ตอนที่ 39 เปลี่ยนเหตุร้ายให้กลายเป็นดี
เซิ่งอันหนิงรู้สึกถึงบางสิ่งที่ผิดปกติในขณะที่ท่อนไม้ถูกเหวี่ยงออกไป เธอจึงโน้มตัวไปข้างหน้าตามสัญชาตญาณและกลิ้งไปหนึ่งตลบ
ท่อนไม้หนาฟาดกับพื้นจนเกิดเสียงดังสนั่น
คนที่ย่องมาข้างหลังรีบไปหยิบท่อนไม้ขึ้นมา และวิ่งเข้าไปหาเซิ่งอันหนิง
ครั้งนี้เซิ่งอันหนิงไม่สามารถหลบได้ ถ้าเธอหลบ ท่อนไม้นั้นก็จะโดนคุณป้าที่นอนอยู่บนพื้น คุณป้าอายุมากขนาดนี้แล้วจะหลบได้อย่างไร?
เซิ่งอันหนิงยกมือทั้งสองบังศีรษะของตนเอาไว้ หญิงสาวหลับตาและเตรียมตัวรับแรงกระแทกจากท่อนไม้
เซิ่งอันหนิงได้ยินเสียงดังก้อง มันเป็นเสียงของหนักหล่นกระทบพื้น แต่เธอกลับไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดอะไรเลย
เซิ่งอันหนิงลดแขนลงอย่างลังเล ก็พบกับโจวสือซวินที่ไม่รู้ตามมาตั้งแต่ตอนไหน ชายหนุ่มกำลังเหยียบร่างของคนร้ายผู้นั้นเอาไว้และถอนหายใจอย่างโล่งอก
เห็นได้ชัดเจนว่าคุณป้าตกใจเป็นอย่างมากและยังบาดเจ็บที่ขา สักพักนางก็ลุกขึ้นนั่งเอามือกุมขาเอาไว้พร้อมกับตะโกนด่าทอออกมา
เซิ่งอันหนิงไม่สนใจสิ่งใด เธอรีบเข้าไปตรวจร่างกายของคุณป้าก่อน “คุณป้าเจ็บตรงไหนหรือเปล่า? ปวดหลังหรือตรงไหนหรือเปล่าคะ?”
คุณป้าชี้ไปที่ข้อเท้า “ไม่เป็นไรจ้ะ แค่เจ็บเท้า เจ้าพวกนี้สมควรถูกสับเป็นพันเป็นหมื่นครั้งนัก” หลังจากพูดจบ นางก็รู้สึกเศร้าเสียใจกับการถูกขโมยเงินที่หามาได้จากการตั้งร้านทั้งวัน เอามือเช็ดน้ำตาป้อย ๆ
ตอนที่โจวสือซวินและหลัวไฉ่เสียออกมาจากโรงพยาบาล พวกเขาก็เห็นเซิ่งอันหนิงกำลังวิ่งเข้าไปหาคุณป้าที่ได้รับบาดเจ็บ จากนั้นก็เห็นใครบางคนถือไม้ย่องเข้ามาข้างหลังเงียบ ๆ
ชายหนุ่มไม่กล้าเอ่ยเตือนเพราะกลัวทำให้คนร้ายบันดาลโทสะมากกว่าเดิม วินาทีนั้นหัวใจของเขาได้หล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม จึงรีบวิ่งเข้าไป และโชคดีที่เข้าไปได้ทัน
ชายหนุ่มก้มตัวลงไปหาคนร้ายผู้ชายที่ดูมีอายุประมาณยี่สิบกว่า ๆ “แกจะทำอะไร!”
