เฟยฮุ่ยรู้สึกสับสน เมื่อปรากฏว่า บุรุษที่ยืนอยู่ตรงหน้า มิใช่ท่านอาเลี่ยงจินที่นางรู้จัก มิใช่ชายวัยสี่สิบปีเศษที่เข้าใจในครั้งแรก แต่กลับเป็นชายหนุ่มวัยยี่สิบปลายๆ เพียงเท่านั้น และที่สำคัญยังมีสถานะเป็นถึงองค์ชาย ที่กำลังถูกหวงไท่จื่อหมายเอาชีวิตอีกด้วย
"ตอนนี้ข้ามีสิ่งยืนยันฐานันดรเพียงตราประจำตัวของข้าเท่านั้น แต่เจ้าจะรู้ได้เช่นไรว่ามันของจริงหรือของปลอม เจ้ามิใช่คนที่อยู่ในวัง" องค์ชายรองแสดงตราประจำตัวให้พวกเฟยฮุ่ยดู
"แล้วองครักษ์ หรือทหารของท่านล่ะ ไม่มีติดตามท่านมา แล้วเหตุใดท่านจึงเดินทางไปถึงเมืองเหยียนเป่า ซึ่งอยู่ไกลจากเมืองหลวงหลายร้อยลี้ได้" เฟยฮุ่ยถามเพราะอยากรู้ตามนิสัยเดิมของนาง และเพื่อมิให้มีสิ่งใดคาใจในภารกิจครั้งนี้ ซึ่งนางอาจไม่มีโอกาสได้ฟังเขาเล่าอีกครั้งแล้วก็ได้
"ข้ากับองค์ไท่จื่อ พี่ชายของข้าได้รับราชโองการจากองค์ฮ่องเต้ สั่งให้นำทหารไปปราบปราบกบฏ โดยพี่ชายของข้าต้องนำกำลังไปปราบกบฏทางเหนือ ส่วนข้าต้องนำกำลังทหารไปปราบกบฏทางใต้ ซึ่งข้าได้ปฏิบัติภารกิจได้เสร็จสิ้นแล้ว จึงสั่งให้แม่ทัพคนสนิทของข้านำตัวหัวหน้ากบฏและกำลังทหารไปส่งคืนที่เมืองหลวงก่อน แล้วข้าจะได้ตามเข้าไปถวายรายงานองค์ฮ่องเต้ให้ทรงทราบภายหลัง เนื่องด้วยข้ามีกิจธุระส่วนตัวบางประการ เหตุนี้ข้าจึงได้นำกองทหารม้าติดตามข้ามาเพียงยี่สิบนาย"
"แล้วทหารที่ติดตามท่านมาล่ะ" แม้ครั้งแรกที่เฟยฮุ่ยพบเขาเมื่อครั้งปลอมตัวเป็นเลี่ยงจิน ก็เห็นว่ามาตัวคนเดียว
"ถูกสังหารสิ้นแล้ว! พี่ชายข้าแอบส่งกองกำลังและมือสังหารลอบติดตามข้ามาตั้งแต่ออกจากเมืองหลวง เมื่อเห็นข้ามีผู้ติดตามมาจำนวนน้อย พวกมันจึงได้ลงมือกับกองทหารของข้า เฉกเช่นที่ตามมาลงมือกับพวกเจ้าครั้งนี้อย่างไรเล่า... ส่วนตัวข้านั้นนายทหารฝีมือดีผู้หนึ่งพาข้าหลบหนีมาจนถึงเมืองเหยียนเป่า แต่ว่าเขาก็เสียชีวิตลงเพราะพิษบาดแผล โดยก่อนตาย ได้สั่งเสียกับข้าว่า ให้ว่าจ้างสำนักคุ้มภัยเฟยหลง ในการคุ้มครองข้าเดินทางเข้าเมืองหลวง" องค์ชายรองนั้นคิดมาตลอดว่าเรื่องนี้เกิดจากความประมาทของตนเอง ทั้งๆ ที่รู้ว่าตนเองเป็นเป้าหมายที่ไท่จื่อคิดจะกำจัดมาโดยตลอด สมควรจะระมัดระวังตนเองให้มากกว่านี้
"นี่คือเรื่องจริงทั้งหมด! แน่นะท่านอา...องค์ชายรอง" เฟยฮุ่ยถามย้ำเพราะถ้าจะตาย ก่อนตายก็ขอตายโดยที่รู้ความจริงทั้งหมด
"มีอีกเรื่องที่ข้ามิได้แจ้งแก่เจ้า แต่มันจำเป็น...และตัวเขาเองก็สั่งเสียข้าไว้ก่อนตายด้วย"
"ยังมีเรื่องอันใด ขอท่านโปรดแจ้ง.." เฟยฮุ่ยเตรียมชักม้ากลับไปอีกทางเพื่อประจันหน้ากับกองกำลังของเฉินลู่ซี
"นายทหารที่พาข้ามาที่เมืองเหยียนเป่า... เขาชื่อเฟยหรง" องค์ชายรอง จำชื่อนายทหารผู้ภักดีคนนี้ได้เป็นอย่างดี แต่กลับเอ่ยชื่อเขาออกมาได้อย่างยากลำบาก เมื่อผู้ฟังคือเฟยฮุ่ย น้องสาวแท้ๆ ของเฟยหรง
"อะไรนะ!! เฟยหรง พี่ชายข้าสิ้นแล้ว ทำไมท่านไม่แจ้งแก่ข้า!" เฟยฮุ่ยหันมามององค์ชายรองด้วยสายตาขุ่นเคืองใจยิ่งนัก นางมองเห็นสีหน้าลำบากใจขององค์ชายรอง ที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและเศร้าหมอง ก่อนสายตานางจะพร่ามัวไปด้วยน้ำใสที่เริ่มเอ่อล้นจากดวงตา
"ข้าเสียใจ ข้ามิอาจเปิดเผยเรื่องราวทั้งหมดได้ อันที่จริงเฟยหรงติดตามข้ามาครั้งนี้ เนื่องด้วยหลังเสร็จธุระของข้าแล้ว เขาจะขออนุญาตข้าเพื่อไปเยี่ยมบิดามารดาที่สำนักเฟยหลง แต่ว่าเกิดเรื่องเสียก่อน...
