ไม่สามารถทราบได้ว่าถูกหลอกั้แ่ตอนไหน ไม่สามารถทราบได้ว่าเื่ไหนบ้างจากปากของเรย์ที่เป็เื่จริง แล้วเื่ไหนที่เป็เื่เท็จ สิ่งที่อาคุมุลงมือทำไปทั้งหมดคืออะไร? สิ่งที่อาคุมุคิดจะเป็จริงหรือไม่? ก็ไม่อาจทราบได้
ในตอนนี้สถานการณ์ของอาคุมุนั้นค่อนข้างที่จะจนตรอกอยู่พอสมควร เพราะเขาได้ก้าวเข้าสู่เขตของเมืองหลวงอย่างเมืองไดอิกิแล้ว เขาไม่สามารถเคลื่อนไหวหรือทำอะไรง่าย ๆ ได้อีกแล้ว
‘บ้าจริง’
ไม่ว่าจะใช้วงแหวนเวทในการเคลื่อนที่ก็ไม่สามารถทำได้ จะวิ่ง? แน่นอนว่าเป็ไปไม่ได้อยู่แล้ว
‘หรือจะฆ่ามันซะตรงนี้.. ไม่ได้ ๆ ไม่มีทางทำได้เลย’ อาคุมุก็ไม่สามารถทำอย่างนั้นได้ เพราะในตอนนี้ไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็ต้องรอบคอบและไม่ผลีผลาม เนื่องจากเป็ตัวเขาเองที่ติดกับดักของศัตรู จะออกไปจากกับดักนี้ก็ค่อนข้างที่จะยากพอสมควร
“แล้วเมืองหลวงนี่มีป่าไหมครับลุงเรย์?” อยู่ ๆ อาคุมุก็ถามออกไปอย่างนั้น
“หืม? ฮ่า ฮ่า มีสิ แต่เป็ป่าที่อยู่ริมสุดของเมืองหลวง อยู่ใกล้เมืองข้าง ๆ เหมือนเดิม ถามไปเพื่ออะไรเนี่ย?” เรย์หัวเราะและตอบกลับไป ซึ่งเขาตอบกลับไปโดยที่ไม่ได้คิดอะไรเลยแม้แต่น้อย เพราะไม่ว่าจะวิธีไหนเด็กคนนี้ที่อยู่ตรงหน้าเขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้
“ขอบคุณครับ ถ้างั้นก็... แสงอัสนีบาต!!”
ตู้มมม!!!
“อั่ก!...”
อาคุมุโจมตีไปยังด้านข้างของตัวรถม้า ซึ่งเป็การโจมตีที่โดนทั้งเรย์และทหารอีกสองคน แรงะเิทำให้ตัวรถม้านั้นแทบจะพังทั้งหลัง
“เย้ย! นั่นมันอะไร?”
“ร.. ะเิ!!!”
