หมอเทวดาเหลียงกุ่ยหราน 4
หลังจากนั้นความเงียบก็กลับมาอีกหน เดิมทีเสวี่ยซูก็ไม่ใช่คนพูดมาก พอมาอยู่กับคนที่ไม่ค่อยพูดเช่นกัน จึงกลายเป็นว่าไม่มีใครพูดอะไรจู่ๆ เหลียงกุ่ยหรานก็พูดขึ้น “ข้าวต้มที่ข้าทำไม่อร่อยใช่หรือไม่?”เสวี่ยซูมองตาโต ส่ายหน้ารัวๆเหลียงกุ่ยหรานเห็นดังนั้นจึงเข้าใจว่าไม่อร่อยจริงๆ เขาพยักหน้าสองสามครั้งเสวี่ยซูรู้ว่าอีกฝ่ายคงเข้าใจผิดแน่แล้ว นางเปล่งเสียงอย่างลืมตัวว่า “ไม่...มันอร่อยนะเจ้าคะ”ด้วยลำคอที่ยังไม่หายดี เสียงก็ยังไม่กลับมาทั้งหมด เสียงที่เปล่งออกมาจึงทั้งแหบทั้งขาดห้วง ทั้งยังส่งเสียงเป็นคีย์แปลกๆ คำว่า ‘เจ้าคะ’ ยังถูกบีบจนแหลมก่อนจะขาดหายบังเกิดความเงียบอีกคน เสวี่ยซูอ้าปากค้าง ก่อนจะยกมือขึ้นปิดปากของตัวเองไว้ทั้งสองข้าง เหลียงกุ่ยหรานมองสตรีตรงหน้านิ่ง มองอย่างนั้นอยู่นาน จนกระทั่ง“...ฮึ!” เสียงหลุดขำดังลอดออกมา ใบหน้ายังคงนิ่งสงบ แต่ที่มุมปากกลับยกขึ้นเล็กน้อยจนแทบจะสังเกตไม่เห็น ทว่าอีกคนที่มองอยู่ก่อนแล้วจะไม่เห็นได้อย่างไร เสวี่ยซูใบหน้าแดงขึ้น เบือนหน้าไปทางอื่นเสียงกระแอมไอดังขึ้น ตามด้วยคำปลอบใจ “มีเสียงแล้วก็แสดงว่าจะกลับมาพูดได้ เดี๋ยวก็หายดี”เสวี่ยซูรู้ว่าไม่ใช่แค่คำปลอบใจ แต่เป็นคำวินิจฉัยด้วย นางพยักหน้ารับรู้ ดีใจอยู่ลึกๆ ที่ตนจะสามารถพูดได้เหมือนเดิม อย่างน้อยร่างกายก็ไม่ได้พิการตามพลังไปด้วยแต่เพิ่งจะเห็นอีกฝ่ายยิ้มเป็นครั้งแรกเลย ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงยิ้มมุมปากเล็กๆ ก็ตาม ใบหน้าสะอาดของเขาพลันดูสดใสขึ้น สตรีน้อยรู้สึกขัดเขินขึ้นมา จึงขอตัวเก็บถ้วยเปล่าไปล้างเสวี่ยซูอยู่มาจนจะเข้าเดือนที่สี่ ยังคงไร้วี่แววของเหลียงจือเช่นเดิม หญิงสาวเดินออกมานั่งอยู่บริเวณที่พักทุกวัน นางไม่เคยคิดเลยว่าคนที่ทำทุกอย่างด้วยตัวเองได้เช่นนางจะมีวันที่รอคอยใครสักคนด้วยความหวังเช่นนี้ ร่างกายอ่อนแอลงแล้ว จิตใจก็อ่อนแอลงไปด้วยอย่างนั้นหรือท่านหมอได้ให้ขวดโอสถที่มีเม็ดโอสถอยู่เต็มมาสามขวด นางยังต้องกินยาทุกวัน วันละสองเวลา เช้าเย็น ลำคอไม่รู้สึกเจ็บแสบแล้ว แต่เสียงก็ยังไม่กลับมา หนึ่งขวดเป็นยารักษา อีกสองขวดเป็นยาบำรุง เสวี่ยซูไม่รู้ว่าจะขอบคุณอีกฝ่ายอย่างไร นางจึงได้แต่ทุ่มเทปรนนิบัติดูแลเขาให้มากขึ้น บางครั้งนางยังไปช่วยเก็บและตากสมุนไพรด้วยแน่นอนว่าต้องผ่านการถามและได้รับอนุญาตมาแล้ว นางจึงจะกล้ายื่นมือ เสวี่ยซูยังคงระมัดระวังการกระทำของตนเองอยู่เสมอ วันนี้เองก็เช่นกัน...