ตอนที่ 110 วิทยานิพนธ์
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เมอร์ลินตกใจไม่น้อยที่จู่ๆ เคลบี้ก็บอกให้เขารีบทำวิทยานิพนธ์
“วิทยานิพนธ์?”
“ใช่ วิทยานิพนธ์ นายต้องรีบทำมันเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่ว่านายต้องการเป็นนักวิชาการไม่ใช่หรอ? นี่เป็นโอกาสที่นายจะคว้าแต้มวิชาการได้แล้ว” เคลบี้เอ่ยอย่างตื่นเต้น
ความจริงเขาไม่ได้สนใจเรื่องนี้เท่าไหร่ แต้มวิชาการนั้นไม่เคยอยู่ในหัวของเขา
แต่เมอร์ลินทำเพื่อเขามามาก การติวแต่ละครั้งเขาได้รับความรู้จากเมอร์ลินไม่น้อย ทั้งนี้เขาก็ไม่ได้ตอบแทนอะไร
หากเป็นเมื่อก่อนเคลบี้อาจจ่ายค่าตอบแทนเป็นจำนวนมากได้ แต่ในตอนนี้เขาได้แต่เลี้ยงข้าวเมอร์ลินแค่ไม่กี่มื้อเท่านั้น แถมยังเป็นอาหารที่ไม่ได้แพงอะไร
ตอนนี้เมื่อเห็นช่องทางที่จะตอบแทนน้ำใจได้ เขาจึงแสดงความคิดเห็นนี้ออกไป
“แต่ฉันยังอยู่ในเรียนอยู่ปริญญาทองแถมยังพึ่งเข้าเรียนไม่กี่เดือน จะเขียนวิทยานิพนธ์ส่งนิตยสารได้อย่างนั้นหรอ?” เมอร์ลินเอ่ย
ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่รู้เรื่องการเรียนปริญญาทอง แม้ว่านักศึกษาปริญญาทองจะต้องเขียนวิทยานิพนธ์ตอนเรียนชั้นปีสุดท้าย แต่วิทยานิพนธ์ที่ทำออกมานั้นไม่จำเป็นต้องส่งให้นิตยสารตีพิมพ์ มันเพียงแค่ผ่านขั้นตอนพิจารณ์ตรวจสอบของอาจารย์ที่สอนเท่านั้น
เรียกได้ว่าวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาปริญญาทองนั้นเป็นการฝึกเขียนวิทยานิพนธ์เท่านั้น ซึ่งนี่ก็เป็นหลักสูตรพื้นฐาน
ทั้งนี้เพื่อประโยชน์สำหรับนักศึกษาที่จะเรียนต่อปริญญาไดม่อนในอนาคตข้างหน้า
“ทำไมจะทำไม่ได้นิตยสารวิชาการมีไม่ข้อห้ามให้นักศึกษาปริญญาทองส่งวิทยานิพนธ์ซักหน่อย นายไม่ได้ดูข่าวหรอว่าเมื่อหกปีก่อนมีนักเรียนจากโรงเรียนเวทมนตร์ชั้นสูงออโรร่าเขียนวิทยานิพนธ์การปรับปรุงเวทศิลาจำแลงตีพิมพ์ลงนิตยสารเวทมนตร์ออโรร่าได้ ผู้คนต่างพูดกันว่าคนคนนั้นเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยาก”
