“อื้อ.” เจียวหนิงอันครางหวานในลำคอเมื่อเ้าหยางลงแนบริมฝีปากลงมาปิดปากนาง จากจุมพิตนุ่มนวลกลายเป็ดุดันราวกับอยากจะกลืนกินนางเข้าไปทั้งตัว เรียวลิ้นหนุ่มไล่ต้อนตวัดรัดจนนางแทบจะทนไม่ไหว จูบแรกในชาตินี้มันช่างหอมหวานไปหมด มือแกร่งวนลูบทั่วแผ่นหลังบอบบางเลื่อนต่ำถึงสะโพกกลมกลึง บีบเคล้นนอกร่มผ้าจุดประกายวาบหวามให้นางหลงมัวเมาจนต้องเอนกายลงตามแรงผลักของบุรุษช้าๆ ริมฝีปากร้อนผละจากจุมพิตลากเลียขบเม้มลงมาเป็ทางลงสู่ลำคอระหงล่อลวงให้เจียวหนิงอันแหงนเงยร่วมมือ
เ้าหยางหลงลากลิ้นจนเกือบจะถึงร่องอกอวบ..แต่ในหูกลับได้ยินเสียงกระพือปีก….จากสัตว์ร้ายพวกนั้น เขาละออกจากอารมณ์วาบหวามอย่างปวดใจ ดีแค่ไหนที่ยังไม่กระทำเื่ไร้ยางอายกับนางบนรถม้าแต่สิ่งใดคือพวกค้างคาวมาขัดความสำราญของเขากัน!!
ตาคมมองสตรีใต้ร่างนอนหอบเหนื่อยรุนแรงแล้วก็รู้สึกชอบใจ เขาจัดสาบเสื้อหลุดลุ่ยให้นางพร้อมกล่าวคำ “ข้าขอโทษหนิงอัน แต่อย่าห่วงเลย..เ้าจะได้เป็ชายาเพียงหนึ่งเดียวของข้าแน่ๆ” รีบลุกขึ้นหุนหันออกไปนอกรถม้าที่ยังเคลื่อนตัวอยู่ ไม่ถึงชั่วจิบชา เจียวหนิงอันก็ได้ยินเสียงกระบี่ดังกระทบกับเสียง ‘ค้างคาว’ มากมาย ฉัวะ!! กี้!!
นางรีบลุกขึ้นนั่งอย่างตั้งสติและปรับอารมณ์ ในมือถือมีดสั้นที่เ้าหยางหลงมอบไว้ให้ รถม้ายังคงวิ่งไปอย่างไม่ลดละและมุ่งตรงถึงสำนักสงฆ์ในอีกสองเค่อ ผ้าตรงบานหน้าต่างปลิวไสวแต่นางไม่กล้าที่จะมองออกไป พวกมันเริ่มบุกอีกแล้วและดูท่าสัตว์ร้ายจะไม่หมดไปง่ายๆ สตรีดวงตาสีเขียวกำมีดสั้นไว้แน่น ถ้ามีสักตัวหลุดลอดเข้ามารับรองว่านางจะแทงมันไม่ยั้ง
ฉัวะ!! ฉัวะ!! แคร้งๆๆ ฉับๆๆ // กี้ดๆๆ เสียงฟาดฟัน บวกกับเสียงร้องอย่างเ็ปของสัตว์ร้ายดังอยู่ไม่ขาดสาย ยาวนานจนเจียวหนิงอันแทบจะลืมหายใจ
ครึกๆๆ ครึ่กๆๆ ล้อรถม้าวิ่งไปตามเส้นทางโดยมีองครักษ์มากมายรายล้อม หนึ่งในนั้นมีองค์ชายเ้าหยางหลงร่วมอยู่ด้วย หยดเืและซากศพสัตว์ร้ายเกลื่อนพื้นดินที่รถวิ่งผ่าน นานนับหนึ่งเค่อที่รถม้าจอดนิ่งอยู่หน้าประตูของสำนักสงฆ์ องครักษ์นับร้อยยังคงกระชับกระบี่ไว้แน่นเสียงสั่งการจากคนเป็นายดังก้อง
“อีกแค่ไม่กี่ตัว...ฆ่าให้หมดอย่าให้รอดไปหานายของมันได้แม้สักตัวเดียว!!!”