อาคุมุะโออกจากรถม้าและวิ่งหนีไปตามทางที่คิดว่าน่าจะปลอดภัย ซึ่งในตอนนี้อยู่ในตัวเมืองจึงทำให้มีผู้คนมากมาย การะเิเมื่อครู่นี้ทำให้ผู้คนบริเวณนั้นต่างก็ใแตกตื่นไปตาม ๆ กัน ทั้งยังมีนักเวทกระจายอยู่ทั่วทั้งเมืองหลวง จึงทำให้ไม่ยากนักที่จะติดตามเป้าหมายของเหตุการณ์นี้
‘ไปตรงไหนก่อนดีล่ะเนี่ย? ป่านั่นอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ งั้นไปทางนี้แล้วกัน’ ตอนนี้อาคุมุวิ่งไปตามบริเวณข้างตึกรามบ้านช่อง หลีกเลี่ยงให้พ้นจากเส้นทางเมื่อครู่นี้แล้วค่อยไปยังจุดที่มีผู้คนพลุกพล่าน เพื่อให้ง่ายต่อการหลบซ่อนและพลางตัว
แต่เขาวิ่งไปได้ไม่นานนัก ตอนนี้ตัวเขาก็ได้ถูกติดตามจากนักเวทเป็ที่เรียบร้อยแล้ว ทางด้านหลังของเข้าไกล ๆ นั้นมีนักเวทสองคนที่กำลังใช้ทักษะเคลื่อนที่แปลก ๆ วิ่งมาด้วยความเร็ว
‘นั่นมันคืออะไรกัน?’ อาคุมุวิ่งไปพลางหันไปมอง
ทักษะนั้นไม่มีทางใช่การเคลื่อนที่ด้วยวงแหวนเวทอย่างแน่นอน เพราะเมืองนี้เป็เขตที่ไม่สามารถใช้วงแหวนเวทแบบนั้นได้ แต่ทักษะที่อาคุมุเห็นอยู่นั้นราวกับว่าเป็การสลับตำแหน่งไปเรื่อย ๆ แล้ววิ่งไปข้างหน้า ถ้าให้เข้าใจโดยง่ายก็คงจะเป็การหายตัวไปโผล่ยังตำแหน่งที่กำหนดแบบมีขอบเขตใกล้ ๆ
“วิ่งเล่นอะไรเนี่ยไอ้หนู?”
“ไปวิ่งที่บ้านไป!!”
“ว๊ายยย! อย่าวิ่งชนฉัน!!”
“รีบไปงานศพพ่อแกรึไงห๊ะ!!!”
...
“ขอโทษด้วยครับ ขอโทษด้วยครับ!”
‘แต่ฉันมั่นใจว่าพ่อฉันยังไม่ตายโว้ย!’
ขณะนี้ตรงจุดที่อาคุมุวิ่งอยู่นั้นราวกับว่าเป็บริเวณถนนคนเดิน แน่นอนว่ามีผู้คนพลุกพล่านเต็มไปหมด คนที่เขาได้วิ่งผ่านหรือสวนทางกันไปต่างก็ไม่พอใจนักและะโด่าตามหลังกันเป็ทอด ๆ
ถึงแม้จะเป็ตำแหน่งที่เขา้าจะหยุดแต่ก็ไม่สามารถที่จะทำได้ เพราะนักเวททั้งสองนั้นกำลังตามมาอย่างติด ๆ และความเร็วก็ไม่มีตกเลยแม้แต่น้อย แต่ในทางกลับกันอาคุมุนั้นเริ่มรู้สึกเหนื่อยแล้ว อีกทั้งความเร็วของเขาก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง
‘คงจะเป็ผลจากร่างกายที่ยังเด็กเกินไปอยู่’
จากตอนแรกที่เขานั้นถูกไล่ตามอยู่ห่าง ๆ โดยที่ยังไม่มีวี่แววว่านักเวททั้งสองจะตามทัน ในตอนนี้เป็ฝ่ายเขาเองที่ถูกไล่ตามทันโดยที่ความเร็วของเขาไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด
มากไปกว่านั้นคือนักเวทอีกสามคนที่ยืนรออยู่อย่างสบายใจในทางข้างหน้าเขา บนหลังคาตึกและบ้านรอบทิศทางอีกนับไม่ถ้วน นั่นจึงทำให้เขารู้แล้วว่าตอนนี้จะหนีไปทางไหนก็ไม่สามารถหนีได้พ้น
“แฮ่ก แฮ่ก!” อาคุมุหยุดวิ่งแล้วหายใจด้วยความเหนื่อยหอบไปเฮือกใหญ่ ในตอนนี้เขาเหนื่อยล้าเป็อย่างมาก ถ้าจะให้หนีอีกก็คงไปได้ไม่ถึงร้อยเมตร
“หยุดสักทีนะหนุ่มน้อย วิ่งซะนานเลย” หนึ่งในนักเวททั้งสามที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขากล่าวขึ้นมา
