ด้วยความสงบของวัดเยว่หง เซียวอวี้ฉีถึงกับหลับสบายยาวจนถึงเช้าของอีกวัน
ยามตื่นขึ้น ฝนเพิ่งซา น้ำค้างเพิ่งลง อากาศเย็นสบาย ชวนให้นอนต่อจนตะวันส่องก้นโดยแท้
ทว่าพอฉุกคิดขึ้นได้ว่าตนกำลังอยู่ระหว่างไล่ตามเงาอดีตของคนร้าย ร่างทั้งร่างก็พลันดีดขึ้นมานั่ง
นี่ข้าอยู่ที่ใด แล้วเงาของคนร้ายเล่า…ไปที่ใด!?
เซียวอวี้ฉีเหลอหลามองซ้ายขวา ก่อนจะพบว่าตนกำลังนอนอยู่บนเตียงหลังหนึ่ง ภายในห้องที่ไม่รู้จัก
“คุณชายเซียวตื่นแล้วหรือ”
เสียงดังมาจากอีกฝั่งของห้อง เซียวอวี้ฉีหันไปมอง ก็พบเจิ้งเฟยยี่กำลังวางอ่างน้ำกับผ้าสะอาดลงบนโต๊ะ
“เกิดอะไรขึ้น ท่านไล่ตามเงาไปได้ความว่าอย่างไร”
เซียวอวี้ฉีถามเื่นี้ก่อน ใจยังไม่ค่อยสงบ โมโหตนเองอยู่ไม่น้อยที่พลาดเื่สำคัญไป
เจิ้งเฟยยี่นำผ้าชุบน้ำเดินเข้ามายื่นให้ พลางเล่าไปด้วย
“เมื่อวานผู้ติดตามของข้าพลั้งมือทำให้เ้าาเ็ เื่ตามเงาจึงต้องพักไว้ก่อน เ้าเถอะ รู้สึกอย่างไร ปวดศีรษะหรือไม่”
“นี่ท่านไม่ได้ตามเงานั้นไปหรือ”
เซียวอวี้ฉีรับผ้ามาเช็ดหน้า ในใจมิได้คาดคิดว่าเจิ้งเฟยยี่จะห่วงอาการของเขามากกว่าการตามหาคนร้าย
ทั้งสองเพิ่งพบกันแท้ๆ เหตุใดคนผู้นี้กลับดูใส่ใจเขานัก…
“อันที่จริง ตอนที่เจิ้งหลานยิงศรใส่ ตะเกียงก็ดับลงแล้ว” เจิ้งเฟยยี่กล่าวด้วยสีหน้าราบเรียบ
“ตะเกียงฉายอดีตสามารถใช้กับเหตุการณ์หนึ่งได้เพียงครั้งเดียว ฉะนั้นจึงไล่ตามต่อไม่ได้”
“ที่แท้เป็เช่นนี้”
ได้ยินดังนั้น เซียวอวี้ฉีจึงโล่งอก
ความจริงก่อนจะถูกลอบจู่โจม เขากำลังกังวลอยู่ว่า หากเงานั้นนำทางไปยังจวนสกุลเซียวจะทำอย่างไร
เมื่อเื่เป็เช่นนี้แล้ว…ก็นับว่าอาจจะดีเสียด้วยซ้ำ
ในตอนนั้นเอง เซียวอวี้ฉีก็นึกขึ้นได้
“คนที่ชื่อเจิ้งหลาน…เป็อย่างไรบ้าง”
ในเมื่อเป็คนของเจิ้งเฟยยี่ เช่นนั้นศรที่เขายิงสวนกลับไป ย่อมต้องถูกใครสักคนจนาเ็แน่
“แม้จะหมดสติ แต่คุณชายยังมั่นใจว่าศรต้องถูกเขา”
เจิ้งเฟยยี่กล่าวเสียงเรียบ “เื่ฝีมือของศิษย์เอกแห่งหอสดับวรรษา เกรงว่าก่อนหน้านี้คุณชายจะถ่อมตนเกินไปแล้ว”
สายตาของเขาเหลือบไปยังธนูไม้ไผ่หน้าตาธรรมดาที่พาดอยู่ข้างเตียง ก่อนจะขยับยิ้มบางๆ
“เอ้อ…นั่นก็แค่บังเอิญ”
