ในที่สุดทหารเมืองแซมบอร์ดก็สามารถสร้างค่ายทหารเสร็จก่อนพระอาทิตย์ตกดิน
เมื่อเห็นค่ายทหารใหม่ที่เพิ่งสร้างเสร็จตรงริมฝั่งแม่น้ำผู้คนในค่ายทหารที่อยู่รอบๆ ต่างพากันนิ่งอึ้งไปหมด มันไร้เหตุผลสิ้นดีทำไมเมืองแซมบอร์ดถึงสร้างค่ายหรูหราเกินหน้าเกินตากันแบบนี้บรรดาเต็นท์สีดำภายในค่ายมีการลงอักขระเวทมนตร์ความอบอุ่นและป้องกันเอาไว้ทำให้มีพลังเวทมนตร์แผ่กระจายออกมาจากตัวเต็นท์จางๆอักขระเวทมนตร์นี้นอกจากจะทำให้พวกทหารที่อยู่ภายในเต็นท์รู้สึกอบอุ่นอยู่ตลอดเวลาแล้วมันยังสามารถแจ้งเตือนภัยคนที่อยู่ในเต็นท์ได้ในกรณีที่มีผู้บุกรุกเคลื่อนไหวอยู่ด้านนอก และเต็นท์พวกนี้ยังมีความสามารถในการป้องที่แข็งแกร่งมาก
เต็นท์เวทมนตร์แบบนี้หลังหนึ่งก็ปาไปพันกว่าเหรียญทองแล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึงการดูแลรักษาและการเปิดใช้งานเต็นท์เวทมนตร์เลยหากอยากจะใช้งานเต็นท์เวทมนตร์ก็จำเป็นต้องใช้ก้อนหินเวทย์มนตร์ในการกระตุ้นการทำงานของมันก้อนหินเวทมนตร์ระดับต่ำสามารถเปิดใช้งานเต็นท์เวทมนตร์ได้สามวันเต็นท์เวทมนตร์ที่ดีแบบนี้ แม้แต่ราชาอาณาจักรบริวารหลายๆแห่งยังไม่อาจตัดใจซื้อมันมาเพื่อเพลิดเพลินไปกับความสะดวกสบายแบบนี้ได้เลยแต่นี่! แม้แต่คนดูแลม้าที่เป็นทหารระดับต่ำที่สุดยังสามารถเข้าไปนอนในเต็นท์เวทมนตร์หรูหรานี้ได้เลยเรื่องนี้ทำให้พวกราชาที่ตั้งค่ายอยู่บริเวณรอบๆต่างพากันอิจฉาริษยาจนตาร้อนผ่าวกันไปหมด
แน่นอนว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นยังมีสิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่านี้ที่ชาวเมืองแซมบอร์ดยังไม่ทันได้แสดงออกมา
นอกจากเต็นท์เวทมนตร์ที่แสนหรูหราทั้งห้าสิบหลังแล้วอุปกรณ์ในค่ายทหารและอาวุธชุดเกราะอื่นๆก็ดูเหมือนว่าจะเป็นอุปกรณ์เวทมนตร์เกือบทั้งหมดและนั่นทำให้ทั้งค่ายทหารของเมืองแซมบอร์ดอบอวลไปด้วยไอเวทมนตร์จางๆราวกับเป็นหอเวทมนตร์ระดับต่ำก็ไม่ปาน ในขณะเดียวกันพวกเขาก็ตั้งโล่เหล็กยักษ์สีดำที่สูงกว่าสามเมตรรอบค่ายนับสิบอันทำให้เหล่าพลธนูไม่สามารถยิงธนูทะลุผ่านเข้ามายังค่ายทหารเมืองแซมบอร์ดได้นับว่าเป็นการป้องกันที่แน่นหนามากด้านหลังของโล่ยักษ์จะมีหอสังเกตการณ์ซึ่งด้านบนหอจะมีพลธนูคอยประจำการและเฝ้าระวังรอบค่าย
ค่ายทหารเมืองแซมบอร์ดดูไม่ต่างอะไรกับค่ายทหารของอาณาจักรบริวารระดับหนึ่งเลยสักนิด
สิ่งที่ชาวแซมบอร์ดเปิดเผยออกมาสร้างความตกตะลึงให้แก่ทุกคนได้เป็นอย่างดี
“พวกเมืองแซมบอร์ด...ช่างฟุ่มเฟือยนัก!”