ชายผู้นั้นยืนอยู่ตรงกลางและดูท่าน่าจะเป็นักเวทในระดับที่สูงพอสมควร จากการแต่งกายในชุดสีขาวก็ดูมียศฐาบรรดาศักดิ์ ผมสีน้ำเงินเข้ม ใบหน้าที่ดูธรรมดาแต่มีความสุขุมนุ่มลึกในดวงตาสีน้ำเงิน สัดส่วนค่อนข้างที่จะใกล้เคียงกับองค์ชายชูยะในมุมมองของอาคุมุ
ที่ชายคนนั้นดูเหมือนเป็นักเวทระดับสูง เพราะอีกสองคนที่ยืนอยู่ข้างกายของเขาคือนักเวทที่มีออร่าสีม่วง คนหนึ่งเป็ชายรูปร่างอ้วนท้วม ใบหน้าทรงกลม ผมสีดำสนิท สวมชุดคลุมสีขาว และอีกคนเป็หญิงรูปงามพอสมควรทั้งใบหน้ารวมถึงรูปร่างภายนอก ผมสีแดงเข้มและดวงตาสีแดงเผยให้เห็นความดุดันลึก ๆ สวมชุดคลุมสีขาวเช่นกัน
แต่ที่มากไปกว่านั้นคืออาคุมุไม่สามารถมองเห็นออร่าพลังเวทของเขาได้ แต่ถ้าเทียบจากสองคนที่อยู่ข้าง ๆ แล้วนั้น คนที่อยู่ตรงกลางย่อมเหนือกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย
สถานการณ์ในตอนนี้นอกจากจะโดนล้อมเกือบจะทั่วทิศทางแล้ว อันที่จริงตามรูปการณ์ก็สามารถเรียกได้ว่ารอบทิศทางแล้ว เพราะนักเวททั้งสองที่ใช้การเคลื่อนที่แบบแปลก ๆ วิ่งตามเขานั้นก็ได้มาถึงตำแหน่งนี้เป็ที่เรีบบร้อยแล้ว
นอกจากนี้ก็ยังมีอีกห้าถึงหกคนที่วิ่งตามสองคนนั้นมา ซึ่งใช้การเคลื่อนที่แบบนั้นด้วยเหมือนกัน เรียกได้ว่าโดนล้อมโดยสมบูรณ์ราวกับถูกพันธนาการไว้
“พวกคุณ...” ด้วยความเหนื่อยล้าจากการวิ่ง ทำให้แม้แต่จะพูดอาคุมุก็ยังลำบาก
“เหนื่อยอยู่ยังไม่ต้องพูดก็ได้ ต้องขอบคุณนายนะที่เด็ก ๆ ของฉันได้ฝึกทักษะใหม่น่ะ”
“ฝึกทักษะใหม่? หรือว่าที่เห็นนั่น..” แน่นอนว่ามีเพียงอย่างเดียวก็คือการเคลื่อนที่แบบแปลก ๆ ของนักเวททุกคนที่ตามเขามา
“ใช่แล้วล่ะ นั่นน่ะคือการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วโดยการหายไปยังจุด ๆ หนึ่งในบริเวณที่ใกล้ตัว เรียกว่าการเคลื่อนที่ในพริบตา สามารถใช้ได้จริงในสถานการณ์จริงอย่างที่เห็นน่ะนะ” ชายคนนั้นได้อธิบายถึงทักษะนั้นให้อาคุมุรับรู้ ซึ่งมันเป็ทักษะที่ดีเป็อย่างมากเลยทีเดียว
‘ทักษะนี้แหละอย่างหนึ่งที่ฉันอยากมี’
“จะเป็ยังไงกันล่ะหากนายได้ฝึกใช้ทักษะนี้” ชายคนนั้นเอ่ยขึ้นมาราวกับว่าเขารับรู้ความคิดของอาคุมุ นั่นเป็การหลอกล่อที่ดึงดูดความสนใจได้เป็อย่างมาก
‘บ้าชะมัดอย่ามาล่อกันอย่างงี้สิวะ... คิดสิคิด ไอ้ทักษะนี้มันจะใช้ยังไงกัน.. การเคลื่อนที่ในพริบตา? หายไปยังจุด ๆ หนึ่งบริเวณที่ใกล้ตัว? มันต้องใช้แบบไหนคิดวิธีที่จะใช้ไม่ออกเลย’
“ทำไมถึงพูดแบบนั้นล่ะครับ? มีแค่คนของที่นี่งั้นเหรอที่สามารถใช้ทักษะนั้นได้?” อาคุมุตอบกลับไป หมายจะปั่นประสาทฝ่ายตรงข้ามให้เกิดอารมณ์ปะทุขึ้น แต่นั่นกลับไม่ใช่ทางที่ไปต่อได้เลยแม้แต่น้อย
‘นี่มันอะไรกัน?’
