ตอนที่ 50 เริ่มการประลองของมหาแผ่นดิน
!!!!
"ศาสตราวุธชนชั้นบรรพกาล!! เป็นไปไม่ได้!! พวกมันสูญหายไปตั้งแต่ยุคสามพันปีแห่งความว่างเปล่าแล้วไม่ใช่หรือ!!" บาโมท์กล่าวตะโกนก้อง
ไม่ว่าจะเรียนหรืออ่านตำรามาสักกี่เล่ม ทุกเล่มต่างบอกเป็นเสียงเดียวกัน ศาสตราวุธที่สิ่งใหญ่ที่สุดคือ "ราชันจักรพรรดิ" ไม่ใช่เพราะแข็งแกร่งที่สุดแต่เป็นเพราะเหลือเพียงแค่ชนชั้นนี้เท่านั้นที่ยังคงหาพบได้บนโลก การกำเนิดขึ้นของศาสตราวุธชนชั้นบรรพกาลอาจทำให้ทั่วทั้งโลกต้นกำเนิดเข้าสู่ความโกลาหล พลังอำนาจของมันมากพอจะกวาดล้างทวีีปทั้งทวีปได้เลย
"มันเป็นไปแล้ว" ปรมาจารย์ธูมัสกล่าวตอบก่อนอธิบายเสริม "สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้น พวกมันมีจิตวิญญาณเป็นของตัวเองเป็นศาสตราวุธประเภทจิตวิญญาณ"
!!!!!!!
ชายหนุ่มทั้งสามตกใจจนไม่รู้จะตกใจยังไงอีกแล้ว ร่างกายแข็งทื่่อและลมหายใจที่ขาดช่วงราวกับถูกผนึกเวลาเอาไว้ก่อนการ์กันต์จะเอ่ยขึ้น "ปะ...เป็นไปได้ด้วยหรอ ศาสตราวุธประเภทจิตวิญญาณมันมีอยู่แค่ในนิทานของจ้าวแห่งมวลมนุษย์ไม่ใช่หรือขอรับ" น้ำเสียงสั่นเครือเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
ครั้งหนึ่งในจิตนาการ ผู้คนต่างใฝ่ฝันอยากจะมีศาสตราวุธประเภทจิตวิญญาณสักเล่มนอกจากมันจะเชื่อมต่อกับจิตวิญญาณของผู้ครอบครองโดยตรงแล้ว มันยังสามารถนึกคิดเองได้อีกด้วย ทว่า เจ้าของจำเป็นต้องผูกพันกับมันอย่างที่สุด จิตวิญญาณของศาสตราวุธจึงจะอุบัติขึ้นและซื่อตรงต่อผู้ครอบครองเพียงผู้เดียว
"ไม่ใช่แค่เป็นศาสตราวุธประเภทจิตวิญญาณ ชนชั้นของมันอาจสูงส่งถึงระดับบรรพกาล ทว่า ความจริงแล้ว... ผู้ครอบครองที่แท้จริงคือผู้ครอบครองนามแห่ง "จักรพรรดิ" ที่หายสาญสูญไปในยุคของสามพันปีแห่งความว่างเปล่า" ปรมาจารย์ยูไคอธิบาย
เรื่องราวที่ปรมาจารย์ตัดสินใจเล่าให้ฟังเป็นสิ่งที่สามารถทำให้โลกต้นกำเนิดลุกโชนโชติช่วงไปด้วยเปลวเพลิงแห่งมหาสงคราม ขอแค่ข่าวการมีอยู่ของศาสตราวุธประเภทจิตวิญญาณเล็ดลอดออกไป เหล่าทวีปใหญ่และเผ่าทูตสวรรค์จะต้องเกิดการเคลื่อนไหวจนโลกาสะเทือนเป็นแน่ มันอาจเลวร้ายจนถึงขั้นนำไปสู่การสูญพันธ์ของมนุษยชาติ
สีหน้าของเจ้าเมืองตอนนี้ล้วนไม่ต่างอะไรไปจากร่างกายไร้วิญญาณ ตกตะลึงจนสติหลุดลอยไปไกล อาจเป็นผลพลอยได้เพียงเขาอยู่ในเหตุการณ์ก็ได้รับรู้เรื่องราวเขย่าขวัญสั่นประสาทเฉกเช่นนี้ "นะ...นี่มันเรื่องอะไรกัน!!" เจ้าเมืองเอ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงหวาดกลัวอย่างยิ่งยวด ถ้าเขามีทางเลือกเขาคงเลือกที่จะไม่รับรู้สิ่งใดจะดีซะกว่า
