บทที่ 14 ท่านอ๋องคงไม่ได้กำลังถูกทารุณกรรมอยู่หรอกนะ?
อีกด้านหนึ่ง ซูเหวินยวนก็รู้สึกโกรธจนทนไม่ไหว หากนางถูกพวกยายแก่ ไม่กี่คนควบคุมไว้ได้ ชีวิตที่ผ่านมาหลายปีของนางคงสูญเปล่า
เยว่ซิ่วกำลังตรวจสอบสินสอดตามรายการอย่างมีความสุข
ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
ของทุกอย่างในรายการอยู่ครบถ้วน ไม่ขาดตกบกพร่องแม้แต่อย่างเดียว
“เสื้อผ้ากับเครื่องประดับเอาออกมาใช้ได้ส่วนหนึ่ง ที่เหลือก็เก็บไว้ที่นี่แหละ ส่วนทองกับเงินก็มีพอใช้แล้ว”
ซูหยวนบิดาของนางไม่กล้าแม้แต่จะแตะต้องทองและเงิน คงเป็เพราะกลัวว่าจะเกิดเื่ หรือไม่ก็อาจจะอยากเก็บเงินก้อนนี้ไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน
ยึดสินสอดของผู้อื่นไป แต่กลับไม่ยอมให้เ้าของร่างเดิมมีชีวิตที่ดีขึ้นแม้แต่น้อย
“ซูหยวนไอ้คนบัดซบ!” ซูเหวินยวนสบถในใจ
ภายในห้องอักษร เฉิงหมัวมัวกำลังใส่สีตีไข่รายงานเื่ราวต่าง ๆ
เื่ที่เกิดขึ้นในวังหลวงนั้น เซิ่งจิ่งอวี้ทราบอยู่ก่อนแล้ว แต่เมื่อผ่านการบอกเล่าของเฉิงหมัวมัว ทุกอย่างก็กลายเป็ความผิดของซูเหวินยวนไปเสียหมด
“พระชายาเป็คนไม่ยอมเสียเปรียบผู้ใด ฝ่าาฮองเฮาเพียงแค่แสดงความเป็ห่วงท่านอ๋องมากขึ้นเพียงสองประโยค ก็ถูกพระชายาโต้กลับเสียแล้ว ฮองเฮาทรงเกรงว่าพระชายาจะโกรธ จึงมีรับสั่งให้บ่าวมาที่นี่เป็พิเศษเพื่อนำของขวัญมามอบให้พระชายาเป็การขออภัยเ้าค่ะ”
เซิ่งจิ่งอวี้ขมวดคิ้วถาม “พระชายาโต้ตอบเสด็จแม่ของข้าว่าอย่างไร?”
“เอ่อ...” เฉิงหมัวมัวทำท่าอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ พร้อมกับถอนหายใจยาว
เมื่อเห็นสีหน้าของเซิ่งจิ่งอวี้เริ่มบึ้งตึงน่ากลัวขึ้นเรื่อย ๆ เฉิงหมัวมัวจึงแสร้งพูดอย่างลำบากใจ
“เดิมทีฝ่าาฮองเฮารับสั่งว่าห้ามพูด แต่บ่าวรับใช้ท่านอ๋องมานาน ก็สุดที่จะทนเห็นท่านอ๋องถูกรังแกได้เ้าค่ะ นิสัยของพระชายา ท่านอ๋องคงต้องอบรมสั่งสอนให้ดีนะเ้าคะ ฮองเฮารับสั่งหนึ่งคำ นางก็มีสิบคำแปดคำรอสวนกลับ เช่นนี้จะเป็การสมควรได้อย่างไร?”
