56 2-2
ตอนที่ 92 ท่านเองก็เป็นเผ่าพันธุ์วิญญาณด้วยกระมัง
โม่เฉินหยวนที่กำลังแช่ตัวในอ่างถึงกับร่างแข็งทื่อโดยพลัน จู่ๆทั่วทั้งร่างของเขาก็เปลี่ยนเป็นรุ่มร้อนมากขึ้นและมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อลมหายใจร้อนผ่าวของเหลิงหยุนเจียวเป่ารดใบหู สิ่งนี้ยิ่งทำให้ใบหน้าของเขาเห่อร้อนเพิ่มขึ้นมากจนกลายเป็นแดงก่ำผิดไปจากเดิม
เขารีบคลายมือจากนางโดยเร็ว แล้วหลับตาลงอีกครั้งเพื่อสงบจิตสงบใจ
เหลิงหยุนเจียวคล้ายสังเกตเห็นว่า ใบหน้าของโม่เฉินหยวนยามนี้แดงก่ำคล้ายแทบระเบิดแล้ว เช่นนั้น นางจึงรีบถอนตัวลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว และรีบเมินมองไปยังทิศทางอื่นเพื่อปรับคืนอารมณ์ให้กลับสู่สภาวะปกติดังเดิม
คล้อยหลังที่อารมณ์หลากหลายกลับมาสงบสมดุลคงที่ดังเดิม นางจึงกลับเข้าเรื่องพิษในกายของอีกฝ่าย พร้อมทั้งเอ่ยปากขอจับชีพจรเพื่อตรวจวินิจฉัย
“เจ้ากินโอสถที่ให้ข้าตรวจสอบเม็ดนั้นแล้วกระมัง?”
“ใช่”
โม่เฉินหยวนพยักหน้าตอบกลับไปตามตรง เรื่องเช่นนี้ไม่มีเหตุผลอันใดต้องปิดบัง
“ในเมื่อคนของเจ้าสามารถหลอมกลั่นยาตามสูตรโอสถที่เคยให้ไปได้แล้ว นับจากนี้เป็นต้นไป ก็จงใช้แต่โอสถนี้ในการรักษาพิษเท่านั้น หยุดใช้โอสถเก่าที่เจ้าเคยใช้อยู่เป็นประจำได้แล้ว”
“ส่วนการที่ข้าให้แช่น้ำโอสถควบคู่ไปด้วยเช่นนี้ ก็เพื่อชำระล้างพิษที่ถูกขับออกจากร่างหลังกินโอสถเข้าไปนั่นเอง หากยิ่งมีฟองอากาศผุดขึ้นปรากฏให้เห็นมากเท่าไหร่ นั่นหมายความว่าพิษภายในร่างได้ถูกขับออกมามากเท่านั้น”
เหลิงหยุนเจียวก้มไปตักเกี้ยวอีกชิ้นเข้าปาก และยังคงนั่งเฝ้าอยู่ที่ขอบอ่างแช่ตัว พลางสนทนาพูดคุยกับโม่เฉินหยวนด้วยท่วงท่าสบายๆและเป็นกันเอง มิได้รู้สึกประหม่าหรือเขินอายแต่อย่างใด
“คุณชายโม่ ไม่ว่าผู้ใดจะเป็นคนวางยาพิษเจ้าก็ตาม แต่เห็นได้ชัดว่า มันผู้นั้นไม่ประสงค์ให้เจ้ามีชีวิตอยู่ ดูท่ามันคงจะเกลียดชังเจ้าเข้าไส้ทีเดียว”
“หากมิใช่เพราะเจ้าโชคดีพบเจอกับข้าเข้าเสียก่อน อีกครึ่งเดือนให้หลัง เจ้าเตรียมหาโลงศพไว้ให้ตนเองได้เลย”
“กินเกี๊ยวเข้าไปตั้งมากมายเช่นนั้น เจ้าไม่กลัวจุกบ้างเลยรึ?”
เหลิงหยุนเจียวยัดเกี๊ยวชิ้นโตเข้าปากไปอีกหลายชิ้นติดต่อกัน จนตอนนี้แก้มทั้งสองข้างของนางถึงกับบวมตุ่ย ดูราวกับกระรอกน้อยที่กำลังกักตุนอาหารไว้สองข้างปาก
“แกร๊ง แกร๊ง!”
