ตามวรรณกรรม โจโฉพบเคาทู ชอบใจในความสามารถ
และความกล้าหาญ จึงเกลี้ยกล่อมให้มาช่วยราชการ
เคาทูเวลานั้นน่าจะอายุยี่สิบกว่าๆแต่วันนี้ที่เราเห็น
ไม่น่าใช่คนอายุยี่สิบนั้นก็หมายความว่า...เขาจะเจอกัน
หลังจากนี้
ไม่ได้การละต้องหยุดการต่อสู้ พี่จะไปเอาชนะได้อย่างไร
หานอี้เข้าไปจับแขนพี่สาวอีกฝ่ายก็ถอยออกไปหนึ่งก้าว
“ท่านพี่ สู้กันนานแล้วนะเรายังเดินไม่ได้ครึ่งทางเลย ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว”
หานซียังคิดจะสู้ต่อแต่น้องชายจับแขนเธอแน่นจนขยับไม่ได้
เลยได้แค่ต้องบังคับตัวเองให้ใจเย็นลงฝ่ายเคาทูยืนมองไม่ได้เอ่ยอะไร
“ไปครับ เราต้องรีบหน่อย”
เขาพาพี่สาวออกมาโดยไม่ได้สนใจอีกฝ่าย
เดินมาได้ระยะหนึ่งหันไปมองหลัง เห็นเคาทูเดินตามมาห่างๆ
เขาเป็ชาวเมืองเฉียวก็ต้องใช้เส้นทางนี้กลับเช่นกัน
พอเดินมาได้ครึ่งทางฟ้าก็มืดแล้ว ทั้งสองคนใช้แสงจันทร์ในการเดินทาง
แม้จะพอเห็นเส้นทางอยู่บ้างแต่ถ้ามีงูพิษมาขวางเส้นทาง
ก็คงต้องพึ่งดวงอย่างเดียวว่าจะเห็นหรือไม่
กลับมาถึงหน้าบ้านอย่างปลอดภัย เห็นแสงจากตะเกียงผ่านช่องประตู
เข้ามาข้างในพ่อแม่และเ้าอ้วนก็หลับไปแล้วมีแค่ตะเกียงหนึ่งดวง
ที่รอรับพวกเขากลับบ้านคงจะเป็แม่ที่จุดไว้ ทั้งสองคนแยกกันไป
ห้องของตัวเอง ด้วยความเหนื่อยล้าหัวถึงหมอนหานอี้ก็หลับทันที
ในส่วนหานซีเธอกลับนอนไม่หลับยังคงแค้นใจที่ต้องจบการต่อสู้ไปแบบนั้น
ในความรู้สึกเธอแพ้แบบไม่สามารถทำอะไรอีกฝ่ายได้เลย
แม้จะมีหมัดแรกที่สามารถต่อยอีกฝ่ายโดนแต่นั้นมันเป็เื่ทีเผลอ
ไม่ได้สร้างความภาพภูมิใจให้เธอเลย
เช้าวันใหม่
“ท่านพี่ ท่านพ่อเรียกให้ไปหน้าบ้าน”
“มีเื่อะไร”
“ท่านไปดูเองเถอะ”
“อะไรของมัน จะบอกหน่อยก็ไม่ได้”
เมื่อหานอี้มาหน้าบ้าน พ่อได้บอกเื่มีคนมานอนหน้าบ้านเมื่อคืน
บนม้านั่งไม้ไผ่มีร่องรอยการเคลียร์พื้นที่เพราะเมื่อวานพ่อได้นำหญ้าฟาง
มาตากบนม้านั่ง ตื่นมาเช้านี้สภาพก็อย่างที่เห็นแล้วยังมีกลิ่นของคน
อยู่บนม้านั่งของเรา
“หือ?...ถึงขั้นได้กลิ่นเลยรึ”
พ่อเราจมูกดีขนาดนั้นเลยหานอี้ลองดมกลิ่นม้านั่ง มันมีกลิ่นเหงื่ออยู่จริง
กลิ่นจางๆคนที่มานอนจะต้องเป็คนที่มีเหงื่อออกเยอะมาก
มีโอกาสสูงที่จะเป็ เคาทูเพราะเหมือนคืนก็ดึกมาก
“คงจะนอนเอาแรง แล้วไปั้แ่เช้ามืด”
หานอี้ได้เล่าเื่ขากลับเมื่อวานว่ามีชายอีกคนเดินทางพร้อมพวกเขา
แต่ไม่ได้พูดคุยอะไรกันและไม่ได้เล่าเื่ที่สู้กันด้วย
