บทที่ 56: คบเพลิง
คุณป้าไปเตรียมกับข้าวเลี้ยงคนกลุ่มใหญ่ ส่วนคุณลุงเข้าห้องนอนไปหาของอะไรบางอย่าง ลัคนาออกไปข้างนอก เปิดประตูเข้าไปในโรงยิม พื้นปูด้วยแผ่นโฟมหลากสี โดนเหยียบย่ำจนเก่าหมอง เท้าจำความรู้สึกของมันได้แต่ความทรงจำก็ไม่ย้อนกลับมาในตู้มีดาบหวายเก็บไว้ บางอันเก่าจนกะบังครอบมือบิ่นไม่เป็นรูป หมวกกันกระแทกก็มีกลิ่นตุๆแถมฉุนด้วยกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ
ห้องกว้างแต่กลับปิดประตูหน้าต่างทุกบานสนิท ภายในจึงอบอวลด้วยกลิ่นแอร์เก่าและน้ำยาถูพื้นได้กลิ่นแล้วก็รู้สึกคิดถึงจนเกือบหลั่งน้ำตาอีกรอบ
ฝนเริ่มลงเม็ด
ลัคนานึกถึงภาพที่ดันทาเลียนเคยแสดงให้เห็น ก่อนผ่าตัดเปลี่ยนหัว เธอมองพระอาทิตย์ตกดินและหันหลังไปเห็นดอกเตอร์...
นั่นเป็นความทรงจำของเธอไม่ผิดแน่
ทุกสิ่งที่ได้ฟังมาทั้งบ่ายนี้เหมือนฝันตื่นหนึ่ง เธอไม่อยากเชื่อว่าเกิดอะไรขึ้นไม่อยากรับรู้ความจริงเกี่ยวกับตัวเอง
แต่...เธอไม่อาจปฏิเสธมันได้ เพราะเธอและดอกเตอร์ คนมากมายจึงต้องเจ็บปวดอย่างไม่อาจเยียวยาและหากเธอไม่กลับไปเป็นรินคำ...หากเธอไม่อาจเป็นรินคำ การทดลองMTเพื่อเก็บข้อมูลมาสร้างโปรโตไทป์ก็จะไม่มีวันจบ
“นี่”
ฮิบิคิเปิดประตู กลิ่นฝนทะลักเข้ามา
“ฮิบิคินี่...เวลาฉันรู้สึกไม่ดีทีไรก็หาฉันเจอตลอดเลยนะ”
เด็กหนุ่มใช้ไม้ค้ำเดินเข้ามาด้านใน
“ปกติเธอเรียนดาบในห้องนี้สินะ แต่ก่อนเธอเคยเล่าให้ฟังบ้าง”
“...อื้อ ฉัน กับ...”
เด็กสาวไม่อาจทำใจพูดชื่อลัคนาเหมือนอีกฝ่ายเป็นคนอื่นได้ เธอเอื้อมมือแตะคอไม่มีรอยแผลเป็น แต่ตรงไหนสักแห่ง เนื้อเยื่อของรินคำและลัคนาบรรจบกัน
เธอไม่อยากเชื่อสิ่งที่หมอคริสพูด แต่... ทุกอย่างที่รู้ก็ชี้ไปที่ความจริงที่ว่าลัคนากับรินคำกลายเป็นคนเดียวกันไปแล้ว
ฮิบิคิสังเกตท่าทีของเธอก็เปลี่ยนเรื่อง
“ฉัน...เสียขาไปตอนเครื่องยนต์เรือโดยสารระเบิด”
“...เรือโดยสาร...?”
“อือ เรือโดยสารที่คลองแสนแสบ ระเบิดตอนอยู่หน้าวัด...พูดไปเธอคงไม่รู้จักตอนนั้นมีควันโขมง แล้วเครื่องยนต์ก็ระเบิดเสียงดังลั่น ประกายไฟลุกท่วม ผู้โดยสารหนีกันอลหม่านตกน้ำกันก็ไม่น้อย... ฉันโดนไปหลายแผลจนต้องรีบหามส่งโรงพยาบาล พอตื่นขึ้นมาก็รู้ตัวว่าเดินแบบปกติไม่ได้แล้ว”
“ไม่นะ...”
