อภินิหาร ทายาทมังกรจอมราชันย์ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 48 คนต่อไป


            “หมายความว่าอย่างไร?” ซูโย่วเวยตกตะลึงในถ้อยคำของโจวหยวน

             

            โจวหยวนจ้องมองเฉาหลิงและฟั่นอู่ด้วยแววตาเยือกเย็น ก่อนจะพูดขึ้นมาอย่างสงบ “หากข้าเดาไม่ผิด พวกเขาคงวาด ‘อักขระโลหิตเดือดพล่าน’ เอาไว้”

             

            “อักขระโลหิตเดือดพล่านหรือ”

             

            “เป็นอักขระหยวนระดับหนึ่ง วาดลงบนตัวด้วยการใช้เลือดบริสุทธิ์จากอสูรหยวน สามารถแผดเผาเลือดในร่างกายทำให้พลังหยวนคลุ้มคลั่งดุเดือดยิ่งขึ้น แต่วิธีนี้จะส่งผลเสียหายย้อนหลัง เมื่อใช้แล้วเลือดในร่างกายจะเสียหาย รุนแรงจนทำร้ายทางเดินลมปราณ ภายหลังยากที่จะกลับมาฝึกได้” โจวหยวนกล่าวอย่างช้าๆ

             

            อักขระโลหิตเดือดพล่านนี้เหมือนกับอักขระโลหิตสามสิบหกอสูร เพียงแต่ไม่ได้ดีเลิศเหมือนอย่างหลัง

             

            ซูโย่วเวยตกใจแล้วพูดว่า “อักขระหยวนชุดนี้เป็นอักขระต้องห้าม! พวกเขากล้าใช้ได้อย่างไร?”

             

            โจวหยวนหรี่ตาคู่นั้นแล้วกล่าวว่า “พวกเขาปกปิดไว้อย่างดีจนยากจะตรวจสอบ เพราะบนร่างของพวกเขาคงหาอักขระไม่พบ”

             

            “หาอักขระไม่พบหรือ แล้ววาดได้อย่างไร” ซูโย่วเวยถามด้วยความสงสัย สำหรับเรื่องของอักขระหยวนนางยังเชี่ยวชาญไม่เท่าโจวหยวน

             

            “ก่อนการสอบวัดระดับพวกเขาจะวาด ‘อักขระโลหิตเดือดพล่าน’ ชุดนี้ลงบนร่างกายทุกวัน พลังอักขระโลหิตเดือดพล่านจึงหลงเหลือในร่างกายอยู่บ้าง พอการต่อสู้ดุเดือดขึ้นเลือดในร่างกายก็จะเดือดพล่านโดยไม่รู้ตัว” โจวหยวนค่อยๆ อธิบาย

             

            “เพียงแต่ทำเช่นนี้ร่างกายของผู้ใช้จะเสียหายรุนแรง ภายหลังเฉาหลิงและฟั่นอู่ก็คงหมดประโยชน์แล้ว”

             

            ซูโย่วเวยทนไม่ไหวจนกัดฟันแน่น แล้วบอกว่า “ชั่วร้ายเสียจริง” 

             

            “ดูท่าจวนฉีอ๋องจะรอบคอบเสียจริง ต่อให้มีฉีเยวี่ยนั่งบัญชาการด้วยตัวเองก็ยังใช้กลวิธีมากมาย ไม่ให้เกิดเรื่องคาดไม่ถึง พวกเขาต้องการจวนต้าโจวอย่างแท้จริง” โจวหยวนกล่าวด้วยแววตาเปล่งประกายเย็นยะเยือก

             

            “พวกเขาใช้วิธีเช่นนี้ คงคิดใช้เฉาหลิงและฟั่นอู่กำจัดท่าน” ซูโย่วเวยดวงตาจับจ้อง ฝ่ามือกำแน่น แววตาเปลี่ยนเป็นดุร้าย “แต่ท่านวางใจเถอะ ข้าจะไม่ยอมให้พวกเขาทำสำเร็จแน่!”