เซียวอวี้ฉีหน้าแห้ง ความรู้สึกผิดผุดขึ้นมาในใจที่ทำให้ผู้อื่นต้องาเ็
ความจริงแล้ว เซียวอวี้ฉีมิได้เป็เพียงศิษย์เอกเท่านั้น หากแต่ยังเป็หนึ่งในผู้ฝึกสอนของหอสดับวรรษาอีกด้วย
ระดับของเขาบรรลุขั้นสูงมานานแล้ว
เพียงแต่เพื่อไม่ให้ข่าวแพร่งพรายไปถึงหูคนสกุลเซียว เขาจึงไม่รับตำแหน่งครูฝึกอย่างเป็ทางการ
มารดาเลี้ยงกับน้องชายจะได้ไม่รู้สึกไม่พอใจ
เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาน่าปวดหัว เซียวอวี้ฉีจึงพยายามทำตัวไม่โดดเด่นมาตลอด
“แต่ข้าแปลกใจอยู่ สำนักสดับวรรษาไม่สอนศิษย์เปิดตาที่สามหรือ”
ตอนที่อีกฝ่ายหมดสติ เขาได้ลองตรวจสอบดูแล้ว เซียวอวี้ฉียังมิได้เปิดตาที่สาม
นอกจากนี้ลมปราณในกายยังแปลกประหลาด คล้ายมีการผสมปนเป จับทิศทางได้ไม่แน่นอน
“อาจารย์ของข้าเป็เพียงมนุษย์ธรรมดา มิได้มีความรู้เื่การเปิดตาที่สาม”
เซียวอวี้ฉีอธิบาย “สิ่งที่ท่านถ่ายทอดให้ข้ามีเพียงวิถีแห่งธนู และวิธีแก้ค่ายกลที่ไม่ซับซ้อนเท่านั้น”
ดังนั้นเื่การนำลมปราณไปควบคุมสิ่งอื่นนอกกาย ชายหนุ่มจึงล้วนไม่รู้วิธี
และที่จริงแล้ว ในแดนมนุษย์ ผู้ที่สามารถทำเช่นนั้นได้ มักเป็ผู้มีสายเืศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็สมาชิกสภาเวท
ยกตัวอย่างเช่นสกุลโจวของมารดาเลี้ยงเขาเอง
เพียงวิถีแห่งธนูก็มีความสามารถได้ถึงเพียงนี้แล้ว…
เจิ้งเฟยยี่ลอบชื่นชมชายหนุ่มอยู่ในใจ ก่อนจะเอ่ยเสนอขึ้น
“เช่นนั้น…ท่าน้าหรือไม่ ข้าสามารถสอนท่านได้”
“ท่านจะสอนข้าหรือ ข้าทำได้จริงหรือ”
เซียวอวี้ฉีชี้หน้าตนเอง สีหน้าฉงน
ถึงจะไม่รู้ว่ามารดาเป็ใคร แต่บิดาของเขาเป็เพียงมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น
“แม้จะเป็มนุษย์ หากฝึกฝนอย่างถูกทางและไม่ย่อท้อ ย่อมมีโอกาสสำเร็จ”
เจิ้งเฟยยี่กล่าวรับรอง ก่อนยกตัวอย่างมนุษย์ธรรมดาหลายคนที่ฝึกบำเพ็ญจนบรรลุขึ้น์ให้เซียวอวี้ฉีฟัง
“อันที่จริง ต่อให้บิดาของท่านไร้พลังเวท” เขากล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“แต่เขากลับฝึกปราณจนสามารถต้านทานพลังของสามแดนได้ อยู่ต่อหน้าเขา พลังเวทกลับไร้ผลสิ้นเชิง… นับว่าเป็หนึ่งในหมื่นที่ยากจะพานพบ”
เซียวอวี้ฉีฟังแล้วใคร่ครวญตาม ก่อนจะส่ายหน้ายิ้มบาง