“ตอนอยู่ญี่ปุ่น ฉันอยู่ชมรมกรีฑา ตอนพ่อแม่มาทำงานเมืองไทยเมื่อหลายต่อหลายปีก่อนฉันก็เข้าชมรมกรีฑาของโรงเรียนที่นี่ด้วย พอฉันบาดเจ็บ คนในชมรมมาเยี่ยม แต่ยิ่งเห็นสายตาสงสารของพวกนั้นเท่าไหร่ฉันยิ่งทนไม่ได้เท่านั้น” เด็กหนุ่มยืนเอาหลังพิงผนัง “แต่ก่อนฉันฝันว่าจะได้แข่งระดับประเทศแต่ทุกอย่างก็พัง... เพิ่งอายุ 15 แท้ๆ แต่อนาคตในฐานะนักกีฬาก็ดับเสียแล้ว”
เด็กหนุ่มทอดสายตามองทิวทัศน์ข้างนอกที่ถูกฉาบด้วยสีเทา
“หลังจากนั้น ฉันไม่ให้ใครเข้าเยี่ยม เก็บตัวอยู่แต่ในห้อง ไม่ยอมทำกายภาพบำบัดสภาพย่ำแย่จนอยากหัวเราะตัวเอง แล้วสุดท้ายก็ได้เจอเธอ...” เขาหลับตา “แต่แล้วฉันก็ตกลงเข้าร่วมโปรเจกต์สตาร์ดัสต์เรล์ม เพราะตอนนั้นฉัน...หลงทาง ไม่เหลืออะไรเลย ไม่มีเป้าหมายในชีวิต... ถึงกลับไปโรงเรียนก็ได้แต่ผลาญเวลาไปวันๆแถมไอ้ชุดขาวนั่นก็สัญญาอีกว่าถ้าฉันเข้าไปในเกมนั่น จะทำให้ฉันวิ่งเร็วที่สุด เงียบที่สุดเหมือนว่าตัวเองเป็นแค่ลมหอบหนึ่ง”
“ฮิบิคิตัวเล็กแต่วิ่งเร็วมาก”
“นี่... เลิกตอกย้ำเรื่องที่ฉันตัวเล็กสักที จะบอกว่าฉันเตี้ยก็พูดมาตรงๆ”
“แล้วมันไม่ดีตรงไหนเหรอ?”
“...” ฮิบิคิเลิกคิ้ว แล้วก็หลุดหัวเราะ
“อะไรเล่า?”
“เปล่า ถึงเธอจะสับสนว่าตัวเองเป็นใคร แต่คนที่ฉันเจอที่โรงพยาบาล คนที่ทำให้ฉันรู้สึกคุ้นเคยตอนอยู่ในบาเรียคนที่ช่วยฉันตอนพักฟื้น แล้วก็คนที่ฉันชอบ... คนคนนั้นคือเธอไม่ผิดแน่”
“คนที่—”
เด็กสาวพูดยังไม่ทันจบประโยคก็หน้าแดงฉ่า ฮิบิคิเองก็เบนสายตาไปทางอื่นด้วยความเขิน
“ก็นั่นแหละ! นั่นคือสิ่งที่ฉันจะพูดกับเธอตอนนั้น แต่เธอดันเอาดาบจิ้มคอตัวเองก่อนเลยไม่ทันได้ฟัง!”
ลัคนาจ้องเขาอึ้งๆ
“...ตะกี้หลอนเหมือนปีกับอึนริวยืนอยู่แถวนี้เลย”
“จะไปอยู่ได้ไง?!”
เด็กสาวพยายามกลั้นหัวเราะสุดความสามารถ
“ตอนนี้ฉันคงต้องพูดว่าฟอร์มแตกเลยใช่ไหม...?”
“เธอจำได้แล้วเหรอ?”