“นี่มันเหลือเชื่อเกินไปแล้วไม่ใช่ว่าเมืองแซมบอร์ดเป็นอาณาจักรบริวารระดับหกที่ตั้งอยู่ตรงชายแดนภาคเหนืออันรกร้างหรอกหรือไหนพูดกันว่าพวกเขาไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อชุดเกราะให้ทหารใส่ไงแล้วนี่มันเปลี่ยนจากยาจกเป็นเศรษฐีตั้งแต่เมื่อไรกัน? นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย?”
“ชิ ทำมาเป็นอวด สุดท้ายพวกเจ้ามันก็เป็นพวกบ้านนอกอยู่ดี!”
ค่ายทหารเมืองแซมบอร์ดกลายเป็นจุดสนใจของเหล่านักรบในค่ายทหารที่อยู่บริเวณรอบๆผู้คนที่บางตาก็เริ่มรวมตัวสุมหัวซุบซิบนินทากันบางคนที่เป็นพันธมิตรกันก่อนหน้านี้ก็ถือโอกาสแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ในบรรดาผู้คนที่มาชุมนุมนั้น บ้างก็รู้สึกอิจฉา บ้างก็รู้สึกชื่นชม บางคนก็สงบนิ่งหรือไม่ก็นึกดูแคลนหลายคนก็แอบปิดบังความคิดหรือเจตนาอันชั่วร้ายไว้ในใจ
ภายในรัศมียี่สิบเมตรในค่ายทหารของอาณาจักรบริวารตอนนี้ เต็มไปด้วยบรรยากาศที่ตึงเครียด
ในสายตาของพวกคนชนชั้นสูงในราชอาณาจักรส่วนใหญ่จะมองว่าการแข่งขันการซ้อมรบเป็นเรื่องที่สนุกสนานส่วนอาณาจักรบริวารระดับสูงที่แข็งแกร่งจะมองว่านี่เป็นเวทีสำหรับการแสดงแสนยานุภาพของตัวเองและรอรับผลประโยชน์มหาศาลสำหรับอาณาจักรบริวารเล็กๆ บางแห่งพวกเขาแค่คาดหวังว่าจะได้เก็บเกี่ยวเศษเสี้ยวผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ ที่หลงเหลือ
อาณาจักรใหญ่กินเนื้ออาณาจักรเล็กดื่มน้ำซุป นี่เป็นวัฏจักรของพวกเขา ในขณะเดียวกันอาณาจักรบริวารเล็กๆบางส่วนยังวาดหวังว่าจะถือโอกาสนี้เลื่อนระดับอาณาจักรของตัวเองให้สูงขึ้นเช่นเดียวกับบางอาณาจักรที่คิดแต่จะพยายามรักษาระดับอาณาจักรของตัวเองไว้ให้ได้เพื่อให้อาณาจักรและราชวงศ์ของตัวเองคงอยู่ต่อไประบบของการแข่งขันการซ้อมรบทำให้ทุกอาณาจักรกลายเป็นศัตรูกัน ดังนั้นก่อนที่การแข่งขันจะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการพวกเขาก็ถือโอกาสในช่วงเวลานี้ทำความรู้จักและแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกันเพราะนี่คือโอกาสสุดท้าย