คนร้ายคาดไม่ถึงว่าจู่ ๆ ชายหนุ่มที่ปรากฏตัวออกมาจะมีกำลังมากถึงเพียงนี้ ลูกเตะของโจวสือซวินทำให้เขาเจ็บร้าวไปถึงหน้าอกจนรู้สึกเหมือนกระดูกจะหัก และตกใจกับความน่ากลัวของโจวสือซวินจนตัวสั่น “ก็แค่… ก็แค่อยากจะได้เงิน”
โจวสือซวินบีบคอของชายหนุ่ม เห็นได้ชัดว่าเขาไม่เชื่ออีกฝ่าย “จะขโมยเงินทำไมต้องย่องมาจากข้างหลัง? พูด!”
แข้งขาของคนร้ายอ่อนปวกเปียก “ไม่ใช่… ก็แค่เห็นว่าผู้หญิงคนนี้สวยมาก ๆ เลยแค่อยากจะตีให้สลบ…”
หลัวไฉ่เสียที่ตามมาได้ยินคำพูดของคนร้าย หล่อนจึงได้เอ่ยขึ้นอย่างตกใจ “อาซวิน ช่วงนี้ในอำเภอไม่สงบเลย มีคนถูกปล้นและหญิงสาวก็หายตัวไป…”
คนร้ายรีบเอ่ยขึ้น “ไม่ใช่ผม นี่เป็นครั้งแรกของผม…”
โจวสือซวินครุ่นคิดและมองดูหลัวไฉ่เสีย “คุณไปเรียกคนจากแผนกรักษาความปลอดภัยของโรงพยาบาลมา และส่งหมอนี่ไปสถานีตำรวจซะ”
หลัวไฉ่เสียพยักหน้าและไปเรียกคนที่โรงพยาบาล
โจวสือซวินจับแขนทั้งสองข้างของคนร้ายและกระชากจนข้อไหล่หลุด จากนั้นจึงปล่อยให้คนร้ายที่ขยับตัวไม่ไหวนอนอยู่บนพื้น
เซิ่งอันหนิงสัมผัสข้อเท้าของคุณป้าเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีส่วนไหนที่ได้รับบาดเจ็บ และมองดูการเคลื่อนไหวที่คล่องแคล่วของโจวสือซวิน ในใจยังรู้สึกหวาดกลัวไม่หาย “โชคดีมากที่คุณมาทัน ไม่อย่างนั้นคืนนี้ฉันคงแย่”
ถ้าถูกตีขึ้นมาจริง ๆ ก็ไม่รู้ว่าเธอจะถูกขายเป็นภรรยาใครบนภูเขาลูกไหน
เมื่อคิดดูแล้วก็รู้สึกหวาดกลัวเป็นอย่างมาก
จู่ ๆ เธอก็นึกถึงการเคลื่อนไหวเมื่อครู่ของโจวสือซวิน หญิงสาวจึงรีบลุกขึ้น “แผลของคุณเป็นอย่างไรบ้าง?”
โจวสือซวินรู้สึกว่ามีของเหลวร้อน ๆ ไหลออกมาจากท้องของตน แต่กลับส่ายหน้าไม่ยอมพูดความจริง “ไม่เป็นไร ผมระวังดี”
แต่เซิ่งอันหนิงกลับไม่วางใจ “เดี๋ยวฉันดูให้”
ไม่นานหลัวไฉ่เสียก็ได้พาคนจากแผนกรักษาความปลอดภัยมา โจวสือซวินเดินไปกดแขนของคนร้ายอีกครั้งขอให้พวกเขานำตัวชายผู้นี้ไปส่งให้ตำรวจ
เมื่อผู้คนจากไป หลัวไฉ่เสียก็พบว่าหล่อนรู้จักคุณป้าที่นั่งอยู่บนพื้น จึงรีบนั่งยอง ๆ ลงไปด้วยความประหลาดใจ “ป้าอู๋? ป้าเจ็บตรงไหนหรือเปล่า? ไปตรวจดูที่โรงพยาบาลไหมคะ?”