“จำได้แค่ตอนในบาเรีย”
“อันที่จริง ฉันคิดมานานแล้วว่ามันไม่เหมือนอะไรที่จะออกจากปากเธอเลย เหมือนกับว่า...คนพูดคือรินคำที่อยู่ในตัวเธอมากว่า”ฮิบิคิพึมพำ “ตอนอยู่ที่โรงพยาบาล ฉันอยู่กับเธอแทบจะตลอดเวลาเพราะไม่มีใครคุยด้วยฉันงอแงเรื่องทำกายภาพมาก เอาแต่ใจจนผลักเธอทำโน่นทำนี่ตามใจชอบ พอมานึกถึงตอนนี้แล้วเป็นอะไรที่น่าอายจริงๆ”
เสียงฝนข้างนอกดังเปาะแปะ
“...ฉันจะชนะพวกนาโนแมชชีนในสมองได้รึเปล่านะ? สักวันจะชนะความรู้สึกนึกออกแต่นึกไม่ออกนี่ได้รึเปล่า...?” ลัคนาจ้องโลกสีเทานอกหน้าต่าง “หรือ...ฉันไม่มีความทรงจำแบบนี้ดีที่สุดแล้ว?”
“เธอคิดว่าไงล่ะ?”
“...นั่นสินะ” ลัคนายิ้มมุมปาก “ฉันต้องตัดสินใจเองสินะ...”
ฮิบิคิบีบมือเธอแน่น ลัคนารู้สึกมีกำลังใจขึ้นมานิดหน่อย
ปัจจุบัน... เธอก็คือเธอ
...
“เหมือนพวกเราจะ...เข้าไปพัวพันกับอะไรที่สุดยอดจริงๆ” ฝันเอ่ย
“เออ ดีละที่ไม่พานังเอกมาด้วย ไม่อย่างนั้นได้สลบคาบ้านคนอื่นแน่” นารีพูด
“มันจะดีกว่านี้ถ้าฉันไม่มีผู้หญิงสี่คนในบ้าน” วศินหน้านิ่ว
“นายกล้าไล่ไอชาเหรอ?!”
“เปล่าไล่ แค่บอกว่าอยู่ดีๆ มีผู้หญิงสี่คนโผล่มาขอที่พักชั่วคราวมันทำให้ครอบครัวฉันจะเป็นบ้ากันอยู่แล้ว”
“แต่ว่า...หอมแฮะ กลิ่นเป็ดย่างใช่มั้ยเนี่ย?” นารีทำจมูกฟุดฟิด เมินสิ่งที่วศินพูดเหมือนที่วศินเคยเมินเธอ “หิวเลย”
“เฮ้ นารีใช่ไหม?”
คนโดนเรียกสะดุ้งตัวโยน มองไปทางต้นเสียงก็เห็นหนุ่มรัสเซียกับหมอชาวแคนาดายืนอยู่
“มะ มีอะไร...?”
“พอดีฉันอยากรู้รายละเอียดว่าทำไมเธอถึงมีภูมิ”
“เพราะเธอไม่มีความเครียดเลยสักนิดไงล่ะครับ ถึงไม่แสดงอาการ” วศินพูดหน้าตาย
“ฉันก็เครียดเป็นนะยะ!” เด็กสาวผมแกละเคี้ยวฟัน “ฉันเครียดจนเคยเกือบฆ่าตัวตายตอนโดนน้า...แต่สุดท้ายฉันก็ไม่เป็นไร”
“เธอใกล้ชิดกับคุณน้ามากขนาดไหน?”
“อยู่บ้านเดียวกัน ไม่ได้แชร์ของใช้ส่วนตัวแต่กินข้าวด้วยกัน” นารีตอบคล่องปากแม้เหตุการณ์จะผ่านไปนานแต่เธอจำได้ทุกรายละเอียด “ฉันจำได้ดีเลยว่าตอนนั้น...น้ำลายน้าหยดใส่ปากแผลฉันด้วยถ้ามันติดต่อกันได้เหมือน HIV หรือพิษสุนัขบ้า ตอนนี้ฉันคงกลายเป็นซอมบี้ไปแล้ว”
“เธอมีภูมิแพ้ไหม?”
“ก็... เท่าที่รู้ก็ไม่ มีแต่คัดจมูกตอนดึกๆ ทำไมเรอะ?”