เซิ่งจิ่งอวี้พยักหน้า “ข้ารู้แล้ว”
เฉิงหมัวมัวกำลังจะลุกออกไป แต่พอนึกถึงพวกข้ารับใช้ในจวนขึ้นมาได้ จึงพูดเสริมอีกประโยค
“ข้ารับใช้ในจวนเหล่านี้ อย่างไรเสียก็รับใช้ท่านอ๋องมานานหลายปี จู่ ๆ พระชายาจะเปลี่ยนคนทั้งหมด หากข่าวแพร่ออกไปจะต้องกลายเป็ที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างแน่นอน ท่านอ๋องโปรดไตร่ตรองให้ดีเถิด”
เซิ่งจิ่งอวี้พยักหน้าอีกครั้ง “อืม”
เมิ่งฉีเดินไปส่งเฉิงหมัวมัวที่ด้านนอก เมื่อกลับเข้ามาก็เห็นเซิ่งจิ่งอวี้กำลังอ่านหนังสืออยู่
“ท่านอ๋องจะไม่ลงโทษพระชายาหรือขอรับ?” เมิ่งฉีเอ่ยถามด้วยความสงสัย
เซิ่งจิ่งอวี้ยิ้ม “ก่อนแต่งงาน ข้าไม่เต็มใจจะแต่ง ทุกคนต่างบีบคั้นให้ข้าแต่งกับนาง ทั้งยังกำชับนักหนาว่าห้ามทำร้ายนางเด็ดขาด มาตอนนี้พระชายาคนนี้ไม่ได้ดั่งใจพวกเขา พวกเขาก็คิดจะบีบให้ข้าลงโทษพระชายา
จะให้ทุกอย่างเป็ไปตามที่พวกเขา้าได้อย่างไร? ช่างฝันเฟื่องเกินไปแล้ว พระชายาคนนี้ ข้าว่าดีมากทีเดียว หากพวกเขาไม่พอใจ ก็ให้ไปหาวิธีจัดการกันเอาเองสิ”
เซิ่งจิ่งอวี้มักจะชอบทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับความ้าของทุกคนเสมอ
เฉิงหมัวมัวซึ่งยังไม่รู้ตัว ก็ได้เดินทางกลับไปยังวังเฉิงิอย่างภาคภูมิใจ
นางได้เล่าเื่ที่พระชายา้าจะเปลี่ยนข้ารับใช้ในจวนให้ฮองเฮาฟัง
“นี่เพิ่งจะแต่งงานกันแท้ ๆ แต่กลับสร้างเื่วุ่นวายได้ไม่น้อยเลย ดูท่าแล้วพระชายาผู้นี้ช่างโง่เขลาเสียจริง ยังไม่ทันจะตั้งหลักในจวนเฉินอ๋องได้มั่นคง ก็เริ่มลงมือจัดการคนอย่างไม่เกรงกลัวผู้ใดแล้ว?”
ฮองเฮายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มเต็มไปด้วยความดูแคลน
เฉิงหมัวมัวยิ้มเยาะ “หลังจากที่บ่าวได้พบท่านอ๋อง ก็ได้พูดทุกอย่างที่ควรพูดไปแล้วเพคะ ดูท่าว่าตำแหน่งพระชายาผู้นี้คงจะนั่งได้ไม่มั่นคงเสียแล้ว”
ฮองเฮาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยอย่างกังวล “ที่ข้ากลัวก็คือ จิ่งอวี้จะไม่ใส่ใจคำพูดของข้า”
เฉิงหมัวมัวปลอบโยนอย่างใจเย็น “พระนางทรงกังวลเกินไปแล้วเพคะ ในอดีตพระนางเพียงแค่บ่นหนึ่งประโยคว่าเหอกุ้ยเฟยไร้ซึ่งความเคารพยำเกรง ท่านอ๋องก็ถึงกับไปควักลูกตาของนางออกมา บัดนี้บ่าวเดินทางไปยังจวนเฉินอ๋องด้วยตนเอง ทั้งยังพูดไปมากมายถึงเพียงนั้น ท่านอ๋องย่อมไม่นิ่งเฉยอย่างแน่นอนเพคะ”
เมื่อเอ่ยถึงเื่นี้ ฮองเฮาก็ไม่อาจซ่อนความภาคภูมิใจไว้ได้
“จิ่งอวี้คนเดิมดีกว่าจริง ๆ บัดนี้การกระทำของเขาดูสุขุมเกินไปแล้ว ฝ่าามีรับสั่งห้ามไม่ให้เขาทำร้ายพระชายาคนนี้ เขาก็ยอมฝืนใจผ่อนปรนตามจริง ๆ
เขาถึงกับปล่อยให้บุตรสาวอนุภรรยาคนนั้นเหลิงจนไม่เห็นหัวใคร นึกว่าตัวเองเป็พระชายาจริง ๆ หรืออย่างไร!” ฮองเฮากล่าวออกมาอย่างไม่พอใจ
เฉิงหมัวมัวกล่าวพลางยิ้ม “พระนางวางพระทัยได้ พวกยายแก่ที่อยู่ในครัวเ่าั้ก็ไม่ใช่ธรรมดา จะยอมให้นางอาละวาดตามใจชอบได้อย่างไรกันเพคะ? ยิ่งไปกว่านั้น บ่าวยังได้แอบกระซิบชี้แนะไปสองสามคำ พวกนางย่อมรู้ดีว่าควรทำเช่นไรเพคะ”
ฮองเฮายิ้มอย่างพอใจ “เช่นนั้นข้าก็รอฟังข่าวดีได้เลยสินะ?”
