แสงแดดยามบ่ายทอดตัวแนบสนิทกับไหล่เขาทั้งสามมาถึงในเวลาที่เหมาะเจาะ ไม่เร็วพอให้เหนื่อยล้าจากการเดินทางไม่สายจนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ลำแสงสีทองเจือหมอกบาง ๆทำให้ทิวทัศน์ของปายดูคล้ายภาพฝันที่ค่อย ๆ เคลื่อนไหวไปอย่างช้า ๆรถตู้ของพี่ภูมิเคลื่อนตัวเข้าสู่เมืองเล็ก ๆที่เหมือนหยุดเวลาไว้กับลมหายใจของใครบางคน
“ถึงแล้ว...ปาย” พี่ภูมิพูดเบา ๆราวกับไม่ได้บอกใครนอกจากตัวเอง
เฟิร์นกับเจมส์ที่งัวเงียอยู่เบาะหลังลุกขึ้นมองนอกรถอย่างตื่นเต้นดวงตาทั้งสองคู่มีแวววาวของความคาดหวัง และบางอย่างที่ลึกซึ้งกว่านั้น—ความสงบที่พวกเขาตามหาโดยไม่รู้ตัว
ที่พักของพวกเขาคืนนี้คือโฮมสเตย์ไม้หลังเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ริมทุ่งนามีแสงแดดอ่อน ๆ ส่องลอดชายคามาเป็ลายทางแม่เ้าของบ้านยิ้มแย้มต้อนรับเหมือนลูกหลานกลับบ้าน เสียงไก่ขันอยู่ไกล ๆกับกลิ่นดินที่เพิ่งโดนรดน้ำตอนบ่ายทำให้บ้านหลังนี้อบอุ่นในแบบที่โรงแรมหรูไม่มีวันให้ได้
“คืนนี้เรานอนที่นี่กันนะ พรุ่งนี้ค่อยลุยกันต่อ”พี่ภูมิพูดพลางยกเป้ลงจากรถ
“ถึงปายแล้วโว้ยยย!”เจมส์โห่ร้องลั่นราวกับเด็กสิบขวบที่ถูกปล่อยให้ลงจากรถโรงเรียนครั้งแรกมือเขาชูโทรศัพท์ขึ้นเหนือหัวถ่ายเซลฟี่พร้อมพี่ภูมิที่ทำหน้าตายเป็พื้นหลัง
เฟิร์นหัวเราะกับภาพที่เห็นผ่านจอ เธอส่ายหน้าเบาๆ “เหมือนเด็กไปได้เที่ยววันหยุดหน้าร้อนเลยนะเจมส์”
“ก็ใช่น่ะสิ! ฝันอยากมาที่นี่มานานแล้วเนี่ย”เขาตอบด้วยเสียงที่ดูสดใส
เจมส์กับเฟิร์นช่วยกันขนของเข้าบ้านอย่างไม่บ่นทั้งสองคนดูสนิทกันมากขึ้นในแบบที่มีจังหวะเข้ากันโดยไม่ต้องพยายามบางทีอาจเป็เพราะการเดินทาง หรืออาจเป็เพราะอะไรที่มากกว่านั้น
เมื่อจัดของเรียบร้อยเจมส์กับเฟิร์นก็ตกลงกันจะไปเดินตลาดเย็นที่อยู่ใกล้ ๆ โฮมสเตย์พี่ภูมิบอกว่าเขาขออยู่พักที่บ้านและไปเดินถ่ายรูปคนเดียว
“แน่ใจนะพี่ ว่าไม่ไปด้วยกัน?” เจมส์ถาม
“แน่ใจ... ไปเถอะ พี่อยากพักซักหน่อย”พี่ภูมิพูดพร้อมรอยยิ้ม
เฟิร์นเหลือบมองเขา ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ แล้วเดินตามเจมส์ออกไป
เสียงฝีเท้าของภูมิกระทบกับพื้นดินแห้งกรังอย่างแ่เบาภูมิก็เดินถือกล้องไปเรื่อย ๆ บริเวณรอบโฮมสเตย์เขาเก็บภาพแสงสุดท้ายที่ตกกระทบยอดไม้และสะท้อนเงาบนผิวน้ำ ขณะเดินผ่านซอยเล็ก ๆที่ทอดตัวสู่ทุ่งนา เขาไม่รีบร้อน กดชัตเตอร์ช้า ๆ กับภาพต้นไม้ กำแพงไม้ และเงาแสงแดดที่ทาบลงบนบานกระจกหน้าต่าง
ทุกมุมของปายดูคุ้นตาอย่างประหลาด... เพราะเขาเคยมากับเธอ
ฝ้าย
ชื่อของเธอผุดขึ้นมาในหัวเหมือนละอองฝนแรกที่กระทบพื้นดินแห้ง
เขาหยุดยืนตรงมุมร้านกาแฟเล็ก ๆ แห่งหนึ่งร้านที่เขากับฝ้ายเคยมานั่งด้วยกัน ดื่มโกโก้ร้อน ฝ้ายเคยพูดเล่นว่า“พี่ว่าถ้าเรามีลูก ลูกจะชอบกินโกโก้เหมือนเราป่ะ?”