เสวี่ยซูกำลังนำสมุนไพรมาบด สายตาลอบมองอีกฝ่ายที่นั่งคัดแยกสมุนไพรอยู่เป็นระยะ แล้วกวาดมองชั้นวางที่เต็มไปด้วยสมุนไพรด้านหนึ่ง จากนั้นก็ย้ายสายตาไปอีกด้านที่มีขวดหยกวางเรียงรายอยู่นางไม่เข้าใจเลย ของในห้องนี้มีมากมายจนนับไม่ถ้วน แต่เขาก็ยังคงทำมันเพิ่มขึ้นทุกวัน มีเพียงห้องที่อยู่อีกด้านที่นางไม่กล้าเข้าไป มันถูกสร้างแยกออกไปต่างหาก เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่สถานที่ที่นางจะเข้าไปได้โดยง่ายในสี่เดือนนี้ เสวี่ยซูเห็นท่านหมอเข้าไปในเรือนนั้นอยู่สองครั้ง เข้าไปหนึ่งครั้งก็จะรั้งอยู่นานสิบวันถึงครึ่งเดือน เสวี่ยซูไม่กล้ารบกวน นางจะหลีกเลี่ยงและทำตัวให้ไร้ตัวตนที่สุดในช่วงเวลานั้น นางเคยเอาอาหารไปวางไว้ให้ที่หน้าเรือนหนึ่งครั้ง แต่เห็นว่ามันยังคงอยู่ที่เดิมโดยอีกฝ่ายไม่ได้แตะต้อง นางจึงไม่นำมันไปวางอีก‘ข้าบดสมุนไพรเสร็จแล้ว ข้าวางไว้ตรงนี้นะเจ้าคะ’ เสวี่ยซูบอกกล่าวกับอีกฝ่ายในใจ เหลียงกุ่ยหรานเงยหน้าขึ้นมอง พยักหน้าหนึ่งครั้งแล้วก้มลงไปแยกสมุนไพรต่อเสวี่ยซูพูดต่อ ‘ยังมีอะไรให้ข้าทำอีกหรือไม่เจ้าคะ?’ชายหนุ่มส่ายหน้าหนึ่งครั้งนางจึงพูดขึ้นว่า ‘เช่นนั้นข้าขอตัวไปซักผ้าก่อนนะเจ้าคะ’ชายหนุ่มพยักหน้ารับอีกหนึ่งครั้ง เสวี่ยซูจึงเดินออกมา ตรงเข้าไปหอบเอาผ้าหอบหนึ่งจากห้องของชายหนุ่ม แล้วเดินไปที่ลำธารเล็กๆ ที่อยู่ไกลออกไปเล็กน้อย มันเป็นจุดเดียวที่มีสายน้ำไหลผ่าน อยู่ต่ำกว่าที่พักพอสมควร เพราะที่พักนั้นอยู่บนยอดเขา ยังดีที่มีบ่อน้ำอยู่ด้วย พวกน้ำกินน้ำใช้ก็ตักเอาจากบ่อ หากจะซักผ้าหรือล้างสมุนไพรก็จะเอามาทำที่ลำธารแทนไม่เช่นนั้นก็ต้องตักแล้วหาบขึ้นไป ระยะทางไม่ใกล้ไม่ไกล หากเป็นเมื่อก่อนก็คงจะทำได้ง่ายๆ แต่ตอนนี้ลำพังแค่เดินไปกลับนางก็รู้สึกเหนื่อยแล้วหลังจากหยุดพักเมื่อมาถึง ก็ถึงเวลาที่นางควรจะเริ่มซักผ้าเสียที ตอนนี้เริ่มสายแล้ว หากช้าไปกว่านี้ประเดี๋ยวผ้าจะไม่แห้งเอาเสวี่ยซูซักล้างแล้วนำไปตากตามเส้นเชือกที่ตนเอามาขึงไว้ระหว่างต้นไม้ พอตกเย็นจึงค่อยมาเก็บไป การยกผ้าที่เปียกจะหนักเกินกำลังของนางไปหน่อย ดังนั้นจึงต้องใช้วิธีนี้ หากวันไหนฝนตก