“ขอรับ!!!” เสียงรับคำกึกก้อง ทุกคนไล่ฟาดฟันจนค้างคาวเริ่มบางตา ทิ้งซากศพไว้กลาดเกลื่อน
เ้าหยางหลงยืนเช็ดกระบี่ที่มีกลิ่นสาบคาวเืออกจนหมดและยืนมองภาพเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างสงบนิ่ง
ฟงอีลงจากรถม้าไปเคาะประตูบานใหญ่ในเวลาพลบค่ำ ก๊อง!! ก๊อง!! เสียงดังกังวานจากการเคาะบวกกับเสียงกระบี่ชวนให้ตื่นเต้นไม่น้อยแต่ตัวเขาหาได้หวั่นกลัว ในใจนึกชังหัวปู้จื่อผู้นั้นนักที่หาญกล้ามาลอบทำร้ายเชื้อพระวงค์…เอ ‘แม่นางเจียวถือเป็เชื้อพระวงศ์หรือยัง?’ คิดไปเคาะประตูไป ก๊อง!!! ก๊อง!!!
รอได้ไม่นานบานประตูขนาดใหญ่ตรงหน้าก็ถูกเปิดอออกมา นักบวชผู้หนึ่งในชุดสีเทาหม่น ศรีษะโล้น วัยประมาณสามสิบหนาว มีท่าทางแปลกใจกับความวุ่นวายตรงหน้า รอยเืสาดกระเซ็นนองพื้น รถม้าและเหล่าบุรุษวัยฉกรรจ์กำลังฟาดฟัน ‘ค้างคาว’
“ประสกมีสิ่งใดรึ” กล่าวถามโดยไร้ซึ่งความหวาดกลัวและใ
“พวกข้าเดินทางมารับ เอ่อ.” นิ่งคิดและมองไปทางรถม้า ‘บิดาของแม่นางเจียวชื่อแซ่ใดนะ’ “ขออภัยขอรับ รอสักครู่” องครักษ์คนสนิทเดินกลับไปหาองค์ชายเ้าหยางหลง “คุณชายขอรับ บิดาของแม่นางเจียวมีชื่อแซ่ใดนะขอรับ”
“_” เ้าหยางหลงทำหน้าซื่อ “ไม่รู้สิ”
???????? ฟงอี
“ข้าลืมถามนางไปได้อย่างไรนะ” เดินกลับไปที่รถม้าและเปิดผ้าม่าน เอ่ยถามห่างๆ เพราะไม่อยากให้นางได้กลิ่นคาวเืจากตัวเขา “หนิงอัน เ้ามาหาบิดานามว่าอะไรนะ”
ฟงอีเห็นองค์ชายของตนพยักหน้าหงึกหงักก่อนจะเดินกลับมาตอบคำถามกับเขา ‘ขอหมั้นหมายสตรีแต่ไม่รู้ชื่อบิดามารดาเขารึ?’
“ตี้เจาหยุ่น”
นักบวชท่านนั้นที่ยืนรอยู่ไม่ไกลได้ยินเข้า ก็เอ่ยเสียงดัง “เช่นนั้นเชิญด้านในเถิด ท่านอาจารย์จื้อโหยว กำลังขอลาสิกขาแต่ท่านเ้าสำนักอยากจะขอให้ท่านอาจารย์กลับมาเผยแพร่ความรู้ให้แก่ศิษย์รุ่นหลานอีกหลายๆ รุ่น” มองความสงบแต่นองเืด้านหน้าประตูก็อดไม่ได้ที่จะถาม “แต่เหนือสิ่งอื่นใดพวกเ้าบอกอาตมาได้หรือไม่ว่าไปทำเื่ใดมาถึงได้มีฝูงค้างคาวตามมาทำร้ายเช่นนี้”
“หาใช่เช่นนั้นท่านนักบวช ค้างคาวเหล่านี้มีคนชักใยมันอยู่เื้ัให้มาลอบทำร้ายเจียวหนิงอัน ผู้เป็บุตรสาวของท่านอาจารย์ที่ท่านได้กล่าวมา” เ้าหยางหลงตอบคำถาม
นักบวชมีสีหน้าใ “เช่นนั้นรึ ไม่ได้การแล้วพวกเ้ารีบเข้ามาเถิด” ผายมือให้กลุ่มคนทั้งหลายเข้าไปในสำนักสงฆ์ที่กางตาข่ายเอาไว้โดยรอบ ทั้งตาข่ายจับแมลงและสัตว์ปีศาจดุร้าย!!!