เคลบี้เดินเข้าไปตบบ่าของเมอร์ลินและเอ่ย “ตอนนี้นายมีโอกาสแล้วก็สร้างชื่อเสียงให้ตัวเองได้แล้ว ถึงตอนนี้นายจะเรียนในระดับปริญญาทอง แต่อายุของนายก็น้อยกว่าเจ้านั่น ถ้านายเขียนวิทยานิพนธ์ไม่เป็นก็ไปอ่านหนังสือวิธีเขียนวิทยานิพนธ์หรือไปดูวิทยานิพนธ์ของคนอื่นเปรียบเทียบดู”
ชายหนุ่มแนะนำเด็กน้อยผมสีเงินอย่างจริงจัง
ท่าทางของเขาทำให้เมอร์ลินต้องหรี่ดวงตาลงและเอ่ย “ฉันไม่คิดเลยนะว่าจะมีวันนี้ วันที่นายกำลังพูดสั่งสอนฉัน”
ใบหน้าที่เย็นชาทำให้เคลบี้มองเมอร์ลินตาขวาง
“นายนี่มัน!”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า เอาล่ะ ขอบใจนายมาก การส่งวิทยานิพนธ์ไปตีพิมพ์นิตยสารก็เป็นเรื่องที่ไม่เลวเหมือนกัน แถมยังได้แต้มวิชาการมาเล่นๆ ด้วย” เมอร์ลินระเบิดเสียงหัวเราะออกมา ดูเหมือนเขาจะชอบใจมากกับความคิดนี้
เรื่องราวที่นอกเหนือจากหนังสือคือเรื่องที่เขาไม่รู้จริงๆ แต่คนทั่วไปอย่างเคลบี้กลับมีความรู้เรื่องพวกนี้ นั่นทำให้เมอร์ลินต้องตระหนักถึงเรื่องราวรอบตัวมากกว่านี้
‘เย็นนี้ฉันจะสั่งให้มาร์เทลซื้อหนังสือพิมพ์ทุกเช้าบ้างดีกว่า ความรู้รอบตัวยังเป็นจุดอ่อนของฉันในตอนนี้จริงๆ’ เมอร์ลินคิดในใจ
จู่ๆ เสียงของเคลบี้ก็ดังขึ้น
“นั่นนายจะไปไหน!”
เคลบี้เอ่ยเมื่อเห็นเมอร์ลินกำลังจะเดินออกไปจากห้องติวหนังสือ
เมอร์ลินที่ตื่นจากภวังค์ก็คิดขึ้นได้ว่าเขายังไม่ได้ติวหนังสือให้เคลบี้เลย ก่อนหน้านี้เขามัวแต่ถอดสูตรรูนศาสตร์จากคทาเวทจนลืมไปเลยว่าเขาต้องทำอะไร
“ไปไหน? ฉันไม่ได้ไปไหนทั้งนั้น”
แต่ว่าเด็กน้อยไม่มีทางยอมรับความผิดพลาดนี้ เขากางแขนทั้งสองข้างออกแล้วเอี้ยวตัวไปมา
“ฉันแค่กำลังยืดเส้นยืดสาย”
กล่าวจบเมอร์ลินก็หันหลังกลับมานั่งที่เดิม
เคลบี้ที่เห็นท่าทางเปิ่นๆ ของเด็กน้อยก็เหลือกตามองบน แต่แล้วเขาก็แผดเสียงขึ้นอีกครั้ง
“แล้วนั่นนายจะเอาคทาเวทของฉันไปไหน นั่นมันของมหาวิทยาลัยที่ฉันยืมมานะ นายเอามันไปไม่ได้!”