เป็นเสียงชามบนพื้นที่กระทบกับพื้นกระเบื้องห้องน้ำขณะถูกยกขึ้น นางลุกขึ้นยืนพร้อมกับชามดังกล่าว และกล่าวขึ้นว่า
“ก็แค่สิบชิ้นเท่านั้น เกรงว่าเจ้าจะประเมินข้าต่ำเกินไปแล้ว”
เหลิงหยุนเจียวกล่าวตอบเสียงห้วน ก่อนจะกลืนเกี๊ยวชิ้นสุดท้ายลงท้องไป แล้วยกชามขึ้นซดน้ำแกงใสที่เหลือจนหมดเกลี้ยง
“เหอะ น่าเสียดายนัก หากมิใช่เพราะว่าต้องรีบมาดูอาการของเจ้า ข้าคงไม่ลืมหยิบจิ๊กโฉ่วติดมือมาด้วยแน่!”
“เกี๋ยวต้มอร่อยๆเช่นนี้ ก็ต้องกินคู่กับจิ๊กโฉ่วนี่ล่ะจึงจะอร่อยสุดๆ!”
โม่เฉินหยวนถึงกับพูดไม่ออก “....”
“เจ้านั่งทำสมาธิแช่น้ำในอ่างต่อไปก็แล้วกัน ข้าจะแวะไปโรงครัวอีกสักเที่ยว เผื่อว่ายังมีอะไรให้กินได้อีก”
สิ้นเสียงกล่าวจบ นางก็ปิดประตูกระแทกเสียงดังปัง ทิ้งให้โม่เฉินหยวนนั่งงุนงงและตกตะลึงอยู่ในอ่างผู้เดียว
สุดท้ายก็แค่คนเห็นแก่กินเท่านั้น!
เหลิงหยุนเจียวเลียปากลิ้มรสคราบน้ำมันจากเกี๊ยวที่เลอะติดริมฝีปากเล็กน้อย แต่ในขณะที่นางกำลังจะยกชามเดินออกจากห้องของโม่เฉินหยวนไปนั้น จู่ๆก็พลันสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง ร่างอรชรพลันหยุดชะงักอย่างกะทันหัน
ห้องทางฝั่งซ้ายคงจะเป็นห้องนอนของโม่เฉินหยวนกระมัง? แต่ยามนี้ เจ้าหมอนั่นกำลังแช่อ่างอยู่อีกด้าน แล้วเพราะเหตุใด...นางจึงสามารถจับสัมผัสลมหายใจของใครบางคนได้จากภายในห้องนี้?
ผู้ใดกันที่กำลังนอนอยู่ในห้องฝั่งซ้าย?
เหลิงหยุนเจียวค่อยๆหลับตาลงและมุ่งจิตพินิจฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ
ลมหายใจแม้จะฟังดูสม่ำเสมอ แต่จังหวะการเต้นของหัวใจกลับค่อนข้างรวดเร็วมาก
แววประกายความสงสัยสว่างวาบในดวงตา เหลิงหยุนเจียวหมุนตัวเดินตรงไปยังห้องฝั่งซ้าย และรีบผลักประตูให้เปิดออกทันที
“แอ๊ดด...”
เมื่อบานประตูเปิดอ้าออก ก็ปรากฏเป็นผ้าม่านคลุมเตียงผืนใหญ่ที่ลอยปิดทับลงมาจากด้านบน เผยให้เห็นเงาสลัวร่างน้อยอยู่ภายใน
เมื่อเหลิงหยุนเจียวยกผ้าม่านเปิดขึ้น กลับพบว่าเป็นเหลิงเจียวเหนียวที่กำลังนอนแผ่หลาอย่างสุขสบายอยู่บนเตียงของโม่เฉินหยวน แต่น่าแปลกตรงที่ว่า เขากลับไม่ได้คิดที่จะถอดเสื้อคลุมชั้นนอกออกมาก่อน
เพียงแค่ฟังเสียงจังหวะการเต้นของหัวใจก็พึงทราบได้ดี เหลิงเจียวเหนียงกำลังแสร้งทำเป็นหลับอยู่
เจ้าหมอนั่นมันทำบ้าอะไรกับลูกของนาง? จึงสามารถเรียกให้เขามานอนเตียงคนอื่นที่มิใช่เตียงของนางได้เช่นนี้?