เ้าหยางหลงสั่งให้องครักษ์เงาทุกคนเก็บกวาดซากศพและรอยเืให้หมดแล้วแบ่งเวรยามกันเพื่อพักผ่อนด้านในตามคำเชิญของท่านนักบวช การเดินเข้าไปในสำนักสงฆ์ที่มีพลังหนาแน่นจนเช่นนี้ องครักษ์ทั้งหมดต่างรู้สึกได้ว่ามันปลอดภัยเป็แน่ ‘คงจะพักผ่อนกันอย่างสงบได้’
บุรุษรูปงามเดินตามนักบวชไปพร้อมครุ่นคิดถึงเื่ที่จะให้หนิงอันอยู่ที่นี่และรอจนเขากำจัดหัวปู้จื่อให้เสร็จก่อนแล้วค่อยกลับมารับ
จากการที่ให้เงาไปตรวจสอบและเฝ้าดู 'หัวปู้จื่อ’ ไว้จึงรู้ว่ากระท่อมของชายชั่วผู้นั้นอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ หากทุกอย่างไม่ซับซ้อน คงใช้เวลาไม่ถึงสามวัน
เมื่อเข้ามาถึงด้านในจึงพบกับอารามอินชงขนาดใหญ่กว้างขวาง มีเสียงสวดมนต์ดังออกมาจากกระท่อมไม่ขาดสายบุรุษหนุ่มสองคนและรถม้าอีกหนึ่งคันหยุดลงหน้าลานว่าง เ้าหยางหลงจึงเปิดม่านประตูให้เจียวหนิงอันในสภาพสตรีตาบอดมีผ้าปิดตาเดินลงมาสมทบ
“ข้าน้อยเจียวหนิงอัน คาราวะท่านนักบวชเ้าค่ะ” นางย่อกายนอบน้อม “ขออภัยที่เมื่อครู่ข้ามิได้เดินลงมาเพราะว่ายังคงมีค้างคาววนเวียนอยู่และข้าไม่มีวรยุทธ์ทำให้ต้องเสียมารยาทต่อท่าน”
นักบวชเพียงแต่ยิ้มบาง กล่าวไม่ถือสา “ข้ารู้อยู่แล้วหาได้ตำหนิเ้าไม่” ผายมือให้ทั้งสี่คนเดินตามมา “มาเถิดยามนี้เ้าควรไปพบท่านอาจารย์และหาที่พักผ่อนกันได้แล้ว ไว้พรุ่งนี้ค่อยพูดคุย”
“เ้าค่ะ/ขอรับ” ทุกคนรับคำและเดินตามนักบวชท่านนั้นไป
๑---------------------------๑
ยามซวี่ตอนปลาย (21.00)
นักบวชที่มีนามว่า ‘โหย่วอี้’ เดินไปพูดคุยไปว่า ผู้ที่เดินทางมาแสวงหาความสุขสงบที่นี่ พระอาจารย์เฉินกงจะเป็ผู้ตั้งนามให้ใหม่ทุกคนเพื่อเป็สิริมงคลแก่ชีวิตหากลาสิกขาไปก็สามารถใช้ชื่อแซ่เดิมหรือจะนำชื่อใหม่ไปใช้ท่านก็เห็นดีด้วย หากจะกล่าวไปถึงท่านอาจารย์จื้อโหยว ท่านเคยกล่าวเอาไว้ว่าหากบำเพ็ญภาวนาจนครบกำหนดที่ฮูหยินเสียชีวิตยามใดท่านจะขอลาเพื่อลงเขาไปอยู่กับบุตรสาว บุตรสาวที่เขารักและไม่เคยเลี้ยงดูนางแม้เพียงครั้งเดียวแต่นี้ต่อไปเขาจะอยู่ดูแลนางจนกว่าชีวิตจะสูญสิ้นตามฮูหยินรักไป
เจียวหนิงอันน้ำตาซึมไปตลอดทางจนท่านนักบวชโหย่วอี้เดินมาถึงห้องๆ หนึ่ง