ในตอนที่ซุนเฟยและคนอื่นๆปรากฏตัวขึ้นในค่ายทหาร พวกเขาได้กลายเป็นจุดสนใจเพราะได้รับสถานที่ตั้งค่ายที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งไปก่อนจะตามมาด้วยเรื่องราวที่ทำให้ทุกคนต้องตื่นตกใจ นั่นก็คือการที่ครู้ดหนึ่งในสิบอัศวินผู้ตัดสินแห่งราชอาณาจักรเซนิทได้ตะโกนท้าประลองกับซุนเฟยซึ่งเรื่องนี้ยิ่งดึงดูดความสนใจจากอาณาจักรบริวารอื่นเข้าไปอีก จนมาพากันมาด้อมๆมองๆ อยู่ที่พื้นที่โล่งกว้างริมแม่น้ำเล็กๆ แห่งนี้
การถูกยอดฝีมือที่ดำรงตำแหน่งเป็นอัศวินผู้ตัดสินมาท้าประลองด้วยตัวเองไม่ว่าผลการต่อสู้จะแพ้หรือชนะ แต่สุดท้ายราชาเมืองแซมบอร์ดก็จะมีชื่อเสียงอยู่ดีนอกจากนี้นี่ยังเป็นโอกาสที่ดีงามสำหรับการสืบข้อมูลเกี่ยวกับความแข็งแกร่งของราชาเมืองแซมบอร์ดอีกด้วยและเรื่องนี้ก็ยิ่งกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของผู้คนที่ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวทั้งหมดในไม่ช้าเรื่องที่ราชาอเล็กซานเดอร์แห่งเมืองแซมบอร์ดสามารถเอาชนะอัศวินพระอาทิตย์สีทองคริส ซัตตันก็ถูกเผยแพร่ไปทั่วค่าย ทำให้เกิดความรู้สึกสงสัยขึ้นมาหลายคนต่างเฝ้ารอการต่อสู้ที่กำลังจะมาถึงนี้ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
พื้นที่ราบยี่สิบกิโลเมตรระหว่างใต้ปากทางภูเขามอร์โรกับเมืองหลวงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กถูกทางราชอาณาจัดแบ่งพื้นที่เป็นสนามแข่งที่มีขนาดเท่าๆ กัน ทุกสนามประลองจะมีทหารของราชอาณาจักรคอยประจำการ หากมองจากด้านบนสนามการประลองพวกนี้ดูเหมือนตารางหมากรุกก็ไม่ปาน อีกไม่นานผู้คนจากอาณาจักรบริวารทั้งสองร้อยห้าสิบแห่งจะต้องขึ้นมาที่ตารางหมากรุกนี้เพื่อใช้ชีวิตของตัวเองเป็นเดิมพันในการต่อสู้
ในฐานะที่เป็นจุดสนใจจากทุกคนคนของเมืองแซมบอร์ดจึงได้รับการ ‘จับตามองเป็นพิเศษ’
ตลอดเที่ยงวันจนถึงตอนเย็นแทบทุกอาณาจักรที่เข้าร่วมการแข่งขันต่างส่งคนของตัวเองมาสืบความแข็งแกร่งของเมืองแซมบอร์ดการที่อาณาจักรบริวารระดับหกสามารถดึงดูดความสนใจจากอัศวินผู้ตัดสินจนทำให้เขาต้องเอ่ยปากขอท้าประลองด้วยสำหรับอาณาจักรอื่นๆ แล้วมันไม่ใช่ข่าวดี เนื่องจากจัดตารางการแข่งขันตามลำดับชั้นทำให้อาณาจักรบริวารระดับเล็กๆ ต่างหวาดผวาเพราะกลัวจะโคจรไปเจอกับเสือร้ายแบบนี้ในการแข่งขันคนของเมืองแซมบอร์ดกลายเป็นภัยคุกคามของอาณาจักรต่างๆดังนั้นสถานะของเมืองแซมบอร์ดในสายตาของพวกเขาก็คือ ศัตรู!