ภาพที่เขาหัวเราะตอนนั้น... กลายเป็ความเงียบในตอนนี้
เสียงกดชัตเตอร์ดังขึ้น
เขาเดินรอบ ๆ บริเวณนั้นจนเมื่อเขาหยุดอยู่ที่สะพานไม้เล็ก ๆทอดผ่านลำธารสายหนึ่ง สะพานเดิมที่เมื่อหลายปีก่อน เขาเคยมากับฝ้ายเช่นกัน
วันนั้นฝนตกพรำ ๆ ฝ้ายยืนกลางสะพาน ใส่เสื้อกันฝนสีเหลืองกางแขนออกแล้วหมุนตัวช้า ๆ ยิ้มให้กับกล้องของเขา
ภาพนั้นยังอยู่ในกล้อง...และในใจ
เขามองผ่านกล้องของเขาอีกครั้ง และแทนที่จะเห็นเพียงวิวเขากลับเห็นฝ้ายยืนอยู่ตรงนั้นอีกครั้งรอยยิ้มที่เขาคิดถึงยังคงแจ่มชัดในใจเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
แต่เมื่อเขากดชัตเตอร์ ภาพที่ออกมากลับเป็สะพานว่างเปล่ากับเงาสะท้อนของฟ้าไร้สี
เขาถอนหายใจเบา ๆ แล้วค่อย ๆ เดินกลับที่พัก
ขณะเดียวกันที่ตลาด
เฟิร์นเดินดูร้านข้างทางกับเจมส์ บรรยากาศเรียบง่ายแต่มีชีวิตชีวาแม่ค้าทักทายด้วยรอยยิ้ม เด็ก ๆหัวเราะคิกคักวิ่งไล่กันในซอกซอยที่เต็มไปด้วยกลิ่นของลูกชิ้นทอด ขนมครกและผัดไทบนกระทะร้อน ๆ
“ผมว่าเราลองของกินที่แปลก ๆ ดีมั้ย?” เจมส์ถามตาเป็ประกาย
“อย่างเช่น?” เฟิร์นขมวดคิ้ว
“แมงป่องทอดไง! มาปายก็ต้องลองดิ”เขาพูดพร้อมยื่นถุงที่แม่ค้าหัวเราะส่งให้
“บ้าบอ!” เฟิร์นหัวเราะจนตัวสั่น “ให้ตายเถอะ...พี่กล้ากินจริงเหรอ?”
“ไม่รู้” เขาพูดหน้าตาย “ผมซื้อมาให้เฟิร์นไง”
เฟิร์นหัวเราะอีกครั้ง แต่คราวนี้ยาวกว่าครั้งไหนเธอไม่ได้หัวเราะแบบนี้มานานแล้ว เจมส์ก็รู้...และเขาเก็บภาพนี้ไว้ในใจเหมือนเป็ของล้ำค่า
เฟิร์นกับเจมส์เดินคู่กันอย่างไม่รีบร้อนเธอหยุดมองกำไลทำมือที่เรียงรายอยู่บนแผงไม้ส่วนเจมส์ได้แต่ยืนมองเฟิร์นเพราะเขาไม่สามารถละสายตาไปจากเฟิร์นได้เลยไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนก็ตาม
“เจมส์ ดูอันนี้สิ สวยเนอะ”เธอชี้ไปที่กำไลถักลายดอกไม้เล็ก ๆ สีเขียวอมฟ้า
“สวยสิ ใส่แล้วน่ารักแน่ ๆ” เจมส์ยิ้ม
“อันนี้เหรอ?” เฟิร์นชูกำไลให้เขาดู
“เปล่า หมายถึงคนใส่น่ารักอยู่แล้วเลยใส่อะไรก็น่ารัก” เจมส์พูดออกมาจากจากใจ
คำพูดนั้นทำให้เฟิร์นชะงักเล็กน้อยแต่เธอแค่หัวเราะเบา ๆ แล้วพูดว่า “โอ้ย จะหวานไปถึงไหนเนี่ย”
ทั้งคู่หัวเราะออกมาพร้อมกันเสียงหัวเราะกลมกลืนไปกับแสงจากโคมไฟประดับและกลิ่นหอมของอาหารตามซุ้มข้างทาง