ก็ได้แต่ทำใจ วันรุ่งขึ้นต้องซักใหม่ ตากใหม่อีกครั้งเมื่อซักผ้าเสร็จแล้ว เสวี่ยซูแวะดูกับดักปลาที่ทำอย่างง่ายๆ เอาไว้ เมื่อเห็นปลาตัวไม่ใหญ่มากสองตัวอยู่ในนั้น นางก็ยิ้มดีใจ วันนี้จะได้มีเนื้อปลาเป็นมื้อเย็นแล้ว ท่านหมอผู้นั้นไม่ดื่มไม่กินก็อยู่ได้เป็นเวลานาน เขาคงเห็นว่าอาหารก็แค่ทำให้รู้สึกอิ่ม จึงไม่ได้สนใจอะไร ดังนั้นในครัวจึงมีเพียงข้าวสารที่อยู่ในถัง น้ำมันหรือเครื่องปรุงรสล้วนไม่มี เสวี่ยซูได้แต่นำเอารสของผักและสมุนไพรมาเสริมรสเท่านั้น เรื่องเนื้อยิ่งไม่ต้องถามถึง ไม่มีแม้แต่เนื้อแห้งสักชิ้นถึงจะไม่มีพลังยุทธ์แล้ว แต่นางก็ยังพอล่าสัตว์ได้อยู่บ้าง แต่ติดที่ไม่มีอุปกรณ์ มีดก็มีเพียงมีดทำครัวเก่าๆ ที่หันผักยังต้องออกแรงมากหน่อย ธนูอะไรก็ไม่มี นางมีกระบี่ที่เป็นอาวุธอยู่หรอก แต่ตอนนี้นั้น...เฮ้อ...ดังนั้นเสวี่ยซูจึงวางกับดักปลาจากหินง่ายๆ ดักล้อมเอาไว้ มีทำบ่วงเชือกกับดักจับสัตว์เล็กอยู่บ้าง แต่ไม่มีสัตว์อะไรมาติดเลย วันนี้มีปลาอยู่ในวงกตหินก็ดีใจมากแล้ว ได้มาตั้งสองตัวแน่ะ ระหว่างทางเดินกลับยังเก็บผักป่าแถวๆ นั้นกลับไปทำอาหารได้ด้วยหญิงสาวมองหากิ่งไม้แหลมๆ เอามาแทงตัวปลาทั้งสองตัวแล้วเตรียมจะกลับขึ้นเขาก็ได้ยินเสียงพูดคุยกัน นางลุกขึ้นกวาดตามองอย่างตื่นตระหนก เสียงที่ได้ยินอยู่ใกล้นัก“แปลกจริงๆ”เสียงสตรีผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น “แปลกตรงไหน?”เสียงเดิมพึมพำว่า “ค่ายกลถูกถอนออกไปหมดแล้วหรือ”“ยังมีอยู่นะ ตรงตีนเขามีอยู่ประมาณหนึ่งลี้* แต่พอพวกเราก้าวเข้ามาค่ายกลก็ถูกปลดออกเลย” เสียงบุรุษอีกคนพูดขึ้น“นั่นเป็นเพราะอาจารย์ปลดให้แน่ คงจะรู้ว่าเป็นพวกเรา แต่ที่ข้าสงสัยก็คือหลังจากนั้นก็ไม่มีร่องรอยของค่ายกลเหลืออยู่อีกเลยน่ะสิ เมื่อก่อนมีค่ายกลทั่วเขาทั้งลูก ข้ายังไม่กล้าเดินไปไหนมาไหนสุ่มสี่สุ่มห้าเลย”“เช่นนั้นก็แปลกอยู่...” ชายหนุ่มที่พูดอยู่ตวาดสายตาและตะโกนกะทันหัน “นั่นใคร?!”เสวี่ยซูที่หลบอยู่คอยๆ โผล่ออกมา เมื่อแน่ใจว่าน้ำเสียงที่กำลังสนทนาอยู่นั้นเป็นคนที่นางรู้จัก นางโผล่ออกมาแล้วยิ้มน้อยๆซิ่นทงเก็บอาวุธของตนลง เหลียงจือกับหนิงจูรีบเดินเข้ามาหาหญิงสาว มองสำรวจอย่างละเอียด “เจ้าหายดีแล้วหรือ?”