“ไม่รบกวนท่านดีกว่า ข้านั้นแตกต่างจากบิดาที่มีความสามารถ ขอเพียงชีวิตนี้ได้อยู่อย่างสุขสงบ ท้องอิ่ม มีอิสระได้เห็นโลกกว้าง…ก็เพียงพอแล้ว”
ั้แ่เด็ก เขามิได้มีความปรารถนาใดเป็พิเศษ จนกระทั่งได้ออกจากบ้านไปยังหอสดับวรรษา
ที่นั่นทำให้เขาได้พบความสงบอย่างที่ไม่เคยััมาก่อน
ได้จิบสุรา เฝ้ามองขุนเขาและสายน้ำ
และค่อยๆ ก่อเกิดปณิธานที่จะท่องไปทั่วหล้าอย่างไร้กังวล
แม้จะถูกปฏิเสธ เจิ้งเฟยยี่กลับยังคงมีสีหน้านิ่งสงบ
เขายิ้มอย่างเข้าใจ สรรพสิ่งล้วนแตกต่าง จุดประสงค์ในชีวิตของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน
“เช่นนั้น หากวันใดคุณชายสนใจเรียนรู้ ก็มาหาข้าได้ทุกเมื่อ”
“นั่นย่อมแน่นอน”
เซียวอวี้ฉีประสานมือ ขอบคุณในน้ำใจของอีกฝ่าย
เมื่อการสนทนาสิ้นสุดลง ทั้งสองจึงชักชวนกันไปยังโรงทานของวัด เพื่อรับประทานอาหารร่วมกัน
เนื่องจากเสื้อผ้าของเซียวอวี้ฉีสกปรก เขาจึงเปลี่ยนมาใส่ชุดนักพรตที่ทางวัดจัดเตรียมไว้ให้
เมื่อไปถึงหน้าประตูโรงทาน ก็พบว่าเจิ้งหลานยืนรออยู่นานแล้ว ก่อนจะรีบก้าวเข้ามาโค้งคำนับขออภัย
“ผู้น้อยมิทราบว่าท่านเป็สหายของนายน้อย ต้องขออภัยด้วยขอรับ”
เจิ้งหลานค้อมทั้งตัวแทบจรดพื้น เซียวอวี้ฉีเกือบย่อตัวลงประคองเขาไม่ทัน
“ท่านอย่าคิดมาก เป็ข้าต่างหากที่ต้องขออภัยที่พลั้งมือ”
สายตาของเซียวอวี้ฉีเหลือบไปเห็นผ้าพันแผลที่ไหล่ซ้ายของอีกฝ่าย เขายิ้มแห้งออกมา
โชคดีที่ในยามนั้นเขายังคิดเผื่อไว้ว่า ‘หากเป็คนร้าย ควรจับมาสอบสวนเสียก่อน’
ดังนั้นศรจึงเล็งเข้าที่ไหล่เท่านั้น
หาไม่แล้ว หากเขามีเจตนาปลิดชีพ ชายผู้นี้ก็คงมิได้มายืนอยู่ตรงนี้แล้ว
“มิได้ๆ คุณชายยั้งมือไว้แล้ว ยังนับว่าให้เกียรติผู้น้อยด้วยซ้ำ
เป็ผู้น้อยเองที่มีตาหามีแวว สมควรโดนเช่นนี้…”
เจิ้งหลานสะอื้นออกมา เห็นได้ชัดว่ารู้สึกผิดจริงๆ
“อา…ท่านอย่าร้องเลย”
เห็นอีกฝ่ายหลั่งน้ำตา เซียวอวี้ฉีก็พลันเลิ่กลั่ก วางมือปลอบอย่างเก้ๆ กังๆ ท่าทางแข็งทื่อ
เจิ้งเฟยยี่ยิ้มบาง มองภาพตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยสั่ง
“ในเมื่อเจิ้งหลานรู้สึกผิด ก็ไปเตรียมอาหารให้คุณชายเสียเถอะ”
“ขอรับ นายน้อย!”