วันนี้ป้าอู๋ถูกปล้นเงินที่ขายบะหมี่ไปหมดแล้ว หากต้องไปโรงพยาบาลอีกก็กลัวว่าจะใช้เงินมากเกินไป จึงรีบโบกมือ “ไม่ต้อง ๆ เมื่อครู่แม่หนูคนนั้นบอกว่าไม่ได้เจ็บถึงกระดูก กลับไปทายาก็หายแล้ว ”
เซิ่งอันหนิงเอ่ยเตือนมาจากข้าง ๆ “คุณป้า หลังบาดเจ็บภายในเจ็ดสิบสองชั่วโมงห้ามทายาสมุนไพร จะต้องใช้วิธีประคบเย็น กลับไปใช้ผ้าขนหนูห่อหิมะประคบบริเวณที่บวมนะคะ”
หลังจากนั้นจึงหันไปถามโจวสือซวิน “พวกเราต้องไปเป็นพยานที่สถานีตำรวจหรือเปล่าคะ?”
โจวสือซวินส่ายหน้า “ผมจะส่งคุณกลับที่พัก จากนั้นผมค่อยไปก็ได้”
แต่เซิ่งอันหนิงยังคงคิดถึงเรื่องบาดแผลของโจวสือซวิน “ไปด้วยกันเถอะค่ะ แผลของคุณน่าจะเปิดแล้ว”
ต่อให้โจวสือซวินจะแข็งแรงขนาดไหน แต่ร่างกายเขาก็ยังประกอบจากเลือดและเนื้อ การเคลื่อนไหวเมื่อครู่ย่อมส่งผลกระทบต่อแผลของเขาแน่นอน
ในขณะที่ทั้งสองสนทนากัน หลัวไฉ่เสียก็ได้ประคองป้าอู๋ขึ้นมา “อาซวิน พวกคุณไปจัดการเรื่องนี้ก่อนเถอะค่ะ ฉันจะไปส่งป้าอู๋กลับ”
โจวสือซวินขมวดคิ้วด้วยความลังเล เซิ่งอันหนิงเข้าใจได้ในทันที ตอนนี้ก็มืดแล้วไฟบนถนนก็มืดสลัวและหลาย ๆ ที่ก็ไม่มีเสาไฟ
และตรงนี้ก็คือฝั่งตะวันตกของอำเภอ เซิ่งอันหนิงเพิ่งจะได้ยินคุณป้าบอกเมื่อครู่ว่าหลัวไฉ่เสียเปิดร้านตัดเสื้ออยู่ทางฝั่งตะวันออก
เกิดเรื่องราวสองเรื่องขึ้นพร้อมกัน โจวสือซวินจะวางใจให้หญิงสาวและหญิงชรากลับไปแบบนี้ได้อย่างไร
เซิ่งอันหนิงจึงรีบเอ่ยขึ้น “ให้พวกเราไปส่งเถอะค่ะ พวกคุณไปกันสองคนพวกเราไม่วางใจ อาจจะมีพวกคนร้ายอีกก็ได้”
โจวสือซวินมองดูเซิ่งอันหนิงด้วยความซาบซึ้ง ชายหนุ่มเป็นกังวลมาก ๆ ว่าหลัวไฉ่เสียกับคุณป้าจะไม่ปลอดภัย และเขาเองก็ไม่สามารถทิ้งเซิ่งอันหนิงไว้ตามลำพังได้
ท้ายที่สุดคุณป้าเจ้าของแผงบะหมี่ก็ขึ้นไปนั่งบนรถเข็น มีโจวสือซวินเป็นคนเข็นรถและหลัวไฉ่เสียคอยประคองอยู่อีกฝั่ง
เซิ่งอันหนิงไม่ชอบทำอะไรที่เหนื่อยเกินไป เธอจึงเดินตามโจวสือซวินอยู่ข้าง ๆ และหันไปมองหลัวไฉ่เสียสลับกับโจวสือซวิน เธอพยายามไม่คิดเรื่องนี้ อย่างไรเสียเรื่องนี้มันก็เป็นเรื่องบังเอิญ
ถนนก็อยู่ห่างจากโรงพยาบาลไม่มากนัก ทำไมถึงเกิดเรื่องร้ายแรงแบบนี้ขึ้นได้?