เสวี่ยซูยังต้องถนอมลำคอตามที่ท่านหมอบอก หากอยากหายดีก็ต้องหลีกเลี่ยงการใช้เสียง นางทำมือเป็นสัญญาณที่นางเคยใช้ติดต่อกับคนในหมู่บ้านเหลียงจือขมวดคิ้วไม่เข้าใจ หันไปถามอีกคนที่อยู่ข้างกาย “นางกำลังจะบอกอะไร?”หนิงจูทำหน้าที่แปลให้ “นางบอกว่านางหายดีแล้ว ไม่ต้องห่วง”เหลียงจือหันกลับมาที่หญิงสาว ถามว่า “แล้วทำไมเจ้าไม่พูด หรือลำคอรักษาเอาไว้ไม่ได้ เจ้าพูดไม่ได้แล้วหรือ?”เสวี่ยซูส่ายหน้า ทำมือเป็นสัญญาณตอบกลับไปอีกหนหนิงจูแปลตาม “ท่านหมอบอกว่าให้ถนอมลำคอจนกว่าจะหายดีจึงจะสามารถเปล่งเสียงได้ดังเดิม ตอนนี้มีเสียงอยู่บ้าง แต่เป็นเสียงแหบๆ และขาดหาย แล้วก็...”หนิงจูหยุดลงเมื่อถึงประโยคที่บอกกับตน นางเดินเข้าไปยกมือตีที่แขนของเสวี่ยซูแรงๆ หนึ่งที กล่าวว่า “ถือว่าข้าหายโกรธแล้ว ตอนแรกข้าโกรธเจ้ามากที่รู้ว่าเจ้าทรยศนายหญิง แต่พอรู้เหตุผลของเจ้าแล้วข้าก็โกรธเจ้าไม่ลง ไม่เป็นไรหรอกนะเสวี่ยซู พวกเราเข้าใจเจ้า ไม่เป็นไรหรอก”พูดจบแล้วก็สวมกอดอีกฝ่าย หากเป็นก่อนหน้านี้หนิงจูก็จะโกรธและไม่ให้อภัยอีกฝ่ายง่ายๆ แต่เมื่อสูญเสียบิดามารดาไปในสงคราม นางก็รู้ดีว่าการเสียคนในครอบครัวไปเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก เสวี่ยซูนางต่อสู้ลำพังเพื่อพี่ชายที่ไม่เคยเห็นมาหลายปี เท่านี้นางก็ทุกข์ใจมากพออยู่แล้วเสวี่ยซูยกมือขึ้นสวมกอดตอบ นางพยักหน้าหลายครั้ง หนิงจูนับว่าเป็นสหายที่สนิทที่สุดของนาง ที่ผ่านมานางต้องตีตัวออกห่างจากคนในหมู่บ้าน เพื่อป้องกันการแทรกแซงที่มากเกินไปของฮ่องเต้หยางหนาน ตอนไปเป็นสาวใช้ให้นายหญิง เป็นช่วงที่นางสนุกสนานที่สุด หนิงจูก็คนที่นางสนิทใจมากที่สุดด้วยซิ่นทงพูดขึ้นมาว่า “พวกเราไปพบอาจารย์ของเหลียงจือกันเถอะ”หนิงจูคลายอ้อมกอด “นั่นสิ พวกเราไปกันเถอะ”เหลียงจือมองซ้ายมองขวาไปตลอดทางเดิน ยิ่งเดินก็ยิ่งรู้สึกแปลกใจ เขาถามเสวี่ยซูว่า “เจ้ามาที่ลำธารบ่อยๆ หรือ?”เสวี่ยซูพยักหน้า โบกมือสองสามครั้ง หนิงจูแปล “นางบอกว่ามาเกือบทุกวัน เพราะต้องมาซักผ้าและเก็บผักไปทำอาหาร”เหลียงจือร้อง ‘อ๋อ’ คำหนึ่ง นางซักชุดให้อาจารย์ตนด้วยหรือ ยังมีทำอาหารด้วย นี่ไม่ต่างจากตอนที่ตนอยู่เลยแม้แต่น้อย แค่เปลี่ยนคนก็เท่านั้นเอง เหลียงจือพึมพำว่า “คงไม่ใช่ว่าปลดค่ายกลออกเพราะนางต้องเดินไปมาหรอกกระมัง”.................................................................* 500 เมตร