“เราไม่มีเครื่องมือจะตรวจเธอ แล็บที่มีเครื่องมือก็ใช่ว่าจะเดินดุ่มๆเข้าไปได้ ต้องทำเอกสารวุ่นวาย ยิ่งฉันไม่มีวุฒิไม่มีสังกัดยิ่งแล้วใหญ่” ยูริยกมือแตะคาง“เธอเป็นหนึ่งในคนมีภูมิที่แน่ใจได้ว่าเคยสัมผัสโดยตรงกับผู้ป่วย... เหมือนกับอริสที่ถูกใช้เป็นหนูทดลองวัคซีนถ้าเรารู้สาเหตุที่พวกเธอสองคนไม่แสดงอาการป่วยได้ มันอาจเป็นหนทางเดียวที่จะช่วย MT ทุกคน”
นารีกลืนน้ำลายอึกใหญ่
“ถ้าอย่างนั้นก็ได้! นางเอกอย่างฉันมีหน้าที่ช่วยโลกอยู่แล้ว!” เธอยืดอกทำใจดีสู้เสือกลัวถูกเจาะเลือดหรือมัดกับเตียงตรวจโรคแค่ไหน เธอคงทนได้แหละ “แต่ฉันยังรู้สึกผิดไม่หายเลยตะกี้เกือบโดนเจ้คนนั้นต่อยเลือดกบปากแล้ว ปกติผู้เล่นก็ไม่ได้ชอบไปตบ MT หรอกเพราะมันรู้สึกไม่ดี ยกเว้นบางพวกที่เดือดร้อนหาของไม่ได้จริงๆ...ไม่น่าหาเรื่องไปล่า MT เลย...”
“เธอฆ่าคู่หูของฉัน” ยูริเอ่ยเสียงเรียบ “ฉันอยากฆ่าเธอหลายครั้งมาก แต่เธอเองก็โดนดอกเตอร์หลอกใช้เอาดาต้าฉะนั้นฉันจะไม่ทำอะไร เพราะในโลกความเป็นจริงเรายังมีกฎหมายอยู่ จริงไหม?”
“เอ๊ะ อย่าบอกนะว่า...” นารีเบิกตากว้าง ถอยกรูดจากชายหนุ่มเจ้าของดวงตาสีเขียว“นายคือคนที่เอามีดจ้วงท้องฉันตอนนั้นเหรอ?! แม่งเอ๊ย แค่นึกถึงท้องยังปวดตุบๆอยู่เลย!!!”
“อ้อ จริงสิ ตอนนั้นฉันอยากควักลูกตาเธอด้วย”
“กรี๊ด!!!” นารีกระโจนไปหลบหลังฝัน ฝันเองก็กลัวจนถอยชนกำแพง เห็นอย่างนั้นไอชาก็รีบเข้ามาห้ามทัพสีหน้าของยูริดูไม่ออกเลยว่าจะเอาจริงขึ้นมาตอนไหน
“ทุกคนต้องช่วยกัน” เธอบอก ยูริฟังอย่างนั้นก็ยักไหล่
“เห็นแก่ที่เพื่อนคนนี้ของเธอเคยพยายามช่วยเรืองฤทธิ์”
“...” ไอชานึกออกทันที “ขอโทษที่ตอนนั้นช่วยไม่ทัน...”
“มันผ่านไปแล้ว เรืองฤทธิ์ตัวจริงยังมีชีวิตอยู่ รับไว้แค่น้ำใจก็พอ”
“ล้อเล่นแรงไปหน่อยนะครับ...” วศินยิ้มแหย “ตอนบุกบาเรียครั้งใหญ่ คนนำทัพเป็นหัวหน้ากิลด์ใหญ่ที่สุดของเกมอย่างสลีปปิ้งฟอเรสต์ทั้งนารีกับฝันก็เข้าร่วม เห็นว่าทะลุผ่านบาเรียได้เพราะมีคนในช่วย ตอนนั้นทำร้ายมนุษย์จริงๆไปไม่รู้กี่คน แต่สุดท้ายเพราะเห็นแก่ไอเทมดีๆ...”