เมอร์ลินที่เผลอเก็บคทาเวทเข้าไปในแหวนเก็บของของตัวเองก็พลันอึ้งไป
“อ้อ ฉัน ... ฉันแค่จะเอามันกลับไปศึกษาเท่านั้น แต่ไม่ต้องแล้วก็ได้ ฉันว่าสูตรรูนศาสตร์เพียงแค่นั้นก็พอจะให้ฉันเขียนวิทยานิพนธ์ได้แล้ว” เมอร์ลินกล่าวพร้อมกับเอาคทาเวทออกมาจากแหวนเก็บของแล้วคืนให้กับเคลบี้
‘ช่วงนี้ฉันเป็นอะไรไป หรือว่าจะอ่านหนังสือมากไปจนมีอาการแบบนี้’ เมอร์ลินลอบบ่นในใจ
เคลบี้เห็นการแก้ตัวของเมอร์ลินก็ถึงกับส่ายศีรษะไปมา
นับวันเขายิ่งเห็นนิสัยที่แท้จริงของเด็กน้อยคนนี้
ในตอนแรกเด็กคนนี้ทำให้เขาคิดว่าเป็นอัจฉริยะหนอนหนังสือที่ชอบหมกตัวสันโดษ แต่เมื่ออยู่ด้วยแล้วพวกเขากลับมีเรื่องพูดคุยมากมาย เด็กน้อยไม่ใช่คนที่เก็บตัวเงียบ
นอกจากนี้เจ้าเด็กนี่ยังมีนิสัยเปิ่นๆ ในช่วงเวลาที่สนใจสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้ว เขาจะทำอะไรเปิ่นๆ ออกมาไม่รู้ตัว
บางครั้งตอนที่พวกเขากำลังพูดคุยกันบนทางเดิน ทั้งๆ ที่ตั้งใจว่าจะไปโรงอาหาร แต่เด็กน้อยกลับเลี้ยวไปทางห้องทดสอบเวทมนตร์เสียอย่างนั้น พอถามเจ้าตัวก็ตอบว่าจะแวะเข้าห้องน้ำ ทั้งๆ ที่โรงอาหารก็มีห้องน้ำเหมือนกัน
และมีอีกครั้งหนึ่งที่เขากำลังจะเข้าเรียน ซึ่งห้องเรียนอยู่บนชั้นสี่ของอาคารเรียน เขาเดินสวนกับเด็กน้อยบนทางเดินในท่าทางกำลังคิดอะไรอยู่ เขาจำตารางเรียนของอีกฝ่ายได้ว่าอีกฝ่ายมีเรียนห้องเรียนชั้นสอง เด็กน้อยตกใจเล็กน้อยก่อนจะปั้นหน้าเรียบนิ่งแล้วบอกว่าแค่มาเดินเล่น ทั้งๆ ที่ได้เวลาเข้าเรียนแล้ว
ยังมีอีกหลายเรื่องที่เมอร์ลินทำนิสัยเปิ่นๆ ออกมา
อย่างครั้งล่าสุดเด็กน้อยสวมผ้าปิดตาไว้บนหัว เขาเดินไปไหนมาไหนแบบนั้นทั้งวันจนเขาทักขึ้น เด็กนี่ยังแถออกไปว่าเป็นแฟชั่น
พักหลังเด็กน้อยมักจะมัดผมสีเงินที่ยาวถึงเอว ปกติเด็กน้อยจะมัดมันเพื่อความสะดวกตอนล้างหน้าทำธุระส่วนตัวในบ้านเท่านั้น แต่วันนั้นคงลืมเลยมัดมันมาเรียนด้วย เด็กนี่อ้างว่าผมยาวมันเกะกะ พอเขาถามก็บอกว่าไม่อยากตัดผม จนต่อมาเมอร์ลินก็มัดผมยาวสีเงินของเขาไปไหนมาไหนตลอด
ยังไม่นับเรื่องที่โรงอาหารที่เขาเอาช้อนส้อมมาทั้งคู่ ทั้งๆ ที่อาหารมื้อนั้นเป็นซุป แต่เด็กนี่ก็รั้นไม่ยอมลุกขึ้นไปเปลี่ยน สุดท้ายก็ต้องยกถ้วยขึ้นมาซด
ท่าทางเปิ่นๆ แบบนี้ เคลบี้นั้นเริ่มที่จะคุ้นชินกับมันบ้างแล้ว
“นายจะเหม่อไปถึงเมื่อไหร่กัน! เริ่มเรียนได้แล้ว!”
เสียงของเมอร์ลินปลุกเคลบี้ให้ตื่นจากภวังค์ ก่อนที่เขาจะหันกลับไปลับฝีปากกับเด็กน้อยตรงหน้าอีกครั้ง