“เพคะ! ใครใช้ให้นางไปล่วงเกินคนที่ไม่ควรล่วงเกินกัน!” เฉิงหมัวมัวกล่าวเสริม
ใน่มื้อกลางวัน บนโต๊ะอาหารยังคงมีแต่กับข้าวมังสวิรัติล้วน ๆ ซึ่งดูไม่น่ากินเลยแม้แต่น้อย
ซูเหวินยวนมองออกถึงท่าทีของห้องครัวแล้วว่าตั้งใจจะท้าทายกับนางให้ถึงที่สุด
หัวหน้าแม่ครัวเกายังคงอธิบายอย่างมีเหตุผลของตนเองว่า “ท่านอ๋องต้องกินยาอยู่ตลอด จึงรับของคาวไม่ได้ ่นี้จึงได้แต่กินอาหารรสจืดเท่านั้นเพคะ ในเมื่อพระชายาทรงแต่งเข้ามาในจวนแล้ว ก็ย่อมต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขกันเป็ธรรมดา อีกทั้งกับข้าวมังสวิรัติของจวนเราก็ทำได้ไม่เลว พระชายาลองชิมดูสิเพคะ”
ซูเหวินยวนไม่แม้แต่จะชายตามองนาง หัวหน้าแม่ครัวเกาเผยรอยยิ้มของผู้มีชัยก่อนจะเดินออกจากห้องโถงไป
“ท่านอ๋อง หมอกำมะลอคนไหนเป็คนรักษาท่านกัน?” ซูเหวินยวนทนไม่ไหวอีกต่อไป นางวางตะเกียบลงบนโต๊ะอย่างแรง
เซิ่งจิ่งอวี้กล่าวเรียบ ๆ “สำหรับข้า จะกินอะไรก็เหมือนกัน พวกแม่ครัวเป็คนที่เสด็จแม่ของข้าส่งเข้ามาเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ หากเ้าคุมพวกนางไม่อยู่ ก็ทำได้เพียงต้องอดทน”
เมื่อซูเหวินยวนได้ยินเช่นนั้น นางก็ลังเลอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
“พวกเขาไม่ได้กำลังทารุณกรรมท่านอยู่หรอกนะ?”
“...”
นางคิดไปถึงไหนกัน?
ทั่วทั้งเมืองหลวงนี้คงมีเพียงซูเหวินยวนคนเดียวที่คิดว่าเขาจะถูกข้ารับใช้ทารุณกรรม
เมิ่งฉีเบิกตากว้าง “พระชายาพูดจริงหรือขอรับ?”
ซูเหวินยวนพยักหน้าอย่างจริงใจ แม้นางจะคิดว่าคำว่าทารุณกรรมอาจจะดูเกินจริงไปบ้าง แต่พวกข้ารับใช้ในจวนอาศัยจังหวะที่เขามองไม่เห็น ต้องทำเื่หลอกลวงเขาไว้มากมายอย่างแน่นอน
“ร่างกายของข้าอ่อนแอ จึงต้องกินยาอยู่เสมอ พอกินยาก็ต้องงดเว้นของแสลง”
เซิ่งจิ่งอวี้พยายามอธิบายว่าตนไม่ได้ถูกทารุณกรรม
ซูเหวินยวนเบ้ปาก นางคิดในใจว่านี่แหละคือการทารุณกรรม ต่อให้ต้องงดเว้นของแสลง ก็ไม่ควรทำอาหารออกมาได้น่าตาเช่นนี้
การทำอาหารให้อร่อยภายใต้ข้อจำกัดเื่ของแสลง แม้จะยุ่งยาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่ได้ต้องงดเว้นของแสลงทุกวัน เพียงแต่บ่อยกว่าคนทั่วไปเท่านั้น การที่ในจวนทำอาหารแบบนี้เป็ประจำ ก็เป็เพียงการี้เีเท่านั้น
ที่เขาไม่ยอมรับ ซูเหวินยวนก็เข้าใจดี มันคือความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีอันเปราะบางนั่นเอง
เซิ่งจิ่งอวี้ไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขาจึงมองเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสารและเมตตาปรานีจากดวงตาของซูเหวินยวน…
หลังรับประทานอาหารเสร็จ ซูเหวินยวนก็หยิบยกอีกเื่หนึ่งขึ้นมา
“ข้าควรจะต้องไปจุดธูปให้อวี้เฟยหรือไม่?”