“ฉัน...เห็นแก่ไอเทมจริงๆ นั่นแหละ” นารีเกาะไหล่เพื่อนสาว โผล่หน้าออกมา“แต่อย่างที่เคยบอก ถ้าฉัน...ถ้าผู้เล่นคนไหนรู้ว่าแท้จริง MT เป็นมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจ พวกเราไม่มีทางทำแบบนั้นเด็ดขาดพวกเรายังเป็นคนที่รู้ผิดชอบชั่วดีนะ ถึงเล่นเกมก็ไม่ทำให้เรากลายเป็นฆาตกรหรอก”
“เฮ้อ... ถ้าจะกลับไปเล่นเกม รอบนี้ขอเล่นเกมปลูกผักเสมือนจริง จีบหนุ่มในเกมไปวันๆดีกว่า...” ฝันพูดกับตัวเอง
“ว่าอะไรนะแตงกวา?”
“ปะ เปล่าจ้ะ...”
“ตะกี้นายบอกว่าเพราะมีคนในช่วย... มี MT ที่สมรู้ร่วมคิดกับผู้เล่นเหรอ?” ยูริถามขึ้น
“ฉันได้ยินแค่ว่ามี MT ช่วยชี้จุดเปราะของบาเรียแลกกับการที่จะมีผู้เล่นคุ้มกันไปที่เมืองหลักแต่ไม่รู้ถึงขนาดเป็นใครชื่ออะไรหรอกค่ะ ไม่รู้ด้วยว่าสรุปได้ไปถึงเมืองรึเปล่า”ฝันตอบ
“ถึงไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่ฉันพอเดาได้...”
หลังจากนั้น หัวข้อสนทนาก็เริ่มออกทะเลเพราะแต่ละคนเครียด หลังจากนั้นคุณป้าก็ตามทุกคนไปนั่งล้อมวงทานอาหารเย็น
...
“นี่...คุณพี่สาวน่ะ”
ระหว่างคนอื่นๆ กำลังพูดคุยกัน อรุโณทัยเดินไปทักเคทซึ่งกำลังยืนยืดเส้นยืดสายอยู่กับไคล์นาธาน และซาโตรุ
“มีอะไรเหรอคะ?”
“บอกได้ไหมว่าหลังฉันออกจากบาเรีย เกิดอะไรขึ้นบ้าง?” อรุโณทัยขอ “หลังลัคนาแทงตัวเองก็วุ่นวายน่าดู คนในบาเรียห้ำหั่นกันจนตายไม่รู้กี่ศพพอคนน้อย ฉันก็พยายามให้อุลริกมาช่วยคุมหน่วยลาดตระเวน แต่รายนั้นดันฉายเดี่ยวบุกเข้าดงผู้เล่นจน...ต้องออกจากเกมเสียก่อนเลยคาดหวังให้ซิลเวสเตอร์เป็นคนรับช่วงต่อถ้าเกิดอะไรขึ้นกับฉัน แต่เหมือนว่าเขาก็ได้ออกมาเหมือนกัน”
“อันที่จริง คุยกับยูริน่าจะได้เรื่องมากกว่านะคะ” เคทมองหาเป้าหมาย แต่เขากำลังคุยกับพวกเด็กๆอยู่
“แค่อยากรู้ว่ายังมีหน่วยลาดตระเวนอยู่รึเปล่า” อรุโณทัยต่อ “ยังมีใครออกไปรับพวกคนที่เพิ่งถูกส่งเข้าไปไหม? ขอแค่ใครสักคนยืนอยู่ตรงนั้นเพื่อต้อนรับคนที่กำลังสิ้นหวัง แค่นั้น...”
“หน่วยลาดตระเวนไม่มีวันตายค่ะ” เคทยิ้ม “ความกลัวแพร่กระจายได้เหมือนไฟลามทุ่งก็จริงแต่...ความกล้าหาญเองก็เช่นกัน”
อดีตหัวหน้าได้ยินก็ใจชื้น
หน่วยลาดตระเวนคือคบเพลิง และความกล้าหาญคือเปลวไฟ แม้จะตายไปกี่คน เข้ามาใหม่อีกกี่คน พวกเขาส่งต่อเปลวไฟนั้น จากรุ่นสู่รุ่น...