             

            นางรับรู้ได้อย่างเลือนรางว่าการสอบครานี้สำคัญกับโจวหยวนมาก ดังนั้นนางจะช่วยโจวหยวนอย่างสุดความสามารถเพื่อกำจัดสิ่งกีดขวางให้เขา อย่างน้อย ก่อนเผชิญหน้ากับฉีเยวี่ยนางก็อยากช่วยให้โจวหยวนมีสภาพที่ดีที่สุด ไม่ยอมให้เขาสูญเสียพลังไปกับคนอื่น

             

            โจวหยวนครุ่นคิดเล็กน้อย พยายามหาวิธีรับมือ แต่ขณะนั้นจู่ๆ ก็มีกระดาษลอยมาตกอยู่ด้านข้างเขา

             

            โจวหยวนแปลกใจ หยิบขึ้นมาเปิดอ่าน เห็นด้านบนมีตัวอักษรงดงามอยู่ด้านในเขียนไว้ว่า ‘อักขระใจบริสุทธิ์’

             

            “ลายมือนี้...พี่เยาเยาหรือ” โจวหยวนตะลึง จากนั้นเงยหน้ามองไปบนเวทีหลักที่อยู่ไกลออกไป ตรงนั้นเยาเยากำลังโอบกอดทุนทุนมองดูลานประลองอย่างเกียจคร้าน เหมือนรับรู้ได้ถึงสายตาของเขา เยาเยาก็หันมายิ้มให้

             

            แน่นอนว่านางมองที่มาของปัญหานี้ออก แต่ความสำเร็จทางอักขระหยวนของนางล้ำลึกกว่าโจวหยวนอยู่มาก จึงคิดหาวิธีรับมือได้อย่างทันท่วงที

             

            “เป็นเช่นนี้นี่เอง...”

             

            ได้รับคำชี้แนะจากเยาเยา โจวหยวนจึงเข้าใจเหตุผลที่อยู่ภายในตัวอักษรทันที เขายิ้มออกมาแล้วพูดกับซูโย่วเวยว่า “อักขระโลหิตเดือดพล่านนั่นใช่ว่ารับมือไม่ได้ เจ้ายื่นมือมาสิ”

             

            ซูโย่วเวยเคลือบแคลงใจเล็กน้อย แต่ก็ยื่นมือออกมาตามที่บอก มือข้างนั้นช่างเรียวยาวขาวเนียน เล็บมือเป็นระเบียบเรียบร้อยแลดูน่ารักเหมือนเปลือกหอยเล็กๆ

             

            โจวหยวนไม่คิดเยอะไปกว่านี้ ยื่นไปจับมือของซูโย่วเวย

             

            เห็นการกระทำของเขาซูโย่วเวยก็ตกใจทันที ใบหน้าเริ่มขึ้นสีแดงระเรื่อ แต่นางยังไม่ทันพูดอะไรโจวหยวนก็พลันหยิบพู่กันรวมสวรรค์ออกมาจากเอว ใบหน้าเคร่งเครียด ปลายพู่กันกดลงตวัดวาดบนฝ่ามือซูโย่วเวยอย่างรวดเร็ว

             

            ไม่นานเขาก็เก็บพู่กัน กุมมือของซูโย่วเวยแล้วพูดเบาๆ ว่า “ ‘อักขระใจบริสุทธ์’ ชุดนี้แม้จะเป็นเพียงแค่อักขระหยวนระดับเริ่มต้น แต่สำหรับในตอนนี้แล้วกลับมีประโยชน์อย่างมาก”

             

            “อักขระใจบริสุทธิ์หรือ” ซูโย่วเวยแปลกใจ อักขระหยวนระดับเริ่มต้นชุดนี้นางย่อมรู้จัก แต่กลับไม่เข้าใจว่าจะใช้จัดการกับ ‘อักขระโลหิตเดือดพล่าน’ ได้อย่างไร

             

            “รอพวกเขาใช้อักขระโลหิตเดือดพล่าน เจ้าก็ใช้มือข้างนี้ตบไปที่กลางหัวของพวกเขา” โจวหยวนยิ้มอย่างเดาใจยาก

             

            แม้ยังไม่ค่อยเข้าใจนักแต่ซูโย่วเวยก็พยักหน้าตอบรับ จากนั้นดวงตาฉ่ำน้ำของนางก็จ้องมองโจวหยวน เอ่ยพูดด้วยใบหน้าแดงก่ำว่า “ยังไม่ปล่อยมืออีกหรือ”

             