อีกฝ่ายไม่ใช่คนไม่ดีน่าจะแค่นอนรอให้ฟ้าสว่าง
หลังจากพ่อได้ฟังเื่ราวเขาก็ดูจะสบายใจมากขึ้น
พ่อยังคงระแวงเื่เ้าหน้าที่จะมาตามจับฏโพกผ้าเหลือง
หลังอาหารเช้าหานอี้ทดลองทำสบู่โดยการเอาเปลือกหอย
ที่เก็บมาบางส่วนมาทูบให้แตกแล้วเอาไปตำให้ให้ละเอียดอีกที
นำเปลือกหอยบดละเอียดไปเผา นำขี้เถ้าจากการเผาถ่านผสมน้ำแล้วต้ม
เมื่อน้ำเดือดจึงเอาเปลือกหอยบดละเอียดมาเทใส่ต้มเสร็จรอให้เย็น
ตักเศษขี้เถ้าที่ลอยอยู่้าทิ้งไปเก็บน้ำที่อยู่ตรงกลางมาผสมกับ
ไขมันสัตว์ตีให้เข้ากันใช้เวลากวนไปครึ่งวัน รอเซ็ตตัวในวันถัดไป
ตื่นมาตอนเช้ามืดหานอี้เดินตรงมาดูผลงานสบู่ของเขาได้กลายเป็ก้อน
เรียบร้อยตอนนี้หานอี้สามารถกะปริมาณการใช้เปลือกหอยได้แล้ว
เขาแค่ต้องรอเปลือกหอยชุดใหญ่ในอีกสามวันข้างหน้า
“พรุ่งนี้คงต้องเอาถ่านไม้ไปขายในเมืองปักไฮเ้าอ้วนมีพร์ในการ
เผาถ่านมากภายในห้าวันได้ถ่านจนไม่มีที่จะเก็บ”
เที่ยงวันหานอี้กำลังช่วยหานถงเผาถ่านอยู่หลังบ้านได้ยินเสียงดังมาจาก
หน้าบ้านเหมือนจะเป็เสียงหานซีกำลังทะเลาะกับใครอยู่
ออกมาดูหน้าบ้านมีวัวยืนกินหญ้าอยู่สองตัวและมีชายอ้วนตัวใหญ่
กำลังยืนคุยกับท่านแม่ข้างท่านแม่มีหานซีกำลังชี้หน้าด่าชายอ้วน
ให้ออกไปจากบ้านชายอ้วนเห็นหานอี้จึงเดินเข้ามาทักทาย
โดยไม่ได้สนใจว่าหานซีไม่พอใจและด่าเขาอยู่
“เห้ย!...มาอีกแล้วหรอ?”
หานอี้คาดไม่ถึงว่าเคาทูจะมาที่บ้านอีกฝ่ายเดินมาแน่นำตัวพูดคุย
อย่างกับเพื่อนสนิทโดยที่หานอี้ได้แต่พยักหน้าแบบงง ทำไมตัวเคาทู
ช่างแตกต่างจากวรรณกรรมสามก๊กที่เขาเคยอ่านเคาทูในนิยายต้องเป็
คนคุยไม่ค่อยเก่งจริงจังกับชีวิตและชอบการต่อสู้ แต่คนที่อยู่ตรงหน้า
คล้ายพ่อค้าอ้วนคุยเก่งในตลาด เค้ากล่าวว่าตนกำลังจะนำวัวไปขาย
ที่เมืองเฉงจิ๋วผ่านทางมาจึงแวะทักทายคนรู้จัก
“คนรู้จัก?”
เคาทูกล่าวต่อว่าเื่เมื่อสองวันก่อนก็ถือว่าเราเป็คนรู้จักกัน
จากเื่เข้าใจผิดกัน พวกเราก็ได้เดินทางด้วยกัน
ในคืนนั้นตัวเขาก็ได้อาศัยหน้าบ้านของท่านนอนด้วย
จึงถือว่าเราเป็คนรู้จักเป็เพื่อนกันแล้ว
“หือ!...แบบนี้ก็เป็เพื่อนกันแล้วรึ?”
ตัวเขาเดินทางไปทำการค้าหลายครั้งที่เมืองเฉงจิ๋วแต่ไม่ค่อยมีเพื่อน
วันนี้ได้มีโอกาสผ่านทางจึงมาทำความรู้จักกันให้มากขึ้น
เค้าชวนคุยหลายเื่หานอี้ได้แต่ฟังอย่างเดียวพร้อมพยักหน้าแบบงง
แต่เท่าที่เขาสังเกตเคาทูมักจะแอบมองหานซี
“เอ๊ะ!...ไอนี้มันมีเป้าหมาย”