เจิ้งหลานรีบปาดน้ำตาทิ้ง ก่อนหมุนตัววิ่งเข้าไปในโรงทาน
เจิ้งเฟยยี่จึงวางมือบนบ่าของเซียวอวี้ฉี ประคองให้เดินเข้าไปด้านในด้วยกัน
ภายในโรงทาน มีพระหลายรูปกำลังรับประทานอาหารอยู่
เจิ้งเฟยยี่เลือกโต๊ะตัวหนึ่งที่ยังมีที่ว่างสองที่ ก่อนพาเซียวอวี้ฉีเข้าไปนั่งเคียงกัน
“ทานอาหารเจได้หรือไม่”
เจิ้งเฟยยี่เอ่ยถาม ขณะรอเจิ้งหลานยกอาหารมาให้
“แน่นอนขอรับ”
เซียวอวี้ฉีไม่ใช่คนเื่มาก แต่ก็ยังไม่วายโน้มตัวไปกระซิบเสียงเบา
“ถ้ามีสุราสักจอกก็จะดี”
เจิ้งเฟยยี่เหลือบมองท่าทางซุกซนของอีกฝ่าย พลันเกิดความเอ็นดู
เขาโน้มตัวไปกระซิบตอบกลับบ้าง
“เช่นนั้น คืนนี้ข้าเป็เ้ามือ”
“ท่านดื่มได้หรือ”
เซียวอวี้ฉีอดแปลกใจไม่ได้
โดยทั่วไปแล้ว เซียนผู้บำเพ็ญเพียรมักไม่ใคร่แตะต้องสุรา
ยิ่งเจิ้งเฟยยี่เป็ถึงว่าที่ประมุข ย่อมต้องครองตนเป็แบบอย่าง ห่างไกลจากอบายมุข
“แน่นอนว่าให้เ้าดื่ม”
เจิ้งเฟยยี่มองมา สายตาอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด
สำหรับเขา…เพียงได้มองอีกฝ่ายดื่มอย่างสุขใจก็เพียงพอแล้ว
เซียวอวี้ฉีมิได้ตาบอด
ย่อมมองเห็นสายตาที่ทอแสงละมุน ดุจขนนกพลิ้วมาแตะต้องดวงใจนั้น
ครานี้เอง เขาจึงเริ่มมั่นใจขึ้นทีละน้อยว่า
เจิ้งเฟยยี่…เหมือนจะสนใจเขาอยู่จริงๆ
“แฮ่ม…ในเมื่อตะเกียงใช้การไม่ได้แล้ว ท่านคิดจะสืบต่ออย่างไร”
เซียวอวี้ฉีเปลี่ยนเื่ เพื่อสลายละอองไอแปลกประหลาดในอากาศ ก่อนจะเริ่มลงมือจัดการอาหารที่เจิ้งหลานยกมาวางตรงหน้า
“อืม…ที่จริงข้าพอจะมีคนที่สงสัยอยู่”
เจิ้งเฟยยี่ตอบ สีหน้ากลับมาเป็การเป็งาน “แต่ตอนนี้เขาหายตัวไป ต้องรอให้คนของข้าหาตัวพบเสียก่อน จึงค่อยไปสอบถาม”
“หมายความว่าท่านรู้ตัวคนทำแล้วหรือ”
เซียวอวี้ฉีอดแปลกใจไม่ได้
เขาเพิ่งหลับไปตื่นเดียว เหตุการณ์กลับเหมือนจะใกล้จบลงเสียแล้ว
ทว่าเจิ้งเฟยยี่กลับส่ายหน้า