            โจวหยวนนึกขึ้นได้ว่ายังกุมมือเล็กที่อ่อนโยนอยู่ จึงรีบคลายมือออกทันที พูดหน้านิ่งว่า “ข้าพูดเรื่องที่ควรทำ ไม่ได้คิดดูแคลนเจ้า”

             

            ซูโย่วเวยร้องหึออกมา แล้วพูดว่า “ข้าชินแล้วละ”

             

            โจวหยวนกระอักกระอ่วนเล็กน้อย กำลังจะเอ่ยปากพูด กลับเห็นหยางไจ้และซ่งชิวสุ่ยเดินกลับมา ทั้งคู่ต่างมีใบหน้าอับอายอย่างมาก

             

            “ขอโทษด้วย พวกเราแพ้แล้ว” ทั้งสองคนคอตกพูดเสียงเศร้า โจวหยวนเอาชนะสำนักอี่จนได้เวลาเพิ่มอีกหนึ่งชั่วยามในการฝึกน้ำตกอวี้หลิง แต่พวกเขาก็ยังพ่ายแพ้ในการประลอง จึงรู้สึกผิดกับโจวหยวนเป็นอย่างมาก

             

            โจวหยวนเพียงยิ้มอย่างไม่สนใจ แล้วพูดว่า “ไม่เป็นไร ใช่ว่าพวกเจ้าไร้ความสามารถ อีกฝ่ายต่างหากที่ลูกเล่นสูงเกินไป”

             

            เขาเงยหน้ามองไปบนเวทีผู้นำสำนัก เห็นฉีเยวี่ยใช้สายตาคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มจ้องมองมา มุมปากยกโค้งขึ้นคล้ายกับกุมชัยชนะไว้แล้ว

             

            “ได้ใจเกินไปแล้วกระมัง...”

             

            โจวหยวนดึงสายตากลับ ใบหน้าก็แสยะยิ้ม

             

            ขณะนั้น ในลานกว้างก็มีสายตานับไม่ถ้วนมองมาทางสำนักเจี่ย แน่นอนว่าสำนักเจี่ยแพ้สองรอบติด ทุกคนต่างคิดว่าการสอบครานี้สำนักเจี่ยคงโดนสำนักอี่ข่มเหงอีกครั้ง

             

            “ดูท่าจวนต้าโจวนี้คงได้ตกไปอยู่ในมือจวนฉีอ๋องจริงๆ” ผู้มีอำนาจจำนวนไม่น้อยต่างบ่นพึมพำ

             

            ท่ามกลางสายตาจับจ้องนับไม่ถ้วน ซูโย่วเวยก็ลุกขึ้น วันนี้นางสวมชุดฝึกสีดำสลวย ขับเน้นให้เรือนร่างดูสูงโปร่ง หน้าอกนูนขึ้น เอวผอมบางมีสายเข็มขัดคาดรัด ทันใดนั้นสะโพกที่เพรียวบางก็วาดออก หางม้าสะบัดไปด้านหลังดูมีชีวิตชีวา

             

            “ข้าไปละนะ” ซูโย่วเวยยิ้มให้โจวหยวน

             

            “สู้ๆ” โจวหยวนพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม

             

            ซูโย่วเวยมองโจวหยวน ขณะนี้แสงแดดทอลงปกคลุมตัวนาง ท่ามกลางสายตาของผู้คน นางส่งยิ้มกว้างให้โจวหยวน เป็นรอยยิ้มที่ช่างงดงามชวนหลงใหล นางใช้เสียงแผ่วเบาที่ได้ยินแค่สองคน “องค์ชาย ตอนนั้นท่านช่วยข้าเตะประตูออก เวลานั้น ข้าบอกกับตัวเองว่าต้องพยายาม พยายามแข็งแกร่งยิ่งขึ้น แล้วจะคอยกำจัดอุปสรรคที่คอยรังควานท่าน”

             

            พอถ้อยคำสุดท้ายจบลงหญิงสาวก็กดปลายเท้า เรือนร่างพุ่งออกอย่างสง่างามตกลงบนเวทีสูง ในเวลาเดียวกันเสียงสดใสก็ดังขึ้น “ซูโย่วเวยจากสำนักเจี่ย ท้าประลองเฉาหลิงจากสำนักอี่”

             

            พอเสียงสดใสดังขึ้นก็ดึงดูดสายตานับไม่ถ้วน เมื่อพวกเขาเห็นหญิงสาวร่างงามดูทรงพลังอยู่บนเวทีจึงส่งเสียงโห่ร้องดังกระหึ่ม

             

            หลิ่วซีเห็นทุกคนสนใจซูโย่วเวย ความอิจฉาก็ก่อตัวขึ้นในแววตา แล้วพูดอย่างเย็นชาว่า “เฉาหลิง ไปสั่งสอนนางซะ!”