เหลิงหยุนเจียวเก็บงำเรื่องนี้ครุ่นพินิจอยู่ภายในใจ ก่อนจะดึงผ้านวมขึ้นมาห่มให้เหลิงเจียวเหนียงอย่างเบามือ จากนั้นนางก็เดินออกไปเพื่อหาของกินในโรงครัวต่อ
...........
หลังจากที่แช่อ่างน้ำยาโอสถเสร็จสรรพ โม่เฉินหยวนก็กลับมายังห้องนอนของตนเอง
ภายใต้ม่านคลุมเตียงยามนี้ มีร่างของเด็กน้อยกำลังนั่งทำสมาธิอยู่
พริบตานั้น ก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังวิญญาณขุมหนึ่ง แม้ยังแกว่งไปมาไม่เสถียรเท่าที่ควร แต่หากพินิจสังเกตให้ดีจะพบว่า พลังเหล่านั้นกล้าแกร่งมิใช่น้อยเลย เด็กชายตัวน้อยหลังม่านลืมตาตื่นขึ้นจากภวังค์สมาธิ เผยให้เห็นนัยน์ตาคู่สีทองสว่างไสวแผ่ออกมา ประหนึ่งแสงหิ่งห้อยที่ส่องสว่างท่ามกลางความมืดมิด
โม่เฉินหยวนตรงเข้าไปยกม่านขึ้นดู พบว่าเหลิงเจียวเหนียงที่กำลังนั่งจ้องหน้าเขาอยู่เช่นกัน
ทันใดนั้นเอง รูม่านตาตั้งตรงเป็นทรงเรียวแหลมดุจอสรพิษของเหลิงเจียวเหนียงก็แปรสภาพกลับเป็นปกติดังเดิม
เห็นผลลัพธ์ประจักษ์ต่อหน้าเช่นนั้น โม่เฉินหยวนก็ถึงกับพยักหน้าด้วยความชื่นชม
“เยี่ยมมาก ต่อไปข้าจะสอนวิธีปิดซ่อนสีนัยน์ตาให้แก่เจ้า”
“เพราะสีนัยน์ตาเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์เด่นเฉพาะของเผ่าพันธุ์วิญญาณ ฉะนั้น เจ้าควรเก็บซ่อนสีของนัยน์ตาให้จงดี เพื่อมิให้ผู้ใดก็ตามได้รู้ว่าเจ้าคือเผ่าพันธุ์วิญญาณ”
เหลิงเจียวเหนียงเงยหน้าเอียงศีรษะอย่างฉงนงุนงง
“ท่านลุงโม่ ท่านเองก็มีนัยน์ตาสีทองเช่นกัน มิหนำซ้ำยังมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ตั้งมากมายด้วย หรือท่านเองก็เป็นเผ่าพันธุ์วิญญาณด้วยกระมัง?”
โม่เฉินหยวนลูบศีรษะตัวเองเล็กน้อย และส่งยิ้มให้อย่างเป็นมิตรไร้ซึ่งพิษภัยใดๆ
“มิใช่ แต่เพราะข้ามีพื้นเพเป็นคนนอกทวีปปราณฟ้า จึงมีสีนัยน์ตาที่แตกต่างจากพวกเจ้า แล้วก็เป็นเรื่องบังเอิญเช่นกันที่กลับไปคล้ายคลึงพวกเผ่าพันธุ์วิญญาณ”
“ส่วนที่ว่าไฉนข้าจึงรู้เรื่องเผ่าวิญญาณมากนัก คงเป็นเพราะข้าเป็นคนชอบเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วยุทธภพกระมัง จึงมีความรอบรู้มากกว่าคนทั่วไป”
“จะอย่างไรก็เถิด สิ่งนี้สำคัญกับเจ้ายิ่งนัก ในวันข้างหน้า สิ่งนี้จะช่วยชีวิตของเจ้าได้”