"พะ...พวกท่านคือสี่ปรมาจารย์ พวกท่านสะกดมันได้อยู่แล้วใช่ไหม" เจ้าเมืองเอ่ยถามพลางกวาดมองเหล่าปรมาจารย์
ปรมาจารย์ยูไครู้สึกสังเวชแทน เจ้าเมืองที่เคยมีสง่าราศีเพลานี้ไม่ต่างอะไรกับคนขี้ขลาดตาขาว แววตาแปรเปลี่ยนเป็นเหยียดหยามก่อนเริ่มกล่าว "ต่อให้ข้า โชลิช โหวู๋ ธูมัสและฝู่ชิง แม้ตอนนี้ฝู่ชิงกำลังเดินทางมาแต่ต่อให้เขามาทัน ต่อให้พวกเรารวมตัวกันได้มากถึงห้าคน ข้ากล้าสาบานเลยว่าพวกข้าไม่อาจต่อกรกับดาบหักจ้าวโฆรวิสได้เลย อย่างน้อยคงต้านมันไว้ได้สักสิบนาที"
ใบหน้าเจ้าเมืองแปรเปลี่ยนเป็นสิ้นหวังอย่างที่สุดกระทั่งเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดยังมิอาจทำให้เขาแสดงสีหน้าเช่นนี้ออกมาได้ ความหวาดกลัวแผ่ซ่านกว้างอย่างไร้ขอบเขต ทั่วร่างต่างสั่นเทาพลางพยายามคุมสติก่อนเอ่ยกล่าวอย่างตะกุกตะกัก "ถ้ามันอาละวาดขึ้นมาพวกเราจะมีชะตากรรมเช่นไร"
"จะไม่มีสิ่งมีชีวิตใดใดในมหาแผ่นดินเหลือรอดเลยสักตัวเดียวและจะกลายเป็นดินแดนต้องห้ามในที่สุด"
"พี่ยูไคแต่จ้าวโฆรวิสอยู่ที่สี่ราชอาณาจักร" ปรมาจารย์โหวู๋เอ่ยกล่าว
"เจ้าพูดถูก... เราวางแผนกันมาเป็นอย่างดีคงไม่มียอดฝีมือคนใดคาดคิดว่าพวกเราจะเอาจ้าวโฆรวิสไปไว้ที่ราชอาณาจักรที่อ่อนแอทั้งสี่และมันยังอยู่ในการดูแลของเฮนโรวอีกด้วย มันหนีออกมาได้ยังไงกัน ตู้กระจกก็ทำจากวัสดุระดับราชันจักรพรรดิแท้ๆ..." ยิ่งพูดคุยกันเพียงใดเรื่องราวปริศนายิ่งเพิ่มเป็นทวีคูณ
ปรมาจารย์ยูไคที่ยิ่งคิดยิ่งหาคำตอบของคำถามได้ยากพลางเดินตรงไปตบบ่าเจ้าเมืองเบาๆ "เจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอก โดยปกติแล้วมันจะอาละวาดทันที แต่ดูจากการที่ฆ่าเพียงสิบศพ... ทางที่เลวร้ายที่สุดคือมีคนสามารถสะกดพลังของมันเอาไว้ได้ ถ้าโชคดีของเราคือมันฆ่าเพื่อดูดซับพลังในการฟื้นตัวกว่ามันจะออกอาละวาดอีกคงใช้เวลาอยู่หลายปี"
เจ้าเมืองที่ได้ยินเช่นนั้นก็พยายามค่อยค่อยสงบสติอารมณ์ เขาเป็นถึงเจ้าเมืองแห่งเมืองศักดิ์สิทธิ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้รับการยืนยันจากปรมาจารย์แห่งแดนเทพด้วยแล้ว คำพูดของพวกเขาช่างมีน้ำหนักก่อนเจ้าเมืองจะเอ่ยกล่าว "จริงรึ!?"