“ยังไม่ถึงขั้นนั้น หลักฐานยังไม่เพียงพอ ตอนนี้ได้เพียงสงสัยว่าเขาอาจเกี่ยวข้องเท่านั้น”
“อ้อ…ถ้าอย่างนั้น ท่านพอจะบอกได้หรือไม่ว่าเขาเป็ใคร”
แม้จะอยากรู้อย่างยิ่ง เซียวอวี้ฉีก็ยังพยายามรักษาท่าทีให้สงบนิ่ง
ตรงข้ามกับภายในใจ ที่ตื่นเต้นจนแทบจะอดกลั้นไม่ไหว
เจิ้งเฟยยี่เห็นว่าให้เซียวอวี้ฉีทราบคงไม่เป็ไร จึงลดเสียงลง ก่อนจะโน้มเข้าไปกระซิบชิดข้างใบหู
“อู๋จื่อหาน”
อู๋จื่อหาน?
นั่นมิใช่อ๋องแดนมารคนนั้นหรือ?
เซียวอวี้ฉีขนลุกซู่ขึ้นมาทันที
กิตติมศักดิ์ของคนผู้นี้เลื่องลือมานานกว่าสิบชั่วอายุคน เจ็ดร้อยกว่าปีไม่เคยเลือนหาย
อู๋จื่อหานคืออ๋องนักรบแห่งแดนมาร ผู้มีฉายา “จงขุย”
ว่ากันว่าเขามีงานอดิเรกห่ามกร้าน ตะลุยล่าปีศาจไปทั่วทุกสารทิศ ปีศาจที่ล่ามาได้ก็ไม่สังหารทิ้ง หากแต่เก็บไว้ใช้งาน
ด้วยระยะเวลายาวนานเกือบพันปี ขบวนอสูรภายใต้บัญชาของเขา…น่าจะไม่ต่ำกว่าหมื่นตนแล้ว!
เป็คนเช่นนั้น…เกี่ยวข้องกับเื่นี้อย่างนั้นหรือ?
หากเขาเป็ผู้หาเื่แดนเซียนจริง ศึกใหญ่ระหว่างแดนเซียนกับแดนมารอาจปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ
แล้ว…จะใช่เขาหรือไม่ที่อยู่ในบ้านข้า?
เมื่อความคิดแล่นมาถึงตรงนี้ เซียวอวี้ฉีก็ตื่นตระหนกจนหนังศีรษะชา
เขาขบคิดถึงคำเล่าลือเกี่ยวกับรูปลักษณ์ของอู๋จื่อหาน นำมาเทียบกับชายคนนั้นในความทรงจำ
ยิ่งคิด…เหงื่อก็ยิ่งแตกพลั่กทั่วศีรษะ
“คุณชายเซียวเป็อะไรไป”
เจิ้งเฟยยี่หันมาสังเกตเห็นสีหน้าซีดเผือดของอีกฝ่าย มือที่ถือตะเกียบชะงักค้าง สองคิ้วขมวดแน่นด้วยความเป็ห่วง
“เอ้อ…คุณชายเจิ้ง ขอถามหน่อย”
เซียวอวี้ฉีกลืนน้ำลาย พยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่น “อู๋จื่อหานผู้นี้ หน้าตาเป็อย่างไรหรือ
ตามที่ได้ยินมา เหมือนว่าเขาจะอัปลักษณ์ หัวล้าน ร่างใหญ่ดุดัน ปากเต็มไปด้วยเขี้ยวแหลมคม…จริงหรือไม่”
เขาภาวนาอยู่ในใจให้คำเล่าลือต่อๆ กันมานั้นเป็ความจริง