พลบค่ำหน้าค่ายทหารเมืองแซมบอร์ดยิ่งมีผู้คนมารวมตัวกันมากขึ้นเรื่อยๆ
ไม่มีใครที่จะไม่มาไม่แน่ว่าในอีกสองสามวันข้างหน้าอาจจะเป็นอาณาจักรของพวกเขาที่ต้องโคจรมาพบกับเมืองแซมบอร์ดในการแข่งขันก็เป็นได้ สำหรับการแข่งขันการซ้อมรบนั้นมันเป็นเรื่องปกติมากที่อาจจะต้องมีคนเสียชีวิตในระหว่างการประลองนักรบกับทหารชั้นยอดจากอาณาจักรบริวารทั้งสองร้อยห้าสิบอาณาจักรแทบทุกคนชื่นชอบการฆ่าฟันยิ่งถ้ามีอาวุธอยู่ในมือด้วยแล้ว อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น สำหรับเรื่องนี้ทางราชอาณาจักรไม่มีการเอ่ยห้ามหรือสร้างกฎขึ้นมาไม่ให้พวกเขาฆ่ากันเพราะพวกเขาก็ชื่นชอบดูการต่อสู้ที่ใช้ชีวิตเป็นเดิมพันอยู่แล้ว ราชอาณาจักรเซนิทได้เตรียมสนามประลองดาบทั้งห้าสิบแห่งไว้ในอดีตที่ผ่านมา มีทหารมากกว่าร้อยนายที่ต้องตกตายอยู่บนเวทีการประลองดาบที่นี่ไม่ขาดแคลนยอดฝีมือ ตายไปหนึ่ง ขึ้นมาอีกหนึ่ง วนเวียนไปเรื่อยๆจนจบการแข่งขันรอบแรก สนามประลองดาบเหล่านี้ แม้แต่ยอดฝีมือระดับสี่ดาวธาตุไม้ที่มีพลังแข็งแกร่งจนน่าตกใจยังต้องมาตายที่นี่เลย
ดังนั้นพวกเขาจึงมายืนอยู่ข้างๆค่ายทหารเมืองแซมบอร์ดเพื่อคอยสังเกตการณ์และสืบข่าวของศัตรูในขณะที่นอกค่ายมีพวกนักรบแบกดาบกระบี่มีดอยู่ด้านหลังแล้วมายืนเก๊กท่าถ้ำมองพวกเขาเหล่าทหารเมืองแซมบอร์ดที่กำลังเป็นจุดสนใจของนักรบทุกคนในค่ายทหารของอาณาจักรอื่นๆกลับไม่สนใจพวกที่มายืนสืบข้อมูลพวกเขาสักนิดเหล่าทหารเมืองแซมบอร์ดจัดงานเลี้ยงตอนเย็นอย่างคึกคักประหนึ่งเป็นบ่อนคาสิโนในเมืองหลวงก็ไม่ปาน
ท่ามกลางฝูงชนที่มาสืบข่าวมีชายหนุ่มที่สวมอาภรณ์หรูหราอยู่สามสี่คน ซึ่งดึงดูดความสนใจคนรอบข้างอยู่พอสมควรเพราะชายหนุ่มพวกนั้นมีผู้คุ้มกันที่สวมชุดเกราะแวววาวนับสิบคนคอยยืนล้อมรอบพวกเขาอยู่บนร่างของผู้คุ้มกันแต่ละคนเต็มไปด้วยคลื่นพลังที่แข็งแกร่งที่กำลังพลุ่งพล่านท่าทางดุดันเช่นนี้ทำให้คนรอบๆ ไม่กล้าเข้าใกล้พวกเขาและยังถอยไปยืนให้ห่างจากคนพวกนี้สายตาที่คนรอบข้างต่างมองมายังชายหนุ่มในอาภรณ์หรูหราเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“องค์ชายโซระ ท่านว่าคิดว่าเมืองแซมบอร์ดพวกนี้ดูเป็นอย่างไรบ้างขอรับ?จะเป็นภัยคุกคามพวกเราได้หรือไม่?” ชายหนุ่มคนนี้มีใบหน้าที่หล่อเหลาและมีเส้นผมสีฟ้าเป็นเงางามรัดด้วยห่วงที่ฝังอัญมณีสีฟ้าและสวมเสื้อผ้าสีทองเขายืนกอดอกมองไปที่ค่ายทหารเมืองแซมบอร์ดอย่างเงียบๆ ในขณะที่เปิดปากถาม
“เฮอะ ที่ข้าเห็นก็คือพวกบ้านนอกโสโครก!” องค์ชายโซระแสยะยิ้มเย็นชาคิ้วสีน้ำตาลเรียวยาวเสริมให้ใบหน้าของเขาดูดีมากแต่จมูกที่งองุ้มเหมือนจะงอยปากอินทรีกลับทำให้บุรุษคนนี้ดูเศร้าเขาวางมาดหยิ่งยโส สีหน้าแสดงความดูถูกเหยียดหยามอย่างเห็นได้ชัด