"เจ้าต้องให้คำสัตย์กับพวกข้าว่าจะไม่พร่างพรายเรื่องเหล่านี้ออกไป"
เจ้าเมืองพยักศีรษะอย่างถี่ระรัว แสงแห่งความหวังพลันปรากฏขึ้น อีกหนึ่งนาทีก็จะเริ่มเปิดพิธีการประลองแล้ว เขาจำเป็นต้องสงบสติพลางกวาดมองดูเหล่าปรมาจารย์และศิษย์เอก เขาเพิ่งสะกิดใจว่ามีศิษย์เอกหายไปคนหนึ่ง "ข้าให้คำสัตย์... จะว่าไป... ศิษย์สตรีของพวกท่านอยู่ที่ไหน?"
"เหมยหลินน่ะรึ? น่าจะมาถึงแล้วล่ะนางเป็นคนตรงต่อเวลา"
"พี่ยูไคแต่ถ้าจ้าวโฆรวิสอาละวาดจริงๆ พวกเราจะ..." ปรมจารย์โหวู๋เอ่ยกล่าวด้วยสีหน้าเป็นกังวล
"เป็นไปไม่ได้ที่พวกเราจะต้านทานมันไหว ส่งข่าวสารนี้ไปให้ถึงท่านเทพมนุษย์และพวกเราจำเป็นต้องรอเฮนโรวเสียก่อน... เขาคือกำลังรบสำคัญที่สุด"
-------------------------------------------
ณ มหาแผ่นดิน ณ เมืองศักดิ์สิทธิ์ ณ ลานประลองของมหาแผ่นดิน
"นั่นไงลานประลอง"
ปรากฏเป็นลานประลองกว้างและที่นั่งคนดูที่รายล้อมอยู่เป็นวงกลม การมาเยือนด้วยสัตว์อสูรอย่างไวเวิร์นทำให้ตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนในพริบตา ผู้คนต่างแหงนมองด้วยความเคารพยำเกรงก่อนไวเวิร์นจะค่อยค่อยบินต่ำลง
ฟึ่บ~
ร่างของสัตว์อสูรขนาดใหญ่ลงตัวต่ำลงก่อนปรากฏให้เห็นหนึ่งบุรุษสองสตรีที่ซ้อนหลังมันมา สำหรับอิสตรีเพียงได้มองยังทำให้รู้สึกคลั่งไคล้ไปกับความงดงามจนแทบคลั่งโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สตรีผู้มีเผ้าผมสีแพลตตินั่มยาวสลวย เป็นความงดงามราวกับหลุดออกมาจากเทพนิยาย ชายหนุ่มที่อยู่ข้างกายกลับให้บรรยากาศที่แตกต่าง เพียงเปรยมองยังกล้าพนันได้เลยว่าเขาแข็งแกร่งผิดมนุษย์ มนา เป็นความแข็งแกร่งที่มิอาจหยั่งถึงราวกับเหวลึกอันไร้ก้นบึ้ง ภายในแววตาคู่นั้นยิ่งมองหยั่งลึกลงไปยิ่งเกิดความหวาดกลัวโดยมิทราบสาเหตุ ใครได้สบตากับเขาก็จำเป็นต้องเบือนหน้าหนีอย่างช่วยไม่ได้ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์เขินอายหรือหวาดกลัวก็ตาม
ก่อนเหมยหลินจะกระโดดลงมาจากไวเวิร์นพลางกวาดตาโดยรอบก่อนจะสะดุดตาที่ห้องหรูหรายกสูงเหนือผู้ชม หญิงสาวพลันเผยรอยยิ้มก่อนจะพุ่งทะยานขึ้นไปเบื้องบน