“อืม…คำเล่าลือนั้น ออกจะเกินจริงไปบ้าง”
คราวนี้เจิ้งเฟยยี่จึงเข้าใจ ว่าเซียวอวี้ฉีคงได้ยินเื่ราวน่าหวาดกลัวของอู๋จื่อหานมา จึงเกิดอาการตื่นตระหนก
ซึ่งก็ไม่ใช่เื่แปลกนัก
เพราะเื่ราวของอู๋จื่อหานในสนามรบนั้น นับว่าสยดสยองยิ่ง
ไม่ว่าจะควักลูกตา ควักหัวใจ กระชากไส้ หรือเล่นสนุกกับเหยื่ออย่างเืเย็น
สิ่งใดที่นิยามได้ว่าอำมหิต…ชายผู้นั้นล้วนทำมาหมดแล้ว
“ที่จริง ตัวจริงของอู๋จื่อหานหาได้เป็เช่นคำบอกเล่านัก”
เจิ้งเฟยยี่กล่าวปลอบ เพื่อให้เซียวอวี้ฉีคลายความหวาดกลัว
“ตรงกันข้าม นับว่ารูปงามเสียด้วยซ้ำ แม้จะมีด้านที่น่ากลัวอยู่บ้าง แต่เขาเป็คนมีเหตุผล หากมิได้ไปหาเื่เขาก่อน เขาก็จะไม่ทำอันตรายผู้ใด”
“รูปงาม…งามอย่างไร?”
เซียวอวี้ฉีถามอย่างลังเล ก่อนจะรีบเสริม “เอ่อ…ข้าหมายถึง เขามิใช่หัวล้านหรือ? แล้วเขี้ยวแหลมคมเล่า…”
ยิ่งเอ่ย เขาก็ยิ่งขนลุก
“เขามิได้หัวล้าน”
เจิ้งเฟยยี่ส่ายหน้า แก้ไขความเข้าใจผิดเ่าั้อย่างใจเย็น
“เขามีผมดกดำเป็ประกายม่วงแดง นับว่ามีเอกลักษณ์ทีเดียว ส่วนเขี้ยวแหลมคม…เห็นว่าจะมีเพียงสี่ซี่ อยู่ตรงมุมปากเท่านั้น”
ยิ่งได้ฟังมากเท่าใด สีหน้าของเซียวอวี้ฉีก็ยิ่งซีดลง ใบหน้าหดเล็กลงเรื่อยๆ ราวกับความจริงกำลังไล่ต้อนเขาเข้ามุม
คล้าย…
คล้ายเกินไปแล้ว!
นึกถึงภาพแผ่นหลังที่ปกคลุมด้วยเกศาสีม่วงเข้ม ปลายส้มแดง กับรอยยิ้มที่เผยให้เห็นเขี้ยวสี่ซี่นั้นลอยเด่นชัดขึ้นมา
เซียวอวี้ฉีถึงกับะโก้องอยู่ในหัว
ใช่หรือไม่…ใช่หรือไม่!
เดี๋ยวสิ
ั้แ่หัวไหล่ขวาจนถึงข้อมือของชายคนนั้น มีรอยสักเทพเ้าสตรีผู้หนึ่งอยู่หรือไม่?
อู๋จื่อหานเป็เทพา จะมีรอยสักงดงามเช่นนั้นได้อย่างไร
เซียวอวี้ฉีขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ก่อนจะเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ
“เอ้อ…แล้วข้ายังได้ยินมาว่าเขาได้ฉายาว่า ‘จงขุย’ บนตัวมี รอยสัก ด้วยหรือไม่?”