อย่างไรเสียนางก็เป็พระมารดาผู้ให้กำเนิดของเซิ่งจิ่งอวี้ ในเมื่อวันนี้เอ่ยถึงนางขึ้นมาแล้ว นางก็ควรจะทำอะไรสักอย่าง
มือของเซิ่งจิ่งอวี้ที่กำลังจิบชาชะงักไปครู่หนึ่ง ความรู้สึกในใจยิ่งซับซ้อนมากขึ้นไปอีก
“อืม”
หลังจากจุดธูปเสร็จ ซูเหวินยวนก็ไปจัดการเื่สำคัญของนางทันที คนพวกนั้นในห้องครัว นางต้องหาทางกำจัดออกไปให้ได้
นางส่งเยว่ซิ่วออกไปก่อนเป็อันดับแรก ให้นางใช้เงินก้อนโตไปหาข้ารับใช้และพ่อครัวที่ไว้ใจได้กลับมา พร้อมทั้งจ้างช่างฝีมืออีกสองสามคน
แม้ชื่อเสียงของจวนเฉินอ๋องจะไม่ค่อยดีนัก แต่นางให้ค่าจ้างสูง ย่อมต้องมีคนกล้าเสี่ยงอยู่บ้าง
ขณะเดียวกัน นางก็ให้คนทำความสะอาดห้องครัวเล็กในหอจู๋เยว่ของตนเอง
ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม เยว่ซิ่วก็พากลุ่มคนกลับมา
เมื่อคนเหล่านี้ได้ยินว่าเป็จวนเฉินอ๋อง แม้จะให้ค่าจ้างสูงก็ยังลังเลอยู่บ้าง แต่พอได้ยินว่าเป็พระชายาเฉินอ๋องที่เป็ผู้จ้าง พวกเขาจึงกล้าที่จะมา
เื่ที่ซูเหวินยวนช่วยหมอหญิงเมื่อคืนวานได้แพร่กระจายออกไปแล้ว
“เ้าไปเรียกเมิ่งฉีมา ให้เขามาคุยกับช่างฝีมือพวกนี้ว่าจะซ่อมแซมลานเรือนที่ถูกไฟไหม้ได้อย่างไร ส่วนคนอื่น ๆ ข้าต้องดูก่อนแล้วค่อยตัดสินใจว่าจะจ้างหรือไม่”
คนที่ตำแหน่งสูงที่สุดในจวนจริง ๆ แล้วคือองครักษ์ข้างกายของเซิ่งจิ่งอวี้ พวกเขารับผิดชอบงานจิปาถะทุกอย่าง
แต่่นี้พวกเขาไม่อยู่ เหลือไว้เพียงเมิ่งฉีคนเดียว
ถามเื่แบบนี้กับเขาย่อมไม่ผิดแน่นอน
เยว่ซิ่วกล่าวอย่างลังเล “พระชายาเพคะ ไม่ว่าจะเป็ช่างฝีมือหรือพ่อครัว ท่านให้ค่าจ้างสูงกว่าพวกข้ารับใช้และแม่บ้านในจวนเกินหนึ่งเท่าตัวเลยนะเพคะ นี่ล้วนแต่เป็เงินของท่านทั้งสิ้น”
ซูเหวินยวนกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “ไม่นับว่าเยอะหรอก”
ตอนนี้นางคือเศรษฐีนี อย่าว่าแต่จ้างคนไม่กี่คนนี้เลย ต่อให้เลี้ยงคนอีกหลายร้อยคนก็ยังไหว
ด้วยชื่อเสียงของจวนอ๋องในตอนนี้ หากไม่ให้ค่าจ้างสูง ใครจะเต็มใจมากันเล่า