"รีบร้อนจนลืมเรื่องเงินตราที่เป็นข้อตกลง..." กาติรัสเอ่ยกล่าวอย่างสังเวช ผู้ที่ไม่รอบคอบไม่ว่าสถานการณ์มันจะเล็กน้อยสักแค่ไหน ท้ายสุดแล้วมันคือความประมาทที่อาจนำไปสู่เส้นทางมรณะก่อนชายหนุ่มจะกระโดดลงมาจากไวเวิร์นพลางยื่นมือออกไปเพื่อให้ลาซิเฟียจับเพื่อค้ำจุน
"ข้าลงเองได้น่า" ลาซิเฟียเอ่ยกล่าวแม้จะกล่าวเช่นนั้นแต่เธอก็ไม่กระโดดลงมาในทันที
กาติรัสพลันเผยยิ้มเล็กน้อยก่อนเอ่ยขึ้น "เจ้าควรจะให้เกียรติข้าบ้าง"
ลาซิเฟียตัดสินใจจับมือชายหนุ่มเพื่อช่วยพยุงร่างลงมาแทนที่จะเป็นการกระโดดอย่างน้อยเธอก็เลือกที่จะรักษาหน้าของเขาเอาไว้
เพียงสามลมหายใจพลังสุดทรงอำนาจก็แผ่ซ่านขจรไกลพลางปรากฏชายชราทั้งห้าคนซึ่งกอปรไปด้วยเหล่าปรมาจารย์จากแดนเทพและเจ้าเมือง พวกเขาเดินออกมาจากห้องที่ดูหรูหราซึ่งยกสูงอยู่เหนือผู้ชมราวร้อยขั้นบันได เจ้าเมืองเปรยมองผู้คนเบื้องหน้าด้วยความพึงพอใจก่อนเริ่มเกริ่นนำ
"วันนี้เป็นวันดีสำหรับมหาแผ่นดิน เป็นวันประลองของมหาแผ่นดินที่พวกเราจะคัดสรรผู้มากพรสวรรค์และชุบเลี้ยงให้กลายเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ในภายภาคหน้า" เจ้าเมืองเว้นจังหวะสักพักก่อนเอ่ยต่อ "ต่อจากนี้ข้าขอเชิญให้ปรมาจารย์กล่าวต่อ"
เขาดูมีความมั่นใจและสุขุมมากขึ้นแตกต่างจากเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้ว ช่างสมกับภาพลักษณ์ของผู้นำ ใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มก่อนก้าวถอยหลังออกมาเพื่อไม่ให้ตนกลายเป็นจุดเด่น
บทส่งพูดกลายเป็นได้กับปรมาจารย์ยูไคก่อนเขาจะเอ่ยขึ้น "พวกข้าคือปรมาจารย์จากสภาผู้อาวุโสแห่งสี่แดนเทพมนุษย์ สำหรับผู้ชนะในห้าอันดับแรกจะมีสิทธิพิเศษเหนือผู้อื่น หนึ่ง-พวกเจ้าจะได้รับการยอมรับและได้เข้าเรียนกับสถาบันมังกร สอง-พวกเจ้าจะได้รับการเข้าสู่มิติของภูเขาศตวรรษ เนื่องจากปรมาจารย์ฝู่ชิงที่กำลังเดินทางมาได้บรรลุเคล็ดวิชาสรรพเวทย์ ดังที่ข้ากล่าว ทุกอย่างมันเกื้อหนุนให้กับผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้น!! จงแสดงความแข็งแกร่งของพวกเจ้าออกมา!! การประลองของมหาแผ่นดินเปิดฉากขึ้นแล้ว!!"