เื่นี้ เขาจำเป็ต้องยืนยันให้ได้
“เื่นั้นมิผิด”
เจิ้งเฟยยี่พยักหน้า
“ด้วยฉายานั้น เขาจึงสักเทพเ้าจงขุยไว้บนร่าง”
เพียงได้ยินคำยืนยันนั้น เซียวอวี้ฉีก็ปล่อยลมหายใจออกมาอย่างโล่งอกทันที
ไม่ใช่คนเดียวกัน
เทพจงขุยเป็บุรุษ
แต่เทพเ้าบนร่างของชายคนนั้นกลับมีทรวงอก หน้าตางดงาม
เสื้อผ้าและอาภรณ์ก็เป็ของสตรี ไม่ใช่เขาแน่
อืม…
์คุ้มครองข้า!
เซียวอวี้ฉีกำลังเบาใจ ยกชายแขนเสื้อขึ้นปาดเหงื่อ ก่อนจะกลับมายิ้มแช่มชื่น
เขายกถ้วยน้ำขึ้นจิบบรรเทาลำคอที่แห้งผากเมื่อครู่
ขณะเดียวกัน เจิ้งเฟยยี่กำลังทานอาหารคำสุดท้าย
เขาหันมายกน้ำขึ้นจิบเช่นกัน แล้วเหมือนจะเพิ่งนึกบางอย่างขึ้นได้ จึงกล่าวต่ออย่างเป็ธรรมดา
“ที่จริง รอยสักนั้นจะว่าเป็เทพจงขุยก็ไม่เชิงนัก เพราะอู๋จื่อหานไม่ใคร่ชอบรูปร่างหน้าตาของท่านเทพเ้าจงขุยเท่าใด มองว่าอัปลักษณ์เกินทน
จึงสั่งให้ช่างสักเปลี่ยนเพศของท่านเทพ สักออกมาเป็สตรีหน้าตางดงาม ถืออาวุธของท่านเทพแทน กลายเป็เทพจงขุย…ในร่างสตรีเพศ”
พรวด!
คราวนี้ เซียวอวี้ฉีพ่นน้ำออกมาทั้งทางปากและจมูก ทันทีที่รับรู้ที่มาที่ไปของรอยสักนั้น หัวใจก็หล่นวูบไปอยู่ตาตุ่ม
“คุณชายเซียว เป็อะไรหรือไม่!”
เห็นอีกฝ่ายสำลักน้ำเอาเป็เอาตาย เจิ้งเฟยยี่ก็ใ รีบทาบฝ่ามือลงบนแผ่นหลัง ช่วยลูบเบาๆ
“แค่กๆ…จงขุย…ในร่างสตรีเพศ?”
นี่มันเื่บ้าบออันใด!
นึกจะเปลี่ยนเพศของเทพเ้าก็เปลี่ยนกันดื้อๆ อย่างนั้นหรือ
เ้าอู๋จื่อหานอะไรนี่…เหิมเกริมเกินไปแล้ว!
แล้วเขาจะทำอย่างไรดี!?
เขากับอู๋จื่อหานผู้นั้นเพิ่งจะ…จุดจุดจุดกันไป
และยังเป็เขาเองเสียอีกที่ จุดจุดจุด เ้านั่นตั้งหลายครั้ง!
์!
หากจะโหดร้ายถึงเพียงนี้ ก็สังหารข้าให้จบๆ ไปเลยเถอะ!
“คุณชายเซียว! นั่นเ้าจะไปไหน!?”
ยังไม่ทันตั้งตัว เซียวอวี้ฉี ผู้ที่เหมือนิญญาหลุดออกจากร่างก็ลุกพรวดขึ้น ร้องอุทานเสียงหลง มือกุมศีรษะ วิ่งพรวดออกจากโรงทานไป
เจิ้งเฟยยี่ยืนงุนงง จับต้นชนปลายไม่ถูก
ก่อนจะรีบลุกขึ้น…ตามออกไปทันที
********************************
(^•ﻌ•^)[จิ้งจอกกระซิบ]: “จุดไว้แล้ว…จะวิ่งหนีได้ไกลแค่ไหนกันอวี้ฉี”