“องค์ชายอย่าประมาทไปเชียวองค์ราชาเมืองแซมบอร์ดผู้นี้สามารถเอาชนะอัศวินผู้ตัดสินลำดับที่สิบได้นะขอรับและยังได้รับความสนใจจากอัศวินผู้ตัดสินลำดับที่เจ็ดอีกบุคคลที่ทำให้ท่านครู้ดถึงกับเอ่ยปากขอท้าประลองเองแบบนี้ย่อมไม่ธรรมดา!ต่อให้ท่านเป็นนักรบระดับห้าดาวระยะกลางแต่ข้าก็เกรงว่าท่านอาจจะทำอะไรราชาแซมบอร์ดไม่ได้ด้วยซ้ำ!”บุรุษผมสีม่วงที่สวมมงกุฎสีทองไว้บนหัวพูดขึ้นมาพลางยิ้ม ชายคนนี้ดูสงบนิ่งมากดวงตาคู่นั้นฉายแววเยือกเย็นสุขุม แต่คำพูดของเขากลับเต็มไปด้วยการยั่วยุ
“ชิ!” องค์ชายโซระแค่นเสียงเย็นชาออกมาแต่ไม่พูดอะไรนอกจากทำสีหน้าดูถูกต่อไป แม้ระหว่างคิ้วของเขาจะขมวดมุ่นขึ้นมาด้วยความโมโหก็ตาม
“ฝ่าบาททุกท่าน ราชาแซมบอร์ดผู้นี้ ข้าเคยพบเขามาก่อนขอรับความแข็งแกร่งของเขาช่างน่าประทับใจจริงๆ แต่นิสัยของเขาอวดดีและบ้าระห่ำ พูดง่ายๆก็คือหมาบ้าดีๆ นี่เอง แถมยังมักมากอีกด้วยข้างกายของเขาไม่เคยขาดแคลนสาวงามเลยสักครั้ง!”ชายชราเคราแพะที่มีหูเหลืออยู่แค่ครึ่งเดียวที่ยืนอยู่ด้านหลังเหล่าองค์ชายเปิดปากพูดขึ้นมา
“หืม? สาวงาม?” ในบรรดาชายหนุ่มทั้งสี่คนบุรุษที่นิ่งเงียบมาตลอดก็หน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อยๆ ขณะที่กล่าวออกมาผมของเขาค่อนข้างบางมากจนเห็นศีรษะได้แค่อ้าปากก็มองเห็นฟันเขี้ยวสีเหลืองในปากได้เขาค่อนข้างเตี้ยและมีใบหน้าขาวซีดเหมือนคนป่วยราวกับว่าเขาเพิ่งพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บหนักชายคนนี้แค่ได้ยินชายชราเคราแพะพูดว่า ‘สาวงาม’ หูก็กระดิกขึ้นมา “งามแค่ไหนกัน?”
ดวงตาของชายชราคนนั้นเผยให้เห็นถึงความเจ้าเล่ห์เขาตอบกลับอย่างกระตือรือร้นว่า “องค์ชายซวีตัน ทรงอย่าได้กริ้วไปหากข้าจะบอกว่าเมื่อเทียบกับสี่สาวใช้ที่อยู่รอบกายฝ่าบาทแล้ว นางงามกว่าสิบเท่า!”
“สิบเท่า? ฮ่าๆ น่าสนใจ แหม่ น่าสนใจจริงๆ!”องค์ชายซวีตันเผยสีหน้าน่าเกลียดออกมา ก่อนจะแลบลิ้นเลียริมฝีปากตัวเองอย่างช้าๆ“ข้าชักจะสนใจราชาแซมบอร์ดคนนี้ขึ้นมาเสียแล้ว!”
“การที่ราชาแซมบอร์ดได้รับความสนใจจากองค์ชายแห่งอาณาจักรทอมสค์ถือเป็นเกียรติของเขาแล้ว...”ชายชราเคราแพะประจบประแจงเต็มที่
ไม่ไกลจากกลุ่มของเหล่าองค์ชายเด็กหนุ่มผิวดำ รูปร่างผอมบาง สวมชุดเกราะหนังกำลังจ้องไปที่ประตูค่ายของเมืองแซมบอร์ดด้วยสายตาเปล่งประกายพวกเขายืนอยู่ตรงนี้มาตั้งแต่ตอนบ่ายแล้วเขาลังเลใจอยู่นานว่าจะก้าวเข้าไปในประตูนี้ดีไหม ราวกับว่ามีบางอย่างรบกวนจิตใจของเขาอยู่ทำให้จนปานนี้ยังตัดสินใจไม่ได้เลย
--------------