"กฏข้อแรก-ชนะคู่ต่อสู้ให้ได้ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด กฏข้อที่สอง-หากใครตกจากแท่นการประลองก็นับว่าแพ้ทันที" ปรมาจารย์ยูไคอธิบาย
ถึงแม้เขาจะเป็นปรมาจารย์ของสี่แดนเทพแต่ก็รู้กฏการประลองของมหาแผ่นดินเป็นอย่างดี อย่างน้อยเขาก็ศึกษาข้อมูลก่อนจะเดินทางมาที่แห่งนี้
สิ้นเสียงปรมาจารย์จากแดนเทพมนุษย์ หนึ่งเลยคือสีหน้าของผู้ชมและผู้เข้าแข่งขันที่อยู่ในอาการช็อคค้างราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่าง ผู้คนจากแดนเทพมนุษย์นับยิ่งใหญ่มากพอแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเหล่าปรมาจารย์ของสภาผู้อาวุโส!! พวกเขาอยู่เหนือเหล่าผู้คนของแดนเทพมนุษย์ทั้งหมดเป็นรองเพียงแค่ท่านเทพมนุษย์เท่านั้น!! และสิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือการได้มีสิทธิ์เข้าร่วมกับสถานบันมังกร!!!!
เป็นสถาบันที่ดีที่สุดในดินแดนมนุษย์ตั้งอยู่ที่ ณ ศูนย์กลางของแดนเทพมนุษย์ภายใต้การปกครองโดยตรงของท่านเทพมนุษย์ เคล็ดวิชาและหนังสือความรู้มากมายต่างไปกองรวมอยู่ ณ ที่แห่งนั้นเป็นแหล่งรวมอัจฉริยะที่แท้จริงซึ่งผู้ที่ยืนอยู่เหนือจุดสูงสุดของอัจฉริยะเหล่านั้นก็คือเหล่าศิษย์เอกของปรมาจารย์ "โตชิน" "การ์กันต์" "บาโมท์" และ "เหมยหลิน"
"ดะ...ได้เข้าร่วมกับสถาบันมังกร!!"
"ฮะฮ่าฮ่าฮ่า สถาบันมังกร"
"ปะ...ปรมาจารย์จากแดนเทพมนุษย์"
ท่ามกลางเสียงโต้เถียงของผู้คนนับหมื่นหมื่นชีวิต กระแสโต้ตอบราวกับคลื่นสมุทรที่เกรี้ยวกราดพลันกลบหัวข้อการสนทนาของศพสิบศพหายไปกับสายลม เหตุใดจะต้องกังวลเกี่ยวกับฆาตกรผู้โหดเหี้ยมอีก? ในเมื่อเบื้องหน้ามีทั้งเจ้าเมืองและปรมาจารย์จากแดนเทพมนุษย์ พวกเขาทำให้รู้สึกปลอดภัยเสียยิ่งกว่าปลอดภัย
เหมยหลินที่ทะยานร่างขึ้นมาพลางเดินหลบไปข้างหลังก่อนหันมองไปทางปรมาจารย์ยูไค "ท่านอาจารย์ โปรดอภัยให้แก่ศิษย์ที่กระทำการมาสาย"
"โฮ่ๆ มิได้สายหรอก เจ้ามาทันเปิดงานการประลองอย่างพอดิบพอดีเลยล่ะ" ปรมาจารย์ยูไคกล่าวพลางหัวร่อก่อนสายตาของเขาจะจับจ้องไปยังหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีที่เดินทางมากับเหมยหลิน มิอาจรอดพ้นสายตาอันเฉียบคมประดุจพญาเหยี่ยวไปได้ก่อนเขาจะเอ่ยถาม
"เจ้ารู้จักกับเจ้าเด็กนั่นได้ยังไง ทุกครั้งที่ข้ามองมัน สัญชาตญาณของข้ากลับกรีดร้องถึงความอันตรายที่แผ่ซ่านออกมาจากมัน"
เหล่าศิษย์เอกและสามปรมาจารย์ หนึ่งเจ้าเมืองต่างได้ยินคำพูดของปรมาจารย์ยูไคอย่างแจ่มชัด แม้จะใช้คำว่า "เด็กนั่น" แต่ทุกคนกลับเข้าใจเป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นการสื่อถึงตัวบุรุษที่ก่อเหตุจนเกือบฆ่านายน้อยแห่งตระกูลใหญ่ไปในงานรื่นเริงก่อนการประลอง ปรมาจารย์ยูไคผู้ยิ่งใหญ่คนนั้นใช้คำว่าเป็นตัวอันตรายกับเจ้าเด็กเมื่อวานซืนเยี่ยงมันนะหรือ?