             

            เฉาหลิงยืนขึ้นอย่างนิ่งเงียบแล้วขึ้นบนเวที

             

            “เริ่มได้!”

             

            พอเสียงแผดร้องจากผู้ตัดสินดังขึ้น พลังหยวนรอบตัวเฉาหลิงก็ระเบิดออกทันที ไม่ทันไรก็เปิดลมปราณที่หก พลังหยวนเคลื่อนไหวไปมาทุกส่วนของร่างกาย

             

            ร่างของเขาพุ่งออกอย่างรวดเร็ว หมัดน่าเกรงขามก็แหวกอากาศแปรเปลี่ยนเป็นเงาหมัดปกคลุมซูโย่วเวย

             

            เผชิญหน้ากับพลังโจมตีดุเดือดของเฉาหลิง ซูโย่วเวยกลับเคลื่อนไหวอย่างนุ่มนวล เรือนร่างพลิ้วไหวดั่งดอกไม้ไฟ เมื่อเฉาหลิงโจมตีเข้ามาใกล้นางก็อาศัยแรงลมที่พุ่งเข้ามาหลบหลีกอย่างชาญฉลาด การโจมตีของเฉาหลิงจึงไร้ผล

             

            ด้วยเหตุนี้ภาพบนลานหินจึงเป็นซูโย่วเวยหลบหลีกการโจมตีอันคลุ้มคลั่งของเฉาหลิงได้อย่างสบาย

             

            ครั้นเมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ดวงตาของเฉาหลิงก็มีแสงสีแดงปรากฏ พลังหยวนในร่างกายคลุ้มคลั่งจากเลือดที่เดือดพล่าน

             

            “ไสหัวไปซะ!”

             

            เฉาหลิงกระทืบฝ่าเท้า ร่างพุ่งออกไปปรากฏอยู่เบื้องหน้าซูโย่วเวย ฝ่ามือกวาดออกด้วยพลังดุร้ายป่าเถื่อน

             

            ทว่าเมื่อฝ่ามือของเขาคำรามซูโย่วเวยก็มีท่าทีเปลี่ยนไป ไม่ถอยหลังแต่กลับเข้าใกล้ ฝ่ามือข้างหนึ่งตบลงกลางหัวของเฉาหลิงเบาๆ อักขระหยวนกลางฝ่ามือก็ส่องแสงสว่าง

             

            ลมเย็นเจาะลงบนหัวของเฉาหลิงทันที เลือดที่เดือดพล่านในร่างของเขาก็สงบลงจากลมเย็นที่เข้ามา

             

            เลือดที่เดือดพล่านพลันสงบนิ่ง พลังหยวนที่คลุ้มคลั่งก็สลายหายไป ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทำให้พลังหยวนในร่างกายเฉาหลิงปั่นปวน

             

            ฟุ่บ!

             

            ซูโย่วเวยลงมือเด็ดขาด งอสองนิ้วที่มีแสงเรืองรองแหวกผ่าอากาศเข้าไปกดลงที่หน้าอกของเฉาหลิงอย่างรวดเร็ว

             

            พรวด!

             

            เฉาหลิงร่างสั่นเทิ้ม เลือดสดๆ พุ่งออกจากปาก แล้วร่างก็ล้มตึงลงพื้น

             

            ห๊ะ!

             

            ทั่วทั้งลานต่างส่งเสียงร้องตกใจขึ้นทันที ไม่มีใครคาดคิด เฉาหลิงที่ไร้คู่ต่อกรก่อนหน้านี้กลับพ่ายแพ้ภายใต้เงื้อมมือของซูโย่วเวยอย่างง่ายดาย

             

            ท่ามกลางสายตาตกตะลึงนับไม่ถ้วน ซูโย่วเวยใบหน้านิ่งเฉย เพียงหันมองไปบนเวทีผู้นำสำนัก ส่งเสียงเย็นชาดังออกไป

             

            “คนต่อไป”