เธอรีบเร่งฝีเท้าเข้าไปข้าง ๆ หลัวไฉ่เสีย “พี่ไฉ่เสีย ในอำเภอช่วงนี้มีเรื่องวุ่นวายแบบนี้เสมอเลยเหรอคะ?”
ไม่รอให้หลัวไฉ่เสียเอ่ยปากพูด คุณป้าที่นั่งอยู่บนรถเข็นก็เอ่ยขึ้น “ใช่น่ะสิ เมื่อสองวันก่อนมีเด็กสาวบ้านตระกูลหวังตรงถนนใกล้ ๆ กับบ้านพวกเรา ปีนี้เพิ่งจะอายุได้สิบแปด ทำงานเป็นคนจดบันทึกในโรงงานอิฐและกระเบื้อง ทุก ๆ วันกว่าหล่อนจะได้กลับบ้านท้องฟ้าก็มืดแล้ว ผลปรากฏว่าหล่อนไม่ได้กลับบ้านมาแล้วสองวัน คนที่บ้านออกไปตามหาก็ไม่พบ”
หลัวไฉ่เสียเอ่ยต่ออย่างนุ่มนวล “ทางโรงงานบอกว่าหล่อนเลิกงานตรงเวลาในวันนั้นด้วย แต่หล่อนกลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย และก็ไม่มีใครพบตัวหล่อนจนถึงตอนนี้ ตำรวจเองก็ไม่พบเช่นกัน”
“ใช่แล้วล่ะ นี่คือสิ่งที่เรารู้ และยังได้ยินมาอีกว่าที่อื่นก็มีหญิงสาวหายตัวไปเหมือนกัน จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครเห็นว่าพวกหล่อนเป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้าง”
เซิ่งอันหนิงรู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก “กล้าทำถึงขนาดนี้เลยหรือคะ? ”
ว่ากันว่าคนในยุคสมัยนี้เป็นคนที่ซื่อสัตย์ไม่ใช่หรือ? คาดไม่ถึงว่าจะกล้าทำผิดกฎหมายได้โจ่งแจ้งในยุคที่กฎหมายเข้มงวดขนาดนี้
พวกเขาสนทนากันจนไปถึงฝั่งตะวันออกของเมือง ร้านตัดเสื้อของหลัวไฉ่เสียตั้งอยู่ริมถนน โดยมีกระดานไม้แขวนอยู่ที่ประตู เขียนด้วยอักษรสีแดงไว้ว่า ‘ร้านตัดผ้าไฉ่เสีย’
ป้าอู๋ขอให้โจวสือซวินส่งนางที่ริมถนน “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร เธอเอารถไว้ที่หน้าร้านของไฉ่เสียนี่แหละ ฉันจะค่อย ๆ กลับ พวกเธอเหนื่อยมามากแล้ว รีบกลับไปพักเถอะ”
พวกเขาไม่สามารถขัดคุณป้าได้ จึงทำได้เพียงมองนางเดินกะเผลกเข้าไปในตรอก
หลัวไฉ่เสียมองดูร้านเล็ก ๆ ของหล่อนอีกครั้ง ไฟถนนส่องป้ายร้านอย่างชัดเจน ทำให้หล่อนยิ้มขึ้น “อาซวิน คุณสอนฉันเขียนอักษรพวกนี้ คุณลองดูสิว่ามันพัฒนาขึ้นบ้างไหม”
…………………………………………………………………………………………………………………………
สารจากผู้แปล
สภาพเมืองน่ากลัวมาก ไม่ต่างจากบริเวณเปลี่ยวร้างไม่มีไฟฟ้าเข้าถึงของบ้านเราเลยค่ะ เอื้อต่อการโดนปล้นโดนฉุดมาก
เสียเงินไปแล้วก็เสียไปนะคุณป้า ถือว่าฟาดเคราะห์
ระลึกความหลังกันบ่อยขนาดนี้ อันหนิงจะคิดมากเอาน่ะสิพี่โจว
ไหหม่า(海馬)