เหมยหลินที่ได้ยินเช่นนั้นใบหน้าพลันแปรเปลี่ยนเป็นขึงขังก่อนเอ่ยขึ้น "ท่านอาจารย์ช่างพูดถูกใจข้ายิ่งนัก" เหมยหลินคำนับหนึ่งคราก่อนเอ่ยต่อ "ข้ามั่นใจว่าสัมผัสการตรวจจับของข้าอยู่ในระดับเก้าซึ่งเป็นระดับที่สูงมากพอจะตรวจสอบได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ด้วยเหตุนี้ข้ากลับไม่อาจสัมผัสได้ถึงอุปกรณ์เวทมนตร์ที่เขาติดตั้งไว้ในตัวได้เลย"
ปรมาจารย์ยูไคพลันคิ้วขมวดเป็นปมก่อนเอ่ยขึ้น "เจ้าหมายความว่าเช่นไร?"
มิใช่แค่ปรมาจารย์ยูไคคนเดียวที่เป็นที่ประจักษ์ถึงสัมผัสการตรวจจับของเหมยหลินกระทั่งอีกสามปรมาจารย์หรืออีกสามศิษย์ก็ต่างเข้าใจมันเป็นอย่างดี ต่อให้เป็นเศษธุลีเธอก็สามารถระบุข้อมูลของมันได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
เจ้าเมืองกลับแสดงสีหน้าข่มขื่นใบหน้าแสดงออกมาราวกับคนอมทุกข์ เขาเป็นคนที่รู้เรื่องทุกอย่างดีรู้กระทั่งความเป็นมาของอัจฉริยะเช่นมัน ในเมื่ออัจฉริยะคนนี้เป็นศิษย์ของเขาผู้นั้นทุกอย่างย่อมทำใจยอมรับได้เพราะพลังอำนาจของอาจารย์มันสูงส่งยิ่งกว่ากระไรดีราวกับสัตว์ประหลาดในตำนานมาปรากฏกายอยู่เบื้องหน้า
"ข้าก็หมายความว่าเขาอาจไม่ได้ใส่อุปกรณ์เวทมนตร์ยังไงล่ะเจ้าค่ะ" เหมยหลินเอ่ยกล่าวกับปรมาจารย์ยูไคด้วยใบหน้าจริงจังอย่างที่สุดก่อนเอ่ยต่อ "ทุกอย่างจะเฉลยออกมาในการประลองครั้งนี้ว่าเขาเป็นคนลวงโลกหรือเป็นคนที่กุมทุกอย่างเอาไว้ในกำมือ"
..สเตตัสปัจจุบัน...
ชื่อ:กาติรัส อันเดลัส(เพศชาย) อายุ:15ปี เผ่าพันธุ์:มนุษย์กึ่งอันเดด อายุขัยโดยธรรมชาติ:อนันต์
เลเวล:5,555 พลังกาย:234,487 พลังเวทย์:837,993 อาชีพ:จักรพรรดิผีดิบ