องค์ชายรอง มองเห็นเฟยฮุ่ยกำลังร้องไห้สะอึกสะอื้น มิได้กล่าวสิ่งใดออกมา เริ่มรู้สึกว่าคิดถูกหรือไม่ที่แจ้งเรื่องนี้แก่นางในคับขันเช่นเวลานี้
"ครั้งนี้ หากรอดชีวิตไปได้ ข้าตั้งใจว่าจะกลับไปทำพิธีเคารพศพให้กับเขาและนายทหารทุกคนที่เสียสละชีวิตเพื่อปกป้องข้า" องค์ชายรองกล่าวจากใจจริง
"ข้า..ไม่มีเวลาแม้แต่จะร้องไห้...ข้าขอความเมตตาองค์ชาย โปรดแจ้งเรื่องนี้แก่บิดามารดาของข้าด้วย และก็ขอฝากชีวิตคนของสำนักเฟยหลงทุกคนไว้แก่ท่าน หากท่านนั้นเห็นแก่ทุกชีวิตที่ได้สละชีวิตเพื่อปกป้องท่านไว้" เฟยฮุ่ยปาดน้ำตาเงยหน้าขึ้นมองฟ้า
"ข้ารับปากเจ้าทุกเรื่อง..." องค์ชายรองรับคำสั้นๆ ก่อนจะชักม้าหันไปเส้นทางเข้าสู่ประตูเมือง
"พี่หนิงเฟิ่ง พาพวกเราไปได้แล้ว พวกมันใกล้เข้ามาแล้ว...หากท่านพบเทียนเสียง แจ้งแก่เขาทีว่าเขาเหมาะสมกับการเป็นหมอยาที่สุดแล้ว และหมั่นปรุงยารักษาอาการให้กับท่านพ่อของข้าด้วย..." เฟยฮุ่ยกล่าวจบ ก็ควบม้ากับไปที่กลางสะพาน
กองกำลังเฉินลู่ซีตามมาถึงสะพานข้ามคลอง มองเห็นแต่เฟยฮุ่ยนั่งม้าอยู่แต่ผู้เดียวที่กลางสะพาน จึงรู้สึกเฉลียวใจว่าอาจเป็นกับดักจึงได้สั่งหยุดทัพก่อนถึงสะพานเพียงครึ่งลี้
กำลังพลเกือบสี่ร้อย ยืนประจันหน้ากับสตรีชุดขาวบนหลังเพียงผู้เดียว สร้างความแปลกใจกับผู้สัญจรไปมาเพื่อทำการค้า และกำลังเดินทางข้ามคลองเข้าสู่เมืองหลวงด้านทิศตะวันออก
เฉินลู่ซี เมื่อแน่ใจว่าไม่มีกำลังพลซุ่มคอยลอบโจมตี จึงเห็นว่าจะต้องเร่งจัดการผู้ที่ขวางอยู่เพียงหนึ่งให้เสร็จสิ้นโดยไว แต่จากการที่ได้ยินกิตติศักดิ์ ของเฟยฮุ่ยมานักแล้วจึงได้ไม่ประมาท และเรียกลูกน้องมาสั่งการทันที
"ซุนเย่! เจ้านำกำลังไปร้อยนาย เพื่อลองฝีมือนางก่อน หากเอาชนะไม่ได้ในครึ่งชั่วยามให้รีบถอย ข้าจะให้พลธนูยิงสกัดนางไว้ และเจ้าทำตามคำสั่งข้า ส่วนผลการรบครั้งนี้ มิถือว่าเป็นการพ่ายแพ้แต่อย่างใด"
"ครับนายท่าน" ซุ่นเย่ผู้ติดตามเฉินลู่ซีมานาน และเคยเห็นฝีมืออันล้ำลึกพิสดารของหานเทียนเสียงมาก่อนแล้ว จึงเข้าใจคำสั่งของผู้เป็นเจ้านายได้อย่างดี
ซุนเย่สั่งแบ่งกำลังหนึ่งร้อยนายออกเป็นสองชุด โดยให้เป็นพลเดินเท้าบุกเข้าไปก่อน