ทั้งสามคนตรงหน้าเขาไม่ได้แสดงท่าทีอะไรเลยแม้แต่น้อยนั้นนับว่าแปลกพอสมควร แต่ที่มากไปกว่านั้นคือรอบตัวเขาไม่มีใครเลยที่จะแสดงอาการให้เห็นดังที่หวัง ทุกคนรอบตัวเขาดูมีความสุขุมและนิ่งขรึม ไม่มีแม้แต่ปฏิกิริยาใด ๆ
“ฉันรู้ว่านายไม่ได้โง่ รีบ ๆ ไปกับพวกฉันได้แล้ว องค์จักรพรรดิกำลังรอนายอยู่” ชายคนนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ และหันหลังให้อาคุมุเตรียมที่จะเดิน
“ขอปฏิเสธครับ” อาคุมุตอบกลับทันควัน
“อย่าให้ต้องใช้ไม้แข็งได้ไหม?” น้ำเสียงของชายคนนั้นเปลี่ยนเป็น้ำเสียงที่ดูน่ากลัวและอำมหิต ราวกับว่าเมื่อครู่นี้ไม่ใช่เขาที่เป็คนพูด
“จับมัน” เขาให้สัญญาณกับเหล่านักเวทที่อยู่รอบตัวอาคุมุ เมื่อได้รับสั่งเหล่านักเวทก็พุ่งเป้าเข้ามาในทันที
“โธ่เว้ย! แสง...” อาคุมุพูดยังไม่ทันจบก็ได้มีชายคนหนึ่งที่เขาค่อนข้างรู้สึกคุ้นเคยเหมือนกับเคยเจอมาก่อนแล้ว ชายคนนั้นอุ้มอาคุมุขึ้นและวิ่งไปด้วยความเร็วในขณะที่บ่นพึมพำบางอย่าง
“พันธการทางจิตแบบหมู่.. แล้วก็บาทาไร้เงา”
ชายคนนั้นเคลื่อนที่ได้อย่างคล่องแคล่วและรวดเร็ว เร็วยิ่งกว่าการเคลื่อนที่ในพริบตาของนักเวทพวกนั้นเสียอีก มากไปกว่านั้นคือความรู้สึกที่ดูเหมือนว่าผู้คนถูกหยุดการเคลื่อนไหว มีเพียงแค่ชายคนนี้และอาคุมุที่ยังคงเคลื่อนไหวได้อย่างเป็ปกติ
‘นี่มัน... อะไรอีกเนี่ย? ฉันถูกช่วยไว้โดยคนแปลกหน้าอีกแล้วเหรอ?’
“ฉันไม่ใช่คนแปลกหน้าสักหน่อย” ทันทีที่ชายคนนั้นพูดออกมาทั้งที่อาคุมุแค่คิด เขาก็นึกได้ทันทีว่าชายคนนี้คือใคร
“หรือว่าคุณ?!...”