลิงเยว่คือหัวใจของท่านประมุข หากนางเป็อะไรไป พวกข้าจะมีหน้ากลับไปพบท่านเสวียนเจินได้อย่างไร!"
หลิงเยว่ยกมือขึ้นปรามอย่างสงบนิ่ง นางมองเข้าไปในส่วนลึกของป่าที่มืดมิดด้วยสายตาเด็ดเดี่ยว "พวกเ้าคอยอยู่ที่นี่ หากข้าไม่กลับออกมาภายในพรุ่งนี้เช้า..พวกเ้าค่อยนำข่าวไปแจ้งแก่ท่าน“เสวียนเจิน” นางเน้นน้ำชื่อของเต่าดำเป็พิเศษ เพื่อข่มขวัญศัตรู
“เหอะ” อี้หลิงหัวเราะในลำคออย่างแ่เบา ก่อนที่ทั้งคู่จะควบม้าหายลับเข้าไปในเงามืด ปล่อยให้เื้ัเหลือเพียงความกังวลขององครักษ์ที่มองตามแผ่นหลังของนางไป